LOGINบทที่ 9
การหนี
ผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ
ยาหยีเดินเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับร่างบางของเหมยฟางกำลังยืนรอเธออย่างใจจดใจจ่อ
“ได้ผ้าตามที่ต้องการไหมเจ้าคะ? หากไม่ได้ ข้าจะได้พาท่านหญิงไปหาผ้าที่ร้านอื่นแทน” เหมยฟางพูดขึ้น
“ได้แล้ว ได้ตรงตามที่ใจของข้าต้องการเลย งั้นเรากลับกันเถอะ” พูดจบยาหยีก็เดินนำเหมยฟางไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนของม่อเที้ยนอี้ทันที
ยามค่ำคืนมาถึง
หลังจากที่ยาหยีกลับมาถึงจวนก็เป็นช่วงที่ม่อเที้ยนอี้กำลังวุ่นวายกับงานของเขาทั้งวัน จนทำให้เขาไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเธอเลย แต่ตอนนี้งานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งตรงมาหาเธอที่หอนอนทันที
“วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้พาตามที่ใจปรารถนาแล้ว เช่นนั้นแล้วงานแต่งงานของเราคงจะราบรื่นใช่หรือไม่?”
“แน่นอนเจ้าค่ะ งานแต่งงานของเราจะราบรื่นอย่างแน่นอน”
เมื่อได้รับคำตอบจากยาหยีแบบนั้น ท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ก็ถามยาหยีขึ้นต่อทันที “ก่อนหน้านี้เจ้าโกหกข้าว่าเจ้าเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว และสามีของเจ้าก็คือแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงที่ปลอมตัวเข้ามาในจวนของข้า เหตุใดจึงต้องโกหกข้าเช่นนั้น?”
จะให้ตอบกลับไปว่าอย่างไงดีล่ะ!
ยาหยีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เงยหน้าตอบเขาไปอย่างชาญฉลาด “หากข้าไม่ตอบไปเช่นนั้น ข้าจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าท่านก็ปรารถนาในตัวของข้าเช่นเดียวกัน”
“ที่แท้เจ้าก็รู้อย่างงั้นรึ?”
“ใช่เจ้าค่ะเพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าท่านคิดเช่นไรกับข้า ถือว่าเป็นโชคดีของข้ายิ่งนัก”
ทุกคำของยาหยีล้วนแต่เป็นคำโกหก แต่เพื่อพูดให้เขาวางใจเธอ ต่อให้ต้องตกนรกเพราะคำโกหกของตัวเองเธอก็ยอม
“เจ้าช่างเป็นสตรีที่ปากหวานแต่เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก! แต่ถึงอย่างงั้นแม้รู้ว่าคำพูดของเจ้าอาจจะกำลังโกหกข้าอยู่ แต่ข้าจะลองเชื่อเจ้าสักครั้ง เพราะดูว่าแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงจะย้อนกลับมาช่วยเจ้าไม่ทันก่อนที่จะเข้าพิธีแต่งงานแล้วนะสิ! แล้วคนอย่างแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงนั้นถือสัจจะยิ่งนัก หากรู้ว่าเจ้าเป็นภรรยาของข้าแล้ว เขาจะไม่กล้ามายุ่งหรือชิงตัวเจ้ากลับไปอย่างแน่นอน”
“ดูเหมือนว่าท่านกับท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงจะรู้จักกันดีมากกว่าเป็นศัตรูกันเสียอีกนะเจ้าคะ?” ยาหยีถามขึ้นต่อด้วยความสงสัย
“เจ้านี่ช่างฉลาดยิ่งนัก! ที่จริงเราสองคนรบอยู่ฝ่ายตรงข้ามของกันและกันมาตั้งแต่เป็นทหาร ชื่อเสียงของแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงนั้นตีคู่กับข้ามานาน แม้ว่าจะไม่ได้ผูกพันด้วยการพบเจอกัน แต่ผูกพันด้วยความแค้นต่างหาก”
“ท่านแค้นอะไรท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงรึ?”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ ก่อนที่เขาจะตอบเธอกลับไป “เขาคือคนที่สังหารบิดาของข้าในสนามรบ!”
เมื่อได้รับคำตอบแบบนั้น ยาหยีก็ไม่แปลกใจเลยที่ม่อเที้ยนอี้จะเกลียดชังและแค้นท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงยิ่งนัก และเธอก็ไม่แปลกใจเลยว่าท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงจะระแวงหลังจากม่อเที้ยนอี้ตลอดเวลา ก็เขาเล่นไปฆ่าพ่อของม่อเที้ยนอี้เลยนะสิ
“เอาล่ะ! วันนี้เจ้าพักผ่อนเถอะ 2-3 วันต่อจากนี้ข้าต้องยุ่งกับงานจนมาไม่ค่อยมีเวลามาหาเจ้า ช่วงนี้เหมยฟางจะตามติดดูแลเจ้า และจัดการเรื่องพิธีแต่งงานให้กับเจ้าเอง” พูดจบ เขาก็เขยิบหน้าเข้ามาใกล้ ๆ เธอ ก่อนที่เขาจะกระซิบเสียงแผ่วเบาลงที่หูของเธอ
“ข้าเฝ้ารอถึงคืนเข้าหอของเราไม่ไหวเสียแล้ว” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากก่อนที่จะเดินปิดประตูออกไปทันที
ยาหยีที่ได้ยินแบบนั้นก็แทบกรี๊ดร้องออกมา แม้เขาจะเป็นแม่ทัพรูปงามจากฝ่ายศัตรู แต่ความชั่วร้ายของเขาก็ไม่อาจจะทำให้เธอรักเขาได้
ค่ำคืนเข้าพิธีแต่งงานมาถึง
เถ้าแก่เนี้ยหลินและท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงในร่างของเฟิงเฟยได้เดินทางมาถึง ณ จวนของม่อเที้ยนอี้พร้อมกับชุดเจ้าสาว เพราะในวันนี้ม่อเที้ยนอี้ได้สั่งคนคุมจวนของเขาไว้อย่างแน่นหนาเป็นอย่างมาก เพราะกลัวว่าท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงจะเข้ามาชิงตัวเจ้าสาวของเขาไป แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าตอนนี้ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงได้เข้ามาอยู่ในจวนของเขาแล้ว
ณ หอนอนของยาหยี
เมื่อประตูหอนอนเปิดออก พร้อมกับเถ้าแก่เนี้ยหลินและเฟิงเฟยปรากฏตัวขึ้น ก็ทำให้ยาหยีรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาไม่ส่งข่าวคราวมาให้เธอเลย จนเธอแอบคิดไปว่าพวกเขาคงถูกจับตัวไปได้แน่ ๆ ดังนั้นเมื่อเห็นท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงในร่างของเฟิงเฟยปลอดภัยเช่นนั้น ยาหยีจึงรีบเข้าไปกอดเข้าไว้ทันที
“ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่ หลายวันมานี้ท่านหายไปไม่ส่งข่าวคราวมาให้ข้าเลย”
“ที่ข้าต้องหายไปอย่างเงียบ ๆ เช่นนั้น ก็เพราะว่าข้ากลัวว่าม่อเที้ยนอี้จะจับการเคลื่อนไหวของพวกเราได้” เขาตอบเธอกลับมาอย่างมีเหตุผล
“ท่านช่างรอบครอบยิ่งนัก!” ยาหยีตอบกลับไปทันที
ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงและเถ้าแก่เนี้ยหลินเดินแบกหีบเสื้อผ้าเข้ามา พวกเขารีบให้ยาหยีเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดใหม่ ก่อนที่จะเตรียมยัดเธอใส่เข้าไปในหีบใหญ่นั่น
“แต่ถ้ามีคนมาเช็คแล้วเห็นว่าข้าไม่ได้สวมชุดเจ้าสาวอยู่ที่นี่ พวกเขาก็จับได้ก่อนที่เราจะหนีไปได้อย่างแน่ ๆ” ยาหยีพูดขึ้นด้วยความกังวลใจ
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เจ้ารีบลงไปอยู่ในหีบนั่นเถอะ ในหีบนี้ข้าเจาะรูให้เจ้าหายใจออกอย่างสบายแล้ว ส่วนเรื่องคนสวมชุดเจ้าสาวนี้ ข้าและเถ้าแก่หลินจะจัดการเอง”
เมื่อยาหยีได้ยินแบบนั้น เธอก็เข้าไปอยู่ในหีบใหญ่ตามที่เขาบอกทันที
และในขณะนั้นเหมยฟางที่เดินเปิดประตูเข้ามาในหอนอนเพื่อตรวจความเรียบร้อยก็ถูกเถ้าแก่เนี้ยหลินตีจากด้านหลังจนสลบ ก่อนที่เถ้าแก่เนี้ยหลินจะรีบเปลี่ยนเอาชุดเจ้าสาวใส่ให้กับเหมยฟาง และผ้าสีแดงคลุมหน้าทันที ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อป้องกันนางตื่นก่อนเวลา ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงได้ตั้งธูปยาสลบไว้ใกล้ ๆ นางด้วย เผื่อนางตื่นขึ้นได้กลิ่นธูปก็จะหลับต่อทันที ทำให้หากมีคนเดินมาเช็คเจ้าสาว ก็จะพบว่าเหมือนนางกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ที่หน้ากระจกนั่นเอง
เมื่อจัดการสลับตัวเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงกับเถ้าแก่เนี้ยหลินก็พากันถือหีบออกไปจากหอนอนและมุ่งตรงไปสู่หน้าประตูจวน
แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูจวน ทหารเฝ้ายามต้องการที่จะตรวจสอบข้าวของที่อยู่ในหีบนั้น ทำให้เถ้าแก่เนี้ยหลินรีบพูดขึ้น
“ในนี้มีแต่ผ้าอยู่มาก เป็นผ้าที่ข้าพกมาด้วยเจ้าสาวของท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ต้องการแก้ไขเพิ่มเติม พวกท่านอย่าได้เสียเวลาเปิดดูเลย”
ยิ่งพูดแบบนั้นกลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้ทหารเฝ้ายามคนนั้นยิ่งสงสัย เขาจึงเปิดออกทันที
แต่เมื่อเปิดออกมาก็พบว่ามีแต่ผ้าในหีบจริง ๆ ทำให้ทหารเฝ้ายามปล่อยพวกเขาไปทันที
ที่จริงแล้วร่างบางของยาหยียังคงอยู่ในนั้น แต่ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงได้เอาผ้าทับบนตัวของเธอไว้เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบนั่นเอง
หลังจากที่เถ้าแก่เนี้ยหลินและท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงพาหีบออกมาได้ไกลจนพ้นสายตาแล้ว พวกเขาก็รีบพาร่างบางของยาหยีออกมาจากหีบ แต่ขี่ม้าเพื่อมุ่งหน้าสู่ชายแดนทันที
และแน่นอนว่า คนอย่างม่อเที้ยนอี้ย่อมจมูกไว เพราะเขาได้จับได้เสียก่อนว่าเจ้าสาวได้หนีไปแล้ว เขาจึงไม่รอช้ารีบนำกำลังคนขี่ม้าไปที่ชายแดนทันที
ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงได้พายาหยีและเถ้าแก่เนี้ยหลินมาถึงที่ชายแดนจนได้ แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะข้ามไปนั่น ท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ก็ยิงธนูใส่ม้าจนม้าล้มลงกับพื้นทันที ทำให้คนทั้งสามต้องออกวิ่งแทน
ม่อเที้ยนอี้ไม่ย่อท้อรีบขี่ม้าตามไป แต่ทว่าการช้าไปเพียงก้าวเดียวก็ทำให้ยาหยี ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิง และเถ้าแก่เนี้ยหลินข้ามประตูเข้าเขตแดนของเมืองเฉินฉางไปเสียแล้ว ทำให้ม่อเที้ยนอี้ไม่อาจจะข้ามตามไปได้ เพราะไม่อย่างงั้นเขาจะต้องถูกทหารจากฝั่งนั้นจับไปเป็นเชลยทันที
วินาทีที่ม่อเที้ยนอี้เห็นคนที่เขากำลังเดินข้ามจากไป เขาก็วางอาวุธทุกอย่างในมือลงและลงมาจากหลังม้า สายตาของเขามองไปที่เหยาเหยาของเขาอย่างไม่ละสายตา แม้รู้ว่านางจะไม่เคยรักเขาสักนิด แม้รู้ว่าช่วงเวลาทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพียงแค่สั้น ๆ แต่ทว่าเขานั้นกลับรักนางอย่างใจจริง
ทางด้านของยาหยีที่หันมาเห็นสายตาของม่อเที้ยนอี้ก็ตกใจเป็นอย่างมาก เธอพอรู้บ้างว่าเขามีความรู้สึกให้กับเธอ แต่เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาจะรักเธอมากขนาดนี้ สายตาที่เขามองมาที่เธอเป็นสายตาที่คลั่งรักสุดหัวใจ
และเสียงตะโกนสุดท้ายของเขา ทำให้ยาหยีอึ้งไปทันที
“ข้าจะรอจนกว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น ใครหน้าไหนก็ห้ามข้าไม่ได้ ต่อให้ต้องฝืนใจเจ้า ข้าจะเอาเจ้าเป็นของข้าให้ได้”
ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงได้ยินแบบนั้นก็หันควับไปมองม่อเที้ยนอี้ทันที แม้ปากจะไม่เอยอะไรออกมา แต่ทว่าสายตาของเขาที่มองไปที่ม่อเที้ยนอี้ก็บอกให้รู้แล้วว่า เขาไม่มีทางยอมให้เธอตกไปเป็นของใครเด็ดขาด
______________________________________________________________
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
บทที่ 12ตั๋วเดินทางกลับบ้านหลังจากรถม้าเคลื่อนตัวสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดรถม้าก็มาจอดลงหน้าประตูจวนสกุลหลี่ทันทียาหยีและหลี่อี้ลงมาจากรถม้า และมุ่งหน้าสู่ประตูจวน และเมื่อหลี่อี้เป็นคนเปิดประตูจวนเข้าไป เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบกับร่างบางของสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งราวกับสวรรค์เมตตาได้ยินคำเรียกร้องของยาหยี วินาทีแรกที่ยาหยีได้เห็นสตรีผู้นั้น เธอก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจทันที“แม่!”“ข้าไม่ใช่แม่ของเจ้า แต่ข้าคือแม่มดที่จะพาเจ้ากลับสู่โลกที่เจ้าจากมา” คำตอบของแม่มดทำเอายาหยี่แทบร้องไห้มาทันที เพราะแม่มดผู้นี้หน้าตาเหมือนกับแม่ของเธอราวกับคนคนเดียวกันหรือว่า...นี่จะเป็นแม่ของเธอในอดีตชาติ“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะเป็นคนมาหาพวกเจ้าเองเมื่อถึงเวลา และตอนนี้ก็ถึงเวลา ข้าจะส่งเจ้ากลับไปตามที่ใจของเจ้าปรารถนา”เมื่อยาหยีได้ยินแม่มดมีมี่พูดขึ้นแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก “งั้นช่วยพาข้ากลับตอนนี้เลยนะคะ ข้าอยากกลับบ้านไปหาแม่ของข้าใจจะขาดแล้ว”“ได้”ทางด้านของหลี่อี้ที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบพูดรั้งยาหยีขึ้น “เจ้าแน่ใจที่จะกลับไปจริง ๆ อย่างงั้นรึ? ในเมื่อสวรรค์ส่งเจ้าให้ข้ามภพมาไกลขนา
และในขณะนั้นเอง เสียงที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังทันที“ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท”“อ้าวท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิง! วันนี้เจ้าเข้าวังด้วยอย่างงั้นรึ? มาสิ ๆ เข้ามานั่งด้วยกันก่อน”ยาหยีหันควับไปก็พบกับท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงทันที เธอพยายามหนีห่างจากเขา แต่ดูเหมือนว่าจะหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นเสียอย่างงั้น!“วันนี้กระหม่อมเข้ามาตรวจอาวุธในคลั่งพะยะค่ะ กลัวว่าหากไม่ตรวจตาบ่อย ๆ อาจจะทำให้มีคนลักลอบออกไปขายได้พะยะค่ะ” ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงตอบกลับไปทันที“เจ้านี่ช่างละเอียดอ่อนยิ่งนัก! นาน ๆ ทีเจ้าจะเข้ามาในวัง ปกติหากอยากพบเจ้า ข้าต้องไปตามหาตามที่ฝึกซ้อมหรือไม่ก็สนามรบเท่านั้น วันนี้มาดื่มน้ำชาเพื่อพูดคุยด้วยกันก่อนสิ แถมวันนี้ยังมีเหยาเหยาและองครักษ์หลี่มาร่วมด้วย” ฮ่องเต้พูดเชิญขึ้นทันที และใครจะกล้าปฎิเสธพระราชาของแผ่นดินได้ล่ะ ดังนั้นแม้ว่าทุกคนอยากจะออกจากตรงนี้ไป แต่ทว่าพวกเขากลับต้องนั่งสนทนาต่อไปกับฮ่องเต้ผ่านไปสักพักใหญ่ เรื่องราวส่วนใหญ่ที่ทั้ง 4 คนสนทนากันก็มักจะเป็นเรื่องราวทั่ว ๆไปเท่านั้น ส่วนมากจะเป็น 3 บุรุษมากกว่าที่คุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนยาหยีที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องข
บทที่ 11เบาะแสการเดินทางกลับบ้าน“กลับบ้าน? บ้านของเจ้าอยู่ที่เมืองใดกันล่ะ? เดี๋ยวข้าขับรถม้าไปส่งเองก็ได้” เขาถามขึ้น“หากข้าพูดไปเจ้าจะเชื่อหรือไม่ว่าบ้านของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่บ้านของข้าอยู่ในอนาคต”“หา?” เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที “อนาคต? ข้าเคยได้ยินคำร่ำลืมกันว่าน้าโซ่ผู้ซึ่งเป็นน้าสะใภ้ของข้านั้นมาจากอนาคต แต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง”“มันเป็นเรื่องจริง! น้าโซ่มาจากอนาคต และข้าเองก็มาจากอนาคตเหมือนกัน น้าโซ่ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ทำให้ต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป แต่ข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอยู่ที่นี่แล้ว และข้าก็ไม่รู้จักใครที่นี่ด้วย ข้าอยากกลับอนาคตไปหาแม่ของข้า ป่านนี้แม่ของข้าคงรอข้ากลับบ้านแล้ว”“หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูด แล้วข้าจะช่วยเจ้าหาทางกลับบ้านได้อย่างไรกัน?” เขาถามเธอขึ้นต่อ“น้าโซ่เคยเล่าให้ข้าฟังว่า มีแม่มดตนหนึ่งที่สามารถส่งจดหมายและข้าวของไปอนาคตได้ หากข้าได้พบนางอีกสักครั้ง นางจะช่วยข้ากลับบ้านได้อย่างแน่นอน” ยาหยีพูดขึ้นอย่างมีความหวัง“แล้วแม่มดผู้นั้นอยู่ที่ใดกันล่ะ?” “ข้าเองก็ไม่รู้ ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของนางเลยสักนิด น้าโซ่บอก
“ได้สิ! ที่นี่บ้านของท่านน้าโซ่ เจ้าจะอยู่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น งั้นก็เดินตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนก่อน เดินทางมานานคงเหนื่อยแย่”เมื่อเขาพูดจบ เขาก็เดินนำยาหยีเข้าไปที่ด้านในจวนทันทีด้านในจวนของท่านแม่ทัพหลี่นับว่าเป็นจวนที่ใหญ่มาก แถมยังมีทั้งทหารและสาวใช้มากมายอีกด้วย ยาหยีไม่แปลกใจเลยที่น้าโซ่ติดใจที่จะอาศัยอยู่ที่แทนเมื่อหลี่อี้พายาหยีมาถึงหน้าหอนอน เขาแบกของของเธอเข้าไปด้านในหอนอนทันที ก่อนที่จะพูดขึ้น “อีกสักพัก ถิงถิง จะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวดูแลเจ้า เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกนางได้เลย ทุกอย่างที่นี่เป็นของเจ้าทั้งหมด”ยาหยีพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับถามเขาขึ้น “แล้วนี่ท่านจะไม่อยู่จวนแล้วหรอ?”“ข้าเป็นองครักษ์ วันนี้ฮ่องเต้มีเสด็จไปเยี่ยมประชาชน ข้าต้องติดตามไปด้วย เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลไป ที่นี่มีทหารมากมายคอยคุมกันเจ้า และเดี๋ยวเสร็จงานแล้วข้าจะกลับมา” พูดจบ เขาก็เดินจากไปทันทีเมื่อเวลายามค่ำคืนมาถึงยาหยีรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมากเมื่อนึกภาพที่ฮูหยินมารดาของท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงออกปากไล่เธอ แถมท่านแม่ทัพจ้าวที่บอกว่าจะปกป้องเธอ กลับยืนนิ่งเฉยให้เธอถูกไล่ออกมาเสียอย่าง
บทที่ 10หนี่ฮาวท่านแม่เมื่อข้ามฝั่งกลับมาได้ ยาหยีก็ได้กลับมาเจอกับน้าสาวของเธอที่กำลังรออยู่ที่ค่ายทหาร ทั้งสองคนกอดไว้แน่นอย่างสุขใจ ก่อนที่ยาหยีจะเริ่มถามทุกความสงสัยทันทีและยาหยีก็ได้คำตอบว่า น้าโซ่ของเธอได้ข้ามภพมาที่นี่เพราะดาบโบราณเมื่อ 3 ก่อน และทำให้ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ ทั้งสองคนฝ่าฝันอุปสรรคมาด้วยกันจนตกหลุมรักกัน และแต่งงานกันในที่สุด หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นาน น้าโซ่ก็ได้พบกับหญิงสาวคนนั้นที่บอกว่าตัวเองเป็นแม่มดที่สามารถสื่อสารข้ามมิติได้ แม้ว่าน้าโซ่ของเธอจะไม่เชื่อเท่าไหร่นักในตอนแรก แต่ก็ลองส่งจดหมายไปแจ้งให้ทุกคนที่บ้านรู้ว่าเธอไม่ได้หายตัวไปไหน แต่แค่ข้ามภพมาเท่านั้นเอง และเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ น้าโซ่ของเธอก็ได้ผ้าไหมโบราณที่มาจากสำเภาใหญ่ที่เดินทางกลับจากสยาม เธอคุยไปมากับเถ้าแก่ผ้าผู้นั้นจนรู้ว่าผ้าไหมที่ได้มานี่เป็นของตระกูลของเธอในยุคนี้ จวบกับจังหวะที่น้าโซ่ได้พบกับแม่มดผู้นั้นอีกครั้ง เธอจึงขอให้แม่มดผู้นั้นส่งสไบผ้าไหมสีทองนี้ไปให้ยาหยี แต่เธอไม่คิดว่ามันจะนำพาหลานสาวของตัวเองให้ข้ามภพตามกับมายาหยีที่รู้แบบนั้นก็ต้องการพบแม่มดคนนั้นทันที เพราะตัวเอง
บทที่ 9การหนีผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ยาหยีเดินเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับร่างบางของเหมยฟางกำลังยืนรอเธออย่างใจจดใจจ่อ“ได้ผ้าตามที่ต้องการไหมเจ้าคะ? หากไม่ได้ ข้าจะได้พาท่านหญิงไปหาผ้าที่ร้านอื่นแทน” เหมยฟางพูดขึ้น“ได้แล้ว ได้ตรงตามที่ใจของข้าต้องการเลย งั้นเรากลับกันเถอะ” พูดจบยาหยีก็เดินนำเหมยฟางไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนของม่อเที้ยนอี้ทันทียามค่ำคืนมาถึงหลังจากที่ยาหยีกลับมาถึงจวนก็เป็นช่วงที่ม่อเที้ยนอี้กำลังวุ่นวายกับงานของเขาทั้งวัน จนทำให้เขาไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเธอเลย แต่ตอนนี้งานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งตรงมาหาเธอที่หอนอนทันที“วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้พาตามที่ใจปรารถนาแล้ว เช่นนั้นแล้วงานแต่งงานของเราคงจะราบรื่นใช่หรือไม่?”“แน่นอนเจ้าค่ะ งานแต่งงานของเราจะราบรื่นอย่างแน่นอน”เมื่อได้รับคำตอบจากยาหยีแบบนั้น ท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ก็ถามยาหยีขึ้นต่อทันที “ก่อนหน้านี้เจ้าโกหกข้าว่าเจ้าเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว และสามีของเจ้าก็คือแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงที่ปลอมตัวเข้ามาในจวนของข้า เหตุใดจึงต้องโกหกข้าเช่นนั้น?”จะให้ตอบกลับไปว่าอย่างไงดีล่ะ!ยาหยีคิดอยู่ครู่หนึ







