เข้าสู่ระบบขณะที่โซ่ หรือซูลี่กำลังนั่งฟังตงตงเล่าเรื่องถึงวิถีชีวิตของคนจากยุคนี้อยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีบริวารคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องของเธอเพื่อแจ้งข่าว
“คุณหนูซูลี่ ท่านแม่ทัพหลี่มาขอพบค่ะ” บริวาร คนนั้นพูดขึ้น
“มากล่าวหาว่าฉันเป็นคนขโมยดาบอีกแล้วล่ะสิ อีตานี่ไม่ยอมเลิกราเลยจริง ๆ” ซูลี่บ่นขึ้นมากับตัวเองเบา ๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจนัก
เมื่อตงตงเห็นว่าคุณหนูของตงตงยังไม่รีบออกไปพบแม่ทัพหลี่ นางจึงต้องพูดขึ้นเพื่อกระตุ้น “คุณหนูค่ะ ท่านแม่ทัพหลี่มาพบถึงจวนแบบนี้ รีบออกไปพบดีกว่าค่ะ หากปล่อยให้รอนานจะเป็นการเสียมารยาทได้”
“ฮึ!” ซูลี่สบถในลำคอเบา ๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่นางก็ยอมเดินออกไปจากห้องเพื่อพบกับท่านแม่ทัพซูลี่ตามที่ตงตงแจ้ง
เมื่อซูลี่เดินมาถึงศาลารับรองแขกโดยมีตงตงเดินอยู่ข้างหลัง นางก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าจากอาการไม่พอใจ เป็นสีหน้ายิ้มแย้มแทนเพื่อต้อนรับขับสู้เขา แต่ดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพหลี่จะมองออกตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่านางไม่ค่อยพอใจเขาเท่าไหร่นัก เขาจึงเปิดประโยคพูดขึ้นก่อนทันที
“ข้ามาที่นี่ ข้าไม่ได้มาเพื่อทวงถามเจ้าเรื่องดาบของข้าหรอก แต่ข้ามาที่นี่เพื่อแจ้งให้เจ้ารู้ว่าท่านลุงหวางซูนข่านต้องรีบไปนำทัพออกรบที่หัวเมืองทางตอนใต้ด่วน จึงให้ข้าเป็นผู้มาแจ้งข่าวกับเจ้า”
“ขอบคุณท่านมาก” ซูลี่ตอบกลับไป
“ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ท่านลุงหวางให้ข้าเป็นผู้ปกครองเจ้าในช่วงที่ท่านลุงออกไปทำศึกสงครามอยู่ โดยให้เจ้าย้ายไปอยู่ที่จวนของข้า”
“ไม่นะ!” ซูลี่รีบปฏิเสธออกไปทันที ก็จู่ ๆ จะให้นางย้ายไปอยู่ที่จวนของคนที่กล่าวหาว่านางเป็นขโมยเช่นนั้น มีหวังหากมีของอย่างอื่นหายในบ้านของเขา เขาจะต้องกล่าวหานางอีกเป็นแน่
“ไม่ได้! เจ้าปฏิเสธข้าไม่ได้ จงรีบไปเก็บข้าวของและออกเดินทางไปสู่จวนตระกูลหลี่ซะ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่” เมื่อเห็นว่านางดื้อรั้น เขาผู้ซึ่งโตกว่าจึงต้องพูดขึ้นด้วยเสียงดุและกำราบนางทันที
“แต่ข้าไม่ไป ข้าไม่อยากไปที่จวนของท่าน ข้าอยากอยู่ที่นี่” ซูลี่ยังคงดื้อดึงไม่เลิก
“แต่ข้ารับปากท่านลุงหวางไว้แล้ว ข้าจะผิดคำพูดไม่ได้” ท่านแม่ทัพหลี่เถียงกลับไป
“ก็ข้าบอกว่าไม่ไป ก็ไม่ไปไงเล่า” ซูลี่พูดจบ ก็เตรียมที่จะเดินเลี่ยงหนีออกไปทันที
และกริยาแบบนั้นยิ่งทำให้ท่านแม่ทัพหลี่รู้สึกโมโหนางขึ้นมา เขาไม่เคยเจอหญิงใดที่ช่างไร้มารยาทและดื้อรั้นขนาดนี้มาก่อน และเมื่อนางกล้าที่จะแสดงกริยามารยาทเช่นนี้ออกมา เขาก็ต้องใช้ไม้โหดกับนาง
ท่านแม่ทัพหลี่เดินเข้าไปใกล้ตัวของนาง และช้อนตัวของซูลี่ขึ้นอุ้มโดยไม่ทันให้นางได้ทันตั้งตัว
“ปล่อยข้านะ ท่านจะทำอะไรข้า” ซูลี่ตะโกนร้องออกมา พร้อมกับใช้มือน้อย ๆ ของนางทุบตีไปที่หน้าอกของเขา แต่แรงอันน้อยนิดของนางก็ไม่ได้ทำเขารู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
ท่านแม่ทัพหลี่ไม่ได้อะไรซูลี่กลับไป แต่กลับหันไปสั่งตงตงที่กำลังยืนอยู่ข้างหลัง “เจ้าไปเก็บข้าวของของนายเจ้า และตามไปที่จวนของตระกูลหลี่ซะ ข้าจะนำ ตัวนางไปก่อน”
เมื่อสั่งตงตงเสร็จ ท่านแม่ทัพหลี่ก็อุ้มร่างที่ดิ้นไปมาของซูลี่ขึ้นรถม้าไปทันที
ตงตงแอบยิ้มตามหลังที่เห็นท่านแม่ทัพหลี่โกรธซูลี่ขนาดนั้นก็เพราะเขาเป็นห่วงนางนั้นเอง
เมื่อรถม้ามาจอดที่จวนของตระกูลหลี่ ท่านแม่ทัพหลี่ที่นั่งอยู่ในรถม้ากับซูลี่ก็ถามนางขึ้น “เจ้าจะเดินลงจากรถม้านี้เอง หรือจะให้ข้าอุ้มเจ้าเข้าไป”
“ไม่ต้อง! ข้ามีขา ข้าเดินไปเองได้” พูดจบ ซูลี่ก็เดินจากรถม้าด้วยใบที่งอและเต็มไปด้วยความโกรธทันที
ท่านแม่ทัพหลี่พานางมายังหอนอนขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้นางอย่างดี พร้อมกับพูดขึ้น “นี่คือหอนอนของเจ้า เข้าไปพักผ่อนเสียเถอะ อีกไม่นานเดี๋ยวผู้ติดตามของเจ้าก็มาแล้ว”
ซูลี่ไม่ตอบกลับอะไรท่านแม่ทัพหลี่กลับไปสักคำ แถมนางยังเดินเข้าไปในหอนอนนั้น พร้อมกับปิดประตูใส่หน้าของเขาทันที
“เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออออ! เมื่อไหร่ท่านลุงหวางจะมาพาตัวนางกลับไปนะ?” ท่านแม่ทัพหลี่พูดขึ้นกับตัวเองด้วยความเหนื่อยใจ
หลังจากที่ซูลี่เข้ามาในหอนอนใหม่ของตระกูลหลี่แล้ว นางก็ทิ้งตัวนอนลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยหน่ายใจเช่นกัน
“ฉันรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าอีตาแม่ทัพขี้เก็กนี่เอาเสียเลย” ซูลี่บ่นออกมากับตัวเองเสียงดัง
และไม่นานนัก ตงตงก็เดินเข้ามาในหอนอนนี้พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ของซูลี่ โดยมีบริวารจากจวนของตระกูลหลี่ช่วยขนเข้ามา
เมื่อเห็นว่าของทุกอย่างถูกวางไว้ในหอนอนแล้ว ซูลี่ก็รีบลุกขึ้นจากเตียงและวิ่งเข้าไปในกองข้าวของนั้นพร้อมกับรื้อหาของบางอย่างอยู่นาน
“คุณหนูหาอะไรอยู่หรอคะ?” ตงตงจึงถามคุณหนูของตนเองขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าซูลี่เริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดที่ยังคงหาของไม่เจอ
_______________________________________________________
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
บทที่ 12ตั๋วเดินทางกลับบ้านหลังจากรถม้าเคลื่อนตัวสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดรถม้าก็มาจอดลงหน้าประตูจวนสกุลหลี่ทันทียาหยีและหลี่อี้ลงมาจากรถม้า และมุ่งหน้าสู่ประตูจวน และเมื่อหลี่อี้เป็นคนเปิดประตูจวนเข้าไป เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบกับร่างบางของสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งราวกับสวรรค์เมตตาได้ยินคำเรียกร้องของยาหยี วินาทีแรกที่ยาหยีได้เห็นสตรีผู้นั้น เธอก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจทันที“แม่!”“ข้าไม่ใช่แม่ของเจ้า แต่ข้าคือแม่มดที่จะพาเจ้ากลับสู่โลกที่เจ้าจากมา” คำตอบของแม่มดทำเอายาหยี่แทบร้องไห้มาทันที เพราะแม่มดผู้นี้หน้าตาเหมือนกับแม่ของเธอราวกับคนคนเดียวกันหรือว่า...นี่จะเป็นแม่ของเธอในอดีตชาติ“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะเป็นคนมาหาพวกเจ้าเองเมื่อถึงเวลา และตอนนี้ก็ถึงเวลา ข้าจะส่งเจ้ากลับไปตามที่ใจของเจ้าปรารถนา”เมื่อยาหยีได้ยินแม่มดมีมี่พูดขึ้นแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก “งั้นช่วยพาข้ากลับตอนนี้เลยนะคะ ข้าอยากกลับบ้านไปหาแม่ของข้าใจจะขาดแล้ว”“ได้”ทางด้านของหลี่อี้ที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบพูดรั้งยาหยีขึ้น “เจ้าแน่ใจที่จะกลับไปจริง ๆ อย่างงั้นรึ? ในเมื่อสวรรค์ส่งเจ้าให้ข้ามภพมาไกลขนา
และในขณะนั้นเอง เสียงที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังทันที“ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท”“อ้าวท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิง! วันนี้เจ้าเข้าวังด้วยอย่างงั้นรึ? มาสิ ๆ เข้ามานั่งด้วยกันก่อน”ยาหยีหันควับไปก็พบกับท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงทันที เธอพยายามหนีห่างจากเขา แต่ดูเหมือนว่าจะหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นเสียอย่างงั้น!“วันนี้กระหม่อมเข้ามาตรวจอาวุธในคลั่งพะยะค่ะ กลัวว่าหากไม่ตรวจตาบ่อย ๆ อาจจะทำให้มีคนลักลอบออกไปขายได้พะยะค่ะ” ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงตอบกลับไปทันที“เจ้านี่ช่างละเอียดอ่อนยิ่งนัก! นาน ๆ ทีเจ้าจะเข้ามาในวัง ปกติหากอยากพบเจ้า ข้าต้องไปตามหาตามที่ฝึกซ้อมหรือไม่ก็สนามรบเท่านั้น วันนี้มาดื่มน้ำชาเพื่อพูดคุยด้วยกันก่อนสิ แถมวันนี้ยังมีเหยาเหยาและองครักษ์หลี่มาร่วมด้วย” ฮ่องเต้พูดเชิญขึ้นทันที และใครจะกล้าปฎิเสธพระราชาของแผ่นดินได้ล่ะ ดังนั้นแม้ว่าทุกคนอยากจะออกจากตรงนี้ไป แต่ทว่าพวกเขากลับต้องนั่งสนทนาต่อไปกับฮ่องเต้ผ่านไปสักพักใหญ่ เรื่องราวส่วนใหญ่ที่ทั้ง 4 คนสนทนากันก็มักจะเป็นเรื่องราวทั่ว ๆไปเท่านั้น ส่วนมากจะเป็น 3 บุรุษมากกว่าที่คุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนยาหยีที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องข
บทที่ 11เบาะแสการเดินทางกลับบ้าน“กลับบ้าน? บ้านของเจ้าอยู่ที่เมืองใดกันล่ะ? เดี๋ยวข้าขับรถม้าไปส่งเองก็ได้” เขาถามขึ้น“หากข้าพูดไปเจ้าจะเชื่อหรือไม่ว่าบ้านของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่บ้านของข้าอยู่ในอนาคต”“หา?” เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที “อนาคต? ข้าเคยได้ยินคำร่ำลืมกันว่าน้าโซ่ผู้ซึ่งเป็นน้าสะใภ้ของข้านั้นมาจากอนาคต แต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง”“มันเป็นเรื่องจริง! น้าโซ่มาจากอนาคต และข้าเองก็มาจากอนาคตเหมือนกัน น้าโซ่ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ทำให้ต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป แต่ข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอยู่ที่นี่แล้ว และข้าก็ไม่รู้จักใครที่นี่ด้วย ข้าอยากกลับอนาคตไปหาแม่ของข้า ป่านนี้แม่ของข้าคงรอข้ากลับบ้านแล้ว”“หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูด แล้วข้าจะช่วยเจ้าหาทางกลับบ้านได้อย่างไรกัน?” เขาถามเธอขึ้นต่อ“น้าโซ่เคยเล่าให้ข้าฟังว่า มีแม่มดตนหนึ่งที่สามารถส่งจดหมายและข้าวของไปอนาคตได้ หากข้าได้พบนางอีกสักครั้ง นางจะช่วยข้ากลับบ้านได้อย่างแน่นอน” ยาหยีพูดขึ้นอย่างมีความหวัง“แล้วแม่มดผู้นั้นอยู่ที่ใดกันล่ะ?” “ข้าเองก็ไม่รู้ ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของนางเลยสักนิด น้าโซ่บอก
“ได้สิ! ที่นี่บ้านของท่านน้าโซ่ เจ้าจะอยู่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น งั้นก็เดินตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนก่อน เดินทางมานานคงเหนื่อยแย่”เมื่อเขาพูดจบ เขาก็เดินนำยาหยีเข้าไปที่ด้านในจวนทันทีด้านในจวนของท่านแม่ทัพหลี่นับว่าเป็นจวนที่ใหญ่มาก แถมยังมีทั้งทหารและสาวใช้มากมายอีกด้วย ยาหยีไม่แปลกใจเลยที่น้าโซ่ติดใจที่จะอาศัยอยู่ที่แทนเมื่อหลี่อี้พายาหยีมาถึงหน้าหอนอน เขาแบกของของเธอเข้าไปด้านในหอนอนทันที ก่อนที่จะพูดขึ้น “อีกสักพัก ถิงถิง จะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวดูแลเจ้า เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกนางได้เลย ทุกอย่างที่นี่เป็นของเจ้าทั้งหมด”ยาหยีพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับถามเขาขึ้น “แล้วนี่ท่านจะไม่อยู่จวนแล้วหรอ?”“ข้าเป็นองครักษ์ วันนี้ฮ่องเต้มีเสด็จไปเยี่ยมประชาชน ข้าต้องติดตามไปด้วย เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลไป ที่นี่มีทหารมากมายคอยคุมกันเจ้า และเดี๋ยวเสร็จงานแล้วข้าจะกลับมา” พูดจบ เขาก็เดินจากไปทันทีเมื่อเวลายามค่ำคืนมาถึงยาหยีรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมากเมื่อนึกภาพที่ฮูหยินมารดาของท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงออกปากไล่เธอ แถมท่านแม่ทัพจ้าวที่บอกว่าจะปกป้องเธอ กลับยืนนิ่งเฉยให้เธอถูกไล่ออกมาเสียอย่าง
บทที่ 10หนี่ฮาวท่านแม่เมื่อข้ามฝั่งกลับมาได้ ยาหยีก็ได้กลับมาเจอกับน้าสาวของเธอที่กำลังรออยู่ที่ค่ายทหาร ทั้งสองคนกอดไว้แน่นอย่างสุขใจ ก่อนที่ยาหยีจะเริ่มถามทุกความสงสัยทันทีและยาหยีก็ได้คำตอบว่า น้าโซ่ของเธอได้ข้ามภพมาที่นี่เพราะดาบโบราณเมื่อ 3 ก่อน และทำให้ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ ทั้งสองคนฝ่าฝันอุปสรรคมาด้วยกันจนตกหลุมรักกัน และแต่งงานกันในที่สุด หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นาน น้าโซ่ก็ได้พบกับหญิงสาวคนนั้นที่บอกว่าตัวเองเป็นแม่มดที่สามารถสื่อสารข้ามมิติได้ แม้ว่าน้าโซ่ของเธอจะไม่เชื่อเท่าไหร่นักในตอนแรก แต่ก็ลองส่งจดหมายไปแจ้งให้ทุกคนที่บ้านรู้ว่าเธอไม่ได้หายตัวไปไหน แต่แค่ข้ามภพมาเท่านั้นเอง และเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ น้าโซ่ของเธอก็ได้ผ้าไหมโบราณที่มาจากสำเภาใหญ่ที่เดินทางกลับจากสยาม เธอคุยไปมากับเถ้าแก่ผ้าผู้นั้นจนรู้ว่าผ้าไหมที่ได้มานี่เป็นของตระกูลของเธอในยุคนี้ จวบกับจังหวะที่น้าโซ่ได้พบกับแม่มดผู้นั้นอีกครั้ง เธอจึงขอให้แม่มดผู้นั้นส่งสไบผ้าไหมสีทองนี้ไปให้ยาหยี แต่เธอไม่คิดว่ามันจะนำพาหลานสาวของตัวเองให้ข้ามภพตามกับมายาหยีที่รู้แบบนั้นก็ต้องการพบแม่มดคนนั้นทันที เพราะตัวเอง
บทที่ 9การหนีผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ยาหยีเดินเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับร่างบางของเหมยฟางกำลังยืนรอเธออย่างใจจดใจจ่อ“ได้ผ้าตามที่ต้องการไหมเจ้าคะ? หากไม่ได้ ข้าจะได้พาท่านหญิงไปหาผ้าที่ร้านอื่นแทน” เหมยฟางพูดขึ้น“ได้แล้ว ได้ตรงตามที่ใจของข้าต้องการเลย งั้นเรากลับกันเถอะ” พูดจบยาหยีก็เดินนำเหมยฟางไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนของม่อเที้ยนอี้ทันทียามค่ำคืนมาถึงหลังจากที่ยาหยีกลับมาถึงจวนก็เป็นช่วงที่ม่อเที้ยนอี้กำลังวุ่นวายกับงานของเขาทั้งวัน จนทำให้เขาไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเธอเลย แต่ตอนนี้งานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งตรงมาหาเธอที่หอนอนทันที“วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้พาตามที่ใจปรารถนาแล้ว เช่นนั้นแล้วงานแต่งงานของเราคงจะราบรื่นใช่หรือไม่?”“แน่นอนเจ้าค่ะ งานแต่งงานของเราจะราบรื่นอย่างแน่นอน”เมื่อได้รับคำตอบจากยาหยีแบบนั้น ท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ก็ถามยาหยีขึ้นต่อทันที “ก่อนหน้านี้เจ้าโกหกข้าว่าเจ้าเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว และสามีของเจ้าก็คือแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงที่ปลอมตัวเข้ามาในจวนของข้า เหตุใดจึงต้องโกหกข้าเช่นนั้น?”จะให้ตอบกลับไปว่าอย่างไงดีล่ะ!ยาหยีคิดอยู่ครู่หนึ







