LOGIN“โฮ้ นี่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นเลยหรอ แค่ข้าไม่อยากเจอคนคนหนึ่งเนี่ย!” ซูลี่พูดขึ้นด้วยสีหน้าเซ็งสุดขีด
“ใช่แล้วค่ะ แล้วตอนนี้คุณหนูเป็นถึงผู้สืบทอดตระกูลหวางแต่เพียงผู้เดียว ทุกการกระทำและกริยามารยาทของคุณหนูต้องยิ่งระวังเป็นอย่างมากเลยค่ะ”
“เฮ้อออออออออออออออออ ผู้สืบทอดตระกูลหวาง” ซูลี่ถอนหายใจออกมาอย่างยาวเยียด พรางนึกใจ “จู่ ๆ ฉันต้องรับภาระใหญ่หลวง งือออออออออออ กดดันนะเว้ยยยย ฉันอยากกลับไปหาคุณหลวง ถ้ามีทางเข้ามาที่นี่ มันก็ต้องมีทางออกไปได้สิ อย่างน้อย ๆ ถ้าไม่ไปหาคุณหลวงก็พาฉันกลับบ้านที งืออออออออออออออออออ”
ท่านแม่ทัพหวางที่กำลังจะมาตามซูลี่ด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าตงตงหายไปนานแล้ว แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้หอนอนของนาง เขาจึงยืนแอบดูนางที่กำลังยืนสนทนากับตงตงอยู่หน้าประตูหอนอน ท่านแม่ทัพหวางได้ยินทุกคำพูดและการกระทำของนางกับตงตง ทำให้ท่านแม่ทัพหวางรู้สึกหนักใจไม่น้อย เพราะนางดูไม่ค่อยรู้จักธรรมเนียม และชีวิตการเป็นอยู่ที่มากนัก ห่างปล่อยไว้แบบนี้มีหวังนางได้ทำให้ตระกูลหวางเดือดร้อนแล้ว ในเมื่อเขาเป็นคนเรียกนางมายังที่แห่งนี้ เขาก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำทุกอย่างของนาง
“ข้าคงต้องหาคนมาช่วยสอนกริยามารยาท กฎธรรมเนียม และการใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เจ้าแล้วสินะ”
มีเพียงแต่ท่านแม่ทัพหวางเท่านั้นที่รู้ว่าเหตุใดนางถึงถูกนำพามายังที่ไกลแสนไกลขนาดนี้
“อ่า อ่า ข้าไปก็ได้” ซูลี่ที่กำลังจะเดินนำหน้าของ ตงตงไปยังศาลารับรองแขก นางก็ต้องหยุดชะงักขาไว้ก่อนทันที “เอ๊ะ! ข้าไม่รู้นี่น่าว่าศาลารับรองแขกอยู่ที่ไหน งั้นเจ้าเดินนำข้าไปที”
“ข้าลืมไปว่าคุณหนูจะไปแบบนี้ไม่ได้ค่ะ” ตงตงพูดขึ้นแปลก ๆ จนทำให้ซูลี่นึกสงสัย ว่าทีตอนแรกอยากให้นางรีบไปนักหนา แต่พอมาตอนนี้ตงตงกลับบอกว่านางยังไปไม่ได้
“อ้าว! ทำไมล่ะ”
“คุณหนูต้องเปลี่ยนชุดประหลาดนี้อีกก่อนค่ะ” ตงตงพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ชุดไทยโบราณสีทองที่ซูลี่กำลังสวมใส่อยู่
“เอ่อ จริงด้วย”
ตงตงพาซูลี่เข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดจีนโบราณที่เรียกว่าชุด ฮั่นฝู ซึ่งเป็นชุดที่นิยมใส่ช่วงยุคของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งก็คือในยุคที่ซูลี่กำลังอยู่ตอนนี้นี่เอง
หลังจากที่เปลี่ยนจากชุดไทยมาเป็นชุดฮั่นฝูเรียบร้อยแล้ว ซูลี่ก็หยิบชุดไทยพร้อมกับเครื่องประดับไทยขึ้นมากอดไว้ ก่อนที่ยื่นไปให้กับตงตง แล้วพูดขึ้น “ตงตง เจ้าช่วยเก็บรักษาชุดนี้ให้ดีนะ ชุดนี้เป็นชุดที่สำคัญสำหรับข้ามาก เพราะมันเป็นสิ่งเดียวในที่แห่งนี้ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของข้า ขอให้เจ้าเก็บรักษามันไว้ใกล้ตัวของข้าที่สุด ให้ข้าได้มองเห็นมันทุก ๆ วัน”
ตงตงรับชุดไทยโบราณสีทองมาไว้ในมือ พร้อมกับผงกหัวรับคำสั่งจากคุณหนูของตน
ร่างของซูลี่ปรากฏขึ้น ณ ศาลารับรองแขกด้วยชุดฮั่นฝูที่รุงรังไปหมด ทำให้ซูลี่เดินเกเกกังกังเพราะนางเพิ่งเคยจะใส่ชุดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
ซูลี่พรางคิดในใจ “ถึงจะข้ามพบมาเป็นซูลี่ของตระกูลหวาง แต่ถึงอย่างไงฉันตัวตนที่แท้จริงของฉันก็เป็นยัยโซ่สาวไทยจากดินแดนยิ้มสยามอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละน่า ต่อให้มาจับฉันใส่ชุดจีนโบราณขนาดไหน ฉันก็คงไม่ชินอย่างแน่นอน งือออออออออออออออ คิดถึงชุดไทยสะบัดสไบของฉันจังเลย”
ท่านแม่ทัพแม่หลี่ที่เห็นแม่นางซูลี่เดินขึ้นมาบนศาลารับรองแขกด้วยอาการเกเกกังกัง ก็ทำให้เขาแอบหัวเราะออกมาเล็กน้อย จนทำซูลี่ที่เหลือบมาเห็นถึงกับรู้สึกอายขึ้นมาทันที
“รีบเข้ามานั่งเถิด ท่านแม่ทัพหลี่มารอพบเจ้านานแล้วนะ” ท่านลุงพูดขึ้น พร้อมกับเร่งหลานสาวจาก แดนไกลให้รีบนั่งลง
ฟึบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
ซูลี่ทิ้งนั่งลงอย่างแรงโดยไม่มีความเป็นกุลสตรีสมกับที่มาจากชาติตระกูลสูงศักดิ์อย่างตระกูลหวางเสียเลยทำให้ท่านลุงรู้สึกอับอายไม่นอน
“เฮ้อ! นี่ข้าคงต้องรีบจัดเตรียมคนมาสอนเรื่องมารยาทกับนางให้ไวที่สุด มีหวังอายคนเขาไปทั่วแน่” ท่านลุงหวางบนพึมพำออกมาเบา ๆ ที่มีแค่เขาเท่านั้นที่ได้ยิน
ท่านแม่ทัพหลี่แอบหัวเราะออกมาเล็กน้อยกับท่าทางกระโดกกระเดกของนาง ทำให้เขานึกถึงภาพครั้งแรกที่ได้เจอนางในชุดแปลกประหลาดสีเหลืองทอง ตอนนั้นนางช่างดูสวยสะดุดตา แต่กริยาของนางนั้นไม่ค่อยน่ามองเอาซะเท่าไหร่เลย
“เอาล่ะ ข้ามาวันนี้ก็เพื่อจะมาสอบถามว่า เจ้าไปได้ดาบนี้มาจากไหน?” ท่านแม่ทัพหลี่เปิดประเด็นขึ้นมาทันที
“ข้าไม่ได้ขโมยนะ” แต่ซูลี่ก็ร้อนตัวขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าไม่ได้จะว่าเจ้าเป็นขโมย ข้าแค่ถามว่าเจ้าได้มันมาจากไหน เพราะดาบนี้เป็นดาบที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับข้า นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครสามารถจับต้องมันได้” ท่านแม่ทัพอธิบายให้นางฟังอย่างช้า เพื่อที่ว่านางจะยอมเปิดปากว่านางได้ดาบนี้มาจากที่ไหน
___________________________________________________________
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
บทที่ 12ตั๋วเดินทางกลับบ้านหลังจากรถม้าเคลื่อนตัวสักพักใหญ่ ๆ ในที่สุดรถม้าก็มาจอดลงหน้าประตูจวนสกุลหลี่ทันทียาหยีและหลี่อี้ลงมาจากรถม้า และมุ่งหน้าสู่ประตูจวน และเมื่อหลี่อี้เป็นคนเปิดประตูจวนเข้าไป เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้พบกับร่างบางของสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งราวกับสวรรค์เมตตาได้ยินคำเรียกร้องของยาหยี วินาทีแรกที่ยาหยีได้เห็นสตรีผู้นั้น เธอก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจทันที“แม่!”“ข้าไม่ใช่แม่ของเจ้า แต่ข้าคือแม่มดที่จะพาเจ้ากลับสู่โลกที่เจ้าจากมา” คำตอบของแม่มดทำเอายาหยี่แทบร้องไห้มาทันที เพราะแม่มดผู้นี้หน้าตาเหมือนกับแม่ของเธอราวกับคนคนเดียวกันหรือว่า...นี่จะเป็นแม่ของเธอในอดีตชาติ“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะเป็นคนมาหาพวกเจ้าเองเมื่อถึงเวลา และตอนนี้ก็ถึงเวลา ข้าจะส่งเจ้ากลับไปตามที่ใจของเจ้าปรารถนา”เมื่อยาหยีได้ยินแม่มดมีมี่พูดขึ้นแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมาก “งั้นช่วยพาข้ากลับตอนนี้เลยนะคะ ข้าอยากกลับบ้านไปหาแม่ของข้าใจจะขาดแล้ว”“ได้”ทางด้านของหลี่อี้ที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงรีบพูดรั้งยาหยีขึ้น “เจ้าแน่ใจที่จะกลับไปจริง ๆ อย่างงั้นรึ? ในเมื่อสวรรค์ส่งเจ้าให้ข้ามภพมาไกลขนา
และในขณะนั้นเอง เสียงที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังทันที“ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท”“อ้าวท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิง! วันนี้เจ้าเข้าวังด้วยอย่างงั้นรึ? มาสิ ๆ เข้ามานั่งด้วยกันก่อน”ยาหยีหันควับไปก็พบกับท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงทันที เธอพยายามหนีห่างจากเขา แต่ดูเหมือนว่าจะหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นเสียอย่างงั้น!“วันนี้กระหม่อมเข้ามาตรวจอาวุธในคลั่งพะยะค่ะ กลัวว่าหากไม่ตรวจตาบ่อย ๆ อาจจะทำให้มีคนลักลอบออกไปขายได้พะยะค่ะ” ท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงตอบกลับไปทันที“เจ้านี่ช่างละเอียดอ่อนยิ่งนัก! นาน ๆ ทีเจ้าจะเข้ามาในวัง ปกติหากอยากพบเจ้า ข้าต้องไปตามหาตามที่ฝึกซ้อมหรือไม่ก็สนามรบเท่านั้น วันนี้มาดื่มน้ำชาเพื่อพูดคุยด้วยกันก่อนสิ แถมวันนี้ยังมีเหยาเหยาและองครักษ์หลี่มาร่วมด้วย” ฮ่องเต้พูดเชิญขึ้นทันที และใครจะกล้าปฎิเสธพระราชาของแผ่นดินได้ล่ะ ดังนั้นแม้ว่าทุกคนอยากจะออกจากตรงนี้ไป แต่ทว่าพวกเขากลับต้องนั่งสนทนาต่อไปกับฮ่องเต้ผ่านไปสักพักใหญ่ เรื่องราวส่วนใหญ่ที่ทั้ง 4 คนสนทนากันก็มักจะเป็นเรื่องราวทั่ว ๆไปเท่านั้น ส่วนมากจะเป็น 3 บุรุษมากกว่าที่คุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนยาหยีที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องข
บทที่ 11เบาะแสการเดินทางกลับบ้าน“กลับบ้าน? บ้านของเจ้าอยู่ที่เมืองใดกันล่ะ? เดี๋ยวข้าขับรถม้าไปส่งเองก็ได้” เขาถามขึ้น“หากข้าพูดไปเจ้าจะเชื่อหรือไม่ว่าบ้านของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่บ้านของข้าอยู่ในอนาคต”“หา?” เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที “อนาคต? ข้าเคยได้ยินคำร่ำลืมกันว่าน้าโซ่ผู้ซึ่งเป็นน้าสะใภ้ของข้านั้นมาจากอนาคต แต่ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง”“มันเป็นเรื่องจริง! น้าโซ่มาจากอนาคต และข้าเองก็มาจากอนาคตเหมือนกัน น้าโซ่ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ทำให้ต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป แต่ข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอยู่ที่นี่แล้ว และข้าก็ไม่รู้จักใครที่นี่ด้วย ข้าอยากกลับอนาคตไปหาแม่ของข้า ป่านนี้แม่ของข้าคงรอข้ากลับบ้านแล้ว”“หากเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูด แล้วข้าจะช่วยเจ้าหาทางกลับบ้านได้อย่างไรกัน?” เขาถามเธอขึ้นต่อ“น้าโซ่เคยเล่าให้ข้าฟังว่า มีแม่มดตนหนึ่งที่สามารถส่งจดหมายและข้าวของไปอนาคตได้ หากข้าได้พบนางอีกสักครั้ง นางจะช่วยข้ากลับบ้านได้อย่างแน่นอน” ยาหยีพูดขึ้นอย่างมีความหวัง“แล้วแม่มดผู้นั้นอยู่ที่ใดกันล่ะ?” “ข้าเองก็ไม่รู้ ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของนางเลยสักนิด น้าโซ่บอก
“ได้สิ! ที่นี่บ้านของท่านน้าโซ่ เจ้าจะอยู่ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น งั้นก็เดินตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนก่อน เดินทางมานานคงเหนื่อยแย่”เมื่อเขาพูดจบ เขาก็เดินนำยาหยีเข้าไปที่ด้านในจวนทันทีด้านในจวนของท่านแม่ทัพหลี่นับว่าเป็นจวนที่ใหญ่มาก แถมยังมีทั้งทหารและสาวใช้มากมายอีกด้วย ยาหยีไม่แปลกใจเลยที่น้าโซ่ติดใจที่จะอาศัยอยู่ที่แทนเมื่อหลี่อี้พายาหยีมาถึงหน้าหอนอน เขาแบกของของเธอเข้าไปด้านในหอนอนทันที ก่อนที่จะพูดขึ้น “อีกสักพัก ถิงถิง จะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวดูแลเจ้า เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกนางได้เลย ทุกอย่างที่นี่เป็นของเจ้าทั้งหมด”ยาหยีพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับถามเขาขึ้น “แล้วนี่ท่านจะไม่อยู่จวนแล้วหรอ?”“ข้าเป็นองครักษ์ วันนี้ฮ่องเต้มีเสด็จไปเยี่ยมประชาชน ข้าต้องติดตามไปด้วย เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลไป ที่นี่มีทหารมากมายคอยคุมกันเจ้า และเดี๋ยวเสร็จงานแล้วข้าจะกลับมา” พูดจบ เขาก็เดินจากไปทันทีเมื่อเวลายามค่ำคืนมาถึงยาหยีรู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมากเมื่อนึกภาพที่ฮูหยินมารดาของท่านแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงออกปากไล่เธอ แถมท่านแม่ทัพจ้าวที่บอกว่าจะปกป้องเธอ กลับยืนนิ่งเฉยให้เธอถูกไล่ออกมาเสียอย่าง
บทที่ 10หนี่ฮาวท่านแม่เมื่อข้ามฝั่งกลับมาได้ ยาหยีก็ได้กลับมาเจอกับน้าสาวของเธอที่กำลังรออยู่ที่ค่ายทหาร ทั้งสองคนกอดไว้แน่นอย่างสุขใจ ก่อนที่ยาหยีจะเริ่มถามทุกความสงสัยทันทีและยาหยีก็ได้คำตอบว่า น้าโซ่ของเธอได้ข้ามภพมาที่นี่เพราะดาบโบราณเมื่อ 3 ก่อน และทำให้ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ ทั้งสองคนฝ่าฝันอุปสรรคมาด้วยกันจนตกหลุมรักกัน และแต่งงานกันในที่สุด หลังจากที่แต่งงานได้ไม่นาน น้าโซ่ก็ได้พบกับหญิงสาวคนนั้นที่บอกว่าตัวเองเป็นแม่มดที่สามารถสื่อสารข้ามมิติได้ แม้ว่าน้าโซ่ของเธอจะไม่เชื่อเท่าไหร่นักในตอนแรก แต่ก็ลองส่งจดหมายไปแจ้งให้ทุกคนที่บ้านรู้ว่าเธอไม่ได้หายตัวไปไหน แต่แค่ข้ามภพมาเท่านั้นเอง และเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ น้าโซ่ของเธอก็ได้ผ้าไหมโบราณที่มาจากสำเภาใหญ่ที่เดินทางกลับจากสยาม เธอคุยไปมากับเถ้าแก่ผ้าผู้นั้นจนรู้ว่าผ้าไหมที่ได้มานี่เป็นของตระกูลของเธอในยุคนี้ จวบกับจังหวะที่น้าโซ่ได้พบกับแม่มดผู้นั้นอีกครั้ง เธอจึงขอให้แม่มดผู้นั้นส่งสไบผ้าไหมสีทองนี้ไปให้ยาหยี แต่เธอไม่คิดว่ามันจะนำพาหลานสาวของตัวเองให้ข้ามภพตามกับมายาหยีที่รู้แบบนั้นก็ต้องการพบแม่มดคนนั้นทันที เพราะตัวเอง
บทที่ 9การหนีผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ยาหยีเดินเปิดประตูห้องออกมาก็พบกับร่างบางของเหมยฟางกำลังยืนรอเธออย่างใจจดใจจ่อ“ได้ผ้าตามที่ต้องการไหมเจ้าคะ? หากไม่ได้ ข้าจะได้พาท่านหญิงไปหาผ้าที่ร้านอื่นแทน” เหมยฟางพูดขึ้น“ได้แล้ว ได้ตรงตามที่ใจของข้าต้องการเลย งั้นเรากลับกันเถอะ” พูดจบยาหยีก็เดินนำเหมยฟางไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนของม่อเที้ยนอี้ทันทียามค่ำคืนมาถึงหลังจากที่ยาหยีกลับมาถึงจวนก็เป็นช่วงที่ม่อเที้ยนอี้กำลังวุ่นวายกับงานของเขาทั้งวัน จนทำให้เขาไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเธอเลย แต่ตอนนี้งานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งตรงมาหาเธอที่หอนอนทันที“วันนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้พาตามที่ใจปรารถนาแล้ว เช่นนั้นแล้วงานแต่งงานของเราคงจะราบรื่นใช่หรือไม่?”“แน่นอนเจ้าค่ะ งานแต่งงานของเราจะราบรื่นอย่างแน่นอน”เมื่อได้รับคำตอบจากยาหยีแบบนั้น ท่านแม่ทัพม่อเที้ยนอี้ก็ถามยาหยีขึ้นต่อทันที “ก่อนหน้านี้เจ้าโกหกข้าว่าเจ้าเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว และสามีของเจ้าก็คือแม่ทัพจ้าวอวิ๋นเฟิงที่ปลอมตัวเข้ามาในจวนของข้า เหตุใดจึงต้องโกหกข้าเช่นนั้น?”จะให้ตอบกลับไปว่าอย่างไงดีล่ะ!ยาหยีคิดอยู่ครู่หนึ







