Se connecterแก้วน้ำสีอำพันถูกวางตรงหน้าชายหนุ่ม เขายกแล้วชนกับอีกฝ่าย ต่างคนต่างพูดคุยกันอย่างสนิทสนม เธอต้องการลืมเรื่องราวอันเจ็บปวดให้หมด ขอแค่เพียงความสบายใจชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
วอดก้าแก้วที่สามถูกกระดกดื่ม คนดื่มเริ่มสติพร่าเลือน มองภาพรอบกายพร่ามัว ร่างกายแทบทรงไม่อยู่ จนฟุบหน้ากับบาร์ พลรบชะงักแล้วจับไล่มนเขย่าเบาๆ
“คุณเรศครับ” เขาร้องเรียก “ได้ยินผมไหม”
“คุณพล ฉันดื่มไม่ไหวแล้วค่ะ” เธอบอกเสียงเบา แล้วเอียงหน้ามามอง ผิวแก้มกำลังแดงปลั่ง
“ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ฉันไม่อยากกลับบ้าน ขอฉันนอนที่นี่สักครู่นะคะ”
พลรบระบายลมหายใจ “ไม่ได้หรอกนะครับ เดี๋ยวเขาต้องปิดร้านกัน”
“ฉันขอนอนก่อนนะคะ” เธอฟุบหน้าลงตามเดิม
ชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ แล้วตรงเข้าช้อนร่างบาวไว้ในอ้อมแขน พรรณเรศตระหนกตกใจโอบรอบคอเขาไว้มั่น สีหน้าตื่นตระหนก
“ทำอะไรคะคุณพล!” เธอร้องถาม
“พาคุณออกไปจากที่นี่ไงครับ”
“แต่ฉันยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้นี่คะ” พรรณเรศบอกเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอ
“ไปพักที่ห้องผมก่อนก็ได้”
หญิงสาวชะงัก แต่ทว่าหัวสมองกลับมึนงงสับสน เพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ เธอไม่ได้เอ่ยคำใดนอกจากซบหน้ากับอกกว้างเท่านั้น คนเมาถูกวางไว้ตรงเบาะหน้า พลรบคาดเข็มขัดให้เรียบร้อย แล้วขับเคลื่อนรถออกจากบริเวณนั้น ดวงตาคมจ้องมองไปยังเธอบ่อยครั้ง เห็นกำลังหลับพริ้ม
แปลกใจ... ที่โอกาสมาหาเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้
รถจอดตรงลานกว้าง พลรบเปิดประตูฝั่งคนนั่งแล้วค่อยๆ พยุงร่างบางออกมา คนเมาโซเซจนเขาต้องคอยประคองไม่ห่าง จนกระทั่งสองคนมาถึงห้องพัก เขารูดคีย์การ์ดดันประตูให้เปิด แล้วแทรกกายเข้าด้านใน เมื่อเห็นคนเมาไม่ได้สติเลยช้อนร่างบางไว้ในอ้อมแขน มาถึงห้องนอนแล้ววางร่างนั้นบนเตียง แต่ทว่าคนเมากลับโอบรัดรอบคอแน่นไม่ยอมปล่อย
“เรศ.. คุณกำลังเมามากนะ” เขาพยายามเตือน
พรรณเรศกอดรับอีกฝ่ายไว้แน่น เผยอริมฝีปากแล้วจ้องมองเขาส่งสายตาพร้อมรอยยิ้มยั่วยวน
“ฉันคิดถึงคุณมากนะคะ” เธอเพ้อออกมา แล้วรั้งใบหน้าอีกฝ่ายให้เข้ามาหา
สำหรับพลรบแล้ว นี่เป็นโอกาสเดียวที่เขามี หากเธอต้องการให้ทำอะไรเขายินดี ริมฝีปากหนาถูกแนบชิดอย่างรวดเร็ว เลือดในกายชายหนุ่มร้อนฉ่า โน้มกายเข้าหาร่างบางมอบจุมพิตดูดดื่มเร่าร้อน พรรณเรศลืมสิ้นทุกสิ่ง เวลานี้เธอมีความสุข ไม่รับรู้สิ่งใด สติเลือนหาย ร่างกายโปร่งเบาราวกับอยู่บนปุยเมฆ ทำไมถึงรู้สึกดีได้ขนาดนี้
สัดส่วนงดงามถูกลูบไล้ กายสาวบิดเร้าไปตามแรงปรนเปรอ ร่างกายเธอกำลังร้อนขึ้นทุกขณะ ริมฝีปากบางกัดกันแน่นเพื่อลดทอนความเสียวซ่านภายใน เขาเลื่อนไล้ริมฝีปากไปตามเนื้อนวลก่อนปลดเสื้อผ้าออกจากร่างงาม จนเหลือชิ้นส่วนติดกายเพียงแค่สองชิ้น เสียงหอบหายใจหนักดังฟังชัด พลรบดวงตาทอประกาย ก้มลงกดจุมพิตตรงเนินอกอวบด้วยความกระหาย
“อ๊ะ!” เธอเผลอร้องคราง
แล้วโอบรัดร่างหนาไว้แนบแน่น ราวกับไม่ต้องการหนีหายไปไหน
“คุณสวยเหลือเกินเรศ...” เขาเพ้อออกมา
พลรบสำรวจทุกสัดส่วน แล้วค่อยๆ ปลดเปลื้องสองชิ้นส่วนสุดท้ายออก ดวงตาคมเบิกกว้างมองอย่าชื่นชม แล้วรีบโน้มกายลงฉกชิมทรวงงามอย่างหื่นกระหาย
“อืม...” คนใต้ร่างครางแผ่วในลำคอด้วยความพึงพอใจ
มือหนาลูบไล้ บีบเคล้นอย่างจงใจ สำรวจเนื้ออณูรับรู้ว่าเธอพรั่งพร้อมสำหรับเขาแล้ว ชายหนุ่มไม่รอช้าสลัดอาภรณ์ออกจากเรือนกายแล้วทาบทับเข้าหา
เรียวเล็บจิกลงบนแผ่นหลัง เมื่อสองร่างสอดผสาน จังหวะเคลื่อนกายทำเอาเธอแทบคลั่ง กัดริมฝีปากไว้แน่น แรงปรารถนาพุ่งทะยาน เธอไม่อาจอดทนต่อความต้องการ ปล่อยใจและกายให้เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ เมื่อใกล้ถึงฝั่งฝันฝ่ายรุกเริ่มเดินเกมหนัก จังหวะหนักหน่วงถูกซัดเข้าหาอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งซุกซบใบหน้าลงกับทรวงงามหอบหายใจด้วยความอิ่มเอม
แสงลอดหน้าต่างเข้ามา ร่างบางขยับกายค่อยๆ เปิดเปลือกตา มือยกกุมขมับเพราะรู้สึกปวดขึ้นมา ไม่นานเท่าใดนักสติสัมปชัญญะกลับคืน เธอดีดตัวขึ้นนั่งกวาดตามองรอบๆ แล้วหยุดที่ใบหน้าชายหนุ่มซึ่งกำลังหลับใหล
นี่มันอะไรกัน! เธอทำอะไรลงไป!
พรรณเรศรีบหอบเสื้อผ้าตนเองที่ตกเกลื่อนตามพื้น พาร่างกายอ่อนแรงเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว หญิงสาวยืนมองตนเองในกระจก ความรู้สึกมันยังชัดเจน เมื่อคืนเธอกับพลรบเกินเลยกันไปถึงไหน น้ำตาไหลรินออกมารีบยกมืดปาดมันออก เธอทำผิดกับธัช เรื่องนี้จะต้องไม่มีใครรู้มันต้องเป็นความลับตลอดไป
ประตูห้องน้ำเปิดออก หญิงสาวชะงักจ้องมองคนตัวใหญ่ยืนกอดอกส่งสายตามาหา พรรณเรศเม้มริมฝีปาก แล้วออกจากห้องของเขา เห็นกระเป๋าสะพายตัวเองอยู่บนโต๊ะเลยหยิบมาเดินไปยังหน้าประตู แต่เรียวแขนกลับถูกคว้าไว้
“จะไม่พูดอะไรกับผมสักคำเลยเหรอ!” เขาถามสีหน้าไม่พอใจ
พรรณเรศเบี่ยงกายหนี แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย
“จะให้ฉันพูดอะไร!”
“เรื่องระหว่างเราไง เมื่อคืน!”
ริมฝีปากถูกกัดแน่น เธอตวัดสายตามองเขาสีหน้าไม่พอใจ
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรา!”
คิ้วเข้มขมวด ขบกรามแน่นสีหน้าไม่พอใจ
“ผมเพิ่งรู้นะว่าคุณนอนกับใครง่ายๆ แบบนี้” เขาเยาะ แล้วสบตา
มือบางสั่นเทา พยายามควบคุมอารมณ์อ่อนไหวของตนเอง เพราะความเสียใจทำให้เธอพลาดไป ถ้าหากธัชรู้เรื่องคงต้องรังเกียจเธอแน่
“แล้วแต่คุณจะคิด!” หญิงสาวสะบัดเรียวแขนเพื่อหนี อยากออกไปที่นี่แล้วจบทุกอย่างเอาไว้ แต่เขากลับไม่ยอมปล่อย “ปล่อยฉันนะ!”
“ไม่ปล่อย!”
“นี่คุณต้องการอะไร เรื่องที่มันเกิดขึ้น เราทั้งสองคนต่างเมาด้วยกันทั้งคู่ คุณควรหยุดแค่นี้ดีกว่าไหม!” หญิงสาวเตือน แววตาไม่พอใจ
พลรบยืนนิ่ง “แล้วถ้าผมไม่หยุดล่ะ”
คิ้วบางขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากเม้มแน่น
“นี่คุณอย่าบอกนะว่าคุณรักฉัน พลรบดาราเจ้าเสน่ห์คนนั้นกำลังหลงรักคนอย่างฉันนะเหรอ!” เธอแกล้งประชดเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อย แต่เขากลับไม่หวั่นไหวกับคำพูดแม้แต่น้อย
คนถูกเย้ยกระตุกยิ้มมุมปาก รู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไร คงต้องการให้เขาปล่อย คนอย่างพลรบไม่เคยกลัวเสียหน้า แต่กลัวเสียโอกาสสำคัญมากกว่า
“ถ้าผมตอบว่าใช่ แล้วคุณจะว่ายังไง”
เที่ยงคืนพิมพ์จันทร์ทอดสายตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนเดินเข้าสู่ด้านในที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟด้านนอกส่องสว่าง เธอมาหยุดยืนหน้าห้องตัวเอง แล้วเปิดประตูเข้าข้างใน วางกระเป๋า เปิดไฟ แล้วปลดกระดุมเสื้อด้วยความเหนื่อยอ่อน สาบเสื้อแยกออกจากกัน ร่างบางหันมาทางเตียงกว้างดวงตาเรียวสวยเบิกกว้าง“คุณธัช!” เธอร้องลั่น รีบดึงสาบเสื้อปกปิดร่างกายตนเองเขายิ้มเย็น แล้วเลิ่กคิ้วมองคนตรงหน้า“ทำไมกลับดึก!”“คุณเข้ามาทำไม ออกไปเลยนะ!” หญิงสาวร้อง สีหน้าซีดเผือด“ผัวเข้าห้องเมียผิดตรงไหน ความจริงเราต้องนอนด้วยกัน ด้วยซ้ำไป” เขาย้อนเจ้าของห้องหวั่นวิตก เธอพยายามรักษาระยะห่าง มือบางกำสาบเสื้อไว้แน่น อย่างไรเสียต้องเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้เสียก่อน“ฉันขอร้องคุณดีๆ คุณธัช ฉันไม่เคยต้องการสร้างปัญหาให้คุณ ต่อให้คุณจะเกลียดฉันแค่ไหน คุณก็ไม่ควรทำแบบนี้!”เขายิ้มเย็น แล้วหัวเราะในลำคอ“ผมทำอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยพิมพ์!”คนฟังกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด เพราะกลัวจะถูกลวนลามเหมือนที่ผ่านมา“ถ้าอย่างนั้นคุณเข้ามาทำไม ต้องการอะไร!”เขาชะงัก แล้วครุ่นคิด“ผมมีเรื่องอยาก
เขาโน้มกายเข้าหาบดเบียดร่างกับช่วงขาเรียว คนถูกกระทำดวงตาเบิกกว้าง“ปล่อยฉันนะได้ยินไหม ที่นี่มันบริษัทคุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” พิมพ์จันทร์เริ่มกรีดร้อง“ร้องไปเลย ให้คนอื่นเข้ามาเห็นเรา เพราะผมไม่ได้รู้สึกอายเลย!” เขาเข่นเขี้ยว แล้วยิ้มเยาะ เธอรับรู้ในทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่คนสวยเก็บความคับแค้นไว้ในอก ครุ่นคิดว่าตนเองควรเอาตัวรอดอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ ร่างกายเธอกลับถูกบดเบียดมากขึ้น จนนอนราบไปบนโต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลจญ์ไม่คุ้นเคยลอยแตะจมูก หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง“ฉันบอกให้คุณหยุดไม่ได้ยินหรือไงคุณธัช หรือคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรักพี่สาวฉันมากแค่ไหน!” เมื่อหมดหนทาง เธอเลยเลือกรื้อฟื้นความหลัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิดคนฟังขบกรามกัดฟันกรอด จ้องมองแววตาวาวโรจน์“เธอไม่ควรพูดเรื่องพี่สาวออกมาเลยพิมพ์จันทร์!”“ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะได้ไปกระตุ้นต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณไงคะ!” หญิงสาวย้อนแววตาแข็งกร้าว เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย“ฉันทำผิดตรงไหนอยากจะรู้นัก ฉักกับพี่สาวเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!”พิมพ์จันทร์ชะงัก เห็นรอยรวดร้าวในดวงตา“ถึงคุณไม่คิดอ
เธอเลือกเมินใส่ แล้วบอกเส้นทางรถแท็กซี่ จนกระทั่งรถจอดเทียบหน้าบริษัท หญิงสาวก้าวลงแล้วเร่งฝีเท้าไปยังห้องประธาน พนักงานต่างจ้องมองสีหน้าตื่นเต้น ระคนแปลกใจกับการปรากฏตัวของเจ้านายคนเก่าซึ่งหายหน้าหายตาไปหลายปีหญิงสาวเปิดห้องทำงานของพ่อสามีแล้วก้าวเข้าด้านใน โดยมีคนตัวใหญ่ตามมาติดๆ เธอหงุดหงิดจนกระทั่งหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง เธอชะงักผงะถอยหลังจนแทบล้มดีที่ถูกเขารวบเอวบางเพื่อประคองเอาไว้ มือบางยกขึ้นผลักดันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่ธัชพลกลับไม่พอใจที่ถูกทำเหมือนตัวเชื้อโรค เลยโอบรัดเอวบางกระชากเข้ามาหาตนเองแล้วยิ้มยียวน“นี่คุณ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ที่ไหน!” เธอร้องบอก สีหน้าตระหนก“ทำไมผมจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน”“แล้วทำไมคุณถึงทำแบบนี้ล่ะคุณธัช!”“ก็ผมพอใจ”คนฟังกัดฟันแน่น ตั้งแต่กลับมาทำไมเขาถึงได้ทำตัววุ่นวายกับเธอนัก หรือต้องการกลั่นแกล้งกัน“ปล่อยฉันนะคุณธัช คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” เธอบอกเสียงแข็ง แล้วพยายามขัดขืนดิ้นรนทว่าคนตัวใหญ่กลับไม่ฟังเสียง กอดรัดร่างบางแน่นขึ้นอีก ยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งท
รถจอดเทียบหน้าบ้าน พิมพ์จันทร์เดินไปตรงประตู แต่ทว่ามันกลับถูกเปิดออก พร้อมด้วยคนเปิดนั่งลงตรงเบาะหลังเรียบร้อย หญิงสาวชะงักจ้องมองไปยังลูกน้องพ่อสามีด้วยความไม่เข้าใจ“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งซะสิ!” ธัชพลตะโกนออกมา พิมพ์จันทร์ขมวดคิ้ว“เอ่อ คุณธัชจะเดินทางไปเยี่ยมท่านกับเราครับ”หญิงสาวกัดริมฝีปากชักสีหน้าไม่พอใจ ตอนแรกทำเป็นไม่สนใจพ่อตัวเอง ทีนี้ดันอยากไปรับขึ้นมาเชียว พิมพ์จันทร์ไม่มีทางเลือก นอกจากหย่อนกายลง เคียงข้างสามีทางนิตินัย รถเคลื่อนออกจากบริเวณบ้าน ระหว่างเส้นทางเขาเหลือบมอง แต่เธอแสร้งดูวิวด้านนอกรถแทน“ไปทำคะแนนเหรอ กลัวพ่อผมไม่ยกสมบัติให้หรือไง” เขาแกล้งเย้าเพื่อทำลายความเงียบเธอหันขวับจ้องมองสีหน้าไม่พอใจ“ทำไมฉันต้องอยากได้สมบัติของท่านด้วย ฉันมีปัญญาหาเอง!”เขายักไหล่ “อ้าว ใครจะรู้ก็ผมเห็นว่าคุณทำงานแทนพ่อ แทนผัว จนได้นั่งตำแหน่งประธานแล้วไม่ใช่เหรอ”“ฉันแค่ทำหน้าที่แทนระหว่างคุณพ่อป่วย ฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งประธานเลยสักนิด แล้วอีกอย่างคุณไม่ใช่ผัวฉัน!”“แล้วทะเบียนสมรสที่ลงชื่อคุณด้วย มันไม่ได้บอกว่าผมเป็นผัวหรือไง!”หญิงสาวสะอึกกัดฟันเก็บความฉุนเฉียวเอาไว้ คุณท่านห
พิมพ์จันทร์เดินลงจากรถเมื่อจอดสนิทแล้ว ท่าทางอ่อนแรงทำเอาสุรชัยรู้สึกสงสาร เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วยิ้มให้เพื่อเป็นกำลังใจ“ได้เรื่องหรือเปล่าคะ หรือว่าเขาไม่คิดจะกลับมา”“คุณธัชบอกว่าขอคิดดูก่อนครับ”“ใจคอเขาจะไม่กลับมาเจอพ่อตัวเองเลยเหรอ ท่านแย่มากนะคะตอนนี้!” พิมพ์จันทร์ตำหนิด้วยความไม่พอใจ“คุณธัชคงโกรธท่านมาก ที่ทำลายความรักน่ะครับ”คนฟังหน้างอ “พิมพ์เองก็ถูกกระทำเหมือนกัน พิมพ์ยังไม่โกรธพ่อตัวเองเท่าเขาเลยค่ะ” เธอประชดสุรชัยหัวเราะออกมา แล้วระบายลมหายใจ“ผมคิดว่าคุณธัชคงกลับมาแน่นอนครับ เพียงแต่ไว้ฟอร์มเท่านั้นเอง”“พิมพ์ขอให้เขากลับมาเร็วๆ เถอะค่ะ พิมพ์มีเรื่องอยากตกลงกับเขาสักหน่อย”พูดเรื่องนี้ออกมาสุรชัยได้แต่ยิ้มเจือนๆ เพราะรู้ว่าทางนั้นคงอยากแก้แค้น ตอนนี้เขาควรหาเรื่องอื่นมาพูดคุยกันให้หลงลืมเรื่องนี้ไปก่อนดีกว่า“คุณพิมพ์จะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ”“ฉันจะไปเฝ้าคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นผมขับรถไปให้ดีกว่านะครับ ผมเองก็จะไปเฝ้าคุณท่านอยู่เหมือนกัน”เธอคลี่ยิ้มบางๆ ตอนนี้อยากพักผ่อน แต่เพราะหน้าที่เลยจำต้องทำ แท้จริงแล้วเขาต่างหากที่ควรทำหน้าที่ของลูก“ขอบคุณมากเลยค่ะ เดี๋ยว
ตีสอง...เสียงเคาะประตูทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบรุดมาเปิด เห็นสาวใช้กำลังยืนสีหน้าตื่นตระหนก ท่าทางราวกับเจอเรื่องหนักหนาอะไรมา“มีอะไรคะป้าสมศรี!” หญิงสาวร้องถาม“คุณท่านค่ะ คุณท่านไม่รู้เป็นอะไร สมศรีเรียกมาทานยาแต่ท่านก็ไม่ยอมตอบ!”พิมพ์จันทร์รีบวิ่งไปยังห้องของพ่อสามีทันที เปิดประตูออก เห็นท่านกำลังนอนหอบหายใจไม่รู้สึกตัว“ป้าสมศรีให้น้าพินิจเอารถออกเร็วเข้า!”“ได้ค่ะ” สมศรีรับคำแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างสุรชัยเดินเข้ามา “ให้ผมแบกท่านลงไปดีกว่าครับ”“ค่ะ”รถเคลื่อนออกจากตัวบ้าน พิมพ์จันทร์เฝ้าดูแลพ่อสามีอย่างดีจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลพาธเนศเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน เธอเลยต้องนั่งรอด้านนอกอย่างกังวล หวังว่าคงไม่เป็นอะไร ไม่เช่นนั้นเธอคงเคว้งคว้างและไม่รู้ควรเดินไปทางไหน ระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ดูแลกันมา เธอรู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อคนหนึ่งไปแล้วหนึ่งชั่วโมงถัดมา หมอเจ้าของไข้เดินออกมาด้านนอก พิมพ์จันทร์รีบเดินไปหาสีหน้ากังวล“ไม่ทราบว่าคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังต้องเฝ้าดูอาหาร ตอนนี้อาการของคุณธเนศไม่สู้ดีนัก อาจทรุดลงอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมอจะพยายามเต็มท







