Se connecterรถจอดเทียบหน้าบ้าน พิมพ์จันทร์เดินไปตรงประตู แต่ทว่ามันกลับถูกเปิดออก พร้อมด้วยคนเปิดนั่งลงตรงเบาะหลังเรียบร้อย หญิงสาวชะงักจ้องมองไปยังลูกน้องพ่อสามีด้วยความไม่เข้าใจ
“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งซะสิ!” ธัชพลตะโกนออกมา พิมพ์จันทร์ขมวดคิ้ว
“เอ่อ คุณธัชจะเดินทางไปเยี่ยมท่านกับเราครับ”
หญิงสาวกัดริมฝีปากชักสีหน้าไม่พอใจ ตอนแรกทำเป็นไม่สนใจพ่อตัวเอง ทีนี้ดันอยากไปรับขึ้นมาเชียว พิมพ์จันทร์ไม่มีทางเลือก นอกจากหย่อนกายลง เคียงข้างสามีทางนิตินัย รถเคลื่อนออกจากบริเวณบ้าน ระหว่างเส้นทางเขาเหลือบมอง แต่เธอแสร้งดูวิวด้านนอกรถแทน
“ไปทำคะแนนเหรอ กลัวพ่อผมไม่ยกสมบัติให้หรือไง” เขาแกล้งเย้าเพื่อทำลายความเงียบ
เธอหันขวับจ้องมองสีหน้าไม่พอใจ
“ทำไมฉันต้องอยากได้สมบัติของท่านด้วย ฉันมีปัญญาหาเอง!”
เขายักไหล่ “อ้าว ใครจะรู้ก็ผมเห็นว่าคุณทำงานแทนพ่อ แทนผัว จนได้นั่งตำแหน่งประธานแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ฉันแค่ทำหน้าที่แทนระหว่างคุณพ่อป่วย ฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งประธานเลยสักนิด แล้วอีกอย่างคุณไม่ใช่ผัวฉัน!”
“แล้วทะเบียนสมรสที่ลงชื่อคุณด้วย มันไม่ได้บอกว่าผมเป็นผัวหรือไง!”
หญิงสาวสะอึกกัดฟันเก็บความฉุนเฉียวเอาไว้ คุณท่านหายเมื่อไหร่ เธอภาวนาให้ตนเองได้รับอิสระเสียที
“หยุดพูดจาไม่จริงได้แล้ว คุณหัดอายคนอื่นเขาบ้าง” เธอตำหนิ
“อายทำไม คนกันเองทั้งนั้น อีกอย่างพวกเขาก็รู้ตื่นลึกหน้าบ้างระหว่างเราดีอยู่แล้ว” พูดจบ เขายักไหล่ไม่ยี่ระ
สุรชัยอึกอักแอบกลั้นยิ้มเอาไว้ เหมือนทุกอย่างดีกว่าที่คิด เขาคิดว่าการกลับมาของคุณธัช อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในบ้าน แต่ท่าทีของเจ้านายน้อยไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น
พิมพ์จันทร์ฮึดฮัด ไม่ต่อปากต่อคำ รู้สึกหงุดหงิด ที่สำคัญคือเถียงเขาไม่ออกเลย วาจาธัชพลช่างเชือดเฉือน สร้างความเจ็บจี๊ดในหัวใจ ธัชพลกระตุกยิ้มมุมปาก เพราะตอนนี้มั่นใจว่าตนเองเหนือกว่าอีกคน
รถจอดตรงลานกว้าง เธอรีบเปิดประตูลง แล้วก้าวยาวไม่รอ ยิ่งห่างกันได้ยินดี ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงมันเสียเวลา มาถึงห้องพักฟื้น พิมพ์จันทร์เอื้อมจับลูกบิดเปิดเข้าด้านใน แล้วเดินมาหยุดยืนข้างเตียง คนป่วยหันมามองยิ้มบางๆ เพราะไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
สุรชัยเหลือบมองเจ้านาย ที่ยืนนิ่งสีหน้าเครียดขึ้นเมื่อถึงหน้าประตู ธัชพลสับสนและไม่รู้ว่าควรเดินเข้าไปหรือไม่ ตลอดระยะเวลาสี่ปี เขาห่างหายไม่เคยติดต่อบิดาเลย เพราะโกรธที่พ่อทำลายความรักของตนเอง ทว่าเขานั้นก็ไม่อาจตัดความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับบิดาได้
“เข้าไปไหมครับคุณธัช” สุรชัยเอ่ยถามเสียงเบา
ชายหนุ่มชะงักแล้วหันไปสบตา “ไปสิครับ”
เสียงฝีเท้าทำให้หญิงสาวหันมามอง ธัชพลค่อยๆ ก้าวเดินมาหยุดยืนข้างเตียง ธเนศดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไม่วางตา แทบไม่เชื่อสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า
“ธัช ธัช!” เขาละเมอชื่อบุตรชายออกมาระรัว น้ำตาแห่งความดีใจค่อยๆ ไหลรินออกมา “แกกลับมาแล้ว ธัช!”
ธัชพลชะงักงัน มองเห็นพ่อเป็นแบบนี้แล้วหัวใจเขารู้สึกผิด พ่อผ่ายผอม อ่อนระโหยโรยแรง แต่เขากลับไม่คิดสนใจ
“ผมกลับมาแล้วครับพ่อ” เขาบอกบิดาเสียงเบา
พิมพ์จันทร์ตัดสินใจถอยห่างออกมาเพื่อให้พ่อลูกได้พูดคุยกัน โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะการพบของพ่อลูกอาจทำให้เธอได้รับอิสระที่ใฝ่หา อย่างน้อยหากคุณธเนศยังอยู่ อาจช่วยเกลี่ยกล่อมให้เขายอมหย่ากับเธอ
มือลูกเอื้อมแตะท่อนแขนพ่อแผ่วเบา คนเป็นพ่อเลยจับมือนั้นที่เคยอุ้มชูตั้งแต่ยังน้อยมากุมไว้ แล้วเงยหน้าสบตาด้วยความสุข
“พ่อดีใจที่แกกลับมา” ทิฐิเขาหายไปฉับพลัน เพียงแค่เห็นหน้าลูก เขาทรมานเหลือเกินตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา
เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกผิดเต็มหัวใจ ถ้าหากกลับมาเร็วกว่านี้ คงมีโอกาสได้ดูแลพ่อ
“ผมขอโทษครับพ่อ...”
“ไม่เป็นไร พ่อผิดเอง แค่แกกลับมาพ่อก็ดีใจแล้ว”
เขากุมมือบิดามาแนบแก้ม น้ำตาเอ่อคลอ คิดว่าพ่อไม่เคยรัก ไม่เคยสนใจ แต่สุดท้ายแล้วตนเองรู้ดีกว่าใคร ว่าพ่อนั้นรักเขามากแค่ไหน
“กลับมาแล้วอย่าไปไหนอีกนะ พ่อมีหลายเรื่องที่อยากฝากฝังแก เพราะพ่อเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานอีกสักเท่าไหร่”
คนเป็นลูกเงียบไป ในอกมันอัดแน่น หลงลืมเรื่องบาดหมางกับบิดาชั่วขณะ
“ผมกลับมาเพื่อดูแลพ่อ พ่อไม่ต้องห่วง”
ความตายมันอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ สำหรับธเนศแล้วเขาไม่อาจปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป จนไม่อาจสานต่อความสัมพันธ์กับบุตรชายได้อีก เขาอยากใช้ทุกช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่กับลูก ได้ดูแลกันและกันอย่างดีที่สุด
“พ่ออยากให้แกดูแลบริษัท ตอนนี้พิมพ์ต้องดูแลสองบริษัท พิมพ์เหนื่อยมาก”
“ผมรู้แล้วครับพ่อ เรื่องนี้ผมจะคุยกับพิมพ์เอง” เขาไม่อยากให้พ่อต้องคิดเรื่องอะไร นอกจากการรักษาตัวเองให้ดี
เสียบเปิดประตู พยาบาลเดินเข้ามาเพื่อนำยามาให้ ธเนศหยิบยาเข้าปากแล้วกระดกน้ำตาม ไม่นานนักความง่วงเข้าครอบงำ
“พ่อนอนพักนะครับ อีกไม่นานคงได้กลับบ้านแล้ว” เขาเอนเตียงลง แล้วห่มผ้าให้บิดาไม่นานนักธเนศหลับตาลงเพราะฤทธิ์ยา
พิมพ์จันทร์ลุกยืนเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว หยิบกระเป๋าสะพายไหล่ เพราะต้องไปทำงาน เธอหันมองสุรชัย
“พิมพ์ไปทำงานก่อนนะคะคุณสุรชัย”
“ครับ”
ร่างบางเดินมายังหน้าประตู จับลูกบิด แต่มือบางกลับถูกจับไว้ เธอหันมองคิ้วขมวด รีบชักมือตนเองกลับ
“คุณทำอะไรคุณธัช!”
“ไปทำงาน”
คิ้วบางขมวดมุ่น สีหน้าสับสน ไม่เข้าใจ นี่ตกลงเขาต้องการอะไรกันแน่ เพิ่งมาถึงทำไมไม่อยู่เฝ้าพ่อ
“คุณควรอยู่ดูแลคุณท่านที่นี่นะคะ”
“ผมอยากไปดูที่ทำงาน ว่าคุณบริหารงานเป็นยังไงบ้าง เพราะอีกหน่อยบริษัทต้องเป็นของผม!”
พิมพ์จันทร์ตัดสินใจเดินออกไปด้านนอก ทว่าเขายังคงเดินตามอยู่ เธอเลือกละความสนใจมายืนอยู่ด้านหน้าโรงพยาบาลแล้วโบกรถแท็กซี่ เปิดประตูขึ้นนั่งแต่เขากลับแทรกกายเข้ามาแล้วหย่อนกายลงเคียงข้าง เธอตวัดสายตามองไม่พอใจ
“ทำไมคุณไม่นั่งไปอีกคันล่ะคะ!”
“ประหยัด” เขาตอบกวน
เที่ยงคืนพิมพ์จันทร์ทอดสายตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนเดินเข้าสู่ด้านในที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟด้านนอกส่องสว่าง เธอมาหยุดยืนหน้าห้องตัวเอง แล้วเปิดประตูเข้าข้างใน วางกระเป๋า เปิดไฟ แล้วปลดกระดุมเสื้อด้วยความเหนื่อยอ่อน สาบเสื้อแยกออกจากกัน ร่างบางหันมาทางเตียงกว้างดวงตาเรียวสวยเบิกกว้าง“คุณธัช!” เธอร้องลั่น รีบดึงสาบเสื้อปกปิดร่างกายตนเองเขายิ้มเย็น แล้วเลิ่กคิ้วมองคนตรงหน้า“ทำไมกลับดึก!”“คุณเข้ามาทำไม ออกไปเลยนะ!” หญิงสาวร้อง สีหน้าซีดเผือด“ผัวเข้าห้องเมียผิดตรงไหน ความจริงเราต้องนอนด้วยกัน ด้วยซ้ำไป” เขาย้อนเจ้าของห้องหวั่นวิตก เธอพยายามรักษาระยะห่าง มือบางกำสาบเสื้อไว้แน่น อย่างไรเสียต้องเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้เสียก่อน“ฉันขอร้องคุณดีๆ คุณธัช ฉันไม่เคยต้องการสร้างปัญหาให้คุณ ต่อให้คุณจะเกลียดฉันแค่ไหน คุณก็ไม่ควรทำแบบนี้!”เขายิ้มเย็น แล้วหัวเราะในลำคอ“ผมทำอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยพิมพ์!”คนฟังกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด เพราะกลัวจะถูกลวนลามเหมือนที่ผ่านมา“ถ้าอย่างนั้นคุณเข้ามาทำไม ต้องการอะไร!”เขาชะงัก แล้วครุ่นคิด“ผมมีเรื่องอยาก
เขาโน้มกายเข้าหาบดเบียดร่างกับช่วงขาเรียว คนถูกกระทำดวงตาเบิกกว้าง“ปล่อยฉันนะได้ยินไหม ที่นี่มันบริษัทคุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” พิมพ์จันทร์เริ่มกรีดร้อง“ร้องไปเลย ให้คนอื่นเข้ามาเห็นเรา เพราะผมไม่ได้รู้สึกอายเลย!” เขาเข่นเขี้ยว แล้วยิ้มเยาะ เธอรับรู้ในทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่คนสวยเก็บความคับแค้นไว้ในอก ครุ่นคิดว่าตนเองควรเอาตัวรอดอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ ร่างกายเธอกลับถูกบดเบียดมากขึ้น จนนอนราบไปบนโต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลจญ์ไม่คุ้นเคยลอยแตะจมูก หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง“ฉันบอกให้คุณหยุดไม่ได้ยินหรือไงคุณธัช หรือคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรักพี่สาวฉันมากแค่ไหน!” เมื่อหมดหนทาง เธอเลยเลือกรื้อฟื้นความหลัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิดคนฟังขบกรามกัดฟันกรอด จ้องมองแววตาวาวโรจน์“เธอไม่ควรพูดเรื่องพี่สาวออกมาเลยพิมพ์จันทร์!”“ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะได้ไปกระตุ้นต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณไงคะ!” หญิงสาวย้อนแววตาแข็งกร้าว เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย“ฉันทำผิดตรงไหนอยากจะรู้นัก ฉักกับพี่สาวเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!”พิมพ์จันทร์ชะงัก เห็นรอยรวดร้าวในดวงตา“ถึงคุณไม่คิดอ
เธอเลือกเมินใส่ แล้วบอกเส้นทางรถแท็กซี่ จนกระทั่งรถจอดเทียบหน้าบริษัท หญิงสาวก้าวลงแล้วเร่งฝีเท้าไปยังห้องประธาน พนักงานต่างจ้องมองสีหน้าตื่นเต้น ระคนแปลกใจกับการปรากฏตัวของเจ้านายคนเก่าซึ่งหายหน้าหายตาไปหลายปีหญิงสาวเปิดห้องทำงานของพ่อสามีแล้วก้าวเข้าด้านใน โดยมีคนตัวใหญ่ตามมาติดๆ เธอหงุดหงิดจนกระทั่งหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง เธอชะงักผงะถอยหลังจนแทบล้มดีที่ถูกเขารวบเอวบางเพื่อประคองเอาไว้ มือบางยกขึ้นผลักดันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่ธัชพลกลับไม่พอใจที่ถูกทำเหมือนตัวเชื้อโรค เลยโอบรัดเอวบางกระชากเข้ามาหาตนเองแล้วยิ้มยียวน“นี่คุณ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ที่ไหน!” เธอร้องบอก สีหน้าตระหนก“ทำไมผมจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน”“แล้วทำไมคุณถึงทำแบบนี้ล่ะคุณธัช!”“ก็ผมพอใจ”คนฟังกัดฟันแน่น ตั้งแต่กลับมาทำไมเขาถึงได้ทำตัววุ่นวายกับเธอนัก หรือต้องการกลั่นแกล้งกัน“ปล่อยฉันนะคุณธัช คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” เธอบอกเสียงแข็ง แล้วพยายามขัดขืนดิ้นรนทว่าคนตัวใหญ่กลับไม่ฟังเสียง กอดรัดร่างบางแน่นขึ้นอีก ยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งท
รถจอดเทียบหน้าบ้าน พิมพ์จันทร์เดินไปตรงประตู แต่ทว่ามันกลับถูกเปิดออก พร้อมด้วยคนเปิดนั่งลงตรงเบาะหลังเรียบร้อย หญิงสาวชะงักจ้องมองไปยังลูกน้องพ่อสามีด้วยความไม่เข้าใจ“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งซะสิ!” ธัชพลตะโกนออกมา พิมพ์จันทร์ขมวดคิ้ว“เอ่อ คุณธัชจะเดินทางไปเยี่ยมท่านกับเราครับ”หญิงสาวกัดริมฝีปากชักสีหน้าไม่พอใจ ตอนแรกทำเป็นไม่สนใจพ่อตัวเอง ทีนี้ดันอยากไปรับขึ้นมาเชียว พิมพ์จันทร์ไม่มีทางเลือก นอกจากหย่อนกายลง เคียงข้างสามีทางนิตินัย รถเคลื่อนออกจากบริเวณบ้าน ระหว่างเส้นทางเขาเหลือบมอง แต่เธอแสร้งดูวิวด้านนอกรถแทน“ไปทำคะแนนเหรอ กลัวพ่อผมไม่ยกสมบัติให้หรือไง” เขาแกล้งเย้าเพื่อทำลายความเงียบเธอหันขวับจ้องมองสีหน้าไม่พอใจ“ทำไมฉันต้องอยากได้สมบัติของท่านด้วย ฉันมีปัญญาหาเอง!”เขายักไหล่ “อ้าว ใครจะรู้ก็ผมเห็นว่าคุณทำงานแทนพ่อ แทนผัว จนได้นั่งตำแหน่งประธานแล้วไม่ใช่เหรอ”“ฉันแค่ทำหน้าที่แทนระหว่างคุณพ่อป่วย ฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งประธานเลยสักนิด แล้วอีกอย่างคุณไม่ใช่ผัวฉัน!”“แล้วทะเบียนสมรสที่ลงชื่อคุณด้วย มันไม่ได้บอกว่าผมเป็นผัวหรือไง!”หญิงสาวสะอึกกัดฟันเก็บความฉุนเฉียวเอาไว้ คุณท่านห
พิมพ์จันทร์เดินลงจากรถเมื่อจอดสนิทแล้ว ท่าทางอ่อนแรงทำเอาสุรชัยรู้สึกสงสาร เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วยิ้มให้เพื่อเป็นกำลังใจ“ได้เรื่องหรือเปล่าคะ หรือว่าเขาไม่คิดจะกลับมา”“คุณธัชบอกว่าขอคิดดูก่อนครับ”“ใจคอเขาจะไม่กลับมาเจอพ่อตัวเองเลยเหรอ ท่านแย่มากนะคะตอนนี้!” พิมพ์จันทร์ตำหนิด้วยความไม่พอใจ“คุณธัชคงโกรธท่านมาก ที่ทำลายความรักน่ะครับ”คนฟังหน้างอ “พิมพ์เองก็ถูกกระทำเหมือนกัน พิมพ์ยังไม่โกรธพ่อตัวเองเท่าเขาเลยค่ะ” เธอประชดสุรชัยหัวเราะออกมา แล้วระบายลมหายใจ“ผมคิดว่าคุณธัชคงกลับมาแน่นอนครับ เพียงแต่ไว้ฟอร์มเท่านั้นเอง”“พิมพ์ขอให้เขากลับมาเร็วๆ เถอะค่ะ พิมพ์มีเรื่องอยากตกลงกับเขาสักหน่อย”พูดเรื่องนี้ออกมาสุรชัยได้แต่ยิ้มเจือนๆ เพราะรู้ว่าทางนั้นคงอยากแก้แค้น ตอนนี้เขาควรหาเรื่องอื่นมาพูดคุยกันให้หลงลืมเรื่องนี้ไปก่อนดีกว่า“คุณพิมพ์จะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ”“ฉันจะไปเฝ้าคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นผมขับรถไปให้ดีกว่านะครับ ผมเองก็จะไปเฝ้าคุณท่านอยู่เหมือนกัน”เธอคลี่ยิ้มบางๆ ตอนนี้อยากพักผ่อน แต่เพราะหน้าที่เลยจำต้องทำ แท้จริงแล้วเขาต่างหากที่ควรทำหน้าที่ของลูก“ขอบคุณมากเลยค่ะ เดี๋ยว
ตีสอง...เสียงเคาะประตูทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบรุดมาเปิด เห็นสาวใช้กำลังยืนสีหน้าตื่นตระหนก ท่าทางราวกับเจอเรื่องหนักหนาอะไรมา“มีอะไรคะป้าสมศรี!” หญิงสาวร้องถาม“คุณท่านค่ะ คุณท่านไม่รู้เป็นอะไร สมศรีเรียกมาทานยาแต่ท่านก็ไม่ยอมตอบ!”พิมพ์จันทร์รีบวิ่งไปยังห้องของพ่อสามีทันที เปิดประตูออก เห็นท่านกำลังนอนหอบหายใจไม่รู้สึกตัว“ป้าสมศรีให้น้าพินิจเอารถออกเร็วเข้า!”“ได้ค่ะ” สมศรีรับคำแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างสุรชัยเดินเข้ามา “ให้ผมแบกท่านลงไปดีกว่าครับ”“ค่ะ”รถเคลื่อนออกจากตัวบ้าน พิมพ์จันทร์เฝ้าดูแลพ่อสามีอย่างดีจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลพาธเนศเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน เธอเลยต้องนั่งรอด้านนอกอย่างกังวล หวังว่าคงไม่เป็นอะไร ไม่เช่นนั้นเธอคงเคว้งคว้างและไม่รู้ควรเดินไปทางไหน ระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ดูแลกันมา เธอรู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อคนหนึ่งไปแล้วหนึ่งชั่วโมงถัดมา หมอเจ้าของไข้เดินออกมาด้านนอก พิมพ์จันทร์รีบเดินไปหาสีหน้ากังวล“ไม่ทราบว่าคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังต้องเฝ้าดูอาหาร ตอนนี้อาการของคุณธเนศไม่สู้ดีนัก อาจทรุดลงอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมอจะพยายามเต็มท







