Se connecterตอนที่ 10
สายตาคู่สวยเหม่อมองออกนอกตัวรถ มองท้องถนน มองสองฝั่งถนนที่มีผู้คนเดินไปมา มองต้นไม้ มองตึกสูง ปล่อยใจตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เหมือนกับต้องการทิ้งเรื่องราวทุกอย่างก่อนหน้าให้ออกไปจากความคิด เรื่องของอดีตเพื่อนคนนั้น ไม่ได้อยากสมน้ำหน้าอะไร แต่ก็คิดว่ามันก็ถูกแล้ว ทำแบบไหนก็ต้องได้รับผลแบบนั้น แม้ในใจลึก ๆ จะแอบเสียดายวันเวลาดี ๆ ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่เป็นเพื่อนกันก็ตาม หัวเล็กทิ้งลงบนเบาะ ค่อย ๆ หลับตาลง หลับตาให้ลืมทุกเรื่องที่เพิ่งผ่านไป
“อยากไปไหนไหม”
ดวงตาคู่สวยลืมตาขึ้นมา หันไปมองคนที่ทำหน้าที่ขับรถแทนอานัส มองใบหน้าด้านข้างของผู้ชายตัวสูงในชุดสูทดูดี ทุกอย่างมันเหมาะสมและลงตัวมาก ๆ
“ว่าไง อยากไปไหนหรือเปล่า”
พออีกคนเอาแต่เงียบ ธารทัพพ์ก็หันไปถามคนที่เอาแต่นั่งเงียบตั้งแต่ออกมาจากร้านกาแฟนั่นอีกครั้ง ในตอนที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดง เขาเพิ่งรู้ตัวเองว่า ไม่ชอบความเงียบก็ตอนนี้ เขาชอบเสียงเล็ก ๆ ที่ชอบพูดเจื้อยแจ้วมากกว่า
“พราวอยากไปวัดค่ะ”
“ไปได้เหรอคะ” พราวนิชาถามคนที่ถามเธอเองว่าอยากไปไหน แต่พอเธอบอกว่าอยากไปวัด อีกคนก็เอาแต่นิ่ง หรือว่าคุณธารทัพพ์เขามีงานต่อกันนะ
“ไปได้”
“แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานเหรอคะ”
ธารทัพพ์ส่ายหน้าไปมา นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาลางาน ลาแบบไม่มีเหตุผลอะไร แต่เขาก็ยังคงตอบงาน เซ็นเอกสาร ส่งงานให้อานัสจัดการเป็นระยะ ก็คงไม่ได้เรียกว่าลางานเสียทีเดียว
ไปวัดเหรอ ?
เขาไม่ได้เข้าวัดนานแค่ไหนแล้ว วันเกิดหรือวันสำคัญอะไร เขาก็ไม่ค่อยได้ไปเลย ชีวิตหลายปีที่ผ่านมา มีแค่งานและก็งาน ขนาดกลับบ้านที่เชียงราย เขาก็แทบจะไม่ค่อยได้กลับ จนแม่ต้องลงมาหาเขาที่กรุงเทพฯ เองอยู่บ่อย ๆ
“วัดไหน บอกทางมา”
“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้า ส่งยิ้มให้คนที่วันนี้เขาทำให้เธอมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เขาไม่ได้พูด แต่แค่สายตาของเขา สายตาที่มองมาที่เธอเหมือนบอกว่า เธอทำมันได้ แค่นี้ แค่เท่านี้จริง ๆ เลย
“ขอบคุณนะคะ”
“เรื่อง” ธารทัพพ์หันไปมองผู้หญิงตัวเล็กที่ยืนข้าง ๆ กัน หลังจากเธอพาเขาเข้าวัดทำบุญแล้วก็ออกมาให้อาหารปลาตรงนี้ ตรงสระน้ำไม่เล็กไม่ใหญ่ข้างวัด คนที่เอาแต่นิ่งเงียบมาตลอด อยู่ ๆ ก็หันมาส่งยิ้มและก็ขอบคุณกัน คงเพราะมันมีหลายเรื่อง เขาเลยไม่รู้ว่า เธอขอบคุณกันเรื่องไหน
“ขอบคุณที่พาพราวมาทำบุญ ขอบคุณที่จัดการให้พราวทุกเรื่อง” เขาไม่บอก เขาไม่พูดแต่เธอสัมผัสและรับรู้ได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับฟ้าใสทั้งหมดเป็นฝีมือของใคร ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครเนอะ
“อืม” ธารทัพพ์ตอบรับ อืม แล้วหันไปโยนขนมปังลงให้ปลาที่กำลังอ้าปากรอรับขนมปังในมือของเขา ปากเล็ก ๆ ของพราวนิชายื่นออกมาน้อย ๆ ส่งไปให้คนขี้เก๊ก พูดเยอะกว่านี้ก็ไม่ได้ พราวนิชาแอบบ่นอีกคนในใจเบา ๆ แล้วก็หันไปโยนขนมปังในมือของตัวเองลงในน้ำ แต่ว่าความเงียบของเขา มันกลับทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
“พรุ่งนี้รวยจ้า~”
เสียงนั่นทำลายความเงียบของคนทั้งสองที่ยืนอยู่ด้วยกันตรงศาลาริมสระน้ำ หันไปมองคุณป้าคนหนึ่งที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับถาดไม้ที่เปิดออก ด้านในมีกระดาษใบเล็กหลากหลายใบ กระดาษที่มีตัวเลขหกหลัก
“พรุ่งนี้รวยจ้า เอารางวัลใหญ่ไหมจ๊ะ แม่หนูสวย พ่อหนุ่ม”
“ไม่…”
“เอาค่ะ” ธารทัพพ์หันขวับไปมองคนที่ตอบรับแม่ค้าคนนั้นว่าเอาค่ะ ก่อนจะมองคนที่ขยับเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าคุณป้าแม่ค้าคนนั้น มองคนที่เอียงใบหน้าน้อย ๆ เลือกกระดาษใบเล็กนั่น ดูอย่างตั้งใจ เห็นแล้วทำไมถึงเรียกให้มุมปากหนาขยับขึ้น มองท่าทางนั่นด้วยความเอ็นดู ถ้าถูก มันจะได้สักกี่บาทกัน
สายตาคู่สวยจดจ้องอยู่ที่ตัวเลขหลากหลายตัว ไม่แน่ใจว่าจะเอาเลขไหนดี แต่ก็ตัดสินใจหยิบใบที่ด้านหน้าติดเอาไว้ว่าสองใบ สิบสองล้านขึ้นมา
“หนูเอาสองใบนี้ค่ะ” มือเล็กยื่นไปดึงกระดาษสองใบที่ประกบกันอยู่ขึ้นมา หยิบเงินในกระเป๋าใบเล็กยื่นให้แม่ค้า
“ขอบคุณมาจ้ะหนู ขอให้เฮง ๆ รวย ๆ นะลูก”
“ขอบคุณค่ะ” พราวนิชายิ้มรับยกมือขึ้นหัว สาธุ~ ในใจ เมื่อคุณป้าคนนั้นเดินไปแล้ว ก่อนจะจ้องมองตัวเลขหกหลักในมือของตัวเอง ศูนย์ เก้า เก้า สาม สอง หก ไม่ได้เป็นเลขในใจอะไรเลย แค่รู้สึกว่าชอบเลขตัวนี้เท่านั้น มันดึงดูดสายตาให้เธอยื่นมือไปหยิบขึ้นมา ปกติเธอก็ไม่ได้เป็นคนชอบเสี่ยงโชคแบบนี้ แต่ก็แค่อยากลองซื้อดู ถ้าถูกรางวัลใหญ่ ๆ ขึ้นมา จะได้มีเงินเก็บเอาไว้ให้เจ้าจิ๋ว
“ยิ้มอะไรคะ”
“งมงาย” ธารทัพพ์แกล้งว่าคนตัวเล็กที่ยกมือขึ้นท่วมหัวตัวเอง
“ก็ถ้าพราวถูกรางวัลที่หนึ่งขึ้นมา พราวก็รวยเลยนะคะ ตั้งสิบสองล้านแน่ะ”
“อืม รวยแล้วเลี้ยงข้าวด้วยแล้วกัน”
“ได้เลยค่ะ พราวจะเลี้ยงโอมากาเสะคุณทัพเลยค่ะ” ธารทัพพ์หลุดหัวเราะออกมาน้อย ๆ อยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า ต่อให้เธอไม่ถูกรางวัลที่หนึ่ง เขาก็มีเงินพาเธอไปกินได้ทุกวันอยู่แล้ว ไอ้ร้านอาหารที่เธอกำลังพูดถึงนั่นน่ะ
“กลับได้แล้ว”
“ก่อนกลับ แวะร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ตรงหน้าวัดได้ไหมคะ” เมื่ออีกคนเอาแต่เงียบ คนท้องที่อยากกินมาก ๆ ก็เลยต้องขยับเข้าไปใกล้ จับต้นแขนของเขาเขย่าเบา ๆ เอียงใบหน้าน้อย ๆ ลองอ้อนเขาดูอีกนิด เผื่อว่าคนหน้านิ่งจะใจอ่อน
“นะคะ นะ ๆ คุณทัพ”
“นะ~ …”
“อืม” คนอ้อนไม่เขิน เพราะความอยากกินมาก ๆ แต่คนถูกอ้อนกลับเขินเสียเอง ธารทัพพ์ดึงแขนตัวเองออกแล้วรีบเดินนำคนตัวเล็กกลับไปที่รถ อยู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นลูบต้นคอของตัวเอง สงสัยเป็นเพราะอาการร้อนนี่ล่ะมั้ง เลยทำให้คนที่นั่งทำงานอยู่แต่ในห้องแอร์อย่างเขารู้สึกแบบนี้
ว่าที่คุณแม่ยิ้มแฉ่งก่อนจะรีบเดินตามคนที่เดินเร็ว ๆ ไปที่รถ ดีใจจะได้กินของอร่อย ก๋วยเตี๋ยวไก่ เนื้อไก่ฉีกร้านนี้ เธอเคยมากินกับพ่อแม่ประจำทุกครั้งที่แวะมาทำบุญที่วัดแห่งนี้
“จะกินร้านนี้จริง ๆ ใช่ไหม” ธารทัพพ์หันมาถามคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ในรถข้างกัน หลังจากที่เขามองร้านเล็กริมถนนนั่น
“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้าอีกครั้ง
“คุณป้าทำสะอาดนะคะ ไม่ท้องเสียแน่นอน หรือว่าคุณทัพจะรอใน…”
“ไปด้วยกันนี่แหละ” บอกอีกคนแค่นั้น เขาก็เปิดประตูรถลงไป แต่พอเห็นสายตาของทุกคนในร้านนั้นมองมาที่เขา ก็อดที่จะก้มมองสำรวจการแต่งตัวเองของตัวเองไม่ได้ สายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาเหมือนกำลังจะบอกว่า
อะไรเอ่ย ไม่เข้าพวก…
จนธารทัพพ์ต้องกลับเข้าไปนั่งในรถ
“มีอะไรเหรอคะ” พราวนิชาที่ยังไม่ได้เปิดประตูลงจากรถ หันไปถามคนที่กลับเข้ามานั่งในรถเหมือนเดิม
“ลงไปนั่งรอ ขอเปลี่ยนเสื้อก่อน”
“อ้อ ค่ะ” พอมองชุดที่เขาใส่อยู่ ก็พอจะเข้าใจ ว่าทำไมอีกคนถึงกลับเข้ารถมาเพื่อเปลี่ยนเสื้อ
"คุณทัพจะกินด้วยไหมคะ พราวจะสั่งให้ค่ะ”
“สั่งเหมือนกันนั่นแหละ”
“โอเคค่ะ” พราวนิชาตอบรับแล้วรีบเปิดประตูรถออกมา เดินตรงไปนั่งยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ดีหน่อยที่วันนี้คุณป้าเจ้าของร้านยังขายไม่หมด คิดว่าถ้ามาช้ากว่านี้ คงหมดแน่ ๆ อยากซื้อไปฝากพ่อกับแม่จัง ไม่รู้ว่าถ้าเธอซื้อไป พ่อจะยอมกินไหม
“คุณป้าคะ หนูเอาก๋วยเตี๋ยวไก่เส้นบะหมี่เหลืองสองชามค่ะ”
“ใส่ทุกอย่างไหมลูก”
“ไม่เอาเลือดกับตีนไก่ค่ะ แล้วก็ทำใส่ถุงเพิ่มอีกสองนะคะ เมนูเหมือนกันเลยค่ะ”
“ได้จ้ะลูก” รับเมนูเสร็จ คุณป้าเจ้าของร้านก็รีบเดินกลับไปทำเมนูก๋วยเตี๋ยวที่เธอสั่งไป ก่อนจะดึงสายตากลับมามองตามสายตาของลูกค้าสาว ๆ ที่มองไปยังผู้ชายตัวสูงที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงสแล็กตัวเดิม แม้จะเป็นแค่เสื้อยืดสีดำธรรมดา แต่ทำไมคนใส่กลับดูดีมาก ๆ ดูดีใจสาว ๆ มองตาม ปากเล็ก ๆ ยื่นออกมาน้อย ๆ แอบหมั่นไส้คนหล่อนิดหน่อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมกลบเกลื่อนความหมั่นไส้ของตัวเองด้วยการส่งยิ้มแฉ่งให้คนที่เดินมานั่งลงตรงข้ามกัน
“ยิ้มอะไร”
“คะ อะ อ้าว พราวยิ้มไม่ได้เหรอคะ”
“ไม่ต้องยิ้ม” ยิ้มได้ แต่เขาไม่อยากให้เธอยิ้ม เธอจะรู้ไหมว่า รอยยิ้มของตัวเองเรียกสายตาของพวกกลุ่มผู้ชายวัยรุ่นที่นั่งอยู่อีกโต๊ะให้หันมามองแค่ไหน
ไม่ชอบ !
ไม่ใช่ไม่ชอบรอยยิ้มสดใสนั่น แต่ที่เขาไม่ชอบนั่นน่ะ คือสายตาของผู้ชายพวกนั้น
ก๋วยเตี๋ยวไก่ เนื้อไก่ฉีกร้อน ๆ ถูกวางตรงหน้าธารทัพพ์ สายตาคู่คมเอาแต่มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของตัวเองนิ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองคนตัวเล็กที่กำลังตักเครื่องปรุงใส่ถ้วย
“อย่ากินเผ็ดเยอะ”
“ค่ะ” พริกที่ตักขึ้นมาเกือบเต็มช้อนทรงกลมต้องถูกเทลงขวดโหลเล็กที่ใส่เครื่องปรุงอีกนิด เขาไม่ต้องอธิบายหรือบอกอะไรเพิ่ม เธอกลับรับรู้ว่าเพราะอะไร ปกติเธอไม่ใช่คนกินเผ็ด แต่ลดลงหน่อยก็ไม่เป็นไร เพื่อเจ้าจิ๋ว
“กินได้ไหมคะ” ถามเพราะคนตรงหน้าของเธอไม่ปรุงเลย ไม่ตักอะไรใส่ลงไปในชามของตัวเองเลยสักนิด
“ได้”
“แล้วอร่อยไหมคะ”
“อืม” รสชาติดีกว่าที่คิดเอาไว้ จะบอกว่าอร่อยแบบนั้นก็ไม่ผิด ไม่ปรุงก็อร่อย เพราะปกติเขาก็ไม่กินรสจัดอยู่แล้ว ธารทัพพ์ละสายตาจากถ้วยก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง มองคนที่กินก๋วยเตี๋ยวด้วยความสุขนั้นด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะคีบเนื้อไก่ฉีกในชามของตัวเองยื่นไปวางลงในชามของอีกคน
“คุณทัพไม่กินเหรอคะ”
“ให้… ให้เจ้าจิ๋ว”
“ขอบคุณค่ะ” พราวนิชายิ้มแฉ่งตอบกลับ ก่อนจะก้มไปจัดการเนื้อไก่ฉีกของโปรดตัวเอง แม้คนให้จะบอกว่าให้เจ้าจิ๋วก็เถอะ แต่หัวใจของเธอ มันกลับสั่นไหว สั่นไหวให้กับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา ไม่รู้ว่ามันจะผิดไหม ถ้าเธอจะแอบหวั่นไหวให้กับคนที่เราตกลงกันว่าจะเป็นแค่พ่อกับแม่เจ้าจิ๋ว
“ก๋วยเตี๋ยวกินที่นี่สองชาม กลับบ้านสองถุง น้ำเปล่าสองขวด ทั้งหมด สองร้อยยี่สิบบาทจ้ะลูก”
“นี่ครับ” พราวนิชาที่กำลังก้มค้นกระเป๋าหาเงิน ต้องเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ยื่นเงินแบงก์สีเทาให้กับคุณป้าเจ้าของร้าน
“มีแบงก์ย่อยไหมพ่อหนุ่ม ป้าไม่มีเงินทอนเลย”
“ไม่ต้อง…” คำว่า ไม่ต้องทอน ยังพูดไม่จบประโยค คนตัวเล็กก็ยื่นเงินตัดหน้ากันเสียแล้ว ธารทัพพ์นั่งมองเงินในมือของตัวเองที่ป้าเจ้าของร้านไม่ได้รับไป แต่กลับยื่นไปรับเงินในมือเล็ก
“นี่ค่ะป้า สองร้อยยี่สิบบาทค่ะ”
“ขอบใจจ้ะลูก”
“อะไรคะ ?” พอคุณป้าเจ้าของร้านเดินไป พราวนิชาก็ดึงสายตากลับมามองเงินที่อีกคนยื่นมาให้กัน
“ค่าก๋วยเตี๋ยว”
“ไม่รับค่ะ วันนี้พราวเลี้ยง เลี้ยงตอบแทนที่คุณทัพจัดการหลาย ๆ เรื่องให้พราว” ว่าที่คุณแม่ยิ้มกว้างก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เรากลับกันเลยไหมคะ”
“อืม” ธารทัพพ์ลุกขึ้นเดินตามหลังคนตัวเล็กที่เดินนำหน้าเขาไปที่รถ อยู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา เขาเสียเงินไปตั้งหลายหมื่นกับเรื่องนี้ เพื่อจัดการสิ่งรบกวนใจของเธอ แต่ค่าตอบแทนกลับเป็นแค่ก๋วยเตี๋ยวชามละห้าสิบบาทเนี่ยน่ะ แต่ก็ถือว่าคุ้มแหละ
คุ้มที่ได้เห็นรอยยิ้มของแม่เจ้าจิ๋ว
“คุณทัพ พราวขอรบกวนอะไรหน่อยได้ไหมคะ”
“อืม ว่ามาสิ” ธารทัพพ์ตอบโดยไม่ได้ละสายตาไปจากท้องถนนด้านหน้า ไม่ได้รอว่าอีกคนจะรบกวนอะไรกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนหรือก่อนหน้านั้น เขาคงต้องคิดดูก่อน แต่ไม่รู้ทำไมพอเป็นเรื่องที่อีกคนร้องขอหรือรบกวนกัน เขาพร้อมที่จะทำให้
“รบกวนคุณทัพแวะร้านอาหารของพ่อแม่พราวให้หน่อยได้ไหมคะ เดี๋ยวพราวบอกทางให้ค่ะ”
“อืม” ความจริงเธอไม่บอกเส้นทางกัน เขาก็ไปถูก เพราะอานัสเคยขับไปแถว ๆ นั้น แล้วชี้ให้เขาดูว่าที่นี่คือร้านอาหารของครอบครัวพราวนิชา ร้านที่เธอชอบมาบ่อย ๆ เขารู้ เพราะเขาสั่งให้อานัสรายงานทุกเรื่องเกี่ยวกับพราวนิชา แต่ว่าเขาก็ไม่เคยเข้าไปเลยสักครั้ง
“คุณทัพนั่งรอในรถแป๊บนะคะ เดี๋ยวพราวรีบมา” คนที่กำลังยื่นมือไปเปิดประตูรถออกไป ต้องหยุดชะงักให้กับคำบอกของอีกคน พอสั่งเขาเสร็จ เธอก็เปิดประตูรถลงไป เดินเร็ว ๆ เข้าไปในร้านแล้ว แล้วทำไมเขาถึงต้องรู้สึกแปลก ๆ แปลกที่ว่ามันอธิบายหรือบอกออกมาไม่ได้ว่ามันเป็นแบบไหน
รู้แค่ว่าเหมือนถูกทิ้ง
ครืด ครืด
ธารทัพพ์ดึงสายตากลับมามองมือถือของตัวเอง เขานั่งมองอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจรับสายคนที่โทร. มา
“ครับคุณย่า”
(ว่างไหมตาทัพ ย่าเข้าไปหาเราที่โรงแรม อานัสบอกว่าเราติดธุระ ไม่เข้ามาทำงานวันนี้ ย่าก็เลยจะโทร. มาชวนเรามากินข้าวที่บ้านย่า)
“แต่ว่าผม…”
(ลืมไปแล้วหรือไง วันนี้วันเกิดอาวุธเขา มาหน่อยนะลูก) ธารทัพพ์ถอนหายใจออกมาน้อย ๆ หนักใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“ครับ เดี๋ยวผมไปครับ”
(ดีแล้วลูก งั้นย่าวางสายนะ)
“ครับ” ธารทัพพ์ตอบรับแค่นั้น พออีกฝ่ายวางสาย เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เขาไม่อยากเข้าไปที่บ้านหลังนั่น แต่ทุกครั้งที่เข้าไป ก็เป็นเพราะคุณย่า เขาเบื่อคำพูดมากมายของญาติพี่น้องฝ่ายพ่อ เบื่อทุกคนที่พูดดีเข้าตัว วัน ๆ ทำได้แต่พูด เขายังไม่เห็นทำอะไรให้เกิดประโยชน์กันสักคน เพราะแบบนี้หรือเปล่า พ่อถึงสละทุกอย่างแล้วพาตัวเองไปอยู่กับแม่ แล้วถ้าเขาไม่เอาแล้วล่ะ เขาจะทำได้ไหม ไม่เอาทุกอย่างที่คุณย่าอยากให้ พ่อกับคุณย่าจะเข้าใจเขาไหม
“พราว”
“แม่ขา พราวซื้อก๋วยเตี๋ยวไก่ร้านหน้าวัดเจ้าประจำมาฝากค่ะ แม่กินมื้อเที่ยงหรือยังคะ”
“ยังเลยลูก ไป ๆ ไปนั่งก่อนนะ เดี๋ยวแม่ปั่นน้ำส้มมาให้” ผู้เป็นแม่รีบเอ่ยถามลูกสาว เตรียมจะไปทำน้ำส้มปั่นเมนูโปรดมาให้ลูกสาว
“พราวต้องกลับแล้วค่ะแม่”
“อ้าวเหรอลูก”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้พราวแวะมาใหม่นะคะ กลับถึงแล้ว พราวโทร. หานะคะ”
“จ้ะลูก” คุณปัญจมามองตามร่างเล็กของลูกสาวที่รีบเดินออกจากร้านไป ก่อนจะก้มมองถุงก๋วยเตี๋ยวไก่ที่ลูกสาวบอก
“ลูกสาวคุณมาไม่ใช่เหรอคุณปัด แล้วไปไหนแล้ว” คนถูกถามยกยิ้ม ส่ายหัวไปมาให้กับสามีที่โคตรจะปากไม่ตรงกับใจตัวเอง พอลูกสาวหายไปไม่กี่วัน ก็รีบบ่นหา พอลูกมาก็เก๊กทำเป็นไม่อยากมองหน้า ไม่อยากคุยด้วย
“ยัยพราวรีบกลับค่ะ เนี่ย ซื้อก๋วยเตี๋ยวไก่มาฝาก แต่ฉันว่าคุณน่าจะไม่อยากกิน เดี๋ยวฉันกิน…”
“ใครบอกว่าไม่กิน เนี่ย หิวข้าวพอดี” คุณดิษย์ดึงถุงที่อยู่ในมือของภรรยามาถือเอาไว้เสียเอง แล้วรีบเดินกลับเข้าหลังร้าน ปล่อยให้ภรรยามองตามหลังด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าไปมาแล้วเดินไปสั่งงานพนักงาน ก่อนจะเดินกลับหลังร้านไปดูหน่อยสิว่า คนปากแข็งจะเหลือไว้ให้กันหรือเปล่า หรือจะแอบกินคนเดียวหมด
“จะออกไปข้างนอกนะ”
พราวนิชาละสายตาจากหน้าจอมือถือ เงยหน้ามองคนที่มาถึงคอนโดฯ เขาก็กลับเข้าห้องตัวเอง ส่วนเธอก็รีบโทร. หาแม่อย่างที่บอกเอาไว้ โทร. คุยกับแม่นิดหน่อยแล้วก็วางสาย ก่อนจะส่งข้อความคุยกับเจนจิรา สายตาคู่สวยมีแววสงสัย ตกใจเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกดีแปลก ๆ แม้จะแปลกใจที่วันนี้เขาเดินมาบอกกันว่าจะออกไปข้างนอก ไม่เหมือนหนึ่งเดือนก่อนหน้า เขาไม่เคยเอ่ยบอกกันว่าจะไปไหน กลับตอนไหน
“อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”
“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้าพร้อมกับตอบรับเบา ๆ ก่อนจะก้มลงไปมองมือถือของตัวเองที่สั่นอยู่น้อย ๆ เมื่อเห็นว่าใครโทร. มา รอยยิ้มสวยก็ยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมจะก้าวเดินตรงไปที่ห้องของตัวเอง แต่ทว่าต้องหยุดชะงัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนที่บอกว่าจะออกไปข้างนอก เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทั้ง ๆ ที่เธอคิดว่าเขาออกไปแล้วเสียอีก
“พราว”
“คะ ค่ะ” หัวใจดวงน้อยสั่นไหว เมื่ออยู่ ๆ เขาก็เรียกชื่อของเธอ ชื่อที่เขาไม่เคยเอ่ยเรียกกัน ปกติจะไม่เรียกชื่อ หรือเขาจะเรียกว่า เธอ แค่นั้น แต่ทำไมตอนนี้ วันนี้ ชื่อที่พอใครต่อใครเรียก เธอก็ไม่ได้หวั่นไหว แต่พอเป็นเขาที่เรียกกัน ดวงตาคู่สวยหวั่นไหวน้อย ๆ เมื่อเงยหน้าสบตากับผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าร้อนวูบวาบ เมื่ออยู่ ๆ มือหนาก็ยื่นมาแตะลงบนหน้าผากของเธอและเลื่อนมาที่แก้ม
ตึกตัก ตึกตัก~~
การกระทำของเขาทำให้หัวใจของเธอ มันเต้นแรงกว่าเดิม
“ปวดหัวหรือเปล่า ทำไมหน้าแดง ๆ”
“ปะ เปล่าค่ะ” ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมา ก่อนจะขยับถอยหนีความอุ่นร้อนบนฝ่ามองของเขา เธอไม่ได้รังเกียจ แต่แค่ แค่ตอนนี้หัวใจของเธอ มันกำลังเต้นแรงให้กับการกระทำและสัมผัสของเขา เธอไม่ได้ป่วย แต่ที่หน้าแดง รู้สึกร้อนวูบวาบและใจสั่นนั่น เพราะสายตาของเขาต่างหาก
คิ้วหนาขยับขึ้นมองคนที่ถอยหนีกัน
ทำไม ?
ธารทัพพ์ตั้งคำถามให้กับสิ่งที่คนตัวเล็กแสดงออกว่าทำไมถึงถอยหนีกันแบบนั้น
เราสองคนยืนนิ่งอยู่นานจนมือถือที่อยู่ในมือของพราวนิชาเลิกสั่น และมือถือมันสั่นอีกครั้งนั่นแหละ พราวนิชาถึงได้ดึงสติของตัวเองกลับมา
“พะ พราวเข้าห้องก่อนนะคะ เพื่อนพราวโทร. มา”
มือเล็กยกขึ้นชูหน้าจอมือถือที่มีชื่อเพื่อนของตัวเองอย่างเจนจิราให้คนตรงหน้าดู และเขาก็พยักหน้าขยับถอยหลบให้เธอเดินกลับเข้าห้อง พอกลับเข้าห้องนอนของตัวเองแล้ว ว่าที่คุณแม่ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ วางมือลงบนอกข้างซ้ายแล้วลูบเบา ๆ ให้หัวใจที่กำลังเต้นแรง ให้มันเต้นช้าลงหน่อย แต่ว่าความรู้สึกของเธอ มันกลับเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นทุกวัน
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







