LOGINตอนที่ 19
ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ
“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”
สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออกมาเรื่อย ๆ จนถึงสวนหย่อมข้างบ้าน เดินไปอีกหน่อยก็เป็นศาลาทรงหกเหลี่ยมสีขาว ว่าที่คุณแม่นั่งลงบนเก้าอี้สีขาว ก้มหน้ามองมือของตัวเองที่กำลังบีบเข้าหากันแน่น อยู่ ๆ หยดน้ำตามันก็ไหลออกมา
“คุณคะ”
มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเองแล้วรีบหันไปหาคนที่เรียกกัน เป็นป้าศรีที่ยืนอยู่ ในมือของคนอายุเยอะมีถาดอยู่ในมือ ในถาดนั้น มีแก้วนม แก้วน้ำ และก็ถ้วยข้าวต้มหมูร้อน ๆ สายตาคู่สวยละสายตาจากอาหารตรงหน้า เรียกเสียงท้องของตัวเองให้ร้องออกมาเบา ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้า
“หิวหรือยังคะ”
“นิดหน่อยค่ะ”
"ทานได้ทุกอย่างไหมคะ"
"ค่ะ" ช่วงนี้เธอไม่แพ้ ไม่ค่อยเหม็นกลิ่นอะไรแล้ว
“งั้นก็ทานข้าวเลยนะคะ คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายท่านไปงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ตั้งแต่เช้า ไม่มีใครอยู่” ป้าศรีถือถาดไปวางลงบนโต๊ะทรงกลมที่อยู่ใกล้ ๆ
“ขอบคุณค่ะ”
“ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกนะคะ”
“ค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ไม่ทานเหรอคะ เหม็นหรือเปล่า หรืออยากทานอะไร ป้าจะไปทำมาให้”
“กินได้ค่ะ” มือเล็กจับถาดเอาไว้ก่อนป้าศรีจะยกมันกลับเข้าบ้าน ก่อนจะค่อย ๆ ยกถ้วยข้าวต้มมาวางตรงหน้า คนตัวเล็ก ค่อย ๆ ตักข้าวต้มอุ่น ๆ เข้าปาก
“อร่อยจังค่ะ” พอสัมผัสได้ว่าคุณป้าหัวหน้าแม่บ้านตรงหน้าไม่ได้ใจร้ายอย่างที่แอบคิด รอยยิ้มสวย ๆ ก็ส่งไปให้ป้าศรีพร้อมกับคำชมส่งไปให้คนที่เอาแต่นั่งมองหน้ากัน ใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่สายตาของคุณป้ากลับดูใจดีกว่าที่เธอคิดเอาไว้
“ทานให้หมดนะคะ ป้าขอเข้าไปเตรียมมื้อเที่ยงเอาไว้ให้คุณ ๆ ก่อน”
“ค่ะ” พราวนิชามองตามป้าศรีที่เดินกลับเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ก่อนจะก้มลงมามองถ้วยข้าวต้มหมูทรงเครื่องตรงหน้าแล้วตักเข้าปาก ถามว่าความรู้สึกอ้างว้างก่อนหน้า มันหายไปไหม ก็ไม่ แต่มันก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย
เท้าที่กำลังเดินเข้ามาชะงักและหยุดนิ่งลง เมื่อสายตาหันไปมองเห็นร่างเล็กของคนที่ไม่คุ้นตานั่งอยู่ตรงศาลา เท้าของแทนไท ลูกชายคนเล็กของบ้านเปลี่ยนเส้นทางจากประตูบ้านเดินตรงไปยังศาลาตรงสวนหย่อมของบ้าน
“สวัสดีครับ”
พราวนิชาที่กำลังทอดสายตามองสวนดอกไม้ ดึงสายตากลับไปมองคนที่เดินเข้ามาทักทายกัน ผู้ชายตัวสูง ผิวแทนหน่อย ๆ เพราะน่าจะมาจากการตากแดด แต่ว่าเค้าโครงใบหน้าเหมือนกันกับพ่อของเจ้าจิ๋วเลย นี่น่าจะเป็นน้องชายของธารทัพพ์หรือเปล่า มือเล็กยกขึ้นไหว้ผู้ชายตัวสูงตรงหน้า
“สวัสดีค่ะ”
“น้องพราวใช่ไหมครับ”
“ค่ะ”
“พี่ เอ่อ เรียกพี่แทนนะ เป็นน้องชายของพี่ทัพ”
“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ยิ้มรับคนที่ส่งยิ้มมาให้ แปลกนะ ทำไมคนตรงหน้าเธอถึงได้ยิ้มง่ายจัง เขาแตกต่างจากทุกคนเลย ทั้งพ่อ แม่ และก็พี่ชายของเขา แต่ก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่า เขารู้จักชื่อของเธอได้ยังไง
“พี่ทัพฝากพี่ดูแลพราวนะ ไม่ต้องกลัวนะ พ่อกับแม่พี่เขาใจดี” คนที่ขยับตัวลงนั่งตรงข้ามกัน พูดด้วยรอยยิ้มเหมือนกับว่าเขารู้ว่า ก่อนหน้ากับเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น เธอไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่ส่งยิ้มน้อย ๆ ตอบกลับไปให้ ต่างจากอีกคนที่เอาแต่มองสำรวจคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันนิ่ง ๆ พี่ชายเขาไม่ได้บอกว่า แม่ของหลานเขาน่ารักขนาดนี้ เพราะแบบนี้หรือเปล่า พี่ชายเขาถึงได้เป็นห่วงมากมาย จนต้องโทร. ให้เขาแวะเข้ามาดูให้หน่อย ว่าทุกอย่างโอเคไหม
“นี่ครับ”
“คะ”
"พี่ทัพฝากให้พี่ซื้อมาให้"
“ขอบคุณนะคะ”
“โทร. ไปขอบคุณคนขี้เก๊กดีกว่าครับ พี่เข้าบ้านก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
พราวนิชาหลุดหัวเราะออกมาน้อย ๆ เมื่อแทนไทก็คิดว่าพี่ชายตัวเองขี้เก๊กเหมือนอย่างที่เธอชอบนินทาเขา ว่าที่คุณแม่ดึงสายตากลับมามองถุงขนมที่วางอยู่บนโต๊ะกลมกลางศาลา ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มกว้าง ก่อนที่จะยกมือถือของตัวเองขึ้นมาถ่ายรูปแล้วส่งรูปและข้อความไปให้คนขี้เก๊กที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ออกไปทำงานหรือยัง
อ้วก !
“คุณทัพครับ”
คนที่กำลังอาเจียนอยู่ที่อ่างล้างมือในห้องน้ำยกมือขึ้นห้ามลูกน้องตัวเองที่ทำท่าทางจะเข้ามาช่วย ก่อนจะขยับโบกมือไล่อีกคนให้ออกจากห้องน้ำ แต่ทว่าอานัสก็ยังยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องน้ำในห้องทำงานของธารทัพพ์ ไม่กล้าแม้จะขยับไปไหนด้วยความเป็นห่วง ห่วงคนที่ไม่เคยป่วย แต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้อาเจียนแบบไม่ทราบสาเหตุแบบนี้
“ไหวไหมครับ ผมว่าไปหาหมอดีกว่าไหมครับ”
ธารทัพพ์ที่เดินออกมาจากห้องน้ำส่ายหน้าไปมาเบา ๆ เขารู้สึกอ่อนเพลียจนไม่อยากพูดอะไร กลัวว่าถ้าพูด อาการก่อนหน้า มันจะกลับมาอีก ค่อย ๆ พาตัวเองเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ทำงาน ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองทั้งสองข้างไปมา ค่อย ๆ หลับตาลง
“คุณทัพครับ”
ดวงตาคู่คมลืมตาขึ้นมามองคนที่เรียกกัน อานัสยื่นยาดมในมือของตัวเองส่งมาให้เขา ไม่รู้ว่าลูกน้องเขาออกไปเอามาตั้งแต่เมื่อไร
“ขอบใจ”
“ไปหาหมอดีกว่าไหมครับ”
คนดื้อยังคงส่ายหน้าไปมาพร้อมกับยื่นมือไปรับยาดมมาเปิดแล้วหลับตาสูดกลิ่นนั่น แต่ไม่รู้ว่าทำไม ยิ่งดม ยิ่งรู้สึกอยากจะอาเจียน จนเขาต้องวางมันลงบนโต๊ะ
“แล้วเรื่องที่ให้ไปจัดการ ถึงไหนแล้ว”
“กำลังตรวจสอบเอกสารให้ละเอียดอีกครั้งครับ ว่าก่อนหน้าถูกแก้ไขตรงไหนบ้าง น่าจะไม่เกินอาทิตย์นี้ครับ” ธารทัพพ์พยักหน้าเบา ๆ ถึงตอนนี้จะทำงานไม่เต็มที่ แต่เขาก็อยากทำงานและตรวจสอบเอกสารตรงหน้า
“อยากทานอะไรไหมครับ”
ถามเพราะตั้งแต่เช้า เจ้านายของเขายังไม่กินอะไรเลย อาการของธารทัพพ์แปลก ๆ เหมือนเคยเจอที่ไหน แต่พอคิดดูอีกที เขาก็จำได้ว่า เคยเห็นอาการแบบนี้จากพี่เขยของตัวเองในช่วงที่พี่สาวของเขาตั้งท้อง หรือว่าคุณทัพของไอ้นัทกำลัง
แพ้ท้องแทนเมีย
ต้องใช่แน่ ๆ
“น้ำมะนาวหรืออะไรก็ได้ เปรี้ยว ๆ”
“ครับ เดี๋ยวผมไปสั่งให้นะครับ” อานัสก้มหัวรับน้อย ๆ ก่อนจะรีบเดินออกจากห้อง ตรงไปยังชั้นล่างของโรงแรม เดินตรงไปยังห้องอาหาร เดินไปยังโซนเครื่องดื่ม สั่งให้พนักงานทำน้ำมะนาวให้เจ้านาย หาผลไม้รสเปรี้ยวไปให้ด้วย
(ได้กินทาร์ตไข่หรือยัง)
“ได้แล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” พราวนิชายิ้มกว้างมองคนที่กำลังมองหน้ากันนิ่งอยู่ในหน้าจอมือถือ ร่างเล็กพลิกตัวไปทางด้านซ้าย นอนมองคนที่ใบหน้าดูเหนื่อยกว่าทุกวัน
(อร่อยไหม)
“อร่อยค่ะ คุณทัพไม่สบายหรือเปล่าคะ ทำไมหน้าดูเหนื่อย ๆ จัง”
(คิดถึง)
…ลมหายใจของว่าที่คุณแม่สะดุดเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หายใจแรงขึ้น เพราะหัวใจของเธอ มันกำลังสั่นไหวให้กับคำว่าคิดถึงของพ่อเจ้าจิ๋ว คิดถึงอย่างนั้นเหรอ เราห่างกันแค่สองวันเองนะ เขาคิดถึงเธอแล้วเหรอ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้อีกคนรู้ว่า เธอน่ะ กำลังเสียอาการแค่ไหนกับคำว่า คิดถึง ของเขา
“คิดถึงเจ้าจิ๋วเหรอคะ”
เขายกยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงมากกว่าเดิม
(แล้วคิดถึงแม้เจ้าจิ๋วได้ไหม)
“พะ พราวไปช่วยป้าศรีเตรียมมื้อเย็นก่อนนะคะ” มือเล็กรีบกดตัดสาย เพราะอาการประหม่าที่กำลังทำให้เธอไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ มือเล็กรีบยกมือขึ้นวางบนแก้มทั้งสองข้างของตัวเอง ที่มันกำลังรู้สึกร้อนวูบวาบแปลก ๆ
“บะ บ้าจริง นี่แม่กำลังเขินอยู่ใช่ไหม เจ้าจิ๋ว”
ก็แค่คำว่า คิดถึง ทำไมนะ ทำไมถึงทำให้เธอเป็นได้ขนาดนี้ ว่าที่คุณแม่รีบลุกขึ้นจากที่นอน หลังจากหลบเข้ามาพักสายตาครึ่งชั่วโมง ตั้งใจเอาไว้ว่า เธอจะพยายามเข้าหาผู้ใหญ่ พยายามพูดคุยกับคนอื่นให้มากขึ้น
“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”
ป้าศรีหันไปมองคนที่เดินเข้ามาในครัวนิ่ง
“พราวช่วยเป็นลูกมือได้นะคะ ล้างผักก็ได้ค่ะ”
“คุณทำเป็นเหรอคะ”
“ทำเป็นค่ะ ให้พราวช่วยนะคะ พราวไม่อยากอยู่เฉย ๆ” ว่าที่คุณแม่ส่งยิ้มไปให้คนอายุมากกว่า เป็นรอยยิ้มสดใสและจริงใจ อยากให้คนตรงหน้ารู้ว่า เธอน่ะ อยากจะช่วยจริง ๆ
“ถ้างั้นล้างผักก็ได้ค่ะ”
“ค่ะ” มุมปากของป้าศรียกยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของผู้หญิงตัวเล็ก ทีแรกก็คิดไปเองแล้ว ว่าผู้หญิงคนนี้หวังจับคุณทัพเลยปล่อยให้ตัวเองท้อง มาอยู่ที่นี่คงได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ แน่ ๆ แต่ว่าเธอกลับทำให้ต้องมองใหม่ ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวนั่น หยิบจับอะไรก็ดูทะมัดทะแมง แถมยังล้างผักถูกวิธี โดยไม่ต้องสอนเสียด้วย เก่งกว่าสาวใช้สองคนที่ยืนมองนิ่งนั่งอีก
“พอใช้ได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ ผักไม่ช้ำเลย คุณไปเรียนมาจากที่ไหนคะ” แปลกใจไม่น้อยที่เด็กอายุแค่นี้ทำงานในครัวได้อย่างคล่องแคล่วแบบนี้
“ครอบครัวพราวเปิดร้านอาหารค่ะ พราวช่วยพ่อกับแม่ทำตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยได้วิชาติดตัวมาบ้างค่ะ” คนเล่าเล่าออกมาด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกสาวของพ่อกับแม่ แม้ว่าเธอจะทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในตัวเธอไม่น้อย แต่สัญญากับตัวเองว่า หลังจากนี้จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้น จะไม่ให้พวกท่านผิดหวัง เหนื่อยกับเธอ อย่างการที่เธอตัดสินใจมาอยู่ที่ ก็เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องเหนื่อยคอยเป็นห่วง อย่างน้อยการมาอยู่ที่นี่ ก็น่าจะดีกับทุกคน อยู่เงียบ ๆ ที่นี่
“เมนูพะแนงหมูนี่อร่อยนะ คราวหน้าก็ทำขึ้นโต๊ะบ่อย ๆ นะป้าศรี”
“ค่ะคุณผู้หญิง แต่ว่าไม่ใช่ฝีมือของศรีนะคะ เป็นฝีมือของคุณพราวค่ะ” คุณธัญสินีเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กที่ในตอนแรกก็คิดว่า น่าจะทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง มาอยู่ที่นี่ ก็น่าจะนั่ง ๆ นอน ๆ ไปวัน ๆ แต่ผิดคาดไปเยอะ
“ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”
“ค่ะ” พราวนิชายิ้มรับบางเบาส่งไปให้คนถาม ไม่อยากโอ้อวดเหมือนตอนที่บอกป้าศรี คิดว่าถ้าท่านชอบ เธอจะเข้าครัวบ่อย ๆ อยากได้รับความเอ็นดูตอบกลับมาบ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี ในอนาคตถ้าท่านทั้งสองไม่ชอบเธอ ก็ไม่เป็นอะไร
แต่ขอให้เอ็นดูเจ้าจิ๋วของเธอเยอะ ๆ ก็พอ
“ป้าศรี แล้วตาแทนล่ะ”
“คุณแทนกลับเข้าไร่ชาแล้วค่ะ เมื่อเช้าแวะมา สาย ๆ ก็ออกไปแล้วค่ะ” คุณผู้หญิงของบ้านทำเพียงแค่พยักหน้า ปกติลูกชายคนเล็กก็งานยุ่งไม่น้อย ถ้าอยากเจอหน้าก็ต้องแวะไปที่ไร่ชา จากนั้นก็ดึงสายตากลับมามองอาหาบนโต๊ะแล้วตักเมนูที่ตัวเองเพิ่งชมว่าอร่อยส่งไปวางบนจานข้าวของสามี
“ลองชิมดูนะคะคุณ สิว่ารสชาติใช้ได้เลย”
ว่าที่คุณแม่นั่งก้มหน้ามองจานข้าวตัวเองด้วยหัวใจพองโต อมยิ้มน้อย ๆ ให้กับการกระทำของคุณธัญสินี ความจริงท่านก็ไม่ได้ใจร้ายอะไรเลย แม่ของพ่อเจ้าจิ๋วออกจะเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักคนหนึ่งเลย แค่เรามารู้จักกันในช่วงเวลาไม่ดีเท่านั้นเอง
“มันมาอีกแล้ว”
คุณปัจญมามองตามสายตาของสามี ทุกอย่างเหมือนเดิม เวลาเดิมที่ผู้ชายตัวสูงแต่งตัวดูดีกำลังเปิดประตูเข้ามาในร้าน รอยยิ้มของคุณปัญจมาขยับยิ้ม ส่งยิ้มทักทายคนอายุน้อยกว่า
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ วันนี้กินอะไรดีจ๊ะ” คงเพราะตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา คนตรงหน้าท่านแวะมาที่นี่ทุกวัน เวลาเดิม
“เหมือนเดิมครับ”
“ค่ะ ไปนั่งรอที่โต๊ะนะคะ”
“ครับ” ธารทัพ์ยิ้มรับก่อนจะเดินไปนั่งยังโต๊ะตัวเดิมที่เขามานั่งตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา มื้อเย็นของเขาเป็นอาหารเมนูเดิม ๆ เมนูที่ช่วยให้อาการเวียนหัวอยากอาเจียนหายไป มันเป็นแค่เมนูง่าย ๆ ที่เขาเคยสั่งให้ทางห้องอาหารของโรงแรมทำให้ แต่มันกลับไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้ อาหารที่นี่ทำให้เขาหายคิดถึงฝีมือของแม่เจ้าจิ๋ว
“วันนี้อาการเป็นไงบ้างจ๊ะ” ก่อนหน้าสองสามวันก่อน ท่านได้คุยและถามไถ่คนตรงหน้าที่ใบหน้าซีด ๆ เข้ามาในร้าน ถึงได้รู้ว่าอีกคนมีอาการแปลก ๆ แต่ท่านไม่อยากตีความคิดไปว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีอาการแพ้ท้องแทนลูกสาว
“ดีขึ้นมากแล้วครับ” แม้จะมีอาการอยากอาเจียนทุก ๆ เช้าก็ตาม แต่พอช่วงสาย ๆ หน่อยก็หาย
“นี่จ้ะ มะม่วงแก้วต้นที่บ้าน น้าปอกใส่กล่องไว้ให้กินเวลาเวียนหัวนะคะ” คุณปัญจมายื่นถุงในมือของตัวเองส่งไปให้คนตรงหน้าที่กำลังจะออกจากร้าน เอ่ยถามอาการก่อนหน้าที่อีกคนเป็นอยู่ว่าดีขึ้นหรือยัง ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะมีอาการแพ้ท้องแทนลูกสาวตัวเอง วันนี้ตั้งใจเก็บมะม่วงที่บ้านมาหั่นเป็นชิ้นเล็กใส่กล่องให้ รสชาติเปรี้ยวอมหวานนิด ๆ จะช่วยให้อาการดีขึ้น
“ขอบคุณนะครับ”
“จ้ะ แล้วยัยพราวสบายดีใช่ไหมคะ” ลูกสาวโทร. มากี่ครั้ง ก็บอกว่าสบายดี ไม่รู้ว่าพูดให้ท่านสบายใจ หรือว่าอยู่ที่นั่นสบายดีจริง ๆ อย่างที่ลูกสาวบอก ไม่รู้ว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ลูกสาวจะปรับตัวเข้ากับคนที่นั่นได้บ้างหรือยัง
“สบายดีครับ คุณน้าไม่ต้องห่วงนะครับ ที่บ้านมีคนดูแลเยอะ ผมสัญญาว่าจะดูแลพราวอย่างดี”
“น้าได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ อดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวจะไปดื้อทำให้พ่อกับแม่ของคุณปวดหัว"
ธารทัพพ์ยิ้มให้กับคำพูดของคนตรงหน้า รับรู้ทันทีว่าแม่เจ้าจิ๋วเป็นที่รักของคนตรงหน้ามากแค่ไหน ตอนเด็กเธอคงน่ารักและแสบน่าดู คุณน้าถึงได้พูดออกไปแบบนั้น
“ผมกลับก่อนนะครับ”
“ค่ะ… คุณทัพคะ”
ธารทัพพ์หันกลับไปมองคนที่เรียกกันเอาไว้
“น้าฝากลูกสาวน้าด้วยนะคะ”
“ครับ”
คุณปัญจมามองตามหลังผู้ชายตัวสูงที่เดินออกจากร้านไป มองตามจนอีกคนขึ้นรถแล้วขับออกไป ที่พูดเพราะอยากให้อีกคนเอ็นดูลูกสาวสักนิด ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ในระหว่างนี้ ก็อยากให้ลูกสาวพบเจอแต่สิ่งดี ๆ
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







