Masukตอนที่ 16
ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอน
แค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึง
คิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?
ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้
ติ๊ง !
พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้ว
พราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะ
ธารทัพพ์ : ทำไมยังไม่นอน
พราวนิชา : เจ้าจิ๋วหิวค่ะ
ธารทัพพ์ : ส่งรูปมาดูหน่อย
พราวนิชา : ส่งรูปแก้วนมคู่กับขนมปัง
ธารทัพพ์ : ไม่ใช่รูปนี้
พราวนิชา : แล้วรูปอะไรคะ
ธารทัพพ์ : รูปแม่เจ้าจิ๋ว
…
นิ้วของเขาพิมพ์ข้อความไป มุมปากของเขาก็ยกยิ้มให้กับความเงียบ ในความเงียบนั้น เขารู้ได้ทันทีว่า แม่เจ้าจิ๋วกำลังนั่งทำหน้าทำตาใส่เขาอยู่แน่ ๆ
ครืด ครืด
เสียงมือถือที่ดังขึ้น แค่เห็นชื่อที่โทร. มา หัวใจของเขา มันกลับสะดุด กึก ! ก่อนที่หัวใจของเขา มันจะค่อย ๆ เต้นแรง ทำตัวไม่ถูก พยายามจัดแจงตัวเอง นั่งหลังตรง เสยผมเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนรับสายคนที่โทร. มาจากอีกฝั่งของทวีป
“ว่าไง”
เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยคำทักทายออกไปแบบไหน ธารทัพพ์เลยเลือกที่จะเอ่ยถามออกไปแบบนั้น ไม่รู้ว่ามัน… เป็นคำพูดที่ควรพูดออกไปไหม ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อน เขาไม่เคยคิดมากเท่ากับตอนนี้ ทุกครั้งที่พูดคุยเรื่องธุรกิจ เขามั่นใจและสามารถพูดออกไปได้รวดเร็ว แตกต่างจากการที่ได้คุยกับใครบางคน คนที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวเหมือนอย่างตอนนี้ แค่ได้เห็นใบหน้าเล็กที่ค่อย ๆ เอียงใบหน้าเล็กนั่นเข้ามาในจุดโฟกัสบนหน้าจอ
(ก็อยากเห็นหน้าไม่ใช่เหรอคะ) จากที่กำลังเก๊กหน้าให้นิ่งสุด ๆ แต่ทว่าก็ต้องหลุดยิ้มออกมาให้กับท่าทางน่าเอ็นดูของคนที่อยู่ในจอ
“กินยาหรือยัง”
(เรียบร้อยแล้วค่า~ คุณทัพกินข้าวหรือยังคะ ทำไมหน้าซีดจัง ป่วยหรือเปล่าคะ) คนฟังยิ้ม ไม่รู้ว่าทำไม แค่เห็นหน้าเธอ ความรู้สึกก่อนหน้า มันก็ค่อย ๆ เริ่มดีขึ้น
“ไม่ได้เป็นอะไร พาเจ้าจิ๋วไปนอนได้แล้วไป มันดึกมากแล้ว”
(ค่ะ คุณทัพก็พักผ่อนนะคะ)
ไม่รู้ว่าทำไม ทำไมเขาต้องเอาแต่นั่งยิ้มจ้องหน้าจอมือถือที่สายตัดไปแล้ว อยากให้ถึงวันอาทิตย์เร็ว ๆ จะได้กลับไปนอนบนเตียงสีครีมขนาดห้าฟุต ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่บนเตียงคิงไซซ์หนานุ่ม แต่เขากลับคิดถึงเตียงเล็ก ๆ ที่มีคนนอนข้าง ๆ คิดถึงกลิ่นหอมหวานละมุน
ครืด ครืด
ชื่อและเบอร์ของคนที่โทร. เข้ามาทำให้ธารทัพพ์นั่งนิ่งมองอยู่ครู่ ก่อนจะวางมันลงบนเตียงแล้วตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้มือถือของตัวเองยังคงดังอยู่แบบนั้น ปล่อยให้ปลายสายคิดว่าเขากำลังยุ่งอยู่แบบนั้นจะดีกว่า นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เขาไม่รับสายจากแม่ ก็คงตั้งแต่น้องชายของเขาโทร. มาบอกว่า แม่กำลังเตรียมให้เขาได้เจอกับคนที่ท่านเลือกให้
“มีอะไรหรือเปล่าคุณ”
“ก็ตาทัพสิคะ ไม่รับสายสิเลย”
“งานยุ่งหรือเปล่า วันก่อนเห็นคุณแม่บอกว่าส่งตาทัพไปประชุมที่อังกฤษ”
“ทำไมลูกไม่บอกสิสักคำ” คนเป็นภรรยาส่ายหน้าไปมา ปกติลูกชายไม่ติดต่อยากขนาดนี้ โทร. ไปไม่รับสาย แต่พอว่างเมื่อไร ก็โทร. กลับมา แต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ลูกชายคนโตดูจะห่างหายไปเลย
“ใจเย็นน่าคุณ”
“เนี่ย อีกไม่กี่วัน หนูเจ้าเอยก็กลับแล้ว คุยกับทางนั้นไว้แล้วด้วย”
คนฟังได้แต่ฟังนิ่ง ๆ ไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไร ทั้ง ๆ ที่เคยเป็นคนเข้มงวดกับลูกชายในทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้คนเป็นพ่ออย่างท่าน ขออยู่เงียบ ๆ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับภรรยาที่อยากให้ลูกชายได้ภรรยา ได้คู่ชีวิตที่ดี แต่ลึก ๆ ท่านก็รู้สึกผิดที่บังคับ ขีดเส้นให้ลูกชายคนโตมาตลอด อยากลองปล่อยผ่านเรื่องนี้ดูบ้าง
“วันพรุ่งนี้สิจะไปกรุงเทพฯ นะคะ”
“ตามใจคุณ แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้บ้าง” ปลอบใจภรรยาอีกหน่อย แม้ที่ผ่านมา ธารทัพพ์จะเป็นคนพูดง่าย อะไรก็ได้ตามใจพ่อแม่และก็คุณย่า แต่ท่านที่เป็นพ่อก็รู้ว่า ความจริงลูกชายคนโตมีความดื้อมากกว่าลูกชายคนเล็กอย่างแทนไทมากแค่ไหน
“ค่ะ สิรู้แล้ว" ถามว่าเตรียมใจเอาไว้บ้างไหม ก็เตรียมใจไว้บ้างแล้ว ไม่รู้ว่าลูกชายมีผู้หญิงที่ชอบหรือยังไง แต่ที่ผ่านมาลูกชายคนโตก็ไม่เคยมีแฟน ไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมาให้รู้จักเลย ต่างจากลูกชายคนเล็ก
“ไปนอน เครียดมากตีนกาจะขึ้นเอา”
“นี่คุณว่าสิแก่เหรอ”
“คุณแก่ ผมก็แก่เหมือนกันนั่นแหละ” อดีตนายพลฯ ยิ้มมุมปากเบา ๆ พูดหยอกล้อภรรยาของตัวเอง ก็คงมีแค่ผู้หญิงคนนี้ที่ได้เห็นมัน ปกติอยู่ต่อหน้าคนอื่น คนที่เคยเข้มงวดอย่างท่านก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง
กึก !
มือเล็กชะงักเล็กน้อยในตอนที่กำลังยื่นมือไปหยิบของบนชั้น เมื่อมีมือของใครอีกคนยื่นมาจับหยิบของชิ้นเดียวกัน ว่าที่คุณแม่ดึงมือของตัวเองกลับ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กับผู้หญิงคนนั้น คนที่มองหน้ากันอยู่
“อ้าว คนที่เจออยู่กับพี่ทัพวันนั้นนี่น่า สวัสดีจ้ะ”
“ค่ะ” พราวนิชาก้มหน้าน้อย ๆ เธอจำได้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ธารทัพพ์บอกว่าเป็นลูกสาวของคุณอาของเขา
“ชอบกินนมเหรอ”
“ค่ะ”
“บำรุง… ท้องเหรอจ๊ะ” มุมปากสวยของวรรณายกยิ้มน้อย ๆ มองใบหน้าเล็กของคนตรงหน้าที่กำลังตกใจ ดูยังไงก็ยังเด็กมาก ๆ มากจนไม่คิดว่าธารทัพพ์จะชอบผู้หญิงแบบนี้ ปกติเห็นผู้หญิงที่เข้าหา มีแต่ดารา นางแบบสวย ๆ แสดงว่าพี่ทัพเขาทำผู้หญิงที่ไม่ใช่แฟนท้องสินะ
แบบนี้ก็น่าสนุกเหมือนกัน
พราวนิชาไม่พูดอะไร มือเล็กยื่นไปหยิบนมขวดนั้นแล้วเดินออกมา ไม่พูดอะไรกับผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกกลัวและไม่รู้ว่ามันจะมีผลอะไรกับธารทัพพ์ไหม มือเล็กกำขวดนมในมือแน่น เธอกลัว กลัวว่ามันจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เธออยากให้เขาอยู่ตรงนี้ อยู่ข้าง ๆ กันตอนนี้ แค่มือของเขาที่จับมือของเธอแค่นั้นก็พอ
“คุณครับ ระวัง !”
น้ำเสียงที่ดังมาจากด้านหลังพร้อมกับมือที่คว้าต้นแขนเธอเอาไว้พร้อมกัน ทำให้พราวนิชาหลุดออกจากความคิดของตัวเอง ก่อนจะเบิกตากว้างน้อย ๆ เมื่อมีของจากชั้นวางตกลงมาบนพื้น อีกแค่นิดเดียวจริง ๆ ถ้าพี่ผู้ชายคนนี้ไม่ดึงเธอไว้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็นยังไง มือเล็กจับท้องตัวเองในทันที เมื่อคิดว่าถ้าขวดแก้วเหล่านั้นตกมาใส่เธอ เธอกับเจ้าจิ๋วจะเป็นยังไง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“มะ ไม่ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ครับ”
“น้องพราวเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” อานัสวิ่งเข้ามาหาคนตัวเล็กด้วยท่าทางตกใจ หันไปมองคนที่ยืนข้าง ๆ พราวนิชา พยักหน้าให้น้อย ๆ ก่อนที่อีกคนจะเดินหลบไป
“น้องพราวเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
อานัสถามว่าที่คุณแม่อีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไรคะพี่นัท พี่… อ้าว เขาไปไหนแล้ว” สายตาคู่สวยหันไปมองตรงจุดนั้น พี่ผู้ชายสูทสีดำนั่นก็หายไปไหนแล้ว
“พี่ว่ากลับเลยไหมครับ”
“ค่ะ แต่พี่นัทคะ”
“ครับ”
“เรื่องนี้ อย่าเพิ่งบอกคุณทัพนะคะ” เธอไม่อยากให้อีกคนเป็นห่วง มันเป็นแค่เรื่องอุบัติเหตุธรรมดา น่าจะไม่มีอะไร สายตาคู่สวยมองพนักงานที่รีบวิ่งเข้ามาเคลียร์เศษขวดแก้วบนพื้น
“ทำไมล่ะครับ”
“พราวไม่อยากให้คุณทัพเป็นห่วง”
“ครับ” อานัสยอมรับปากง่าย ๆ เพราะว่าหน้าที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องรายงานคุณทัพ หน้าที่ของเขาคือรับส่งคนตรงหน้า ดูแลเรื่องต่าง ๆ แค่นั้น ส่วนเรื่องความปลอดภัยและรายงานเรื่องอื่น ๆ เป็นของคนอื่น
“ว่าไงเข้ม”
ธารทัพพ์ใช้มืออีกข้างดึงเนกไทของตัวเองเบา ๆ พร้อมกับทอดสายตาออกไปมองวิวสวยด้านนอก หูก็รอฟังลูกน้องของตัวเองรายงานเรื่องของวันนี้
(วันนี้คุณวิวเจอคุณพราวที่ห้างครับ มีอุบัติเหตุนิดหน่อย…)
มือของธารทัพพ์นิ่ง เมื่อได้ยินชื่อของลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอย่างวรรณา ที่ผ่านมาเขาก็พอรู้ว่าสองพี่น้องคู่นั้นกำลังหาข้อมูลเรื่องของพราวนิชา เรื่องพวกนั้น เขาไม่เคยกลัวว่าอีกคนจะเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุม แต่เรื่องที่เขากลัว มันมีแค่เรื่องเดียวคือกลัวทั้งสองจะมายุ่งกับพราวนิชา
(ผมส่งหลักฐานไปให้แล้วนะครับ)
“อืม”
ลูกน้องของพ่อหรือจะเรียกว่า ตอนนี้เป็นลูกน้องของเขาแบบนั้นก็ได้ พ่อให้ส่งเข้มมาให้เป็นบอดีการ์ดของเขาเมื่อสองปีที่แล้ว เพราะเมื่อสองปี ก่อนเขาเคยโดนลอบทำร้าย ปกติถ้าเขามาต่างประเทศแบบนี้ เขาจะให้เข้มมาด้วย แต่ว่าตั้งแต่ที่แม่เจ้าจิ๋วเกือบโดนรถชนวันนั้น เขาก็ให้เข้มทำหน้าที่คอยตามดูแลพราวนิชาอยู่ห่าง ๆ
เข้มวางสายไปแล้ว นิ้วของธารทัพพ์ก็กดเล่นคลิปที่มาจากกล้องวงจรปิดจากร้านสะดวกซื้อในห้างสรรพสินค้า เขาเห็นวรรณาที่เข็นรถเข็นในมือชนชั้นวางของ ก่อนที่อีกมุมหนึ่ง ของจะตกจากชั้นวางของ ขวดแก้วหลายขวดที่ตกลงมาเกือบจะตกลงบนหัวของพราวนิชา แต่ดีที่มีคนดึงแขนเล็กของแม่เจ้าจิ๋วเอาไว้ ถ้าไม่อย่างนั้น… นึกขอบคุณคนที่ทำงานได้รวดเร็ว แต่อีกใจก็ไม่ชอบ ไม่ชอบมือนั่นของลูกน้องตัวเองที่จับต้นแขนเล็ก
เขาไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องไหนก่อนดี
เรื่องงาน
เรื่องแม่
เรื่องของสองพี่น้องนั่น
หรือเรื่องของแม่เจ้าจิ๋ว
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







