LOGINตอนที่ 9
“อะไร”
คนที่นั่งอยู่บนโซฟาเงยหน้ามองมือเล็ก ๆ ที่ยื่นมาตรงหน้าเขา
“รูปเจ้าจิ๋วค่ะ”
“เจ้าจิ๋ว ? รูปอะไร” อะไรคือเจ้าจิ๋ว ธารทัพพ์ขยับคิ้วเข้าหากัน มองคนที่ยังคงยืนนิ่งจ้องหน้ากัน
“ก็รูปอัลตราซาวนด์ไงคะ” เขายังไม่คืนเธอเลย ก็เลยต้องมาทวงถาม
“จำไม่ได้ว่าเอาไปวางไว้ตรงไหน เดี๋ยวไปหาให้ แล้วจะเอาไปทำไม” ความจริงเขาจำได้ แต่ว่ายังไม่อยากให้ตอนนี้
“พราวจะเอาไปให้แม่ดูค่ะ” พราวนิชาตอบเสียงเบา ไม่รู้ว่าพ่อแม่อยากเห็นไหม แต่เธอก็แค่อยากบอกว่า นี่คือเจ้าก้อนเล็กที่แม้จะเป็นความผิดหวังของพ่อแม่ แต่เธอจะสร้างเขาขึ้นมาให้เหมือนที่พ่อกับแม่สร้างเธอขึ้นมา
“มานั่งก่อน มีเรื่องจะคุยด้วย”
ว่าที่คุณแม่ยอมเดินไปนั่งลงบนโซฟาตรงที่อีกคนบอก
“ขยับเข้ามา นั่งไกลแบบนั้นจะคุยรู้เรื่องไหม”
ก็ไม่ได้ไกลเลยนะ เห็นไหม เขาพูดแค่นี้ เธอก็ได้ยิน แม้ในใจจะเถียงออกไปแบบนั้น แต่ก็ยอมขยับเข้าไปนั่งใกล้คนตัวโต มองเจ้าไอแพดเครื่องเล็กที่เขายื่นส่งมาให้ มองสบตาเจ้าของมันก่อนจะยื่นมือไปรับมา
“รู้จักคนในคลิปนี่ไหม”
สายตาคู่สวยจับจ้องมองคลิปวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่ จ้องมองผู้หญิงคนหนึ่งที่มองแค่แป๊บเดียวก็รู้ว่าใคร เธอจำได้ว่านี่คือร้านเหล้าที่เธอไปกับเพื่อนและกลุ่มรุ่นพี่หลังสอบเสร็จ ฟ้าใส ผู้หญิงที่กำลังผสมอะไรบางอย่างในแก้วเหล้านั่น ก่อนจะยื่นส่งมันให้เจนจิราสองแก้ว แสดงว่าเหล้าที่เธอดื่มไปวันนั้นมันมียาอะไรบางอย่างที่ทำให้ไม่มีสติ ดวงตาคู่สวยเงยหน้าสบตาคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน
“เลื่อนไปอีก”
เธอทำตามที่เขาบอก ค่อย ๆ เลื่อนดูแต่ละคลิป ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันจากคลิปแรก มีภาพที่เธอเดินเข้าห้องน้ำ ออกมาก็เจอฟ้าใสที่ยืนรออยู่ ในความทรงจำ เธอจำได้แค่นั้น หลังจากนั้นก็มีคนเดินเข้ามาหาฟ้าใส เป็นผู้ชายที่ดูท่าทางอ้อนแอ้นและผู้หญิงอีกคนที่เธอจำได้ว่า เพื่อนอย่างฟ้าใสเคยแนะนำว่าเป็นเพื่อนแถวบ้านตัวเอง เพื่อนคนนี้ เธอกับเจนจิราไม่ได้สนิทด้วย ทั้งสองประคองเธอเดินออกจากร้าน แล้วคลิปก็ตัดไปที่ลานจอดรถ ทั้งสามพาเธอขึ้นรถไป และคลิปก็ตัดไปเป็นรูปภาพ รูปที่ทั้งสามพาเธอเข้าไปในโรงแรม โรงแรมที่เธอจำได้ว่าเป็นโรงแรมที่เธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงกว้าง
สายตาคู่สวยยังคงนิ่งค้าง ยังขยายรูปเพื่อนดูให้ชัด ๆ อยู่แบบนั้น เหมือนต้องการให้แน่ใจว่า เพื่อนที่คบมาตั้งนาน รู้จักกันมาตั้งหลายปี เพื่อนที่เธอรัก ทำไมถึงทำกับเธอแบบนี้กัน ฟ้าใสมีเหตุผลอะไรที่ทำกับเธอแบบนี้
“ทั้งสองให้การสารภาพว่า ได้รับเงินจากผู้หญิงที่ชื่อฟ้าใสคนละสองพันบาทให้มาช่วย แล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไร แต่หนึ่งในนั้นหลุดปากออกมาว่าจะเอาไปขายให้เสี่ย พูดไปมือของธารทัพพ์ก็ค่อย ๆ กำเข้าหากันแน่น ไม่รู้ว่าทำไมยิ่งมองใบหน้าเล็กของคนตรงหน้าที่เอาแต่นั่งนิ่งเหมือนยังไม่เชื่อกันนั่น แล้วถ้าเธอไม่เจอเขา แล้วถ้าเขาไม่เข้าห้องผิด เธอจะเป็นยังไง
“จะจัดการเองหรือให้จัดการให้”
เรื่องนี้เขารู้ว่ามันกระทบจิตใจของอีกคนมาก แต่เขาก็ต้องบอก บอกความจริงดีกว่าให้เธอไปคบเพื่อนแบบนั้นอยู่ คนทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด แต่มันก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของคนถูกกระทำอยู่ดี
“พราว…” พราวนิชานิ่งคิด พูดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
“…ตอนนี้พราวไม่รู้จะทำยังไงเลยค่ะ” ใบหน้าเล็กส่ายไปมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาที่แก้มใส เธอเจ็บ เธอเสียใจและเธอก็โกรธที่ฟ้าใสทำลายความรักและหวังดีของเธอจนหมดสิ้นแบบนี้ เพื่อนกัน เขาทำกันแบบนี้เหรอ
ธารทัพพ์นั่งมองคนที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้บีบมือตัวเองเงียบ เขาไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่ยื่นมือไปวางลงบนมือเล็ก บีบลงบนมือเล็กนั่นเบา ๆ การกระทำของเขาเรียกให้คนที่เอาแต่นั่งร้องไห้เงียบ ๆ เงยหน้าขึ้นมามองคน
“พราว ขอกอดได้ไหมคะ”
เขายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำพูดอะไรออกมา เพราะมัวแต่ตกใจคำขอนั่น จนในจังหวะที่ร่างเล็กโผเข้ากอดกันนั่นแหละ เขาถึงได้รู้ว่า อีกคนไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขา เธอทำเพียงแค่บอกกัน มือที่วางอยู่ข้างลำตัวค่อย ๆ ยกขึ้นมาลูบผมนุ่มด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เพียงเพราะเขาไม่เคยปลอบใคร เพียงเพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายอ่อนโยน เลยไม่รู้ว่าการทำแบบนี้ มันจะช่วยให้ดีขึ้นไหม
ใบหน้าเล็กซบลงบนอกแกร่ง กอดเอวหนาเอาไว้แน่นเหมือนต้องการการปกป้องจากใครสักคน แม้อ้อมกอดของเขาจะไม่เหมือนพ่อกับแม่ แต่ว่ามันก็รู้สึกอบอุ่นไม่แพ้กันเลย ยิ่งมือของเขาที่ลูบลงมาบนผมของเธอ แม้จะไม่สม่ำเสมอ แต่มันกลับ…
รู้สึกดี
“นี่” ธารทัพพ์เรียกคนในอ้อมกอดของตัวเอง เรียกคนตัวเล็กที่ไม่มีเสียงสะอื้นแล้วเบา ๆ แต่อีกคนก็ยังคงนิ่งเงียบ ก่อนจะค่อย ๆ ดันร่างเล็กออกเบา ๆ เพื่อดูใบหน้าเล็กนั่น ปากที่จะเรียกชื่อคนตัวเล็กหยุดนิ่ง เปลี่ยนเป็น
“เด็กขี้เซา” ใบหน้าหล่อส่ายหน้าไปมาให้กับคนที่ร้องไห้จนหลับ ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริง ๆ ไม่อยากจะเชื่อว่า เขามองคนหลับด้วยสายตาเอ็นดู เอ็นดูในความเข้มแข็ง แม้เธอจะมีน้ำตา แต่กลับมีรอยยิ้มทุกครั้งที่ได้เจอสิ่งที่ชอบ ได้กินของอร่อย ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเขาเริ่มสังเกตทุกอย่างที่เป็นผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไร จากที่จะปลุกคนร้องไห้จนหลับ ธารทัพพ์ก็เปลี่ยนใจช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้มแล้วพาคนหลับเข้าห้องนอนเล็ก ค่อย ๆ วางคนในอ้อมแขนลงบนที่นอนนุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่มาจากที่นอน ที่มาจากคนตัวเล็กทำให้เขาเผลอสูดกลิ่นหอม ๆ นั่น กลิ่นมันต่างจากห้องของเขา ห้องที่มีแค่กลิ่นสะอาด ๆ ไม่เหมือนกลิ่นแบบนี้ที่หอมละมุน
แต่ทว่าในตอนที่เขาวางคนตัวเล็กลง ในตอนที่กำลังขยับตัวออก แต่กลับถูกแขนเล็กคว้าจับแขนเอาไว้พร้อมกับดึงเขาให้ล้มลงไปนอนบนเตียงขนาดห้าฟุต ขยับหนีไม่ทัน และขยับไปไหนไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้แขนเล็กทั้งสองข้างกอดเขาเอาไว้แน่น เตียงที่เธอนอนคนเดียว มันยังเหลือพื้นที่ว่าง แต่พอคนตัวโตอย่างธารทัพพ์นอนลง พื้นที่ว่างก็เต็มจนร่างทั้งสองเบียดกัน จากที่ตั้งใจจะขยับลุกขึ้น แต่แค่เห็นใบหน้าเล็กที่ซุกซบในอ้อมกอดกัน สายตาคู่คมก็เอาแต่นิ่งเฉยมองภาพนั้น ก่อนจะหลับตาลงสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ หวานละมุนนั่น
รู้ตัวอีกทีก่อนตอนที่มีแสงแดดส่องเข้ามา
ธารทัพพ์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อรู้สึกเมื่อยต้นแขน ไหนจะแสงแดดที่ส่องเข้ามาทำให้เขาต้องรีบลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็น ไม่ใช่ห้องนอนโทนสีเทาของตัวเอง แต่กลับเป็นห้องนอนเล็กสีครีมข้างบันได ส่วนแขนที่เขารู้สึกว่าเมื่อย ต้นเหตุก็มาจากหัวเล็ก ๆ ของใครบางคนที่หนุนแขนกันอยู่
นี่เขาหลับไปตั้งแต่ตอนไหน แถมยังหลับสนิทกว่านอนอยู่บนเตียงของตัวเองเสียอีก
ธารทัพพ์ถอนหายใจออกมาน้อย ๆ เมื่อมองคนที่ยังคงนอนหลับอยู่ เมื่อเขาค่อย ๆ วางหัวเล็กลงบนหมอนพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงแผ่วเบา เหมือนกลัวว่า ถ้าทำเสียงดังคนหลับจะตื่นขึ้นมา มองคนตัวเล็กที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอีกนิด ก่อนจะเดินออกจากห้องกลับห้องตัวเอง
“ทำไมเมื่อยจัง”
ว่าที่คุณแม่ตัวเล็กขยับตัวไปมาในผ้าห่มผืนนุ่ม ปากเล็กก็บ่นเบา ๆ เมื่อวันนี้รู้สึกว่า วันนี้รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวมากกว่าปกติ หรืออาจเป็นเพราะนอนท่าเดียวไม่ขยับตัวก็เลยเป็นแบบนี้ หรือเป็นเพราะเมื่อคืนร้องไห้เยอะไปนะ ร่างเล็กขยับตัวลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง ในหัวก็เอาแต่คิดถึงเรื่องที่รับรู้เมื่อวาน ที่เธอร้องไห้เพราะแค่ผิดหวัง ผิดหวังที่เธอให้ใจเพื่อนเยอะ แต่พอรู้ว่าอีกคนไม่ได้หวังดีกับเราเลย
ยิ่งทำให้… ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกในตอนนี้อย่างไร แต่ถามว่าเธอจะให้อภัยไหม
ก็คงไม่
ในเมื่อฟ้าใสเลือกแบบนี้ เลือกที่จะทำร้ายกันแบบนี้ สู้เราไม่ต้องเป็นเพื่อนกันยังดีเสียกว่า ไม่ชอบกันก็ไม่ต้องเข้ามาอยู่ในชีวิต มือเล็กเลื่อนไปเปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบมือถือขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือ การส่งข้อความไปหาครอบครัว ถามคำถามเดิม ๆ
กินข้าวหรือยังคะ
เมื่อก่อนเธอไม่ได้คิดอะไรกับคำถามแบบนี้ แต่ตอนนี้เธอรับรู้แล้ว ว่าที่พ่อกับแม่ถามซ้ำ ๆ แบบนี้ทุกครั้ง ทุกมื้อ เพราะมันแฝงไปด้วยความห่วงใย
พราว : วันนี้เจนว่างไหม
รอไม่นานข้อความของเธอขึ้นว่าอ่านพร้อมกับข้อความตอบกลับจากเพื่อน
เจน : ว่าง
พราว : ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก
เจน : ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก
ดูเหมือนว่าเราสองคนจะใจตรงกันมาก ๆ พิมพ์ข้อความยังตรงกันขนาดนี้
พราว : เจอกันที่ร้านกาแฟหน้ามหา’ลัย ร้านประจำ ชวนฟ้าใสมาด้วยนะ
เจนจิราอ่านข้อความจากเพื่อนก่อนจะดึงสายตาตัวเองออกจากหน้าจอมือถือแล้วมองเพื่อนสาวอย่างฟ้าใสที่กำลังยืนคุยกับหนุ่มรุ่นพี่คณะวิศวะฯ อย่างพี่ก้าว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟ้าใสทำตัวแบบนี้ เห็นใครเข้ามาสนใจ มาคุยกับพราวนิชา ฟ้าใสก็มักจะเข้าหาผู้ชายทุกคนที่ตามจีบเพื่อนตลอด ไหนจะสายตาขี้อิจฉาที่เธอมักจะแอบเห็นอยู่บ่อย ในตอนที่ฟ้าใสใช้มองเพื่อนตัวเองอย่างพราวนิชา
“น้องฟ้าติดต่อน้องพราวได้ไหมครับ”
“ไม่ได้ติดต่อเลยค่ะพี่ก้าว เนี่ย ฟ้าก็เป็นห่วงเพื่อนเหมือนกันกับข่าวที่ออกไป แล้วพี่ก้าวเชื่อไหมคะ ที่ข่าวบอกว่าพราวท้องเลยต้องหยุดเรียน แถมยังท้องไม่มีพ่ออีก พี่ก้าวเชื่อข่าวไหมคะ…” ฟ้าใสเอียงใบหน้าน้อย ๆ มองคนตัวสูงตรงหน้าด้วยสายตาใสซื่อเหมือนจะบอกเขาว่า เธอเองก็เป็นห่วงความรู้สึกเพื่อนอย่างพราวนิชาไม่น้อย และอยากรู้ว่า หนุ่มรุ่นพี่ตรงหน้าจะเชื่อข่าวที่ออกมาไหม
“เรื่องจริงหรือไม่จริง พี่ไม่รู้หรอก แต่น้องฟ้าเป็นเพื่อนน้องพราว ไม่ควรพูดแบบนี้นะ”
“นั่นสิคะ เพื่อนกัน ใครเขาเอาเรื่องของเพื่อนมาพูดแบบนี้ อย่างนี้จะเรียกว่าเพื่อนได้ยังไง”
“เจน” ฟ้าใสเรียกเจนจิราที่เดินเข้ามาด้วยน้ำเสียงติดไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็พยายามปั้นหน้าทำหน้าตาใสซื่อส่งไปให้หนุ่มรุ่นพี่ตรงหน้าเหมือนเดิม
“น้องเจนติดต่อน้องพราวได้ไหม”
“ได้ค่ะ ยัยพราวสบายดี ไม่ต้องห่วงนะคะ เพื่อนเจนเขาไม่ได้ท้องไม่มีพ่อ แต่เขาแค่ยังไม่เปิดตัวแค่นั้น” ความจริงเธอไม่รู้หรอก ว่าตอนนี้เพื่อนเป็นยังไง แต่รู้แค่ว่าเพื่อนสบายดี ก็แค่พูดใส่ไฟไปแค่นั้นเฉย ๆ แต่หวังว่าเพื่อนจะได้เจอคนดี ๆ เจอสิ่งดี ๆ นับจากนี้
ก้าวพยักหน้ารับรู้ รู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้จีบรุ่นน้องต่างคณะให้จริงจังมากกว่านี้ ตั้งแต่อีกคนอยู่ปีหนึ่ง ตอนนี้เขาอาจจะได้หัวใจของพราวนิชาไปครอบครองแล้ว เขาหวังดีกับเธอเสมอ แม้ตอนนี้อาจจะอยู่ในฐานะรุ่นพี่
“ฝากความห่วงใยไปถึงน้องพราวด้วยนะครับ”
“ยัยพราวนัดเจอเจน พี่ก้าวไปด้วยกันไหมคะ จะได้เจอยัยพราวด้วย”
“จะดีเหรอ”
“ดีสิคะ” นั่นเป็นคำพูดของฟ้าใส มุมปากสวยยกยิ้มร้ายนิดหน่อย เมื่อคิดว่า ถ้าพี่ก้าวไป อย่างน้อยพี่ก้าวจะได้รู้ความจริงว่าพราวนิชาผู้แสนดีนั้น ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ท้องยังเรียนไม่จบ ท้องไม่มีพ่อ แต่เธอเข้าหาพี่เขา ผู้ชายคนที่เพียบพร้อมอย่างพี่ก้าว ทั้งหน้าตา ฐานะ การเงิน ดีกว่าผู้ชายหลาย ๆ คนที่เข้ามาจีบพราวนิชา พอกำจัดพราวนิชาออกไป เธอจะได้หลุดพ้นจากอะไรหลาย ๆ อย่าง อยากมีแฟนดี ๆ อย่างพี่ก้าว
“แกก็ต้องไปด้วยนะฟ้า ยัยพราวบ่นคิดถึงแกมาก”
ก่อนหน้านั้น ก่อนที่เธอจะเดินมา พราวนิชาทิ้งท้ายข้อความบอกกัน ว่ามีเรื่องของฟ้าใส แค่นี้เธอก็รู้ได้ทันที ว่าเพื่อนอาจจะรู้อะไรมาบ้าง ก็ดีเหมือนกัน เรื่องนี้จะได้จบเสียที
เธอเบื่อยัยฟ้าใสจอมใสซื่อ !
พราวนิชามองคนสามคนที่เดินเข้ามา เจนจิรา ฟ้าใสและผู้ชายที่เดินตามหลังทั้งสองมาคือพี่ก้าว คิ้วเรียวสวยขยับขึ้นส่งสายตาไปหาเพื่อนอย่างเจนจิราที่เข้ามานั่งลงข้าง ๆ กัน
“จะได้มีคนรับรู้เพิ่มไง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ยัยฟ้าจะได้ไม่ว่าเรารังแกนาง”
ใบหน้าสวยของว่าที่คุณแม่พยักหน้ารับรู้
“พราว~” พราวนิชาเมินสายตาจากคนที่ยิ้มทักทายด้วยเสียงหวานหันไปส่งยิ้มให้พี่ก้าวและทักทายหนุ่มรุ่นพี่
“สวัสดีค่ะพี่ก้าว”
“สวัสดีครับ พี่มารบกวนไหม”
“ไม่ค่ะ” ก็ดีอย่างที่เจนจิราบอกในเมื่อวันนี้ เธอตั้งใจจะมาพูดอะไรบางอย่างกับฟ้าใส มีคนมารับรู้ด้วยก็ดีเหมือนกัน คนอื่นจะได้ไม่ว่าเธอใส่ร้ายเพื่อน อีกคนจะได้ไม่เอาไปพูดว่าเธอใส่ร้าย ก่อนออกมา มีคนสอนคำ ๆ หนึ่งเธอมาว่า…
อย่าใจอ่อนให้กับคนไม่ดีกับเรา
“ฟ้าใส”
“ว่าไงจ๊ะเพื่อน” แม้จะรู้สึกแปลกที่พราวนิชาเรียกชื่อกันเต็ม ๆ แบบนี้ ปกติจะเรียกว่าฟ้าอย่างเดียว มันดูห่างเหิน
“ฉันมีอะไรให้แกช่วยดูหน่อยได้ไหม”
พราวนิชาฝืนยิ้มให้คนที่เธอเคยเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อนรัก ก่อนจะก้มลงไปหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาแล้วเปิดคลิปที่เธอได้รับมาจากธารทัพพ์เมื่อเช้า เปิดคลิปแรกขึ้นมาแล้ววางมือถือลงบนโต๊ะให้ทุกคนได้เห็นด้วย
ใบหน้าของฟ้าใสค่อย ๆ ซีดลงเรื่อย ๆ เมื่อเห็นสิ่งที่พราวนิชาให้ดู เธอไม่ทันได้คิดและคิดน้อยไปว่า ทุกวันนี้มันมีสิ่ง ๆ หนึ่งที่เรียกว่า กล้องวงจรปิด แม้จะกำลังรู้สึกกลัวแต่ก็พยายามเก็บอาการ เก็บสีหน้าของตัวเอง ไม่สบสายตาของใคร สายตาของคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ของพี่ก้าว สายตาของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันอย่างเจนจิราและพราวนิชา
“แกทำไปเพื่ออะไร”
เมื่อคลิปสุดท้ายและรูปสุดท้ายจบลง พราวนิชาก็อดที่จะถามคนตรงหน้าไม่ได้ว่าทำไมกัน ทำไมเพื่อนกันถึงทำกันได้ขนาดนี้
“ฉันไม่ได้ทำ”
“หลักฐานขนาดนี้ ! แกยังว่าไม่ได้ทำอะไรเหรอ”
เจนจิราถามขึ้นเสียงดังแต่ก็เบาลง เมื่อมีมือของเพื่อนตัวเล็กจับเอาไว้เหมือนบอกว่าให้เบาเสียงลง ถามฟ้าใสด้วยความไม่พอใจ ก็ไหนมันบอกให้เธอไปหาหลักฐานมา แต่พอมีหลักฐาน ยัยนี่กลับทำตัวเหมือนถูกใส่ร้ายแบบนี้ อยากจะบ้า !
ต่างจากก้าวที่เอาแต่นั่งนิ่งเขาไม่พูดอะไร นั่งฟังทุกคนพูดไปมา เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า เมื่อไรฟ้าใสจะยอมรับผิดทั้ง ๆ ที่หลักฐานก็ชัดเจนขนาดนี้ สายตาเอ็นดูเหมือนรุ่นน้องที่น่ารักคนหนึ่งของเขาที่มีให้ฟ้าใส มันเปลี่ยนไป
“เรียกตำรวจมาจับมันเลยดีไหมพราว”
“แกตอบมาก่อนสิฟ้าใส ฉันไปทำอะไรให้แก แกถึงจะขายฉันให้เสี่ยนั่น” ใบหน้าสวยของฟ้าใสซีดลงกว่าเดิม เมื่อพราวนิชารู้ลึกมากขนาดนี้ ก็จริงอย่างที่พราวนิชาพูดนั่นแหละ เพราะเงิน และเพราะคำว่าอิจฉา เธอถึงตกลงกับเสี่ยที่เป็นเพื่อนกับเสี่ยคนที่เธอรู้จักว่าจะหาสาว ๆ ไปให้ แต่ไม่รู้ว่ามันผิดพลาดตรงไหน พราวนิชาถึงได้ไปนอนกับคนอื่น ดีที่เสี่ยคนนั้นเข้าใจ แต่โชคดีหน่อยที่พราวนิชาพลาดท้องกับใครก็ไม่รู้ มือของเธอบีบเข้าหากันจนเจ็บ พยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้ระเบิดทุกอย่างที่อยู่ภายในใจของตัวเองออกไป
สายตาสามคู่มองคนที่เอาแต่นั่งก้มหน้านิ่ง
ใบหน้าสวยของฟ้าใสค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา จ้องมองเพื่อนสนิทตัวเองทั้งสองคน เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย เธอเป็นเด็กต่างจังหวัดที่พ่อแม่ย้ายมาอยู่ในกรุงเทพฯ ครอบครัวของเธอฐานะไม่ได้ดีมากเท่าไร แต่เธอถีบตัวเองขึ้นมาจากครอบครัวที่แตกแยก สอบเข้าเรียนโรงเรียนดี ๆ มหาวิทยาลัยดี ๆ เรียนดี เกรดดีจนได้ทุนเรียนฟรี ต่างจากทั้งสองคนที่แทบจะมีทุกอย่างครบ ยิ่งบ้านของเจนจิราถือว่ามีฐานะ พ่อกับแม่ทำงานที่ต่างประเทศ มีรถ มีคอนโดฯ มีพร้อมทุกอย่าง โดยแทบไม่ต้องพยายามอะไร พราวนิชาเอง ถึงแม้บ้านจะไม่รวยเท่าบ้านของเจนจิรา แต่เพื่อนคนนี้กลับมีครอบครัวที่น่ารัก มีบ้านที่อบอุ่น อบอุ่นอย่างที่เธอไม่เคยได้รับจากพ่อและแม่ของตัวเอง
อิจฉาเหรอ ?
ใช่ ! เธอโคตรจะอิจฉาเพื่อนทั้งสอง
มุมปากสวยของฟ้าใสยกยิ้ม จ้องพราวนิชานิ่ง
“พราว แกเกิดมาโชคดีจัง ครอบครัวอบอุ่น ครอบครัวน่ารัก แต่ตอนนี้ชีวิตแกน่าจะจบแค่ตรงนี้แหละ นอนกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ แถมยังท้องไม่มีพ่อ เรียนก็ไม่จบ ตลกดีเนอะ นักเรียนดีเด่น แต่กลับหมดอนาคต” เสียงของฟ้าใสเรียกให้คนทั้งร้านหันมามองด้วยความสนใจ บางคนก็ซุบซิบนินทา บางคนก็แค่มองแล้วหันกลับไป
“อี ! ...” เจนจิราชี้หน้าเกือบจะหลุดคำพูดไม่ดีออกมา แต่พอเห็นคนอื่นกำลังมองมา ฟ้าใสมันโรคจิตแน่ ๆ หน้าตาดูไม่ได้สลดในความคิดของตัวเองเอาเสียเลย ก่อนจะหันไปเรียกชื่อเพื่อนอย่างพราวนิชาที่เอาแต่นั่งมองคนบ้าอย่างฟ้าใส
“พราว”
“แกทำแบบนี้ทำไม” น้ำเสียงนิ่ง ๆ ของว่าที่คุณแม่เอ่ยถามคนตรงหน้า ฟ้าใสดูจะพูดมั่วไปหมด หลงประเด็นไปถึงไหนแล้ว เธอต้องการคำตอบว่า ทำแบบนี้กับเธอทำไมกัน ไม่อยากฟังเรื่องที่คนตรงน่าเยาะเย้ยกันอีกแล้ว หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอเศร้า เสียใจมาเยอะแล้ว ตอนนี้เธอจะเข้มแข็งให้มาก ไม่อ่อนแอ แม้ข้างในมันจะเจ็บมากก็ตาม
“ก็ฉันอิจฉาพวกแกไง ! รู้ไหม ฉันเข้าหาแกสองคนเพราะอะไร เพราะพวกแกเด่นไง เรียนเก่ง บ้านมีเงิน มีคนเข้าหา แต่ก็ต้องขอบคุณพวกแกนะ ที่ทำให้ฉันมาไกลขนาดนี้ เพราะพวกแกเลย”
“แกมันโรคจิต” เจนจิราด่าคนตรงหน้า ถึงไม่แรงแต่ก็คิดว่า ฟ้าใสสมควรที่จะไปหาหมอบ้าง คนดีที่ไหนเขาคิดแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เธอกับพราวนิชาช่วยเหลือมาตลอด มีอะไร เธอกับพราวนิชาก็แบ่งปันเพื่อนคนนี้เสมอมา เพราะคิดว่าเราเป็นเพื่อนกัน
“แล้วไง แล้วจะทำอะไรฉันได้ แจ้งตำรวจดิ แล้วพวกแกคิดว่าตำรวจเขาจะเอาผิดฉันได้ไหม” ฟ้าใสขยับลุกขึ้นยืนยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า เพราะคิดว่ายังไงทั้งสองก็ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ เธอไม่ใช่ไม่กลัว แต่รู้ว่า ถ้าเธอเป็นอะไรก็ต้องมีคนช่วยเธออยู่แล้ว
แต่ทว่า…
ยังไม่ทันที่ฟ้าใสจะได้เดินออกจากร้าน ก็มีใครบางคนเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทรงกลม ผู้ชายตัวสูง แต่งตัวดูดี ใบหน้าหล่อแต่ติดเรียบนิ่งนั่น ทำเอาฟ้าใสรู้สึกขนลุกแปลก ๆ มันบอกและอธิบายไม่ถูก
“คุณทัพ”
“รู้จักเหรอแก” เจนจิราขยับเข้าไปกระซิบถามเพื่อนว่ารู้จักผู้ชายหล่อคนนี้ด้วยเหรอ
“คุยเสร็จยัง” พราวนิชายังไม่ทันที่จะได้ตอบอะไรเพื่อน แต่คนที่ยืนอยู่กลับหันมาถามกัน
“ค่ะ คุณทัพมาได้ไงคะ” เขาไม่ได้บอกว่าจะมา เมื่อเช้าเขาให้พี่นัสมาส่งเธอแล้วพี่เขาก็กลับไปทำงาน
“เสร็จแล้วก็กลับ” น้ำเสียงนิ่ง ๆ ของธารทัพพ์บอกคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งมองหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเลื่อนสายตาไปมองผู้หญิงที่ยืนอยู่
ผู้หญิงคนนี้สินะ
แต่หน้าตาดูไม่ได้สำนึกผิดอะไรเลย แบบนี้เขาต้องจัดการเองใช่ไหม แล้วเลื่อนสายตาไปมองผู้ชายอีกคนที่อยู่ในชุดเสื้อช็อป
ใคร ?
อานัสไม่ได้รายงานเขาว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร แต่เขาไม่ชอบ ไม่ชอบสายตาคู่นั้นที่มองผู้หญิงของเขา พอไม่ชอบ มือมันก็ไปเอง ยื่นไปคว้ามือเล็กดึงให้เธอลุกขึ้นยืน ไม่อยากให้อยู่ตรงนี้นาน
“เดี๋ยวค่ะ คุณทัพ”
คิ้วหนาขยับขึ้นหันไปมองคนที่ไม่ยอมเดิน
“พราวขอคุยกับ… ผู้หญิงคนนี้อีกนิดนะคะ”
ฟ้าใสมองคนที่เรียกกันว่าผู้หญิงคนนี้นิ่ง มองผู้ชายที่จับมือพราวนิชาอยู่ อยู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกอิจฉา ทำไมเธอถึงไม่รู้ว่าเพื่อนรู้จักผู้ชายดูดีคนนี้ ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน
“ในเมื่อแกไม่คิดว่าฉันเป็นเพื่อน ต่อไปฉันก็ไม่มีแกเป็นเพื่อนอีก ขอให้แกมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเลือกนะฟ้าใส” พราวนิชาพูดจบก็นิ่งมอง มองคนที่กำลังจะกลายเป็นคนอื่นในชีวิตตัวเธอเองนับจากนี้ ที่ผ่านมาเธอเป็นเพื่อนที่ดีมาเสมอ ไม่เสียใจอะไรอีกแล้ว
ต่างจากฟ้าใสที่ยืนกำมือเข้าหากันแน่น ทั้ง ๆ ที่เธออยากเห็นพราวนิชาร้องไห้ ไม่มีความสุข แต่ดูเหมือนว่าคำพูดนิ่ง ๆ นั่นของพราวนิชา มันกลับทำให้เธอเจ็บเสียเอง ทั้งที่ไม่มีคำด่า ไม่มีคำพูดไม่ดี แต่ทว่าสิ่งที่เจ็บที่สุดคงเป็น
“และนี่ก็เป็นสิ่งตอบแทนที่แกทำกับฉัน”
เพียะ !
มือเล็กของพราวนิชาฟาดลงบนแก้มของคนที่กำลังจะกลายเป็นอดีตเพื่อนของตัวเอง ตบนี่ไม่ได้ตบเพราะอารมณ์โมโห แต่เธอตบเพราะแค่อยากเอาคืนสิ่งที่ฟ้าใสทำกับเธอ ไม่สนใจแล้วว่าจะถูกมองยังไง
มุมปากหนาของธารทัพพ์ยกยิ้มน้อย ๆ
“อีพราว !”
มือของฟ้าใสที่กำลังจะยกขึ้นมาหมายจะตบคืนพราวนิชากลับถูกจับเอาไว้ด้วยมือของผู้ชายตัวโตหน้านิ่ง กำลังแผ่รังสีความไม่พอใจส่งมาให้ มือหนานั่นบีบมือของเธอแน่นจนเจ็บ พยายามดึงมือออกจากมือนั้น แต่ก็ทำไม่ได้ มันเจ็บ เจ็บจนน้ำตาไหลออกมา
“คุณทัพกลับเถอะค่ะ”
เมื่อเห็นว่ามีแต่คนมองมา พราวนิชาเลยดึงมือหนาเบา ๆ เรียกสติของคนตัวโต เธอถูกมองไม่ดี ไม่เป็นไรเลย แต่เขา เธอไม่อยากให้เขาถูกมองว่าทำร้ายผู้หญิง
“เจน ฉันกลับก่อนนะแก เดี๋ยวโทร. หา”
“อืม”
“ขอบคุณนะคะพี่ก้าว”
“ครับ” หนุ่มรุ่นพี่ยิ้มรับ เข้าใจว่าอีกคนขอบคุณกันเรื่องอะไร น่าจะเป็นเรื่องที่เขามานั่งรับฟังและเป็นพยานให้กับเรื่องนี้
คิ้วหนาของธารทัพพ์ขยับขึ้น เมื่อรับรู้ชื่อของผู้ชายคนนั้น ก่อนจะดึงสายตากลับมามองคนตัวเล็กที่ยืนจับมือกันอยู่ เขาไม่ดึงมือเล็กออก แต่กลับเปลี่ยนเป็นคนจับมือเธอเอาไว้แน่นเสียเอง แล้วพาคนที่เขาจับมือแสดงความเป็นเจ้าของเดินออกจากร้าน
สายตาของเจนจิรายังคงจับจ้องมองผู้ชายหน้าหล่อที่กำลังจับมือเพื่อนตัวเองอยู่ ถ้าผู้ชายคนนี้เป็นพ่อของเด็กในท้องพราวนิชา หลานเธอ ถ้าออกมาเป็นผู้ชายต้องออกมาหล่อมากแน่ ๆ เจนจิราดึงสายตากลับมามองฟ้าใสที่ยังคงยืนกำมือตัวเองแน่น เหมือนมันไม่สำนึกผิดนั่นน้อย ๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นคว้ากระเป๋าตัวเองมาถือเอาไว้ แล้วเดินผ่านคนที่เคยคิดว่าเป็นเพื่อน เพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เดินผ่านไป โดยไม่หันกลับไปมอง เธอจะไม่ให้ค่ายัยคนนี้อีกแล้ว ปล่อยให้ฟ้าใสอยู่กับความขี้อิจฉาคนเดียวจนตายไปเถอะ
“พี่ก้าว”
ฟ้าใสรีบเรียกคนที่ลุกขึ้นยืนแล้วกำลังจะเดินไป แต่หนุ่มรุ่นพี่กลับหันมามองหน้ากันน้อย ๆ แล้วหันกลับไป เดินออกจากร้าน โดยไม่หันกลับมาสนใจกันเลย ทุกอย่างว่างเปล่า ไม่มี ไม่เหลือใครตรงนี้ มีแค่สายตาของคนในร้านที่จับจ้องมองมาที่เธอเหมือนตัวประหลาด
“แก นี่ใช่ยัยฟ้าใส บริหารปะ”
“ฟ้าใสในข่าวใช่ไหม”
“ใช่ ๆ ฉันว่าใช่”
คำพูดของคนที่เดินสวนกันออกจากร้านทำให้ฟ้าใสหยุดนิ่ง
ข่าว ข่าวอะไรกัน ?
หรือว่าพราวนิชาปล่อยข่าวของเธอ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ก่อนจะรีบร้อนหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า รีบหยิบขึ้นมาเปิดดู แต่ว่าสิ่งที่คิด มันผิด ผิดไปจากที่คิด แต่ว่าเรื่องที่ข่าวลง มันกลับร้ายแรงกว่านั้น
#เมียน้อย
#ฟ้าใสบริหารปีสามเป็นเมียน้อย
รูปที่เธอเดินควงแขนเสี่ยในห้าง แถมยังมีข้อความเล็ก ๆ ในวงเล็บเอาไว้ว่า มีคลิปเด็ด เผ็ดซี้ด ใครอยากดูคอมเมนต์มาเลย
“อะ อะไรกันเนี่ย” ทำไม ทำไมใครลงข่าวนี้กัน ก็ไหนว่าเสี่ยสองบอกว่า ไม่มีใครกล้าลงข่าวหรือกล้าทำอะไรเธอได้ไง แล้วทำไม ทุก ๆ สายตาที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างมองฟ้าใสที่ยืนนิ่ง ทั้งซุบซิบนินทา ทั้งมองด้วยสายตารังเกียจ
“จะรีบไหนจ๊ะ หนูฟ้าใส”
เท้าของฟ้าใสที่กำลังเดินต้องหยุดนิ่ง เพราะกลุ่มคนที่ดูอันตรายนั่นเดินเข้ามา ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวดูดี
“คะ คุณนายอนงค์ !” ฟ้าใสเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงตกใจ
“ยังจำซื่อฉันได้อีกเหรอ” ทำไมเธอจะจำไม่ได้ ก็คนตรงหน้าเธอเป็นเจ้านายของแม่ เป็นสามีของเสี่ยสองที่เธอแอบมีความสัมพันธ์ด้วยตลอดสองปีที่ผ่านมา เสี่ยสองที่ทำให้ตั้งแต่เข้าเรียนปีหนึ่ง เธอมีเงิน มีของแพง ๆ ใช้เหมือนเพื่อน ๆ ก็เพราะแบบนี้ เพราะเธอยอมเป็นเมียน้อย เธอไม่ได้โดนหลอกหรือถูกบังคับ แต่เพราะเธออยากมีเหมือนคนอื่น ความอยากมีของเธอทำให้เธอยอมรับข้อเสนอของเสี่ยสอง ที่ผ่านมาเรื่องของเธอไม่เคยมีใครรู้ แล้วทำไมตอนนี้
ไหนเสี่ยบอกว่า เมียของตัวเองโง่จะตาย ไม่มีทางรู้เรื่องนี้ไง
“นี่ฉันเลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้อยู่หรือไง ทำไมถึงไม่สำนึกบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ฉันช่วยเธอกับแม่บ้าง”
“คะ คือหนู”
“พาตัวมันไปที่รถ” คุณนายอนงค์เรียกลูกน้องชายฉกรรจ์สองคนของตัวเองให้รีบจับตัวของฟ้าใสเอาไว้ ในตอนที่เด็กสาวกำลังจะหนี
“ปล่อยนะ ! ปล่อยฉันนะ ฉันจะบอกเสี่ย พวกแกโดนดีแน่”
“งั้นก็ไปบอกมันที่โรงพยาบาลนะ แต่อีกเดี๋ยวเธอก็อาจจะได้ไปนอนห้องเดียวกัน ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มข้าง ๆ กับมันแล้วแหละ”
คุณอนงค์จับปลายคางเล็กของฟ้าใสที่ตัวเองหลงเอ็นดู บีบแรง ๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเบา ๆ แต่กลับเยือกเย็นจนน่ากลัว น่ากลัวอย่างที่ฟ้าใสไม่เคยเห็นมาจากผู้หญิงตรงหน้าเลย
เมื่อความไว้ใจมันหมดลง เธอก็ไม่เก็บเอาไว้ ทั้งสามี ทั้งคนตรงหน้า แต่เธอไม่ฆ่าหรอกนะ ก็แค่ปล่อยให้อยู่ในโลกของความเป็นจริง โลกที่ถูกตราหน้า โลกที่เดินไปไหนก็มีแต่คนมอง หมดอนาคต แบบนั้นมันน่าจะสนุกกว่ากันเยอะ เธอไม่เข้าข้างผัวจอมเจ้าชู้ เพราะตั้งแต่รู้ข่าวเมื่อเช้า เธอก็จัดการผัวไม่รักดีของตัวเองไปก่อนแล้ว และตอนนี้ก็จะได้เวลาจัดการชู้ของสามี เป็นทั้งชู้ เป็นทั้งเด็กในบ้าน เป็นลูกสาวแม่บ้านที่เธอเอ็นดูมาตลอด แต่ตอนนี้สายตาเอ็นดูของเธอ มันไม่มีแล้ว มีแค่จะทำยังไงให้สาสมกับสองปีที่ทั้งสองหลอกเอาเงินเธอไปใช้ เงินที่กว่าจะหามาได้แต่ละบาท ถ้าไม่มีคนหวังดีส่งรูปมาให้ดู เธอก็คงกลายเป็นผู้หญิงที่หน้าโง่ที่สุดอยู่ก็ได้ตอนนี้ แต่ตอนนี้
ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น และจุดจบของมัน…
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







