LOGINตอนที่ 11
“สวัสดีครับ”
ธารทัพพ์ที่ก้าวเดินเข้าไปในห้องอาหารของบ้านหลังใหญ่ยกมือไหว้ทักทายทุกคน แม้จะถูกสายตาตำหนิจากเจ้าของงานวันเกิดวันนี้ที่ส่งมาให้ด้วยความไม่ชอบใจ แต่ธารทัพพ์เลือกที่จะนิ่ง
“ขอโทษนะครับที่มาช้า”
“มาแล้วก็นั่งเลยลูก”
ธารทัพพ์นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง เขาไม่สนใจสายตาของคนอื่น คนอื่นที่ว่านั่นก็คือครอบครัวของคุณอาวุธ น้องชายของพ่อ ทั้งอาวุธ อาสะใภ้ และลูกของอาวุธทั้งสองอย่างเตวิช ลูกชาย และวรรณา ลูกสาว เขาแค่ตั้งใจมาให้คุณย่าเจอหน้า มากินข้าวแล้วเขาก็จะกลับ ไม่ได้จะมาประจบประแจงเหมือนอย่างคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ เตวิชมองมาที่เขาด้วยสายตานิ่ง ๆ ติดไม่พอใจ ต่างจากเขาที่ไม่ได้สนใจสายตาคู่นั้น สายตาของลูกพี่ลูกน้อง เขารับรู้ว่าอีกคนไม่ชอบเขา ก็เหมือนอย่างที่เขาเองก็ไม่ชอบเตวิชเหมือนกัน ตอนเด็ก ๆ เตวิชชอบแกล้งน้องชายเขาเป็นประจำ เขาที่เป็นพี่ก็ต้องปกป้องน้องชายตัวเองอยู่แล้ว บางครั้งก็มีเรื่องชกต่อยกัน เพราะแบบนี้ไง คุณอาวุธและคุณอาสะใภ้ก็เลยไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไร ชอบพูดว่าเขามันไอ้เด็กเกเร หัวรุนแรง ไม่เหมาะสมกับงานที่คุณย่ามอบหมายให้เลยสักนิด แต่นี่คงไม่ใช่เหตุผลหลักที่ครอบครัวของอาวุธไม่ชอบเขา เหตุผลหลัก ๆ ก็คงน่าจะเป็นเพราะคุณย่าไว้วางใจให้เขาเข้ารับตำแหน่งที่ลูกชายของอาวุธอย่างเตวิชควรจะได้รับมัน
“สุขสันต์วันเกิดครับอาวุธ”
“ขอบใจมากนะหลานชาย”
“หวังว่าคุณอาจะชอบนะครับ”
คุณวุธยิ้มรับ ยื่นมือไปรับของขวัญจากหลานชาย ลูกชายคนโตของพี่ชายตัวเองมาถือเอาไว้ คงไม่ต้องเดาให้ยากว่าภายในกล่องใบเล็กคืออะไร ก็คงเป็นนาฬิกาอีกตามเคย มือหนาที่เริ่มเหี่ยวย่นตามอายุ ยื่นกล่องใบนั้นให้กับสาวใช้เพื่อเอาไปเก็บ ความจริงอยากจะหันไปบอกคนอายุน้อยกว่าว่า
ถ้าอยากให้อาชอบ ทัพควรจะสละตำแหน่งให้ตาวิชเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดอา แบบนั้นอาน่าจะดีใจกว่านาฬิกาเรือนนี้
“ได้คุยกับแม่เราบ้างหรือยังตาทัพ”
“ยังเลยครับ” ธารทัพพ์เงยหน้าขึ้นสบตาคุณหญิงมันตราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวประจำของท่าน หลังจากทานอาหารมื้อเย็นร่วมกันคนอื่น ๆ เสร็จ ครอบครัวอาวุธก็พากันออกไปเลี้ยงสังสรรค์กันที่โรงแรม คุณย่าท่านไม่ได้ไปด้วย เพราะท่านบ่นว่าไม่อยากไปทำให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ เขาหมดสนุก เขาเองก็เลือกที่จะปฏิเสธไป เพราะรู้ว่าครอบครัวนั้นเอ่ยปากชวนแค่ตามมารยาทเท่านั้น ความจริงคงไม่อยากให้เขาไปด้วย
“ถ้าทัพพร้อมก็แต่งได้เลย คนนี้แม่เราเขาบอกว่าเหมาะสม”
เพราะหลานชายอายุก็เข้าเลขสามแล้ว สมควรที่จะแต่งงานมีหลานให้ท่านอุ้มได้แล้ว เรื่องนี้ท่านไม่ได้เป็นคนจัดการ แต่ก็เห็นชอบกับลูกสะใภ้คนโตที่จะเป็นคนจัดการหาหลานสะใภ้ที่เหมาะสมมาให้กับธารทัพพ์ที่กำลังจะขึ้นรับตำแหน่งที่สูงกว่านี้
“ตาทัพ”
คุณมันตราเอ่ยเรียกหลานชายที่เอาแต่นิ่งเงียบผิดปกติเหมือนกำลังนิ่งคิดอะไรอยู่
“คุณย่าครับ”
ธารทัพพ์เอ่ยเรียกคนเป็นย่าเสียงนิ่ง แต่ดูมั่นคง ก่อนหน้าเขาพยายามคิดทบทวนอยู่นาน ว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยัง ถ้าไม่บอกตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดเมื่อไร ยิ่งปล่อยไว้นาน เรื่องอาจจะบานปลายไปมากกว่านี้ สู้บอกกับคนตรงหน้าก่อน ให้ท่านมารับรู้ทีหลังคงไม่ดี เขากลัวว่าเรื่องมันจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ เชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สักวันมันก็จะไม่เป็นความลับ
“ย่าครับ”
“ว่าไง หรือเรามีสาวที่ชอบอยู่แล้ว”
คำตอบของหลานชายไม่ใช่การยอมรับว่ามีสาวคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่มันคือกระดาษใบเล็ก ๆ ถูกยื่นมาตรงหน้าของท่าน มือเหี่ยวย่นค่อย ๆ ยื่นมือไปรับเจ้ากระดาษนั้นมาถือเอาไว้ จ้องมองด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เพราะรู้ถึงไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยคำพูดไหนออกมา
“ลูกใคร”
“ลูกผมครับ”
“กี่เดือนแล้ว”
“สองเดือนครับ” คุณหญิงมันตรามองหน้าหลานชายที่เป็นดั่งความหวังของตัวเอง นิ่งพิจารณาคนตรงหน้าน้อย ๆ
“แล้วจะให้ย่าทำยังไง” รู้ว่าหลานชายเป็นคนฉลาด ถึงไม่ปิดบังเรื่องนี้กับท่าน
“ผมไม่อยากแต่งงานกับคนที่แม่หาให้ครับ”
“แล้วจะแต่งกับผู้หญิงคนนี้เหรอ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร อายุเท่าไร” ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกหลานได้แต่งงาน ได้เจอกับคนที่เหมาะสม ไม่รู้ว่าคำถามที่ท่านถามออกไป มันเกินไปไหม แต่ก็อยากรับรู้เรื่องราวของหลานชายคนโตเอาไว้บ้าง จะหวง จะห้าม ก็คงไม่ทันแล้ว เพราะมีลูกด้วยกัน แบบนี้ท่านก็ไม่อยากเป็นคนที่แยกพ่อแม่ลูกออกจากกัน
ธารทัพพ์นิ่งก่อนจะสบตาผู้เป็นย่า
“เรื่องแต่งยังไม่ได้คิดครับ” เพราะเขายังไม่รู้ว่าหลังจากคลอดเจ้าจิ๋ว พราวนิชายังอยากอยู่ด้วยกัน หรือแยกกันอยู่ แล้วเหลือไว้เพียงแค่ฐานะพ่อแม่ ที่เขายังไม่รู้เพราะยังไม่ได้คุยกัน แต่ถ้าถามเขา เขาก็อยากให้เราอยู่ด้วยกันแบบนี้มากกว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขารู้สึกว่าการอยู่ด้วยกัน มันก็ไม่ได้แย่อะไร
“ผมกับเขาตกลงกันว่าหลังจากคลอดจะคุยกันอีกทีครับ” เขาไม่อยากโกหก พูดความจริงไปดีกว่า
คุณมันตราพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ อย่างเข้าใจ โดยที่หลานชายตรงหน้าไม่ต้องอธิบายหรือพูดคำไหนให้มากมาย
“เรื่องตำแหน่ง ย่ายังยืนยันคำเดิม คืออยากยกให้ทัพ เรื่องส่วนตัว ทัพก็ไปจัดการเอง ย่าไม่เข้าไปยุ่ง ส่วนพ่อกับแม่เรา ถ้าอยากให้ย่าช่วยอะไรก็บอก” รู้ว่าทั้งสองคน ทั้งลูกชายกับลูกสะใภ้อาจจะรับไม่ได้กับเรื่องนี้ เพราะรู้ว่าทางนั้นคงได้เตรียมคนที่เหมาะสมไว้ให้ลูกชายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทั้งสองจะใจร้าย ข้อนี้ท่านรู้ดี
“ขอบคุณครับ”
ธารทัพพ์ยกมือไหว้ขอบคุณผู้เป็นย่า ที่เขาตัดสินใจบอกย่าก่อน เพราะรู้ว่าย่าเข้าใจ ถ้าบอกคนที่บ้านก่อนน่าจะวุ่นวายมากกว่านี้
ข้อตกลงของเรา ของเขากับพราวนิชาตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่อีกหนึ่งเดือน สองเดือน หรืออีกแปดเดือนข้างหน้า มันจะเปลี่ยนไปไหม ? ก็คงสุดแล้วแต่หัวใจและความรู้สึกของเราสองคน
“ทำอะไร ไหนว่าลืมของ ก็รีบไปเอาสิ” เตวิชบ่นน้องสาวของตัวเองที่เอาแต่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องนั่งเล่นของคุณย่าเหมือนกำลังแอบทำอะไร กำลังจะไปถึงโรงแรมแล้วแท้ ๆ แต่วรรณาที่ติดรถไปด้วยกลับบอกว่าลืมมือถือ เขาเลยต้องวนรถกลับมาที่บ้าน ยืนรออยู่ที่รถตั้งนาน ไม่เห็นน้องสาวรีบกลับออกมา ก็เลยเดินตามมาดู
“ชู~~ เบา ๆ พี่วิช” วรรณายกนิ้วชี้แตะลงบนปากตัวเอง บอกให้พี่ชายเบา ๆ
“มีอะไร”
“มาทางนี้ เดี๋ยววิวเล่าให้ฟัง” วรรณารีบดึงมือพี่ชายออกจากบ้าน เดินตรงไปที่รถ เพราะเห็นว่าธารทัพพ์กำลังออกมาจากห้องนั่งเล่นของคุณย่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
“มีอะไร”
“พี่ทัพเขามีลูก ทำผู้หญิงท้อง”
“มีลูก แล้ว…” คำว่า แล้วไง ถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอของเตวิช เพราะเมื่ออยู่ ๆ ก็คิดได้ว่า ถ้าธารทัพพ์มีลูก ยังไม่แต่งงานแต่มีลูก ควรจะดีใจหรือควรจะเครียดกับเรื่องนี้ดี
“พี่วิช ทำไมเงียบอะ เนี่ย วิวดีใจแทนเลยนะเนี่ย ถ้าพ่อกับพี่เอาเรื่องนี้ไปพูดที่ประชุม พี่ทัพเขาไม่ได้ตำแหน่งแน่ ๆ” จากที่แอบฟังมา คุณย่าจะไม่ได้พูดอะไร แต่ถ้าเรื่องนี้ถึงที่ประชุม ธารทัพพ์น่าจะหลุดออกจากตำแหน่งก็เป็นไปได้ และแบบนี้พี่ชายของเธอก็จะมีสิทธิ์ได้ตำแหน่งแทน
“พี่วิช”
“อะไร !”
“เอ้า แล้วเงียบทำไม ! จะเอายังไงเนี่ย”
“ไปหาหลักฐานมาให้พี่ก่อน แกพูดลอย ๆ แบบนี้ จะมีใครเขาเชื่อไหม”
“ก็จริง เสียดายวิวไม่ได้อัดเสียงเอาไว้ เดี๋ยววิวให้คนไปสืบมาให้”
“อืม อีกอย่างแกก็เผื่อใจไว้หน่อย สมบัติคุณย่าที่จะให้แกอาจจะน้อยลง” วรรณาหน้าถอดสีเล็กน้อย เมื่อคิดตามคำพูดของพี่ชาย ตอนนี้คุณย่ายังไม่ยอมแบ่งสมบัติที่มีให้ใครสักคน ก็ถ้าธารทัพพ์มีลูก มีเหลนให้คุณย่าอุ้ม สมบัติที่ต้องแบ่งก็อาจจะน้อยลง เพราะคุณย่าอาจจะแบ่งให้เหลนคนแรกของตระกูล แบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ ใครจะยอมกัน
“งั้นพี่ก็รีบแต่งงานดิ”
“หึ ไม่เอาหรอก อยู่โสด ๆ โคตรจะสบาย”
วรรณาส่ายหน้าไปมาให้กับความคิดของผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่ชายตัวเอง แต่อย่างที่พี่ชายเธอพูดนั่นแหละ เธอเองตอนนี้ก็ไม่อยากผูกมัดกับใคร ใช้ชีวิตสบาย ๆ มีเงินใช้ มีเงินช็อปปิง ใช้เงินไปวัน ๆ ไม่ต้องคิดอะไร สบายจะตาย ถ้าเธอแต่งงานแล้วต้องย้ายไปอยู่บ้านผู้ชาย มีหวังคุณย่าอาจจะแบ่งสมบัติให้น้อยลง ไม่เอาหรอก !
นอนไม่หลับ อยู่ ๆ ก็รู้สึกนอนไม่หลับ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เขาไม่มีเรื่องรบกวนจิตใจ แต่ทำไมมันถึงนอนไม่หลับ ธารทัพพ์นอนลืมตาในความมืด อยู่ก็คิดถึงกลิ่นหอม ๆ ที่ทำให้เขานอนหลับสบายเมื่อคืน พอคิด ธารทัพพ์ก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้าห้องนอนเล็กข้างบันได ดึกมากแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าของห้องจะหลับไปหรือยัง
แกรก !
เสียงประตูเปิดและค่อย ๆ เปิดประตูสีขาวเข้าไปในห้องอย่างแผ่วเบา โคมไฟหัวเตียงยังคงถูกเปิดทิ้งเอาไว้เหมือนทุกครั้งที่เขาเคยเข้ามา ไม่รู้ว่าอีกคนกลัวหรือว่าลืมปิด ร่างเล็กนอนหลับตาพริ้ม แก้มป่อง ๆ แนบหมอนเหมือนเด็กนั่น มันเรียกรอยยิ้มของเขาได้เป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าทำไม แค่เห็นหน้าพราวนิชา แค่เห็นหน้าเธอ เขากลับรู้สึกสบายใจ สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ธารทัพพ์ขยับก้าวเข้าไปนั่งลงบนเตียง นั่งมองใบหน้าเล็ก ยื่นมือไปเกลี่ยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้าให้ แต่พอเห็นแก้มนุ่มนิ่มนั่น เขาก็อดที่จะบีบเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวไม่ได้
“เด็กขี้เซา”
ธารทัพพ์พูดออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นว่าคนหลับก็ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนเดิม เขานั่งอยู่แบบนั้นสักพัก ตั้งใจว่าจะแค่เข้ามาดูและก็จะกลับไปนอน
แค่อยากมาสูดกลิ่นหอมอ่อนนั่นก่อนกลับไปนอน แต่ทว่า….
พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ เขาก็นอนอยู่บนเตียงเล็กขนาดห้าฟุตเหมือนอย่างเมื่อคืนก่อน แต่วันนี้เขาไม่รีบร้อนอะไร ธารทัพพ์ขยับตัวหันไปมองใบหน้าเล็กของคนที่ขยับเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเขา ชักอยากให้พราวนิชาลืมตาตื่นขึ้นมาตอนนี้ อยากรู้ว่าอีกคนจะทำหน้าตายังไง เมื่อเห็นเขา เมื่อวานก่อนออกไปบ้านคุณย่า เขารู้ รู้ว่าเธอหน้าแดงเพราะเขา แต่ก็แค่แกล้งถามไปอย่างนั้น ก็แค่อยากแกล้ง อยากจับแก้มนุ่ม ๆ นั่น แต่ว่าเขาก็ต้องตัดใจ ค่อย ๆ ขยับลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะออกไปก็อดไม่ได้ที่จะมองถุงกระดาษสองใบที่เขาตั้งใจซื้อมาฝากคนที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ละสายตาจากตรงนั้นมองคนบนเตียง หวังว่าเธอจะชอบ ก่อนที่ธารทัพพ์จะเดินออกมาจากห้องนอนที่ทำให้เขานอนหลับเต็มอิ่มทั้งคืน
สายตาคู่สวยจับจ้องมองถุงกระดาษสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง ตื่นมาก็เห็น ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร เธอเดินผ่านไปเดินผ่านมาอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะเปิดดู คนเอามาวางคงไม่ต้องเดา ก็คงเป็นเจ้าของห้องนี้แหละ แต่ว่าเขาน่ะ เข้ามาในห้องนี้ได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าก่อนนอนเธอล็อกห้องเรียบร้อยแล้วเหรอ ? พราวนิชานั่งลงบนเตียงหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเตรียมจะออกไปที่ร้าน ไปหาแม่ตามที่ได้บอกท่านเอาไว้
“สวยจัง”
ชุดเดรสสีฟ้าอ่อน แต่ว่าราคาน่าจะแพงน่าดู พราวนิชามองชุดในมือของตัวเองนิ่ง ก่อนจะพับมันเก็บลงเข้าถุงตามเดิม แล้วยื่นมือไปเปิดอีกถุงหนึ่ง พอเห็นว่าเป็นกระเป๋าใบสวย มือเล็กก็ไม่กล้าหยิบออกมาจากถุง เพราะรู้ว่ากระเป๋าแบรนด์นี้ราคาน่าจะหลายหมื่น
เขาซื้อให้เธอเหรอ
แล้วซื้อให้ทำไมนะ เธอไม่ได้อยากได้เสียหน่อย มันเกินข้อตกลงที่เราตกลงกันไปเยอะแล้ว แถมของพวกนี้ไม่ได้เป็นของเจ้าจิ๋ว มือเล็กยื่นไปหยิบมือถือของตัวเองมาถ่ายรูปถุงทั้งสองใบ แล้วกดเลื่อนหาช่องการติดต่อใครบางคนที่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้า ตื่นมาเธอก็ไม่เจอเขาแล้ว เธอเพิ่งมีช่องทางการติดต่อเขาไม่นาน น่าจะเมื่อวานนี่แหละ พราวนิชากดส่งรูปและส่งข้อความไป
พราวนิชา : ของคุณทัพหรือเปล่าคะ
ธารทัพพ์ : ของเธอ
พราวนิชาแอบตกใจไม่น้อยที่ธารทัพพ์เปิดอ่านข้อความและตอบกลับเธอเร็วมาก ๆ เหมือนกับว่าอีกฝ่ายก็รอให้เธอส่งข้อความไปหา
พราวนิชา : เนื่องในโอกาสอะไรคะ
ธารทัพพ์ : เนื่องในโอกาสอยากให้
เขาเล่นมุกเหรอ มุมปากสวยยกยิ้มให้กับข้อความของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าตอนนี้คนทางโน้นจะแสดงสีหน้าแบบไหนในตอนที่พิมพ์ข้อความนี้ส่งมาให้เธอ
พราวนิชา : ขอบคุณค่า~
ใครจะรู้ว่าแค่ข้อความ ขอบคุณค่า~ ที่ถูกส่งมาจากคนบาง คนที่เขารอข้อความของเธอตั้งแต่ออกมาจากคอนโดฯ นั่งรอลุ้นจนไม่เป็นอันทำงาน หัวใจก็เต้นแรง เมื่อได้ยินเสียงข้อความจากมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานข้าง ๆ ตัว ปกติเขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยรอคอยข้อความหรือสายเรียกจากใคร แต่ว่าพราวนิชากลับทำให้เขารอคอย มุมปากหนายกยิ้มให้กับข้อความนั้น และอ่านมันวนอยู่หลายรอบ เธอทำให้เขาเหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่กำลังใจเต้นแรงให้กับความรู้สึกบางอย่างที่มันกำลังก่อตัวขึ้นมาเล็ก ๆ เงียบ ๆ ภายในหัวใจของผู้ชายอายุสามสิบอย่างเขา
แต่ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นอานัสที่ยืนหอบแฟ้มเอกสารกำลังยืนยิ้มแฉ่งหน้าโต๊ะทำงาน มันเข้ามาตอนไหน ? คนที่กำลังยิ้มก็รีบหุบยิ้มแล้วตีหน้านิ่งส่งให้ลูกน้องของตัวเอง
“ยิ้มอะไร”
“ก็คุณทัพยิ้ม ผมเลยยิ้มครับ”
“มีอะไร ถ้าไม่มีก็เอาวางไว้แล้วออกไปได้แล้ว”
“ครับผม” แต่อานัสก็ยังคงยิ้มอยู่ก่อนจะวางทุกอย่างในมือของตัวเองลงบนโต๊ะทำงานของเจ้านาย แต่พอจะเดินออกจากห้องกลับถูกเรียกเอาไว้จากคนไล่เสียอย่างนั้น
“เดี๋ยวนัท”
“ครับผม”
“วันนี้ไม่ต้องสั่งมื้อเที่ยงมานะ แล้วช่วงบ่ายไม่มีงานอะไรแล้วใช่ไหม” ปกติมื้อเที่ยงของเขาก็มีอานัสคอยจัดการให้ทุกวัน แต่วันนี้เขาตั้งใจว่าจะไปข้างนอก
“ครับ” คิ้วของอานัสขยับขึ้นน้อย ๆ แปลกใจที่คนอย่างคุณทัพถามเรื่องนี้
“ช่วงบ่ายไม่กลับเข้ามาแล้วนะ” ตั้งแต่ทำงานกันมา เขาได้ยินแค่ว่า มีงานอะไรอีกไหม หรือถ้ามีก็เอามา หรือไม่ก็งานยังไม่เสร็จ ยังไม่ต้องกลับ แต่วันนี้มาแปลก แปลกตั้งแต่นั่งยิ้มกับมือถือแล้ว ปกติคุณทัพของไอ้นัทยิ้มยากจะตาย ใครกันนะ ที่ทำให้คุณทัพของไอ้นัทเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ใช่คนคนนั้น คนที่คิดไว้หรือเปล่า
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







