INICIAR SESIÓNตอนที่ 14
“คุณทัพ”
ดวงตาคู่สวยกะพริบขึ้นลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ กัน เอ่ยเรียกเขาเบา ๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง มองสบตาคนที่ลืมตามองกันอยู่ก่อนแล้ว หัวใจด้วยน้อยเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง เมื่อคิดว่าเธอต้องฝันแน่ ๆ เขาจะมานอนตรงนี้ บนเตียงเดียวกับเธอได้ยังไง
“พราว”
แต่เสียงเรียกนั้น เรียกให้ดวงตาคู่สวยของพราวนิชาต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
“พราวไม่ได้ฝันใช่ไหมคะ” ว่าที่คุณแม่รีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง นั่งมองคนที่ยังคงนอนนิ่งมองกันอยู่ พอคิดว่าไม่ได้ฝันไปจริง ๆ เป็นเขา เป็นธารทัพพ์ แล้วที่เมื่อคืนที่เธอรู้สึกอบอุ่นแล้วคิดว่าตัวเองฝัน ฝันว่าเขากอดเธอ นั่นมันก็คือเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ
“ฝันอะไร” ธารทัพพ์ขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองคนที่นั่งจ้องหน้ากันด้วยท่าทางขี้สงสัยนั่น มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ เอ็นดูแม่เจ้าจิ๋วที่นั่งมองกันตาแป๋วนั่น
“คุณทัพ !”
“มีอะไร อยู่ใกล้แค่นี้ ทำไมต้องเรียกเสียงดัง”
“มันไม่ตลกเลยนะคะ เข้ามานอนบนเตียงนี้ทำไมคะ”
“อยากนอนกับเจ้าจิ๋ว” คำตอบสั้น ๆ ทื่อ ๆ ของคนตีหน้านิ่ง นั่นทำให้ใบหน้าน่ารักของว่าที่คุณแม่ร้อนวูบวาบขึ้นมาแปลก ๆ เขาบอกว่าอยากนอนกับเจ้าจิ๋วอย่างนั้นเหรอ ริมฝีปากเล็กขยับเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่เธอพูดออกมาไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดคำไหนออกมาดี
“ไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ค่ะ ออกไปได้แล้วค่ะ” คนที่นั่งอยู่กลางเตียงขยับเข้าไปดึงแขนของคนที่ยังคงนั่งพิงหัวเตียงมองกันนิ่งให้ขยับลุกขึ้นจากเตียงแล้วออกไปจากห้องนี้ แต่ว่าเขากลับไม่ยอมขยับ แถมพอเขาดึงกันแค่นิดเดียว เธอก็ล้มลงไปนอนบนอกของเขา
“เล่นอะไรคะเนี่ย”
“คุณทัพ !” มือเล็กทุบลงบนอกแกร่งของคนหน้านิ่งแต่ขี้แกล้ง แต่ถูกมือหนาจับมือเล็กเอาไว้พร้อมกับโน้มใบหน้าหล่อลงมาใกล้กัน ใกล้กันแค่นิดเดียวจนปลายจมูกของเราชนกัน ใบหน้าเล็กเอียงใบหน้าหลบ หลบสายตาคู่นั้นที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงและสั่นไหว ก่อนจะพยายามรวบรวมความกล้าของตัวเองพูดออกไป
“มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของเรานะคะ ปล่อยเลย”
เขายอมปล่อยเธอ โดยที่ไม่มีคำพูดไหนออกมาจากคนที่ขยับลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง เธอเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาคมคู่นั้น ได้แต่นั่งก้มหน้ามองมือของตัวเอง แต่ทว่าอยู่ ๆ การกระทำบางอย่างของเขา กลับทำให้เธอต้องเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
ฟอด~
นี่เขาหอมแก้มเธอ มือเล็กยกขึ้นจับแก้มตัวเองที่ถูกเขากดจมูกลงมา
“ทำไมจะไม่อยู่”
อยู่สิ ก็ข้อที่เราจะดูแลเจ้าจิ๋วร่วมกัน ก็นี่ไง เขากำลังทำอยู่ ธารทัพพ์ตอบอีกคนผ่านทางสายตา คิ้วหนาขยับขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มน้อย ๆ เมื่อพูดคำ ๆ นั้นจบประโยค ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องนอนเล็กด้วยท่าทางอารมณ์ดี เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้ มันเรียกว่าอะไร แต่เขารู้เพียงแค่ว่า
เขาอยากทำแบบนี้ทุกวัน
มือเล็กยังคงจับแก้มของตัวเองนิ่ง ทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่ว่าเสียงหัวใจของเธอ มันกลับเต้นแรง แรงจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง แม้จะรู้สึกดีไม่น้อย แต่ว่าทุกอย่างมันเป็นความจริงและเป็นไปได้ใช่ไหม พราวนิชายังคงถามซ้ำ ๆ ว่า เรื่องของเธอกับธารทัพพ์ มันจะเป็นแบบไหน เป็นแค่พ่อและแม่อย่างที่คุยตกลงกันเอาไว้ หรือว่ามันกำลังจะข้ามเส้นบาง ๆ ที่เราสองคนขีดเอาไว้
มือเล็กของพราวนิชายื่นไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กสีชมพูที่ตัวเองตั้งใจจะบันทึกทุก ๆ ช่วงเวลา ค่อย ๆ เปิดไปจนถึงหน้าที่เธอเขียนเมื่อวาน คิ้วเรียวสวยขยับขึ้นเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ คลายออกแล้วยิ้มกว้างให้กับรูปภาพตรงหน้า คงไม่ต้องบอกว่า รูปกลับมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ก็น่าจะเป็นคนที่เอาไปตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่ยอมคืนกันนั่นแหละ แถมยังมีข้อความเล็ก ๆ เขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบด้วยคำว่า เจ้าจิ๋ว
ครืด ครืด
“ว่าไงคะคุณเจน”
(เงียบไปเลยนะคะคุณแม่) คำพูดของเพื่อนเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ ของว่าที่คุณแม่ได้เป็นอย่างดี แต่มันก็จริง ๆ อย่างที่เพื่อนพูดนั่นแหละ ช่วงนี้เธอเงียบห่างหายจากโลกโซเชียล ปกติเธอก็เป็นคนที่ชอบโพสต์รูปต่าง ๆ แชร์สิ่งที่ได้เจอในทุก ๆ วัน หรืออาจจะลงงานขายของบ้าง อย่างพวกรูปภาพที่วาดเอง งานแฮนด์เมดที่ตั้งใจทำขายตามกระแส แต่ตอนนี้รู้สึกอยากอยู่เงียบ ๆ
“แล้ววันนี้ไม่มีเรียนเหรอ”
(ไม่มี เลยจะมาชวนคุณแม่ไปกินข้าวด้วยกัน ไปไหม)
“เอาสิ ที่ไหนดี”
(เอาที่แกสะดวกเลย ไม่อยากให้นั่งรถนาน เดี๋ยวไปรับ) มุมปากสวยของว่าที่คุณแม่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นความเป็นห่วงจากคำพูดแสนธรรมดาของเพื่อน ความจริงเจนจิราเป็นคนที่ไม่ใช่คนพูดจาหวาน ๆ เอาอกเอาใจเหมือนอย่างอดีตเพื่อนอีกคน แต่ยอมรับว่า ทุกคำพูดและทุก ๆ การกระทำของเพื่อนคนนี้ มันมีแต่ความจริงใจ
“เดี๋ยวแชร์โลฯ ให้นะ”
(โอเคจ้า แล้วเจอกัน) เจนจิราวางสายไปแล้ว แต่สายตาของพราวนิชายังคงจับจ้องมองหน้าจอมือถือของตัวเอง มองชื่อของใครบางคน คนที่แค่เห็นชื่อก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง ตั้งแต่เมื่อเช้าที่เขาหอมแก้มแล้วเดินออกจากห้องนอนของเธอไป เธอก็พยายามหลบหน้าเขา ไม่ยอมออกไปเจอจนเขาออกไปทำงานนั่นแหละ เธอถึงยอมออกจากห้อง ไม่ได้โกรธที่เขาทำแบบนั้น แต่แค่เขินและทำตัวไม่ถูก…
พราวนิชา : วันนี้พราวออกไปกินข้าวกับเพื่อนนะคะ
ธารทัพพ์นั่งมองข้อความยาว ๆ ของคนที่เขากำลังนึกถึงส่งมา ความจริงอยากจะพิมพ์ข้อความถามกลับไป ว่าแค่กับเพื่อนใช่ไหม แต่พอคิดว่า มันอาจจะดูล้ำเส้นจนเกินไป นิ้วของเขาก็ค่อย ๆ กดลบข้อความที่กำลังพิมพ์ส่งไปให้
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นส่งสติกเกอร์หมีทำท่าทางโอเคส่งกลับไป
ถ้าจะบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขากดส่งสติกเกอร์อะไรแบบนี้ มันจะดูแปลกไปไหม แต่มันก็คือความจริง ตั้งแต่เข้ามาทำงานที่โรงแรม เข้ามารับตำแหน่ง เขาก็กลายเป็นคนจริงจังกับทุก ๆ อย่าง ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ อย่างเจ้าสติกเกอร์อะไรพวกนี้ เขาไม่เคยโหลดเก็บเอามาใช้เลย แต่ตอนนี้เขาอยากทำตัวให้กลมกลืนกับเด็กอายุยี่สิบ ดูไม่ให้เหมือนกับว่าเธอกับเขา เราสองคน มันมีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่
“ยิ้มอะไรคะคุณแม่”
“ไม่บอก” พราวนิชาส่ายหน้าไปมา อมยิ้มส่งไปให้คนที่กำลังขับรถอยู่ ก่อนจะละสายตาจากเพื่อนแล้วก้มมามองสติกเกอร์รูปหมีน้อยทำท่าทางโอเคนั่น ไม่คิดว่าผู้บริหารอย่างคุณธารทัพพ์จะมีสติกเกอร์อะไรแบบนี้ด้วย ขนาดเธอยังไม่มีเลย หรือจะต้องไปซื้อโหลดเก็บเอาไว้บ้างแล้ว แต่จะว่าไป เจ้าหมีตัวนี้เหมือนเขาเลยนะ
“แล้วเป็นไง ดีไหม” เจนจิราดึงหลอดออกจากปากของตัวเอง วางแก้วชาเขียวของตัวเองลงบนโต๊ะ ก่อนจะมองหน้าสบตาถามเพื่อนด้วยรอยยิ้ม แต่ว่าแค่เห็นรอยยิ้มกับใบหน้าที่ดูจะเต็มอิ่มไปด้วยความสุข ก็ทำให้เจนจิรารับรู้ในทันทีว่า เพื่อนของตัวเองกำลังมีความสุข หรือว่ากำลังมีความรักน้า~
“ก็ดี ดีมาก ๆ”
“หล่อมากด้วย”
“อะไร” พราวนิชาหันมองรอบ ๆ ร้าน เพราะคิดว่าเพื่อนกำลังชมหนุ่มหล่อคนไหน
“พ่อของหลานฉันไง หล่อมาก”
“แน่ะ ไม่เถียงด้วย แต่ก็หล่อจริง ๆ แหละเนอะ” เจนจิราก็ยังคงแซวว่าที่คุณแม่ที่กำลังนั่งหน้าแดง ไม่เถียงอะไรออกมาสักคำ แต่เพื่อนจะเถียงยังไงอะเนอะ ก็หล่อจริงแหละ ยัยเพื่อนของเธอเลยไม่กล้าเถียง
“ถามจริง หนึ่งเดือนกว่าที่อยู่ด้วยกันกับเขา แกไม่คิดอะไรกับเขาจริงดิ”
“ไม่รู้อะแก บอกไม่ถูกเหมือนกัน แล้วถ้าฉันรู้สึก มันจะเป็นไปได้เหรอ” ดวงตาคู่สวยของพราวนิชาเหม่อมองออกไปนอกร้าน มองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา รู้สึกสิ ทำไมเธอจะไม่รู้สึก รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่ได้มองสบตาคมคู่นั้น รู้สึกทุกครั้งที่เขาทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ แต่ว่าตอนนี้ เธอควรให้ความสนใจและดูแลเจ้าจิ๋วของเธอให้ดีที่สุด เรื่องของเธอกับพ่อเจ้าจิ๋ว เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไป ก็คงเป็นเรื่องของวันข้างหน้า สายตาคู่สวยหันกลับมามองเพื่อนที่วางมือลงบนมือของตัวเอง
“ไม่เป็นไรนะแก ฉันพร้อมช่วยเลี้ยงหลาน” แน่ใจว่าครอบครัวของเพื่อนเองก็พร้อมที่จะดูแลเด็กตัวเล็กให้เติบโตมาอย่างดีแน่นอน
“ขอบคุณนะแก”
เจนจิรายิ้มรับก่อนจะยื่นมือไปบีบแก้มนุ่มของว่าที่คุณแม่เบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ยิ่งท้อง พราวนิชาที่เคยน่ารักสดใสยิ่งสวยวันสวยคืน ใครว่าคนท้องจะดูไม่ดี เธอนี่เถียงเลย เพื่อนเธอสวยออรามาก ๆ แบบนี้หรือเปล่า คุณผู้ชายหล่อ ๆ คนนั้นที่เพื่อนมักจะเรียกว่าคุณทัพ ถึงได้มองเพื่อนสาวของเธอไม่ละสายตาไปไหน
“มะ มาได้ไงคะ”
พราวนิชามองคนที่เดินเข้ามาในร้าน ผู้ชายตัวสูงในชุดสูทดูดีนั่นที่เดินเข้ามาในร้านอาหารที่เธอกำลังนั่งอยู่กับเพื่อน เธอไม่ได้บอกเขาว่าอยู่ที่นี่
“มากินข้าว”
“อะ อ้อค่ะ”
“แล้วจะกลับหรือยัง” พราวนิชาหันไปมองเพื่อนที่เอาแต่นั่งยิ้มมองหน้ากัน พอเจนจิรายกยิ้มให้กัน เธอก็รู้ตัวว่า ยังไม่เคยแนะนำเพื่อนให้รู้จักกับผู้ชายที่ยืนอยู่เลย
“เจน”
“หือ”
“นี่คุณทัพ คุณทัพคะ นี่เจน เพื่อนพราวค่ะ”
“สวัสดีค่ะ”
ธารทัพพ์พยักหน้ายิ้มตอบรับคำทักทายน้อย ๆ
“พราว ฉันกลับก่อนนะแก มีนัดกับน้องรหัสติวหนังสือกัน” เจนจิราแกล้งทำเป็นมองเวลาในมือถือ ก่อนจะรีบหยิบของตัวเองลงกระเป๋า ความจริงมีนัดกับรุ่นน้องอีกสองชั่วโมงข้างหน้า แต่ว่าพอเห็นหน้าผู้ชายคนนั้น เธอก็รับรู้ในทันทีว่า จะต้องรีบพาตัวเองออกมาก่อน ปล่อยให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่เขาอยู่ด้วยกัน
“อืม”
เจนจิรายกมือไหว้ลาคนอายุมากกว่า ก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปมาลาเพื่อนตัวเล็ก ยกมือขึ้นมาทำท่าทางบอกว่า เดี๋ยวจะโทร. หานะ ก่อนจะรีบเดินออกจากร้าน
สายตาคู่สวยดึงกลับมามองคนที่นั่งลงตรงข้ามกันแทนที่เจนจิรา
“บ่ายแล้วนะคะ ไม่กลับโรงแรมเหรอคะ”
ใบหน้าเล็กเอียงใบหน้าน้อย ๆ เอ่ยถามคนที่เอาแต่นั่งมองหน้ากัน ถาม ไม่ใช่เพราะอยากไล่เขาให้กลับไปทำงาน แต่ที่ถาม เพราะจะกลบความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเขาทุกครั้ง เวลาเขามองสบตากัน
“กลับ ถ้าไม่กลับไปทำงาน เดี๋ยวไม่มีเงินเลี้ยงเจ้าจิ๋ว”
ปากเล็กยื่นออกมาน้อย ๆ เมื่อฟังคำพูดของอีกคน ความจริงหัวใจของเธอ มันก็สั่นไหวทุกครั้งที่เขาเอ่ยเรียกเจ้าสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ในท้องของเธอว่าเจ้าจิ๋ว เหมือนกับที่เธอเรียก
“จะกลับเลยไหม หรือจะไปไหนต่อ”
“พราวจะแวะไปที่ร้าน ไปหาพ่อกับแม่ก่อนค่ะ แล้วว่าจะกลับคอนโดฯ สักตอนเย็น ๆ”
“ไป”
“คะ”
“เดี๋ยวไปส่ง”
เขาไม่ได้แค่บอกกัน แต่ธารทัพพ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับคว้ามือของเธอไปจับเอาไว้ ดึงเบา ๆ ให้เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามเขาออกจากร้าน พราวนิชาก้มมองมือของตัวเองที่มีมือหนากุมเอาไว้ ช่วงนี้เขาจับมือของเธอบ่อยมาก ๆ บ่อยจนทำให้เธอหวั่นไหวเพิ่มอีกแล้ว เขาหลงลืมไปแล้วหรือเปล่านะ ว่าเราอยู่ด้วยกันและมีข้อตกลงอะไร
“พราว”
“คะ” พราวนิชาที่กำลังลงจากรถหันไปมองคนที่เรียกกัน เขาเรียกเธอด้วยชื่อเมื่อไร หัวใจของเธอ มันสะดุดและเต้นผิดจังหวะทุกครั้ง
“อีกสามชั่วโมงมารับ”
“แต่ว่าพราว”
“อย่าดื้อ เดี๋ยวเจ้าจิ๋วออกมาจะดื้อเหมือนแม่”
“คุณทัพ !” ปากเล็กยื่นออกมาน้อย ๆ เมื่อเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงดุ เมื่อเขาว่าเธอดื้อ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากเขา กลับเป็นมือหนาที่ยื่นมายีผมกันเบา ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะน้อย ๆ นั่น
ตึกตัก ตึกตัก
“ทะ ทำอะไรคะ ผมพราวยุ่งหมดแล้ว”
“จะมารับ ห้ามหนีกลับก่อน รู้ไหม”
“ทราบแล้วค่ะ คุณธารทัพพ์” พราวนิชาประชดคนชอบสั่งน้อย ๆ ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปเดินเข้าร้านที่ตอนนี้คนเริ่มบางตาลงแล้ว เดินตรงเข้าไปกอดผู้เป็นแม่ที่กำลังยืนอยู่ในเคาน์เตอร์คิดเงิน
“พราว แม่ตกใจหมด”
“คิดว่าหนุ่มไหนมากอดเหรอคะ” ใบหน้าเล็กเอียงใบหน้าน้อย ๆ ถามคนเป็นแม่ด้วยรอยยิ้ม
“เราเนี่ยนะ แล้วมายังไง หื้อ” คุณปัญจมาเอ่ยถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เมื่อวันก่อนเกือบโดนรถชน วันนี้ยังจะมาอีก ไม่ใช่ไม่อยากให้มา แต่เพราะเป็นห่วงเลยไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาบ่อย ๆ ยิ่งท้องอ่อน ๆ ยิ่งต้องระวังมากเป็นพิเศษ
“คุณทัพมาส่งค่ะ ตอนเย็นจะแวะมารับค่ะ”
“รบกวนคุณเขาหรือเปล่าลูก”
“มันก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วไหมคุณ ก็ต้องดูแลแบบนี้แหละ ถูกแล้ว” คำพูดนั้นเป็นของคุณดิษย์ที่เดินออกมาได้ยินลูกสาวกับภรรยาคุยกัน เลยอดที่จะออกความคิดเห็นไม่ได้ มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
“เป็นไงบ้างลูก แผลถลอกหายหรือยัง” ก่อนจะเดินเข้าไปลูบหัวลูกสาวพร้อมกับเอ่ยถามด้วยถ้อยคำเป็นห่วง
“หายแล้วค่ะ แล้วตอนนี้มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”
คนเป็นพ่อเป็นแม่มองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มเอ็นดูที่มีให้ลูกสาวตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ มันไม่ได้เปลี่ยนไปไหนเลย มันยังคงอยู่ แม้ว่าวันข้างหน้าลูกสาวจะมีครอบครัว มีคนที่พร้อมจะดูแลลูกสาวที่เป็นเหมือนดังแก้วตาดวงใจคนนี้ และหวังว่าคนคนนั้นจะเอ็นดูและรักเด็กที่ชื่อพราวนิชาคนนี้ไม่น้อยไปกว่าท่านทั้งสอง
“สวัสดีครับ”
คุณปัญจมายิ้มรับ ยกมือรับไหว้ชายหนุ่มหน้าตาดีที่เดินเข้ามาในร้าน ส่วนคุณดิษย์ได้แต่มองแล้วก็เดินหนีไม่ได้พูดอะไร
“ผมมารับพราวครับ”
“ยัยพราวอยู่ในครัวค่ะ”
“คุณทัพ มาแล้วเหรอคะ ทำไมมาเร็วจัง”
พราวนิชาที่เดินออกมาจากด้านในเอ่ยถามผู้ชายตัวสูงด้วยน้ำเสียงสงสัย ก็ตอนนี้เพิ่งจะสี่โมงเอง ทำไมเขามาเร็วจัง ปกติเขาเลิกงานออกจากโรงแรมกี่โมงกัน
“งานไม่ยุ่งเลยออกมาเร็ว”
“อ้อค่ะ” ใบหน้าเล็กพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันไปกอดผู้เป็นแม่ “แม่ขา พราวกลับก่อนนะคะ เอาไว้เดี๋ยวพราวมาใหม่นะคะ”
“จ้ะลูก ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องมาบ่อย ๆ เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่า~” ใบหน้าเล็กซบลงบนไหล่ของผู้เป็นแม่ด้วยท่าทางอ้อน ๆ แต่มันกลับเรียกรอยยิ้มของคนมองอย่างธารทัพพ์ได้เป็นอย่างดี เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มสดใสจนไปถึงดวงตากลมโตคู่นั้นแบบนี้ ไม่ใช่เธอไม่เคยยิ้มให้เขา แต่ว่าทุก ๆ ครั้งที่ยิ้มให้กัน มันกลับเป็นแค่รอยยิ้มที่เธอส่งให้กับคนอื่น ๆ ดูเหมือนไม่ได้พิเศษแบบนี้ แต่ทว่ารอยยิ้มของธารทัพพ์กลับชะงักและค่อย ๆ หุบยิ้มลง เมื่อสายตาของเขาหันไปสบตากับคุณดิษย์ที่เดินมาจากด้านหลังร้าน
“จะกลับแล้วเหรอลูก”
“ค่ะพ่อ เดี๋ยวพราวมาช่วยใหม่นะคะ”
“ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องมาก็ได้ลูก พ่อกับแม่ทำเองได้” คุณดิษย์ใช้มือที่ว่างอยู่ ยกขึ้นลูบผมลูกสาวก่อนจะผละออก ก่อนจะยื่นของในมือตัวเองส่งไปให้ลูกสาว
“เอาไว้อุ่นกินนะลูก”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ พราวจะกินให้หมดเลย” พราวนิชายิ้มกว้าง เอ่ยขอบคุณผู้เป็นพ่อ ก้มมองถุงในมือที่มีกล่องอาหารหลายเมนู มองแค่ตาก็รู้แล้ว ว่ามีแต่ของโปรดเธอทั้งนั้น
“พราวกลับก่อนนะคะ”
“จ้ะลูก”
“สวัสดีครับ” เขาคงทำได้แค่ทักทายแล้วก็บอกลา เพราะไม่รู้ว่าจะต้องพูดคำไหน ธารทัพพ์ละสายตาจากผู้ใหญ่ทั้งสอง ยื่นมือไปช่วยคนตัวเล็กถือของในมือ ก้มหัวให้คนทั้งสองเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามว่าที่คุณแม่ออกจากร้าน
“คราวหน้าไม่ต้องมารับพราวก็ได้นะคะ”
“ทำไม” ธารทัพพ์ที่เพิ่งเข้ามานั่งในรถหันไปถามคนที่อยู่ ๆ ก็ไม่อยากให้เขามารับ อยู่ ๆ ก็รู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อย
“พราวกลัว กลัวคุณทัพอึดอัด” คิ้วหน้าขยับขึ้นเล็กน้อย หันไปจ้องหน้าคนตัวเล็กที่หันมองหน้ากัน
“ก็พ่อ พ่อพราวเขา” พราวนิชาไม่ได้อยากจะว่าพ่อ เข้าใจท่าน แต่รู้ว่าเขาเองก็คงอึดอัดที่ถูกสายตาไม่ชอบจ้องมอง
“เข้าใจ”
“คะ ? เข้าใจว่ายังไงคะ” ใบหน้าเล็กเอียงใบหน้าเล็กน้อย เอ่ยถามคนที่บอกว่าเข้าใจ ก็ถ้าเป็นเธอถูกมองด้วยสายตาแบบที่พ่อใช้มองเขา เธอเองก็คงรู้สึกไม่ดีไม่น้อยเหมือนกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้คิดว่าถ้าครอบครัวเขารู้เรื่องนี้ เธอจะถูกมองด้วยสายตาแบบไหนกันนะ ครอบครัวของเขาจะต้อนรับเธอดีเหมือนอย่างที่แม่ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เขาไหม ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกไม่ดี
“เข้าหาผู้ใหญ่บ่อย ๆ เดี๋ยวก็ดีเอง”
ดวงตากลมโตมองใบหน้าคนพูด ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ ความจริงเขาไม่ต้องมาสนใจก็ได้ว่าครอบครัวของเธอจะคิดแบบไหน
“เป็นอะไร”
ใบหน้าเล็กส่ายหน้าไปมาก่อนจะระบายยิ้มให้อีกคน พยายามไม่คิดถึงเรื่องนั้น เรื่องที่มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ยิ่งคิด หัวใจยิ่งห่อเหี่ยวขึ้นมา แต่ว่ามันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ดีแล้ว
“คิดอะไร”
“เปล่าค่ะ กลับกันเลยไหมคะ” ธารทัพพ์ยังคงนั่งมองใบหน้าเล็กนิ่ง ๆ ก่อนจะหันไปสนใจด้านหน้า มือหนากำพวงมาลัยแน่น พยายามข่มความรู้สึกของตัวเอง ไม่ให้ขู่เอาความรู้สึกของคนตัวเล็ก เพราะถ้าทำแบบนั้น อีกคนคงไม่อยากคุยกับเขา ไม่รู้ว่าจะอธิบายมันออกมายังไง แต่ว่าเขาแค่ไม่ชอบ ไม่ชอบเวลาที่ใบหน้าเล็กเอาแต่คิดอะไรมากมาย
“อร่อยไหมคะ”
ธารทัพพ์พยักหน้าพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน อาหารมื้อนี้เป็นเมนูที่พราวนิชาได้มาจากที่ร้าน ถามว่าอร่อยไหมก็อร่อย แต่ว่าเขากลับรู้สึกอยากกินกับข้าวฝีมือคนตรงหน้ามากกว่า และเขาก็ชอบ ชอบให้เธอยิ้มแบบนี้
“พ่อพราวทำอาหารอร่อยนะคะ เมนูหลาย ๆ อย่างในร้าน พ่อก็เป็นคนคิดสูตรเอง” เขานั่งฟังแม่เจ้าจิ๋วพูดด้วยน้ำเสียงและสายตาภูมิใจ ต่างจากเขาที่เห็นพ่อตัวเองในอีกมุมมองหนึ่ง มุมที่คนเป็นลูกชายอย่างเขาไม่ชอบ อยู่ ๆ ความคิดของเขา มันก็ดันคิดไปเองว่า ถ้าเขาเป็นพ่อ ลูกของเขาจะพูดถึงตัวเขาด้วยน้ำเสียงและสายตาภูมิใจแบบนี้ไหมนะ หรือเขาต้องไปฝึกทำอาหารบ้าง
“พ่อพราวเก่งไหมคะ”
“อืม แม่เจ้าจิ๋วก็เก่ง แต่กินเหมือนเด็ก” มือหนายื่นไปหยิบเมล็ดข้าวที่ติดอยู่บนมุมปากเล็ก แต่ในจังหวะที่หยิบออก นิ้วของเขาก็เผลอสัมผัสลงบนริมฝีปากนุ่มนั่น ไม่รู้ว่าเขาเผลอไปแตะ หรือเพราะอยากสัมผัสมัน ริมฝีปากนุ่มที่เขารู้ว่ามันหอมหวานแค่ไหน
อึก !
ธารทัพพ์เผลอกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย ก่อนจะดึงมือของตัวเองกลับมา พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้
แม่เจ้าจิ๋วทำอะไรกับเขา…
“อะ อะไรคะเนี่ย พราวไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
ปากเล็กยื่นออกมาน้อย ๆ บ่นคนที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง ก็แค่สัมผัสนั่น ทำไมมันทำให้เธอหวั่นไหวและรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาได้ก็ไม่รู้ ทำให้คิดถึงจูบนั่น จูบที่เขาจูบเธอ
นี่เธอ… บ้าไปแล้วยัยพราว คิดอะไรก็ไม่รู้
ตอนที่ 20(หนูเจ้าเอยกลับมาแล้ว พรุ่งนี้ทัพช่วยไปรับน้องที่สนามบินหน่อยได้ไหม)“ผมไม่ว่างครับ”(จะไม่ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเลยหรือไง แม่เลือกน้องเพราะเมื่อก่อนเราชอบน้องมากไม่ใช่หรือไง) นั่นมันตั้งแต่สิบ ยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาเอ็นดูเจ้าเอยเหมือนน้องสาว แล้วอะไรนะ ที่ทำให้แม่เขาคิดว่าเขาชอบ เจ้าเอยคือลูกสาวเพื่อนแม่ ลูกสาวคุณน้ารำเพย เจ้าเอยเป็นเพื่อนวัยเด็กกับเขาและแทนไทมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างกับเขาห้าปี ตอนนี้อีกคนก็น่าจะเรียนจบปริญญาโทแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว ว่าเขากับเจ้าเอยได้เจอกันนานแค่ไหนแล้ว(ตาทัพ)“ผมมีเมียมีลูกแล้วนะครับ” ธารทัพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ดูจริงจัง เขาคิดว่าแม่จะล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองแล้วเสียอีก คำว่าเมีย คำว่าลูกที่เขาพูดออกไป มันมาจากความรู้สึกของเขา ความรู้สึกของเขาจริง ๆ แม่เจ้าจิ๋วเป็นเมียเขา คนมีอะไรกันจนมีลูกด้วยกัน ก็ต้องเรียกว่าเมียถึงจะถูก แม้จะได้กันแค่ครั้งเดียวก็เถอะ เจ้าจิ๋วก็เป็นลูกเขา ถ้าเขาไป แม่เจ้าจิ๋วรู้ เธอก็น่าจะไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เอาข้อตกลงของเรามาพูดอีก เขาไม่อยากให้มีข้อตกลงอะไรระหว่างเธ
ตอนที่ 19ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียง ไม่อยากออกมาจากห้อง แต่ก็ต้องออกมา เพราะตอนนี้เจ้าจิ๋วกำลังประท้วงกันด้วยความหิว พราวนิชาค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนออก ค่อย ๆ ก้าวเดินออกจากห้อง มองซ้ายมองขวา แต่ชั้นสองของบ้านกลับเงียบ บ้านหลังใหญ่แต่บ้านช่างเงียบเหงาจัง ใบหน้าเล็กดูเศร้าลงเล็กน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินลงบันได เดินตามกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องครัว บานประตูเปิดเอาไว้ เท้าเล็กหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู พร้อมกับมองเข้าไปด้านใน เห็นสาวใช้สองคนกับป้าสมศรี หัวหน้าแม่บ้านกำลังช่วยกันทำอาหาร ที่น่าจะเป็นมื้อเช้า วันนี้ตั้งใจตื่นเช้าเลยตื่นก่อนเวลาอาหารมื้อเช้าอีก เพราะไม่อยากให้ทุกคนรอ“มีอะไรให้พราวช่วยไหมคะ”สายตาทั้งสามคู่หันมาจับจ้องมองเธอนิ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่กันต่อ ไม่มีใครพูดกับเธอเลยสักคน ใบหน้าสวยเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินออกจากห้องครัว เธออยากกลับแล้ว อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้ถึงสองเดือนตามที่ตกลงกับธารทัพพ์เอาไว้ไหม ทำไมคนที่นี่ดูจะไม่ชอบเธอเลย หรือเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงใจแตก ท้องก่อนแต่งงานอย่างนั้นเหรอ พราวนิชาเดินออ
ตอนที่ 18ดวงตาคู่สวยเอาแต่จ้องมองบ้านหลังใหญ่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ รายล้อมด้วยภูเขา มองจากตรงนี้เห็นทุ่งหญ้าสวยงาม มองจากตรงนี้ มองเห็นต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ตรงโน้น“เข้าบ้านสิ”พราวนิชาดึงสายตากลับมามองคนที่เรียกกัน ก่อนจะค่อย ๆ เดินก้มหน้าหมายจะไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่มือเล็กกลับชะงัก เพราะคำสั่งที่แสนจะนิ่งเงียบนั่น“เอาไว้นั่นแหละ”“ค่ะ” ว่าที่คุณแม่ก้มหน้ารับคำเบา ๆ แล้วเดินตามคุณผู้หญิงของบ้าน เดินตามเข้าไปนั่งลงบนพื้นพรมหน้าโซฟา เธอไม่กล้าขึ้นไปนั่งบนนั้นสายตาตำหนิที่ถูกส่งมาจากผู้หญิงวัยกลางคน ยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่ได้แต่ก้มหน้า ทุก ๆ สายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอ คนที่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว“ผู้ใหญ่พูดด้วย ทำไมไม่เงยหน้าขึ้นมา พ่อแม่ของเธอไม่เคยสอนหรือไง”“สอนค่ะ”“เธอรู้ไหม เธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันเลย ฉันมีคนที่เหมาะสมเอาไว้ให้ลูกชายฉันแล้ว” ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนเจ็บ เจ็บกับคำว่าไม่เหมาะสม เจ็บกับคำว่าพ่อแม่ไม่สอน ความผิดพลาดมันทำให้คนอื่นมองเธอได้ขนาดนี้เลยเหรอ พราวนิชาก้มหน้านิ่งมองมือของตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นจนเจ็บ ไ
ตอนที่ 17เสียงกดกริ่งหน้าประตูเรียกให้พราวนิชาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาต้องละสายตาไปมองประตูที่ยังมีเสียงกดกริ่งดังอยู่ คิ้วเรียวสวยขยับเข้าหากันน้อย ๆ ใครกันนะ ถ้าเป็นเจ้าของห้องอย่างธารทัพพ์หรืออานัส ถ้าเป็นทั้งสองคนก็น่าจะเปิดเข้ามาแล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีแขกเข้ามาที่ห้องของธารทัพพ์เลยสักครั้งแต่ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น ว่าที่คุณแม่ก็ขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้หัวใจของพราวนิชาเต้นแรง ใบหน้าเรียบนิ่งนั่น มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนกับเจ้าของห้อง มือเล็กค่อย ๆ ยกมือขึ้นไหว้คนตรงหน้า แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าอีกคนเป็นใคร“สวัสดีค่ะ”“เธอเป็นใคร”“คือว่าหนู…”“เป็นแม่บ้านเหรอ ฉันเป็นแม่เจ้าของห้อง” คุณธัญสินีมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง มองสำรวจผู้หญิงตัวเล็กในชุดธรรมดา ๆ แต่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนแม่บ้านอย่างที่ท่านเอ่ยถามออกไป ใบหน้าก็เล็กเหมือนเด็ก ผิวพรรณก็ดูดี ไม่เหมือนคนที่ทำงานแบบนี้เลย“ค่ะ หนูเป็นแม่บ้าน นะ หนูทำงานเสร็จพอดี ขอตัวก่อนนะคะ” พราวนิชายกมือไหว้คนตรงหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้อง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก หวา
ตอนที่ 16ธารทัพพ์ยกมือขึ้นกุมขมับของตัวเอง ก่อนจะนวดมันไปมาเบา ๆ แหงนหน้าขึ้นมาเพดานห้องพัก หลังจากจบการประชุมกับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เขาก็รีบตรงดิ่งกลับห้องพัก ไม่ไปกินเลี้ยงกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ เพราะอาการที่เขากำลังเป็นอยู่ มันเป็นแบบนี้มาสองวัน นับตั้งแต่วันที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาประชุมใหญ่กับผู้ถือหุ้นของโรงแรมมันตราในกรุงลอนดอนแค่อีกห้าวัน อีกแค่ห้าวันก็จะได้กลับ เขาเลยอดทนไม่อยากไปหาหมอหรือขอกลับก่อน มองหน้าจอมือถือของตัวเองที่เงียบ ไม่มีข้อความหรือสายโทร. เข้าจากใครบางคนที่เขากำลังคิดถึงคิดถึง ! อย่างนั้นเหรอ ?ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นมาน้อย ๆ ให้กับความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกของเขาที่มันกำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นในหัวใจในตอนนี้ติ๊ง !พอคิดถึง ข้อความจากใครบางคนก็ดังขึ้น เหมือนกับว่าเธอรู้ รู้ว่าเขากำลังคิดถึงเธอ มุมปากหนายกยิ้มน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดอ่านข้อความจากอีกฝ่าย แค่เห็นชื่อของเธอ มุมปากเขา มันก็ยิ้มไปเองแล้ว เหมือนรู้ว่าเขาเลิกประชุมแล้ว ทั้ง ๆ เวลาของที่นี่กับประเทศไทยต่างกัน ตอนนี้ที่โน่นคงน่าจะดึกมากแล้วพราวนิชา : กินข้าวหรือยังคะธ
ตอนที่ 15ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่การตื่นนอนขึ้นมาแล้วตัวเองนอนอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายตัวโต ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในห้องตอนไหน แต่พอตื่นเช้ามาเมื่อไรก็เห็นพ่อเจ้าจิ๋วนอนอยู่ข้าง ๆ แล้ว แรก ๆ ก็ไม่ชิน แถมยังตกใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างมันเริ่มกลายเป็นความเคยชินที่มีเขานอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอบอุ่น นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวอะไร และไม่ต้องเปิดโคมไฟเอาไว้เหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาคู่สวยมองปลายคางของผู้ชายตัวโตนิ่ง เผลอยกนิ้วขึ้นแตะลงบนแก้มของเขาเบา ๆ เหมือนต้องการเช็กอีกครั้ง ว่านี่มันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นแล้วเหรอ”ดวงตาของคนหลับไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองกันในตอนที่เขาพูด แต่ธารทัพพ์ขยับตัวพลิกไปหาคนตัวเล็กที่นอนอีกฝั่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ห่างจากเขาแค่เพียงนิด ไม่ได้ใกล้ ไม่ได้ไกล พอให้เขาได้กลิ่นหอมหวานละมุนนั่น“สะ สายแล้วค่ะ”“วันหยุด”จริงสิ วันนี้วันหยุด เธอลืมไปเลย คงเพราะทุก ๆ วันที่เธออยู่ที่นี่ ทุก ๆ วันของเธอ มันก็เหมือน ๆ เดิมเลย แทบไม่ได้ดูว่าวันนี้วันอะไร แต่มีแค่เขาที่ออกไปทำงานทุกวัน และมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากเดิม คงเป็นเขา เขาที่กินมื้อเช้ากับเธอก่อนออกไปทำงานทุกวัน







