Masukต้าเหล่ยที่เพิ่งได้รับน้ำเพียงเล็กน้อยมองดูภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่บีบคั้น เขาเห็นแววตาแห่งความห่วงใยที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ทั้งที่เขาเคยเป็นคนเลว เป็นคนไม่เอาถ่าน ผลาญทรัพย์สินในการเรียน แปรเปลี่ยนเป็นหลงมัวเมากับสุราไปวัน ๆ แต่ในยามที่เขาใกล้ตาย ทุกคนกลับไม่เคยปล่อยมือจากเขาเลย
"ท่านพ่อ... ท่านแม่... หมิงจู... โต้วโต้ว ชาติก่อนข้าคงทำบุญมามาก ชาตินี้เลยมีโอกาสแก้ไขทุกอย่าง ข้าสาบาน... ข้าจะเป็นคนใหม่ จะไม่หลงผิดเหมือนในอดีตอีกแล้ว"
ต้าเหล่ยเอ่ยด้วยเสียงที่แหบพร่า น้ำตาของเขาไหลร่วงลงมาอย่างสุดกลั้น ทำให้ทุกคนในบ้านถึงกับน้ำตารื้น
"ท่านพ่อ... ฮืออออ... โต้วโต้วกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านพ่อหลับนานมาก โต้วโต้วกลัวท่านพ่อจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก"
ถังโต้วโต้ว เด็กน้อยวัย 4 ขวบคลานเข้ามาเกาะขอบแคร่ ดวงตากลมโตที่เปื้อนคราบน้ำตามองบิดาด้วยความหวาดหวั่น ต้าเหล่ยยิ้มบาง ๆ พลางยื่นมือที่ผ่ายผอมไปลูบหัวลูกสาวเบา ๆ
"โต้วโต้วไม่ต้องกลัวนะ... ต่อไปพ่อจะอยู่กับเจ้า จะหาของอร่อย ๆ มาให้เจ้ากินจนอิ่มท้อง... ดีหรือไม่?"
"ดิ...ดีเจ้าค่ะ ฮึก"
หนูน้อยตอบรับเสียงใส ก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปหาบิดาด้วยความลังเล ต้าเหล่ยไม่รอช้า เขาอ้าแขนออกแล้วช้อนร่างเล็กจ้อยของลูกสาวเข้ามาไว้ในอ้อมอกทันที
โต้วโต้วชะงักไปครู่หนึ่ง... ที่ผ่านมาหนูน้อยรู้ดีว่าท่านพ่อไม่ชอบนาง ไม่ยอมให้ใกล้ชิด แต่วันนี้อ้อมกอดที่อบอุ่นกลับโอบรัดร่างนางไว้แน่น กลิ่นอายของบิดาที่นางถวิลหาทำให้หนูน้อยร้องไห้ออกมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงร้องของความกลัว มันคือการระบายความโหยหาที่ได้รับการตอบรับ
ทุกคนในเรือนจ้องมองภาพนั้นด้วยความตกใจและแปลกใจ อ้อมกอดที่หนูน้อยของบ้านรอคอยมานาน บัดนี้ได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
หลังจากเสียงสะอื้นของโต้วโต้วสงบลง ต้าเหล่ยเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายทั้งสาม
"พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม... ข้ารบกวนพวกท่านไปสำรวจรอบบ้านให้ดี ว่ามีใครมาด้อม ๆ มอง ๆ หรือไม่ จากนั้นปิดประตูกำแพงและประตูเรือนให้แน่นหนา... เรื่องที่ข้าจะพูดสำคัญยิ่งนัก"
แม้จะสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปของน้องชาย แต่พี่ชายทั้งสามก็ยอมทำตามอย่างรวดเร็ว พวกเขาเดินสำรวจจนมั่นใจและลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา
"เรียบร้อยแล้วเจ้าสี่... เจ้ามีอะไรก็พูดมาเถอะ เรื่องสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?" ต้าซานเอ่ยถาม
ต้าเหล่ยสูดลมหายใจ เขาตัดสินใจแล้วว่าการจะกอบกู้ครอบครัว เขาต้องการแรงสนับสนุนจากทุกคน
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่... ความจริงแล้วในยามที่ข้าหมดสติไป ดวงวิญญาณของข้าได้เดินทางไปยังโลกอนาคตอีกพันกว่าปีข้างหน้า..."
แสงเทียนริบหรี่กลางวงล้อมของคนสกุลถังวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่าง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ต้าเหล่ยด้วยความสงสัย
ท่ามกลางสายตาสิบกว่าคู่ที่จับจ้องอยู่ ต้าเหล่ยเอาข้าวสาร มันหมู น้ำดื่มและใบผักออกมาจากมิติ ใบหน้าของทุกคนแข็งค้างราวกับเวลาหยุดหมุน ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงออกจากลำคอ ได้แต่มองสิ่งของตรงหน้าทั้งดวงตาที่ร้านผ่า
"นิ...นี่คืออาหาร เจ้าสี่ เจ้าทำได้อย่างไรลูก?"
แม่ถังเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ ต้าซาน ต้าเหอ ต้าเจียงที่เรียกสติกลับมาได้ก็หันมองไปทางประตูหน้าต่างอย่างระแวดระวัง
"เรื่องนี้อาจจะเหลือเชื่อ แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ สวรรค์ไม่ทอดทิ้งเรา ข้าถูกเลือกให้ไปยังอนาคตที่ห่างออกไปราว 1600 ปีข้างหน้า ที่นั่น... เรียกว่าปี 2026" ต้าเหล่ยเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเริ่มมีพละกำลังมากขึ้น
"..."
"บ้านเมืองของเขาไม่ได้ทำจากไม้หรือบ้านดินเหมือนต้าเยี่ยของเรา ที่นั่นมีแต่ตึกสูงเสียดฟ้า มั่นคงแข็งแรงราวกับภูเขา ถนนหนทางก็ราบเรียบไร้หลุมบ่อ"
"ตึกสูงเสียดฟ้าเชียวหรือเจ้าสี่?" ถังต้าซาน พี่ชายใหญ่ถามด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ
"ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือเกวียนเหล็ก... พวกเขาไม่มีม้าหรือวัวลากจูง แต่มันวิ่งเร็วกว่าม้าศึกที่ปราดเปรียวที่สุดเสียอีก"
"ไม่มีสัตว์ลากแล้วมันวิ่งได้อย่างไรกัน!" ถังต้าเหอ พี่รองอุทานพลางหันไปสบตากับภรรยาที่กุมมือลูกชายไว้แน่น
"ข้าก็ยังไม่เข้าใจดีนัก แต่ที่นั่นไม่มีความแห้งแล้งเลยสักนิด" ต้าเหล่ยเล่าต่อ แววตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงตลาดเช้า
"..."
"ในตลาดที่ข้าไปมา มีผักสดเขียวขจีกองเป็นภูเขา ข้าวสารสีขาวผ่องวางขายอย่างไม่จำกัด ที่สำคัญ... เศษใบผักที่พวกเขาคัดทิ้งยังดีกว่าที่ขายในเมืองเมื่อปีก่อนเสียอีก"
"อุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือลูก... แล้วคนในยุคนั้นเขาใจดีกับลูกไหม เขาไม่รังเกียจที่ลูกแต่งตัวแบบนี้หรือ?"
ผู้เป็นมารดาพึมพำพลางคิดว่า ในที่ที่สมบูรณ์เช่นนั้นทุกอย่างล้วนต่างออกไป แล้วจะมีสักคนหรือไม่ที่ใจดีกับบุตรชายของนาง
"ข้าโชคดีนักขอรับท่านแม่ ข้าได้เจอคนดีอย่างท่านลุงหลี่กับท่านป้าหลี่ พวกท่านเปิดร้านขายของชำ ท่านลุงหลี่ยังบอกว่าจะสอนเรื่องการเกษตรแก่ข้า ท่านป้าหลี่พาข้าไปตลาด แนะนำข้าให้รู้จักที่ที่เก็บเศษผักและมันหมูเหล่านี้กลับมา ไม่เพียงเท่านั้น ท่านลุงหลี่ยังมอบเสื้อผ้าใหม่ให้ข้าถึง 5 ชุดอีกด้วย"
"เขามอบให้เปล่าๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหรือเจ้าคะท่านพี่?"
หมิงจูถามด้วยความประหลาดใจ นางไม่เคยคิดว่าในโลกที่มีแต่ความอดอยากเช่นนี้ จะมีใครที่มีจิตใจกว้างขวางปานนั้น
"ใช่แล้วหมิงจู พวกเขาเมตตาข้ามาก แม้ข้าจะมอบเงินอีแปะที่มีติดตัวให้เป็นการตอบแทน แต่พวกท่านกลับบอกว่ามันเป็นของล้ำค่า และยังหาทางเปลี่ยนมันเป็นเงินของยุคนั้นมาให้ข้าตั้งตัวอีกด้วย" ต้าเหล่ยชูธนบัตรสีแดงปึกหนึ่งให้ทุกคนดู
"..."
ตึก ๆ ๆ ๆ!ระหว่างนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากด้านหลัง "ท่านอาสี่! ท่านอาสี่ขอรับ!" จื่อเซวียน วิ่งหน้าตั้งมาหยุดอยู่หน้าแคร่ไม้ ใบหน้าแดงก่ำและหอบหายใจแฮ่กเพราะวิ่งมาไกล "ท่านย่าให้ข้ามาตามขอรับ! หัวมันเทศเผาในกองไฟสุกได้ที่หมดแล้วขอรับ!"สิ้นคำของพี่ชาย โต้วโต้วรีบกระโดดลงจากแคร่ไม้ทันที "หัวมันเผา! หัวมันเผามาแล้ว!" เด็กน้อยวิ่งนำหน้าไปก่อนเพื่อน ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ต้าเหล่ยส่ายหน้าขำ ก่อนจะยื่นมือไปประคองหมิงจูให้ลุกขึ้นช้า ๆ"ไปกันเถอะฮูหยิน""เจ้าค่ะ ท่านเจี่ยหยวน" หมิงจูส่งยิ้มหวาน "อย่าล้อเลียนข้าเลยน่า" ต้าเหล่ยเย้ากลับ ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าโรงนาใหญ่กลางทุ่งในค่ำคืนนี้ ลานกว้างขวางถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากกองฟืนหลายกอง กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลของมันเทศเนื้อน้ำผึ้งเผาไฟลอยฟุ้ง ปะปนไปกับกลิ่นหอมซ่านของน้ำขิงต้มเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟากฟ้าราตรี พ่อถังกำลังนั่งหัวเราะร่าเสียงดังคุยอยู่กับคนงานข้างกองไฟ ส่วนแม่ถังและแม่อันช่วยกันตักมันต้มน้ำขิงในหม้อใบใหญ่แจกจ่า
"คนอื่นจะเป็นอย่างไร พ่อไม่รู้... แต่สำหรับพ่อแล้ว วันที่เจ้าลืมตาดูโลก พ่อก็เพิ่งเคยเป็นพ่อคนครั้งแรกในชีวิต เจ้าคือคนที่สอนให้พ่อรู้ว่าครอบครัวและหน้าที่ของคนเป็นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในยามที่พ่อยังไม่มีสิ่งใดติดตัว เจ้ากับแม่ยังไม่ทิ้งพ่อ... ดังนั้น ต่อให้ในวันหน้าพ่อจะมีลูกอีกสักกี่คน ก็ไม่มีผู้ใดมาสั่นคลอนหรือแทนที่ตำแหน่งของเจ้าในใจพ่อได้"ดวงตากลมโตของโต้วโต้วเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอแดงระเรื่อ "จริงหรือเจ้าคะ""จริงแท้แน่นอนสิ ยิ่งบ้านเรามีสมาชิกมากขึ้น พ่อก็ยิ่งรักและภูมิใจในตัวเจ้ามากขึ้น เจ้าคือพี่สาวใหญ่ เจ้าเป็นลูกสาวคนแรกในชีวิตของพ่อ เจ้าหน้าเหม็นเล่อเล่อนั่นจะนับเป็นอะไรได้" ต้าเหล่ยยิ้มกว้าง พลางใช้นิ้วโป้งคอยเช็ดซับหยาดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอม คำพูดที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น ทำให้น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินออกมาด้วยความโล่งอก นางตระหนักรู้ว่าตนเองสำคัญที่สุดในใจบิดา "เช่นนั้นเล่อเล่อก็น่าสงสารนัก เห็นทีลูกต้องดูแลน้องให้ดี ท่านพ่อไม่ต้องรักลูกหมดใจก็ได้เจ้าค่ะ เหลือที่ไว้ให้เล่อเล่อครึ่งหนึ่งก็ได้"ต้าเหล่ยได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ยิ้มออกมา"แล้วลูกไม่กลัวพ่อจะรักน้องมากกว่าหรือ
ขณะที่พ่ออันคอยดูแลและฝึกซ้อมกลุ่มคนคุ้มกัน แม่อันวิ่งวุ่นทำเต้าฮวยหมูสับสูตรเด็ดส่งขาย และมีอันโม่คอยช่วยงานบัญชีกับวั่งไฉอย่างหัวไวในยามบ่ายแก่ยามเซินของฤดูเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามวสันต์พัดโชยหอบเอาไอแดดและกลิ่นรวงข้าวสีทองสุกปลั่ง แปลงนาข้าวเนื้อที่ 1,700 หมู่กว้างใหญ่สุดสายตาราวกับผืนพรมทองคำทอประกายล้อไปกับแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำคนงานต่างแยกย้ายกันทำงานในหน้าที่ด้วยความขันแข็ง ต้าเหล่ยนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในศาลาไม้หลังย่อมกึ่งกลางระหว่างแปลงนาและแปลงผักในอ้อมแขนอุ้มเล่อเล่อ บุตรชายวัยหนึ่งขวบเศษหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูด้านข้างศาลามีลำคลองสายเล็กน้ำใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ห่างออกไปริมคลองใหญ่ภายนอกมีกังหันน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลไกตักน้ำขึ้นมาเทใส่รางไม้ไผ่พาดผ่านเป็นระบบชลประทานอัจฉริยะคอยส่งน้ำไปรดพืชผักในแปลงโดยไม่ต้องใช้แรงคน ผักที่ต้องการน้ำมากก็เจาะรูรางไม้ไผ่ให้ใหญ่ ผักที่ต้องการน้ำน้อยก็เจาะรูให้เล็ก เมื่อรดเสร็จสิ้นก็เพียงยกรางไม้ออก ระบบทุ่นแรงนี้ถูกสร้างขึ้นหลายจุดทั่วที่ดิน ช่วยให้คนงานมีเวลาเหลือเฟือในการใส่ปุ๋ย พรวนดิน และใส่ใจรายละเอียดของพืชพรรณได้อย่างเต็มที่
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว 2 ปีก็ผันผ่านไปหลังจากการสอบเซี่ยงซื่ออันเป็นตำนานสั่นสะเทือนเมืองเป่ยหนานแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหง บัดนี้กลับพลิกฟื้นคืนชีวิตด้วยความเพียรและสติปัญญาอันล้ำเลิศ ที่ดินจำนวน 1,700 หมู่ของสกุลถังถูกยกระดับขึ้นเป็น เรือนต้นแบบเกษตรวิถีรวม ภายใต้การสนับสนุนจากราชสำนักโดยตรงองค์จักรพรรดิหนุ่มทรงประทับตราอนุญาตให้ขยายผลแนวคิดนี้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทุกหัวเมืองทั่วแคว้น เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้ามาศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะกล้า การปรุงปุ๋ยหมักชีวภาพ ไปจนถึงระบบเรือนเพาะปลูกป้องกันภัยหนาวที่ทำให้สภาวะขาดแคลนอาหารมลายหายไปสิ้นทุกครัวเรือนต่างมีเสบียงเพียงพอข้ามปีและมีเงินเก็บออมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาพหมู่บ้านสกุลถังในยามนี้คล้ายภาพวาดมงคลอันงดงาม บนท้องฟ้ามีควันไฟอบอุ่นลอยโชยจากทุกหลังคาเรือนบ่งบอกถึงความอิ่มหนำสำราญเด็ก ๆ สวมใส่รองเท้าผ้าป่านเนื้อหนาวิ่งเล่นร่าเริง ปราศจากภาพคนยากไร้ที่ต้องขายลูกเมียหนีแล้ง ตามแนวลาดชันของภูเขาเต็มไปด้วยทุ่งมันเทศ ข้าวไร่ และพืชหมุนเวียนเขียวขจีสุดสายตาในโรงเรือน
ได้ยินคำขู่ของยัยหนูตัวดี ต้าเหล่ยถึงกับสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าถอดสีรีบเอ่ยห้ามเสียงหลง"ลูกสาวตัวแค่นี้ย่อมต้องอยากนอนกับท่านแม่อยู่แล้ว... ดูท่านพ่อเถอะ ตัวโตกว่าลูกตั้งเยอะยังต้องนอนกอดท่านแม่ทุกวัน" โต้วโต้วกอดอก เอียงคออมยิ้มกริ่มราวกับกำลังล้อเลียนบิดา"ลูกรัก.... เห็นใจพ่อเถิด""ลูกจะนอนคนเดียวได้หรือไม่... ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของไอศกรีมแล้วแหละเจ้าค่ะ"ต้าเหล่ยได้แต่ยอมจำนนต่อหน้าลูกสาวอย่างหมดรูป เขาเดินเลี่ยงเข้าไปในมุมมืดของเรือน ก่อนจะหยิบเอาไอศกรีมรสโปรดของลูกสาวออกมาจากมิติถึงสี่กล่องใหญ่ แล้วเดินกลับมาส่งให้หนูน้อยแล้วกระซิบถาม"เอาล่ะ... ไอศกรีมสี่กล่องใหญ่นี่ เพียงพอที่จะทำให้เจ้ากล้านอนคนเดียวในคืนนี้ได้หรือไม่?"หนูน้อยมองกล่องขนมหวานแช่เย็นที่วางอยู่ตรงหน้า แกล้งทำท่าทางครุ่นคิดประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแผ่ยิ้มกว้างจนตาปิด ยื่นนิ้วก้อยน้อย ๆ ออกไปหาบิดา"เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ! เกี่ยวก้อยสัญญาเลย คืนนี้ท่านแม่เป็นของท่านพ่อแน่นอนเจ้าค่ะ!"ต้าเหล่ยหลุดหัวเราะออกมาอย่างโล่งอกพลางเกี่ยวก้อยกับลูกสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะปล่อยให้เด็ก ๆ ได้แบ่งปันไอศกรีมกินร่วมกันอย่างครื้
"พี่เฉิน คณะผู้อัญเชิญราชโองการเดินทางมาไกล ทุกคนคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ยามนี้ที่จวนของข้ายังมีเรือนพักว่างอยู่หลายหลัง หากไม่รังเกียจข้าอยากเชิญทุกท่านพักผ่อนที่นี่เสียเลย เรื่องข้าวปลาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก ข้าจะให้คนจัดการดูแลอย่างดีที่สุดเองขอรับ" ต้าเหล่ยเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น เฉินซือฉีได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้ารับคำอย่างไม่คิดจะรักษากิริยา"ดี! ดีมาก! เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจเจ้าแล้ว"ในใจของเขารู้ดีกว่าใคร ว่าอาหารรสเลิศและของกินแปลกใหม่ที่จวนสกุลถังแห่งนี้ ต่อให้เป็นห้องเครื่องในวังหลวงก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้ มีโอกาสได้กินได้นอนที่นี่นับเป็นวาสนาโดยแท้ จากนั้น ต้าซาน ต้าเหอ และต้าเจียง จึงรีบเข้ามาต้อนรับ คอยนำทางคณะผู้ติดตามจากเมืองหลวงไปยังเรือนพักรับรองอย่างกระตือรือร้น บรรดาทหารและเจ้าหน้าที่ต่างพากันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องเกราะอันหนักอึ้งออก นุ่งห่มชุดลำลองสบาย ๆ แล้วรีบเดินกลับมาร่วมงานเลี้ยงกลางลานอย่างรวดเร็วบรรยากาศยามบ่ายแก่ทวีความครึกครื้นขึ้นเป็นเท่าตัว บรรดาบุรุษทั้งหลาย นำโดยท่านเจ้าเมืองฟ่านเจี้ยน นายท่านเวิน คหบดีหยู เฉินซื







