Masukป้าหลี่เริ่มขยับตัวอย่างกระฉับกระเฉง นางหยิบถุงผ้าขนาดใหญ่มาสองสามใบ คัดเลือกข้าวสารเกรดดี แป้งสาลี และเกลือสมุทรใส่ลงไป จากนั้นก็เดินไปหยิบขวดนมสดรสจืด รสหวาน ขนมเปี๊ยะไส้ถั่ว และเค้กกล้วยหอมที่วางโชว์อยู่หน้าเคาน์เตอร์ใส่ไปด้วย
"เสี่ยวเหล่ย ฟังป้านะ คนที่อดอาหารมานานไม่ควรกินเยอะในทันที และไม่ควรกินรสจัดหรือมันเกินไป มันจะแสบท้อง ข้าวสารนี่ไปต้มให้เป็นโจ๊ก เจียวมันหมูที่ได้จากร้านเถ้าแก่อู๋ใส่ลงไปนิดเดียว โรยเกลือเล็กน้อยก็หอมฟุ้งแล้ว อ้อ... เอาหอมกับกระเทียมพวกนี้ไปด้วย ลุงเขาปลูกเองกับมือ"
นางเดินไปหยิบต้นหอม หอมแดง กระเทียมเป็นมัดใส่ถุงให้เขาเพิ่ม
"ทั้งหมดนี่คิดแค่ 120 หยวนพอ"
ต้าเหล่ยรีบจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว เขาหอบถุงเสบียงพะรุงพะรังไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะขอตัวลาครอบครัวหลี่แล้วมุ่งหน้าเดินออกจากร้านไปทางซอยที่เขาทะลุมา ท่ามกลางสายตาระคนเอ็นดูของทุกคน
ทว่า... ลุงหลี่ผู้ผ่านโลกมามากกลับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ลุงนึกถึงเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มใส่ในตอนแรก นึกถึงเหรียญโบราณสภาพสมบูรณ์ และท่าทางแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนคนในยุคนี้เลยสักนิด ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง ลุงหลี่จึงค่อย ๆ เดินตามหลังต้าเหล่ยไปห่าง ๆ โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
ต้าเหล่ยเลี้ยวเข้าซอยที่ลึกเพียงไม่กี่เมตร ลุงหลี่เร่งฝีเท้าตามไปติด ๆ จนมาถึงหัวมุมซอย ลุงชะโงกหน้าส่องเข้าไปในเงาตึกนั้น ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้ลมหายใจของอดีตครูแทบหยุดชะงัก!
เบื้องหน้าไม่มีถังต้าเหล่ย... ไม่มีถุงเสบียงข้าวสาร... ร่างของชายหนุ่มเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาประหนึ่งกลุ่มควันทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและผนังปูนเย็นชืด
"หายไปแล้ว... หายไปต่อหน้าต่อตาเลยเหรอเนี่ย!" ลุงหลี่พึมพำด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง
ท่ามกลางความเงียบสงัดของมิติที่ไร้ขอบเขต ถังต้าเหล่ยจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่กลับไปเป็นชุดป่านหยาบสีมอซอชุดเดิมของตน เขาลูบคลำเนื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นแต่กลับรู้สึกถึงภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่รออยู่เบื้องหลังประตูไม้ แผ่นหลังหนายืดตรง สายตาแน่วแน่ไม่มีแววขี้เมาเหมือนเก่าก่อน
ขณะที่มือหนากำลังจะผลักบานประตูไม้เพื่อกลับสู่แคว้นต้าเยี่ย เสียงลึกลับที่คุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากความว่างเปล่า
"ทันทีที่เจ้าก้าวข้ามธรณีประตู วิญญาณของเจ้าจะกลับเข้าร่างทันที เพียงแต่... ครั้งต่อไปหากเจ้าต้องการเดินทางข้ามภพ ร่างกายของเจ้าก็จะหายไปด้วย ไม่ใช่เพียงดวงวิญญาณเหมือนในครั้งนี้"
ต้าเหล่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ฟังคำเตือนนั้นด้วยความตั้งใจ
"ยังมีเรื่องสำคัญที่เจ้าต้องรู้ บ่อน้ำพุตาเทพในมิตินี้สามารถเรียกน้ำตามธรรมชาติให้ขึ้นมาได้ หากนำน้ำพุตาเทพไปรดพืชพรรณจะช่วยให้มันสมบูรณ์ หวานฉ่ำ และบำรุงร่างกายได้ขั้นหนึ่ง... ภพอนาคตเป็นเวลากลางวัน ภพอดีตย่อมตรงกันข้าม เวลานี้หากเจ้ากลับไปก็เป็นยามซวีแล้ว"
(ยามซวี 19.00-21.00 น.)
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
ต้าเหล่ยตอบรับพลางหันไปมองบ่อน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ตรงนั้นมีต้นไม้อยู่สองต้นให้ร่มเงา เวิ้งกว้างมีหญ้าเขียวขจี ต่างจากจุดที่เขายืนอยู่ที่มีเพียงของที่เขานำมาวางอยู่
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูไม้บานนั้นไปทันที!
เรือนสกุลถัง หมู่บ้านเถาหยวน เมืองเป่ยหนาน แคว้นต้าเยี่ย ยามซวี (19.00 - 21.00 น.)
ภายในเรือนไม้ที่มืดสลัว แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ส่องกระทบใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาของครอบครัวสกุลถัง หมิงจู นั่งคุกเข่าอยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่ นางกอดร่างที่นิ่งสนิทของสามีเอาไว้แน่น หัวใจของนางเหมือนถูกฉีกทึ้งเมื่อเห็นร่างของเขาไม่มีการขยับเขยื้อนมานานนับชั่วโมง
"ท่านพี่... ท่านจะทิ้งข้ากับลูกไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ" นางสะอื้นจนตัวโยน
พ่อถังแม่ถังได้แต่นั่งกุมมือกันเงียบ ๆ ใจของทั้งคู่แหลกสลายใจทำอะไรไม่ถูก พี่ชายทั้งสามคนยืนก้มหน้าอย่างอาลัย แม้ต้าเหล่ยจะเป็นน้องชายที่เหลวแหลก แต่เขาก็ยังเป็นสายเลือดเดียวกัน การเห็นเขาจากไปในวัยเพียง 24 ปีช่างเป็นเรื่องที่น่าอเนจอนาถใจนัก
ทว่า... ในจังหวะที่ทุกคนกำลังจะยอมรับความจริง ร่างของถังต้าเหล่ยกลับกระตุกเฮือก!
"แค่ก! แค่กๆ ..."
เสียงกระแอมไออย่างรุนแรงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ หมิงจูสะดุ้งสุดตัว นางเบิกตากว้างมองสามีที่อยู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ท่านพี่! ท่านฟื้นแล้ว! ท่านยังไม่ตาย!"
หมิงจูร้องตะโกนทั้งน้ำตา นางรีบหันไปคว้าถ้วยน้ำที่มีน้ำเพียงก้นถ้วยซึ่งไม่มีใครในบ้านกล้าดื่ม เพราะหวังจะเก็บไว้ยื้อชีวิตคนในวาระสุดท้าย นางประคองศีรษะสามีขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
"น้ำเจ้าค่ะ... ดื่มน้ำก่อน"
"เจ้าสี่! เจ้าฟื้นแล้วจริง ๆ หรือ!"
ต้าซาน พี่ชายใหญ่โผเข้ามาดูน้องชายด้วยความตื่นเต้น พี่รอง พี่สามก็ตามเข้ามาติด ๆ
"เจ้าสี่... เจ้าฟื้นแล้ว แม่นึกว่าเจ้าจะทิ้งแม่ไปเสียแล้ว ฮื้ออ" แม่ถังร้องไห้โฮ พลางลูบหน้าลูบตาลูกชายคนเล็กราวกับจะยืนยันว่าตนไม่ได้ฝันไป
ตึก ๆ ๆ ๆ!ระหว่างนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกระหืดกระหอบดังมาจากด้านหลัง "ท่านอาสี่! ท่านอาสี่ขอรับ!" จื่อเซวียน วิ่งหน้าตั้งมาหยุดอยู่หน้าแคร่ไม้ ใบหน้าแดงก่ำและหอบหายใจแฮ่กเพราะวิ่งมาไกล "ท่านย่าให้ข้ามาตามขอรับ! หัวมันเทศเผาในกองไฟสุกได้ที่หมดแล้วขอรับ!"สิ้นคำของพี่ชาย โต้วโต้วรีบกระโดดลงจากแคร่ไม้ทันที "หัวมันเผา! หัวมันเผามาแล้ว!" เด็กน้อยวิ่งนำหน้าไปก่อนเพื่อน ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู ต้าเหล่ยส่ายหน้าขำ ก่อนจะยื่นมือไปประคองหมิงจูให้ลุกขึ้นช้า ๆ"ไปกันเถอะฮูหยิน""เจ้าค่ะ ท่านเจี่ยหยวน" หมิงจูส่งยิ้มหวาน "อย่าล้อเลียนข้าเลยน่า" ต้าเหล่ยเย้ากลับ ทั้งสองเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าโรงนาใหญ่กลางทุ่งในค่ำคืนนี้ ลานกว้างขวางถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากกองฟืนหลายกอง กลิ่นหอมหวานตลบอบอวลของมันเทศเนื้อน้ำผึ้งเผาไฟลอยฟุ้ง ปะปนไปกับกลิ่นหอมซ่านของน้ำขิงต้มเดือดพล่าน ไอน้ำสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟากฟ้าราตรี พ่อถังกำลังนั่งหัวเราะร่าเสียงดังคุยอยู่กับคนงานข้างกองไฟ ส่วนแม่ถังและแม่อันช่วยกันตักมันต้มน้ำขิงในหม้อใบใหญ่แจกจ่า
"คนอื่นจะเป็นอย่างไร พ่อไม่รู้... แต่สำหรับพ่อแล้ว วันที่เจ้าลืมตาดูโลก พ่อก็เพิ่งเคยเป็นพ่อคนครั้งแรกในชีวิต เจ้าคือคนที่สอนให้พ่อรู้ว่าครอบครัวและหน้าที่ของคนเป็นมันยิ่งใหญ่เพียงใด ในยามที่พ่อยังไม่มีสิ่งใดติดตัว เจ้ากับแม่ยังไม่ทิ้งพ่อ... ดังนั้น ต่อให้ในวันหน้าพ่อจะมีลูกอีกสักกี่คน ก็ไม่มีผู้ใดมาสั่นคลอนหรือแทนที่ตำแหน่งของเจ้าในใจพ่อได้"ดวงตากลมโตของโต้วโต้วเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอแดงระเรื่อ "จริงหรือเจ้าคะ""จริงแท้แน่นอนสิ ยิ่งบ้านเรามีสมาชิกมากขึ้น พ่อก็ยิ่งรักและภูมิใจในตัวเจ้ามากขึ้น เจ้าคือพี่สาวใหญ่ เจ้าเป็นลูกสาวคนแรกในชีวิตของพ่อ เจ้าหน้าเหม็นเล่อเล่อนั่นจะนับเป็นอะไรได้" ต้าเหล่ยยิ้มกว้าง พลางใช้นิ้วโป้งคอยเช็ดซับหยาดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอม คำพูดที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น ทำให้น้ำตาของเด็กน้อยไหลรินออกมาด้วยความโล่งอก นางตระหนักรู้ว่าตนเองสำคัญที่สุดในใจบิดา "เช่นนั้นเล่อเล่อก็น่าสงสารนัก เห็นทีลูกต้องดูแลน้องให้ดี ท่านพ่อไม่ต้องรักลูกหมดใจก็ได้เจ้าค่ะ เหลือที่ไว้ให้เล่อเล่อครึ่งหนึ่งก็ได้"ต้าเหล่ยได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ยิ้มออกมา"แล้วลูกไม่กลัวพ่อจะรักน้องมากกว่าหรือ
ขณะที่พ่ออันคอยดูแลและฝึกซ้อมกลุ่มคนคุ้มกัน แม่อันวิ่งวุ่นทำเต้าฮวยหมูสับสูตรเด็ดส่งขาย และมีอันโม่คอยช่วยงานบัญชีกับวั่งไฉอย่างหัวไวในยามบ่ายแก่ยามเซินของฤดูเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามวสันต์พัดโชยหอบเอาไอแดดและกลิ่นรวงข้าวสีทองสุกปลั่ง แปลงนาข้าวเนื้อที่ 1,700 หมู่กว้างใหญ่สุดสายตาราวกับผืนพรมทองคำทอประกายล้อไปกับแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำคนงานต่างแยกย้ายกันทำงานในหน้าที่ด้วยความขันแข็ง ต้าเหล่ยนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในศาลาไม้หลังย่อมกึ่งกลางระหว่างแปลงนาและแปลงผักในอ้อมแขนอุ้มเล่อเล่อ บุตรชายวัยหนึ่งขวบเศษหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูด้านข้างศาลามีลำคลองสายเล็กน้ำใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาแหวกว่าย ห่างออกไปริมคลองใหญ่ภายนอกมีกังหันน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลไกตักน้ำขึ้นมาเทใส่รางไม้ไผ่พาดผ่านเป็นระบบชลประทานอัจฉริยะคอยส่งน้ำไปรดพืชผักในแปลงโดยไม่ต้องใช้แรงคน ผักที่ต้องการน้ำมากก็เจาะรูรางไม้ไผ่ให้ใหญ่ ผักที่ต้องการน้ำน้อยก็เจาะรูให้เล็ก เมื่อรดเสร็จสิ้นก็เพียงยกรางไม้ออก ระบบทุ่นแรงนี้ถูกสร้างขึ้นหลายจุดทั่วที่ดิน ช่วยให้คนงานมีเวลาเหลือเฟือในการใส่ปุ๋ย พรวนดิน และใส่ใจรายละเอียดของพืชพรรณได้อย่างเต็มที่
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว 2 ปีก็ผันผ่านไปหลังจากการสอบเซี่ยงซื่ออันเป็นตำนานสั่นสะเทือนเมืองเป่ยหนานแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหง บัดนี้กลับพลิกฟื้นคืนชีวิตด้วยความเพียรและสติปัญญาอันล้ำเลิศ ที่ดินจำนวน 1,700 หมู่ของสกุลถังถูกยกระดับขึ้นเป็น เรือนต้นแบบเกษตรวิถีรวม ภายใต้การสนับสนุนจากราชสำนักโดยตรงองค์จักรพรรดิหนุ่มทรงประทับตราอนุญาตให้ขยายผลแนวคิดนี้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทุกหัวเมืองทั่วแคว้น เพื่อเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้ามาศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะกล้า การปรุงปุ๋ยหมักชีวภาพ ไปจนถึงระบบเรือนเพาะปลูกป้องกันภัยหนาวที่ทำให้สภาวะขาดแคลนอาหารมลายหายไปสิ้นทุกครัวเรือนต่างมีเสบียงเพียงพอข้ามปีและมีเงินเก็บออมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภาพหมู่บ้านสกุลถังในยามนี้คล้ายภาพวาดมงคลอันงดงาม บนท้องฟ้ามีควันไฟอบอุ่นลอยโชยจากทุกหลังคาเรือนบ่งบอกถึงความอิ่มหนำสำราญเด็ก ๆ สวมใส่รองเท้าผ้าป่านเนื้อหนาวิ่งเล่นร่าเริง ปราศจากภาพคนยากไร้ที่ต้องขายลูกเมียหนีแล้ง ตามแนวลาดชันของภูเขาเต็มไปด้วยทุ่งมันเทศ ข้าวไร่ และพืชหมุนเวียนเขียวขจีสุดสายตาในโรงเรือน
ได้ยินคำขู่ของยัยหนูตัวดี ต้าเหล่ยถึงกับสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าถอดสีรีบเอ่ยห้ามเสียงหลง"ลูกสาวตัวแค่นี้ย่อมต้องอยากนอนกับท่านแม่อยู่แล้ว... ดูท่านพ่อเถอะ ตัวโตกว่าลูกตั้งเยอะยังต้องนอนกอดท่านแม่ทุกวัน" โต้วโต้วกอดอก เอียงคออมยิ้มกริ่มราวกับกำลังล้อเลียนบิดา"ลูกรัก.... เห็นใจพ่อเถิด""ลูกจะนอนคนเดียวได้หรือไม่... ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของไอศกรีมแล้วแหละเจ้าค่ะ"ต้าเหล่ยได้แต่ยอมจำนนต่อหน้าลูกสาวอย่างหมดรูป เขาเดินเลี่ยงเข้าไปในมุมมืดของเรือน ก่อนจะหยิบเอาไอศกรีมรสโปรดของลูกสาวออกมาจากมิติถึงสี่กล่องใหญ่ แล้วเดินกลับมาส่งให้หนูน้อยแล้วกระซิบถาม"เอาล่ะ... ไอศกรีมสี่กล่องใหญ่นี่ เพียงพอที่จะทำให้เจ้ากล้านอนคนเดียวในคืนนี้ได้หรือไม่?"หนูน้อยมองกล่องขนมหวานแช่เย็นที่วางอยู่ตรงหน้า แกล้งทำท่าทางครุ่นคิดประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแผ่ยิ้มกว้างจนตาปิด ยื่นนิ้วก้อยน้อย ๆ ออกไปหาบิดา"เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ! เกี่ยวก้อยสัญญาเลย คืนนี้ท่านแม่เป็นของท่านพ่อแน่นอนเจ้าค่ะ!"ต้าเหล่ยหลุดหัวเราะออกมาอย่างโล่งอกพลางเกี่ยวก้อยกับลูกสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะปล่อยให้เด็ก ๆ ได้แบ่งปันไอศกรีมกินร่วมกันอย่างครื้
"พี่เฉิน คณะผู้อัญเชิญราชโองการเดินทางมาไกล ทุกคนคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ยามนี้ที่จวนของข้ายังมีเรือนพักว่างอยู่หลายหลัง หากไม่รังเกียจข้าอยากเชิญทุกท่านพักผ่อนที่นี่เสียเลย เรื่องข้าวปลาอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก ข้าจะให้คนจัดการดูแลอย่างดีที่สุดเองขอรับ" ต้าเหล่ยเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น เฉินซือฉีได้ยินเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย รีบพยักหน้ารับคำอย่างไม่คิดจะรักษากิริยา"ดี! ดีมาก! เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจเจ้าแล้ว"ในใจของเขารู้ดีกว่าใคร ว่าอาหารรสเลิศและของกินแปลกใหม่ที่จวนสกุลถังแห่งนี้ ต่อให้เป็นห้องเครื่องในวังหลวงก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้ มีโอกาสได้กินได้นอนที่นี่นับเป็นวาสนาโดยแท้ จากนั้น ต้าซาน ต้าเหอ และต้าเจียง จึงรีบเข้ามาต้อนรับ คอยนำทางคณะผู้ติดตามจากเมืองหลวงไปยังเรือนพักรับรองอย่างกระตือรือร้น บรรดาทหารและเจ้าหน้าที่ต่างพากันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องเกราะอันหนักอึ้งออก นุ่งห่มชุดลำลองสบาย ๆ แล้วรีบเดินกลับมาร่วมงานเลี้ยงกลางลานอย่างรวดเร็วบรรยากาศยามบ่ายแก่ทวีความครึกครื้นขึ้นเป็นเท่าตัว บรรดาบุรุษทั้งหลาย นำโดยท่านเจ้าเมืองฟ่านเจี้ยน นายท่านเวิน คหบดีหยู เฉินซื







