LOGINแม้จะโกรธหรือน้อยใจลูกแค่ไหน แต่สุดท้ายสิรินภาก็ต้องส่งซันเดย์ขึ้นเครื่องไปพร้อมน้ำตาด้วยตัวเอง เพราะยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
“ที่นั่นแม่ไม่มีญาติที่ไหนที่พอจะฝากฝังได้ ซันต้องดูแลตัวเองรู้ไหมลูก? อย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยงอีก แล้วก็ตั้งใจเรียนจบแล้วแม่จะหางานที่ดี ๆ ไว้รอ”
เสียงของสิรินภาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่แม่มีให้ลูกสาว แม้ใจจะไม่อยากปล่อยเธอไป แต่ซันเดย์ก็เด็ดเดี่ยวเมื่อตัดสินใจแล้วก็ยากที่จะห้ามปราม
ไม่ต่างจากการเอาเรือไปขวางน้ำที่กำลังเชี่ยว มีแต่จะทำให้แตกหักกันทั้งสองฝ่าย
“ค่ะแม่ แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องซันขนาดนั้นค่ะ ยังไงซันก็ดูแลตัวเองได้ แม่เองก็หาเวลาออกเที่ยวหาความสุขให้ตัวเองบ้าง อย่าเอาแต่คิดถึงคนอื่น”
ธอร์นก้าวมายืนเคียงข้างสิรินภา แม้ซันเดย์จะคิดยังไงกับเขาก็ตาม ทว่าก็จะไม่เก็บมาใส่ใจ และจะยังคงปฏิบัติต่อเธอและภรรยาเหมือนเดิม
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลแม่ของเธอเป็นอย่างดี ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกฉัน จะจัดการเรื่องที่ไทยให้”
“ขอบคุณค่ะ แต่หนูคงไม่มีเรื่องอะไรต้องรบกวนคุณอีก นอกจากฝากดูแลแม่หนูด้วย ส่วนนายก็อย่าเอาแต่ร้องไห้ โตได้แล้วนะ ฉันฝากแม่ด้วย”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น แม้กับธอร์นเธอจะไม่มีอะไรต้องพึ่งพา แต่กับแคลร์ที่โตมาด้วยกัน เขาเหมือนลูกชายของแม่อีกคน จะต้องทำหน้าที่นั้นในวันที่ไม่มีเธออยู่ข้างกายท่าน
“ครับพี่ซัน ผมจะไม่อ่อนแออีก จะดูแลแม่ให้ดี แล้วก็กลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างนะครับ” แคลร์พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามกลั้นความเสียใจไว้ แม้จะปาดน้ำตาที่คอยซึมออกมาตลอดเวลา
เขายิ้มรับคำของพี่สาวที่ให้ทำหน้าที่สำคัญนั้น แต่กลับไม่ได้คำตอบจากเธอ มีเพียงมือนุ่ม ๆ วางเหนือกลุ่มผมของเขาแทน
ทั้งสามมองแผ่นหลังของเรือนร่างระหงที่ค่อย ๆ ห่างออกไป จนกระทั่งไม่หลงเหลืออะไรในระยะสายตา มีเพียงความว่างเปล่าที่เจือปนไปด้วยความเจ็บปวดและความอาลัยอาวรณ์ต่อการจากลาในครั้งนี้
อีกมุมหนึ่งของห้องโดยสารริมหน้าต่างเครื่องบินลำใหญ่ ซันเดย์ทอดสายตาไปยังกลุ่มก้อนเมฆที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ไร้จุดหมาย ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ล่องลอยไปตามกระแสลมราวกับไม่มีใครต้องการ เหมือนกับเธอในตอนนี้ที่กำลังห่างจากคำว่าบ้าน จากอ้อมกอดของแม่ที่เคยให้ความอบอุ่น โดยไม่รู้เลยว่าปลายทางที่ตนเองเลือกนั้นจะไปสุดอยู่ที่ใด
อาทิตย์ต่อมา คาซ่าการ์เด้น
บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นหลังสุดท้าย เงียบสงบและปลอดภัยสมกับเป็นบ้านของมหาเศรษฐี มีระบบป้องกันความปลอดภัยที่หลากหลายชั้น
ครั้งแรกที่เพื่อนรุ่นพี่พามาดู เธอนึกว่าถูกหลอกเข้ามา จนเขาต้องโทรหาเกย์สันเพื่อยืนยันว่านี่เป็นบ้านของเขาจริง ๆ
เธอถึงได้กล้ารากกระเป๋าเข้ามาอยู่ มันยากจะเชื่อนี่น่าว่าบ้านหรูหราขนาดนี้จะมีคนยอมให้ใครก็ไม่รู้มาอยู่ง่าย ๆ แค่เพราะเพื่อนฝากฝัง
แต่ดูเหมือนว่าเกย์สันคงจะอยากฝังเธอมากกว่า เพราะมาวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว แต่ใครจะสนกันล่ะ เพราะถึงยังไงรุ่นพี่ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่สักหน่อย
หลังจากที่เธอศึกษาเส้นทางบริเวณโดยรอบเมืองนี้เรียบร้อยแล้ว คิดว่าช่วงแรกคงต้องใช้รถโดยสารไปเรียนก่อน เพื่อศึกษากฎระเบียบการจราจรอย่างละเอียด แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะทำยังไงต่อไป
“พรุ่งนี้ต้องไปรายงานตัวแต่เช้า เอกสารทั้งหมดอยู่ในนี้ มีอะไรต้องเตรียมไปอีกบ้างนะ?”
ซันเดย์เช็กความเรียบร้อยของเอกสารก่อนที่จะนำไปยื่นด้วยตัวเองอีกครั้ง แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องทำอะไรแบบนี้ แต่ที่นี่คือเมืองไทย ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องใช้เวลา
เธอไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดตั้งแต่วันแรก เพราะนั่นจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีเอาซะเลย
วันรุ่งขึ้น
เอาเข้าจริงที่เป็นกังวลจนนอนไม่หลับก็เป็นแค่ความวิตกกังวลของเธอเอง ฝ่ายวิชาการของที่นี่ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนที่แคนาดาเลยสักนิด นอกจากถามถึงผู้ปกครองแล้ว ที่เหลือก็แค่ทำตามเงื่อนไขและกฎระเบียบของสถานศึกษา ที่นี่เน้นด้านวิชาการเป็นหลัก
และที่สำคัญที่สุดคือห้ามก่อเรื่อง ครั้งแรกจะได้รับเป็นการตักเตือน แต่หากมีครั้งต่อไปโทษคือการไล่ออกทันที
“เอ้... นี่ฉันอ่านแผนที่ถูกหรือเปล่าเนี่ย ทำไมเดินไม่ถึงตึกนิเทศฯ สักที?” เอ่ยพลางหมุนแผ่นพับในมือไปมาพร้อมกับเงยหน้ามองหาคนที่จะช่วยบอกทางไปตึกที่เธอต้องการจะไป
แต่กลับพบแค่ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาและความเงียบสงบ ไม่มีนิสิตคนไหนเดินผ่านมาให้พอขอความช่วยเหลือเลย สมกับเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เน้นการเรียนเป็นหลัก
จนกระทั่งเธอสะดุดตากับบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่
“นั่นอะไร? คนเหรอ? ใช่หรือเปล่า? คนหรือผี?”
เธอเอ่ยออกมาเบา ๆ ขณะที่ยังไม่มั่นใจว่าในครรลองสายตานั้นภาพที่เห็นเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ ปลายเท้าก็หยุดอยู่ใต้ต้นจามจุรีแล้ว
ใบหน้ารูปไข่เชิดขึ้นเหนือศีรษะ เพ่งมองร่างใหญ่ที่นอนราบไปกับกิ่งไม้ที่สามารถรับน้ำหนักของเขาได้
ภายใต้เสื้อฮู้ดนั้น ซันเดย์ไม่แน่ใจว่าเขาหลับจริงหรือแค่ปิดเปลือกตาเฉย ๆ แล้วไม่กลัวตกลงมาหรือไง?
เธอลังเลอยู่ชั่วขณะว่าจะถามเขาหรือเดินหนีไปจากตรงนี้ แล้วไปหาความหวังข้างหน้าดีกว่า
ทว่าผู้ถูกบุกรุกความเป็นส่วนตัวกลับดันตัวขึ้น วาดท่อนขายาวหย่อนห้อยลง กดนัยน์ตาสีเทาเข้มลอดผ่านเสื้อฮู้ดลงไปด้านล่าง พลันคิ้วพาดเฉียงก็ขมวดยุ่ง ฝ่ามือใหญ่กำผิวหยาบกระด้างของเนื้อไม้แน่น!
“ไม่ได้ตั้งใจรบกวนนาย ฉันหาตึกนิเทศฯ ไม่เจอ” ซันเดย์ตอบเสียงสั่น กลิ่นอายบางอย่างจากคนด้านบนทำให้เธอรู้สึกถึงความกดดันรอบตัวที่หนาแน่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ความนิ่งสงบภายใต้ดวงตาคมคู่นั้นทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กลงเหลือแค่คืบเดียว
“หึ!” มุมปากหยักได้รูปพลางเค้นเสียงต่ำแผ่วผ่านลำคอ “หลงเหรอถึงเดินมาไกลขนาดนี้? เลี้ยวซ้ายข้างหน้าแล้วเดินตรงไปก็ถึงแล้ว”
“ขอบคุณ!” เธอไม่ลืมมารยาทที่ควรมี แม้จะไม่อยากมีให้กับคนที่นั่งห้อยขาอยู่ด้านหลังก็ตาม
เขาทำเหมือนขำในความเซ่อซ่าของเธอที่เดินหลงเข้าไปตึกวิศวะฯ ทั้งที่พึ่งมาจะไปรู้ได้ยังไงว่าแต่ละตึกอยู่ตรงไหนของมหาวิทยาลัย
‘ฮึ่ย! อารมณ์เสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มเป็นนักศึกษาที่นี่ เป็นลางที่ไม่ดีเอาซะเลย’
แต่ดูเหมือนว่าการต้อนรับเป็นน้องใหม่จะไม่จบแค่นั้น เมื่อนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่คนละฝั่งกำลังจะทำผิดกฎของมหา’ ลัย เธอพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
วันแรกที่มาเรียนเมืองไทยกลับเจอเรื่องกวนใจถึงสองครั้งติด ๆ น่าโมโหชะมัด
เธอตั้งใจจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น เพราะไม่อยากพัวพันกับเรื่องแบบนี้ตั้งแต่วันแรก แต่ทว่าปัญหาก็เหมือนจะอยากกระโจนเข้ามาหาเต็มทน จึงทำให้เธอดึงขาที่ควรจะก้าวไปอีกทาง ให้วิ่งเข้าไปหานักศึกษาหญิงกลุ่มนั้นแทน
สิ่งที่คนอย่างเธอไม่ชอบมากที่สุดก็คือพวกที่ชอบทำตัวหมาหมู่! สามต่อหนึ่งแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน? งั้นก็เปลี่ยนเป็นสองต่อสามดูบ้าง คิดว่ามันคงจะดูเข้าท่าขึ้นมาหน่อย
“โอ๊ย!” เสียงร้องดังขึ้น ทำให้ซันเดย์รู้สึกได้ว่ามันช่างน่าฟังเหลือเกินสำหรับพวกที่ชอบรังแกคนอื่น
ลองสัมผัสดูบ้างสิ จะได้เข้าใจว่าคนที่ถูกพวกหล่อนตบจนปากแตกก็เจ็บเป็นเหมือนกัน
แต่พอเห็นว่าพวกที่มีมากกว่านั้นกลับหนี หางจุกตูดไปก็ทำให้เธอรู้ว่ามันเป็นแค่การอาศัยจำนวนมากกว่าเท่านั้นแหละ
เธอหันกลับมาให้ความสนใจกับคนตัวเล็กกว่า ปากอวบสีส้มอิฐนี้ไม่ควรให้มีรอยช้ำเลยสักนิด ด้วยความที่ให้ความสนใจตรงจุดนั้นมากเกินไป จึงเผลอเช็ดเลือดออกให้คนตรงหน้าโดยไม่ขออนุญาตเจ้าตัวก่อน ก็เลยทำให้หล่อนถึงกับสะดุ้ง!
และท่าทีนั้น ‘โคตรน่ารักเลย!’ ซันเดย์คิดในใจขณะที่มองไปที่อีกฝ่าย
อย่างน้อยในวันที่แสนวุ่นวายและน่าเบื่อ ก็ยังมีเรื่องดี ๆ เข้ามาบ้าง เพราะคนสวยที่เธอช่วยไว้ก็อยู่คณะนิเทศฯ
ในเมื่อพระเจ้าดึงเราทั้งสองให้มาพบกันในสถานการณ์แบบนี้ ก็จะถือว่านี่คือโชคชะตา และนับจากนี้วีด้าคือเพื่อนที่เธอต้องปกป้องตลอดไป
เหมือนอย่างที่เกย์สันเคยยื่นมิตรภาพอย่างนี้ให้กับเธอ
ไม่แค่วีด้าเท่านั้น แต่ยังมีไลลาแม่สาวขี้ระแวงที่ชอบทำท่าเหมือนจะไม่ค่อยพอใจเธอเวลาที่อยู่กับวีด้า และยิ่งน่าแกล้งตอนที่เห็นปากจิ้มลิ้มนั่นงอง้ำเหมือนเด็กหวงของเล่น มันทำให้เธอนึกถึงแคลร์!
“นี่! ยืนเหม่ออะไรอยู่? เดี๋ยวของอร่อยก็หมดก่อนหรอก! ตามฉันมานี่ จะพาไปเลือก” ไลลาสะกิดพลางหยุดอยู่ข้างเพื่อนใหม่ ซึ่งวีด้าพามาให้รู้จักเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ตอนแรกก็ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนเท่าไหร่
เพราะอย่างวีด้าคนเข้าหาก็เพราะความโดดเด่นและมักใช้ให้เป็นสะพานในการก้าวข้ามไปหาพี่เจฟฟ์เท่านั้น ทว่ากับซันเดย์แล้วเธอมองไม่เห็นนัยแอบแฝงเหล่านั้น จึงเปิดใจรับเป็นเพื่อนอีกคน
“เธอคบกับวีนานแค่ไหน?” ซันเดย์เอ่ยถามเมื่อก้าวมายืนเสมอกันหน้าร้านสปาเกตตี อยากรู้ระยะเวลาของการเป็นเพื่อนกันระหว่างสองคนนี้ ว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่
“ตั้งแต่ขึ้นมอปลาย เราเรียนที่เดียวกันแล้วก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน เวลาแม่ ๆ ของพวกเราไม่อยู่ก็จะฝากฝังแม่อีกคนช่วยดูแลให้” ไลลาเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวให้คนช่างสงสัย ก่อนจะชี้ให้แม่ครัวตักสปาเกตตีให้
“เธอจะกินเหมือนกันไหม? ร้านนี้อร่อยนะ”
“อืม... แล้วนี่วีทำไมไปเข้าห้องน้ำนานจัง? ฉันไปตามดีกว่า”
“ปล่อยมันห่างตัวบ้างเถอะ ตามติดยิ่งกว่าเงามันแล้ว”
“เป็นได้ก็จะเป็นให้นะ”
“ชิ! เอาไปสปาเกตตีของเธอ นั่นเดินมาแล้ว ไปกันเถอะ” ไลลาบ่นเบา ๆ พร้อมกับยื่นสปาเกตตีให้ เธอบู้หน้าให้กับความห่วงใยของซันเดย์ที่มีต่อเพื่อนอีกคน ถึงวีด้าจะดูบอบบางแต่ฝีมือการต่อสู้ของก็ไม่แพ้ใครเลย
ยกเว้นวันที่ได้เจอกับแม่สาวผมทองนัยน์ตาสวยคนนี้แหละที่พลาด!
พลาดได้ยังไงกันนะ?
“หอมจังเลยค่ะ” ว่าที่คุณแม่เอ่ยพลางมองตามถ้วยข้าวต้มกุ้งร้อน ๆ ที่ควันลอยฟุ้งอย่างน่ากิน ดวงตาเธอเปล่งประกายด้วยความสุข กลิ่นหอมของอาหารเช้าเรียกน้ำย่อยจนแทบรอไม่ไหว“ก็พี่ใส่ความรักลงไปด้วยไง ถึงได้หอมขนาดนี้” ไลก้ายิ้มก่อนจะวางถ้วยตรงหน้าเธออย่างระมัดระวัง“งั้นซันว่าความรักคงล้นหม้อแน่เลยค่ะ... ขอทานก่อนนะคะ”“ค่อย ๆ นะยังร้อนอยู่เดี๋ยวลวกปาก”“อ้า... ร้อนจริงด้วยแต่ก็อร่อยมากเลยค่ะ” เธอยิ้มกว้างอย่างเอ็นจอยเต็มที่“ระวังหน่อยสิ จะเป็นแม่คนอยู่แล้วยังดื้อไม่เลิก”“ก็คนมันหิวนี่คะ... มาทานด้วยกันสิ” เธอเป่าข้าวต้มก่อนจะตักขึ้นมาแล้วยื่นให้เขา“ฟู่ว~ ฟู่ว~ อ้าปากสิคะ คุณพ่อ”“อ้า...” ไลก้ายอมตามคำสั่งอย่างว่าง่ายพร้อมกับยิ้มอบอุ่นที่ระบายทั่วใบหน้า“อร่อยไหมคะ?”“อร่อยครับ” เขาตอบทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมดด้วยความพอใจเป็นความสุขที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ แต่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเติมเต็มทุกพื้นที่ในบ้าน ทั้งไลก้าและซันเดย์ต่างเรียนรู้ที่จะปรับตัว ใช้ชีวิตร่วมกันในบทบาทใหม่ ว่าที่พ่อและแม่ของชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังจะถือกำเนิด พวกเขาก้าวไปทีละก้าวอย่างระมัดระวังอย่างมั่นคง และเต็มเปี่ยมด้วยความร
หนึ่งปีผ่านไปซันเดย์ก้าวลงจากชั้นบนด้วยอาการงัวเงีย เปลือกตาปรือปรอยทั้งง่วงทั้งกระหายน้ำยามเช้า ทว่าเพียงปลายเท้าแตะพื้นชั้นล่างความมึนงงก็ถาโถมจนเธอต้องคว้าราวบันไดไว้แน่น“เฮ้อ คงต้องหาเวลานอนให้มากกว่านี้เสียแล้ว” เธอบ่นกับตัวเองเสียงเบานับตั้งแต่ซันเดย์กับไลก้าตัดสินใจสร้างครอบครัวร่วมกัน เธอก็ย้ายมาอยู่บ้านของเขา ส่วนบ้านเดิมนั้นเธอฝากให้แคลร์ดูแลแทนชีวิตคู่พาเอารอยยิ้มอันอบอุ่นมาพร้อมช่วงเวลาพ่อแง่แม่งอนเป็นระยะ ยิ่งเมื่อแต่ละคนต่างรับผิดชอบงานของตัวเอง ซึ่งเธอ วีด้า และไลลาพึ่งร่วมกันก่อตั้งบริษัทโฆษณาได้ครึ่งปี และทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นยกเว้นสามีผู้คอยเร่งให้เธอกลับบ้านเร็วขึ้น เลิกหมกมุ่นอยู่แต่กับงานราวกับลืมไปว่าเมื่อก่อนเขาเองก็เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน“เป็นอะไรหรือเปล่า? พี่ก็บอกให้รอก่อนแล้วนี่” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังดูเข้มผิดปกติ ตามมาด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบก้าวลงบันไดมาอย่างร้อนรนเธอหันมายิ้มอ่อนให้กับสามีที่พอดีลงมายืนในระดับเดียวกัน แม้จะสบเข้ากับดวงตาคมที่มองมาด้วยสายตาดุ ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นใจเท่าไรนัก เพราะแววตานั้นแม้จ้องเขม็ง หากแต่ก็เต็มไปด้วยความเป
หนึ่งปีต่อมาเช้าตรู่ในเมือง Dragmouth ประเทศอังกฤษ บรรยากาศสดชื่นยามเช้าปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ ทว่าในบ้านใหญ่หลังหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความคึกคักของสองสามีภรรยาวัยกลางคนที่กำลังเตรียมตัวออกไปทำงานให้ ‘นายใหญ่’ ของพวกเขาอีกวัน ก่อนจะเดินทางไปยังประเทศไทยในอีกสามวันข้างหน้าจอมพล มือขวาคนสนิทของไรอัน ฟลานดีส กำลังง่วนกับการตรวจความเรียบร้อยของเอกสารและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ขณะเดียวกัน เขาก็หันไปมองภรรยาที่ยังยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจก พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม“ที่รัก... คุณช่วยรีบกว่านี้อีกหน่อยได้ไหม ไม่งั้นเราคงไม่ทันแน่” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแกล้งหยอก แม้ในใจจะรู้ดีว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อหญิงคนรัก เพียงเพื่อจะได้เห็นใบหน้ายิ้มของเธอ“พี่ลองยกนาฬิกาดูหน่อยสิคะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาประชุมเช้านี้เสียอีก” สุ้มเสียงหวานแต่หนักแน่นของเธอดังขึ้นก่อนที่จะเดินมาถึงตัวสามีเสียด้วยซ้ำเกรซ มือขวาอีกคนของไรอัน ฟลานดีส และยังเป็นภรรยาสุดที่รักของจอมพล ใบหน้าราบเรียบแต่แฝงแววตำหนิในแววตาสีเทาอ่อนคู่นั้น เมื่อถูกเร่งเร้าโดยไม่มีเหตุอันควรเธอมองเขาด้วยสายตานิ่งขรึม ขณะ
คาซ่าการ์เด้น ต้นเดือนมกราคม ปี 25xxในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา ทุกอย่างดูจะราบรื่นสำหรับ "ซันเดย์" คนหัวกะทิผู้ไม่เคยต้องวิตกกับเรื่องผลการเรียน ยกเว้นเสียก็แต่...ตืด... ตืด... ตืด...เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลหม่นเต็มไปด้วยความพะว้าพะวัง เมื่อตัดสินใจกดโทรกลับไปหามารดา เกือบหนึ่งเดือนเต็มที่เธอครุ่นคิด ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะมีกล้าพอเปิดบทสนทนาเคลียร์ความรู้สึกที่คั่งค้างระหว่างกัน(ฮัลโหล... แม่อยู่ในครัวนะลูก)เสียงสิรินภาเล็ดลอดผ่านสายมาอย่างกระหืดกระหอบด้วยเพราะเธอวางโทรศัพท์ไว้ห่างตัว และยิ่งรู้ว่าคนที่โทรเข้ามาคือลูกสาว น้ำเสียงที่เคยเร่งรีบก็พลันอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แทบจะละมือจากสิ่งที่ทำอยู่ในทันทีซันเดย์เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ระบายยิ้มอ่อน ๆ ออกมา เธอจินตนาการภาพของท่านกำลังหั่นผัก เตรียมอาหารอย่างกระตือรือร้น ด้วยแววตาเปี่ยมสุข เพื่อเธอหรือไม่ก็สองพ่อลูก แต่ทำไมในอดีตเธอถึงเคยมองว่าแม่เอาใจแค่สามี หลงลืมไปว่าลูกสาวคนนี้ แม่เคยอุ้มท้องอย่างยากลำบากถึงเก้าเดือน และเลี้ยงดูเพียงลำพังมาตลอดแปดปี‘แกมันโง่มากจริง ๆ ซันเดย์’“ไม่เห็นต้องรีบเลย หนูรอได้อยู่แล้วค่ะ”(ทำไมเสียงเป
ในค่ำคืนที่มีดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่ สายลมเย็นบางเบาพัดความเย็นกระทบกาย ขณะทั้งสองนั่งเคียงกันบนดาดฟ้าของโรงแรม The Lush Nest ที่เปิดมุมมองสู่ทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงามราวภาพฝันไลก้าเตรียมมื้อดินเนอร์ไว้ด้วยความใส่ใจ เขาจองพื้นที่ทั้งดาดฟ้าไว้เพื่อเธอเพียงคนเดียว บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยแสงไฟจากตึกสูงระฟ้าที่เปล่งประกายเป็นฉากหลังตัดกับความเงียบสงบ และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างคนทั้งสองเสียงเพลงแจ๊สคลอเบา ๆ ไปกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้าของไลก้าและซันเดย์ อาหารรสเลิศถูกจัดวางอย่างประณีต และเครื่องดื่มในแก้วคริสตัลก็ช่วยเติมเต็มค่ำคืนให้ยิ่งโรแมนติกยิ่งขึ้น“น่าจะบอกซันก่อน ดูสิ... ชุดที่ซันใส่มันไม่เข้ากับบรรยากาศเลยสักนิด” เธอก้มมองเสื้อยืดตัวบางที่คลุมทับด้วยแจ็กเกตยีน และกางเกงยีนสีซีดคู่ใจ“เธอแต่งแบบนี้แหละดีแล้ว” เขาตอบพร้อมสบตาเธอด้วยแววตาอ่อนโยน “เพราะถ้าเธอแต่งตัวเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ แต่ต้องแลกกับความไม่สบายตัว มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย”หลังจากปลอบโยนเธอเรื่องครอบครัวจนถึงเวลานัดหมายที่วางแผนไว้กับอาเชอร์และซอล เขาก็พาเธอออกมาทานอาหารตาม
“พี่มักจะคิดว่าพวกเราพยายามกันพี่ออกไป แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยสักนิด แด๊ดรักพี่เหมือนลูกคนหนึ่ง ผมเองก็รักพี่เหมือนพี่สาว แล้วทำไมพี่ถึงพยายามผลักเราออกจากความหวังดีนั้นล่ะครับ” แคลร์พยายามหาคำตอบเรื่องนี้มานาน แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบสักที“พี่ไม่...” จะบอกว่า ไม่เคยรู้สึกแบบนั้น เหรอ? ทั้งที่ความรู้สึกเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริง“ธอร์นมีพร้อมทุกอย่าง นายก็เป็นลูกชายของเขา จะคิดแบบนั้นมันก็ไม่แปลก แต่สำหรับพี่... พี่ก็เป็นแค่ลูกของผู้หญิงที่พ่อของนายอยากใช้ชีวิตด้วย เท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ”“ไม่จริงเลย แด๊ดไม่เคยมองพี่เป็นคนนอก ท่านรักพี่จริง ๆ ผมยืนยันได้”“ก็นายเป็นลูกเขานี่”“ก็จริงครับ แต่พี่รู้อะไรไหม เด็กพวกนั้นที่เคยล้อพี่ตอนเด็ก พวกเขาเจอกับอะไรบ้างรู้ไหม? แด๊ดจัดการเรื่องนั้นเอง พ่อแม่ของเด็กพวกนั้นถูกตำหนิอย่างหนักที่ไม่อบรมลูก จนต้องย้ายโรงเรียนไปเลยนะครับ”แคลร์พูดยาว สีหน้าและน้ำเสียงจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“แล้วยังเรื่องที่พี่เข้ารับการรักษาอีก... พี่รู้ไหมว่าแด๊ดตามหาคนที่ช่วยพี่ไปทุกที่ ท่านอยากขอบคุณเขาอย่างมาก เพราะถ้าไม่ได้คนคนนั้นช่วยไว้... พวกเราอาจต้องเสียใจไปตลอดชี
ซันเดย์ยังคงยิ้มอย่างมีความสุขได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันที่เธอได้ลงไปบังคับพวงมาลัยเอง หรือเพียงนั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์อย่างในตอนนี้เสียดายก็แต่ว่าต้องนั่งดูการแข่งขันเพียงลำพัง ทั้งวีด้าและไลลาไม่ว่างมาด้วย ส่วนอชิตาไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะช่วงนี้โยโลกำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม จนแทบไม่มีเวลาได้ปลีก
เช้าวันต่อมาเจ้าของห้องนอนโทนสีอ่อนบิดกายไล่ความขี้เกียจที่เกาะกุมอยู่ในร่างกายออกไป ท่อนแขนเรียวเอื้อมไปคว้ามือถือที่ส่งเสียงปลุกแผดก้องไปทั่วห้องมากดหยุดการแจ้งเตือนหากเป็นเมื่อก่อน เธอคงไม่มีทางยอมงัดตัวเองออกจากอ้อมกอดของผ้าห่มแสนอบอุ่นและเตียงนุ่มนิ่มที่เธอรักนักรักหนาแต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยน
สนามแข่ง YOLOร่างสูงของผู้ดูแลอุปกรณ์สนามแข่ง ทิ้งตัวลงนอนราบกับความนุ่มของโซฟาตำแหน่งประจำ ลมหายใจร้อนกระชากออกมาด้วยความเหนื่อยล้ายิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงเท่าไร ภาระและความรับผิดชอบก็ยิ่งถาโถมมากขึ้นเท่านั้น สำหรับไลก้าแล้วแทบไม่ยอมปล่อยให้ระบบหลุดรอดจากมาตรฐานแม้เพียงน้อยวิกเตอร์ที่เห็นเพื่อนอยู่
บ่ายวันจันทร์ Mittap Universityทางเดินทอดยาวสู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ในยามเย็น คลาคล่ำไปด้วยเหล่านิสิตจากหลากหลายชั้นปี บ้างจับกลุ่มเดินเลี้ยวไปยังห้างสรรพสินค้าใกล้มหาวิทยาลัยบ้างเร่งฝีเท้าเพื่อกลับบ้าน ส่วนอีกบางกลุ่มยังคงปักหลักกับกองหนังสือ เตรียมติวสอบกันอย่างขะมักเขม้นเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วลอยละ







