LOGINสองเดือนต่อมา
แม้ว่าจะไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียน ซันเดย์ก็ยังคงต้องตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อที่จะได้ออกไปทำงานที่ร้านของเกย์สัน
ผ่านมาสามเดือนกับวัยเฟรชชี่ของเธอ อีกแค่เดือนเดียวก็จะได้เป็นรุ่นพี่แล้ว แต่ความหวังที่ว่าจะได้ไปเรียนที่ประเทศไทยนั้นกลับริบหรี่ลงเรื่อย ๆ เมื่อเธอรออีเมลตอบรับจากมหาวิทยาลัยนั้นยังไร้วี่แวว
และเธอเองก็ไม่ได้เผื่อใจด้วยการยื่นสมัครที่อื่นไปด้วย คิดแล้วอยากจะเอาเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากกับความไม่รอบคอบของตัวเอง
“หรือเกย์สันจงใจให้มันออกมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก?” เธอดีดตัวนั่งจนเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งดีดชายขึ้นมารวมกันที่เอว พินิจพิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มเปิดใจบอกเขาว่าอยากไปจากบ้านหลังนี้ อยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง
ซึ่งตอนนั้นรุ่นพี่ก็แค่รับฟังไม่ได้ออกความเห็นอะไรแม้แต่คำเดียว แล้วจู่ ๆ เอกสารนั่นก็โผล่มา นั่นไม่ใช่แผนของเขาเหรอ?
ถึงยังไงเกย์สันก็เป็นลูกชายของเพื่อนธอร์น!
“ขอร้องละ ให้ฉันเชื่อใจใครได้บ้างเถอะ” ซันเดย์ซุกใบหน้าลงระหว่างเข่าทั้งสอง ขณะที่น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ช่วงเวลาที่ยากลำบากเกย์สันคือคนที่ดึงเธอออกมาจากการเป็นส่วนเกินของครอบครัว และยังคอยอยู่เคียงข้างในวันที่เธอเริ่มก้าวไปสู่โลกใหม่ แต่เมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ มันทำให้เธอหมดกำลังใจจนไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
แต่คนอย่างซันเดย์ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายความเชื่อใจได้ง่าย ๆ แน่ เธอกระโดดลงจากเตียงทันทีเมื่อคิดว่าต้องเคลียร์เรื่องนี้กับรุ่นพี่ให้คลายความข้องใจ
ไม่อยากให้ความรู้สึกที่ดีตลอดหลายปีต้องพังทลายลงแบบนี้ ทว่าก่อนที่เธอจะถึงหน้าห้องน้ำ เสียงแจ้งเตือนจากมือถือก็ดังขึ้นรั้งฝีเท้าที่กำลังเดินไปไว้ก่อน
ซันเดย์เปลี่ยนทิศทางทันที กระโจนไปหยิบมือถือที่วางอยู่บนหัวเตียง!
หลังจากเปิดอ่านอีเมลที่พึ่งส่งมาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม ๆ ในหัวที่เคยเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มเหมือนมีไฟสุมกองใหญ่ กลับกลายเป็นความว่างเปล่าในทันที
เธอไม่สามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่า ดีใจหรือตกใจกับผลตอบรับการเข้าเรียนที่ Mattip University
ซันเดย์มาถึงร้านของเกย์สันก่อนเวลาร่วมชั่วโมง และตอนนี้ทั้งสามก็นั่งจ้องหน้ากันอยู่ในห้องพักชั้นสอง ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากที่รู้ว่าผลของการตัดสินใจของรุ่นน้องกำลังจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอครั้งใหญ่
“เฮ้อ! คิดจะบอกแม่เมื่อไหร่?” เกย์สันถามเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความหนักแน่น
“มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะซันเดย์ โอเคตอนนี้เธอโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แต่ที่นั่นไม่มีใครคอยถามเธอว่าอยากกินอะไร พาเธอออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อกลางดึก หรือช่วยให้เธอหลบในที่ที่ปลอดภัยได้เลยนะ”
เขาพูดออกมาด้วยความกังวล ถึงจะเป็นคนนอกแต่เขาก็รู้ว่าแม่และน้องชายห่วงใยรุ่นน้องมากแค่ไหน ถ้าเธอไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ซ้ำยังเป็นผู้หญิง เขาก็อดห่วงไม่ได้จริง ๆ
“ก็ตั้งใจจะบอกหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จค่ะ”
“ทำไมถึงใจเด็ดขนาดนี้นะ? เธอจะไม่ให้พวกเขาเตรียมใจกันเลยเหรอ?” ฟาเร่ถามขึ้น สีหน้าของเธอเศร้าหมอง ใจหายที่วันนี้มาถึง แม้ว่าจะให้ความช่วยเหลือรุ่นน้องของแฟนหนุ่มมาตลอด
แต่ก็อย่างที่เกย์สันพูด ผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนั้นจะเป็นยังไง เธอยังนึกภาพไม่ออกเลย
“มีอะไรต้องเตรียมกันคะ? จะมีซันหรือไม่มีพวกเขาก็ไม่รู้สึกขาดอะไรไปหรอกค่ะ คิดว่าคงดีซะอีกที่ต่อไปก็ไม่ต้องมาคอยบ่นให้เหนื่อย”
น้ำเสียงของซันเดย์ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันกับความคิดของตัวเอง ที่ผ่านมารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินและแกะดำของครอบครัว ไม่มีทางที่พวกเขาจะรู้สึกแบบนั้นกับเธอแน่
เกย์สันกดสายตาลงไปหาแฟนสาว มันยากที่จะเปลี่ยนความคิดของรุ่นน้องให้กลับมามองถึงความรู้สึกของครอบครัว เรื่องราวในอดีตมันฝังลึกเข้าไปในหัวใจแล้ว ว่าสิ่งที่แม่เธอเลือกคือการผลักไสให้เธอกลายเป็นคนนอก
“งั้นฉันจะหาบ้านอย่างที่เธอต้องการให้ก็แล้วกัน เหลือเวลาอีกไม่กี่วันให้หาเองไม่ทันแน่”
“พี่ช่วยซันมาเยอะแล้ว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวซันลองหาเองก็ได้ค่ะ”
“หาเองแล้วโดนหลอกเหรอ ซันเดย์? อย่าคิดแต่จะไปจนไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเองนะ ฉันพึ่งช่วยเธอครั้งสองครั้งหรือไงถึงต้องมาเกรงใจกันขนาดนี้ ถ้ายังอยากจะไปเรียนที่นั่นก็ทำอย่างที่บอก ไม่งั้นมหา’ ลัยนั้นฉันจะยกเลิกมันซะ” เกย์สันพูดเสียงแข็งแต่ก็เต็มไปด้วยความกังวลเช่นกัน
“พี่เห็นด้วยกับเขานะซัน ให้เกรย์หาบ้านใกล้ ๆ มหา’ ลัยให้เถอะนะ แบบนี้พวกเราค่อยสบายใจหน่อย อย่าลืมว่ายังไงเธอก็เป็นผู้หญิง”
“ก็ได้ค่ะ แต่ซันจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองนะคะ”
“มันแน่นอนอยู่แล้ว เธอไม่ใช่แฟนฉันนี่ ทำไมต้องออกให้ด้วย เปลือง!”
“ทำอย่างกับว่าซันอยากเป็นงั้นแหละ ฟาเร่คิดยังไงถึงมาคบกับคนปากแบบนี้กันคะ?”
“คิ ๆ เพราะว่าเขารักพี่ยังไงละ” ฟาเร่ตอบพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ต่อความรักที่เกย์สันมีให้
ซันเดย์กลอกตาไปมาหลังจากฟาเร่พูดจบ เกย์สันก็ตีหน้ายียวนใส่ ซ้ำยังหอมแก้มอวด ให้ดูอย่างน่าหมั่นไส้
ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ต่อจากวันนั้น
รวดเร็วทันใจสมกับเป็นลูกชายนักธุรกิจสายป่านกว้างขวาง เกย์สันหาบ้านให้ซันเดย์ได้ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยมากนัก หากว่าเจ้าตัวไม่นอนกินบ้านกินเมืองจนไปแย่งพื้นที่บนท้องถนนกับเจ้าถิ่นเขาน่ะนะ
“นี่เป็นแผนที่คร่าว ๆ จากเพื่อนฉัน พวกกุญแจแล้วก็สัญญาเอาไว้เธอไปคุยกับเจ้าของเองแล้วกัน เขากำลังหาใครสักคนไปช่วยดูแลให้พอดี” เกย์สันพูดพร้อมยื่นกระดาษเอสี่ที่ขีดเขียนด้วยลายมือและมีภาษาไทยกำกับ
ซันเดย์รับกระดาษนั้นมา เธอสังเกตได้ว่ารุ่นพี่พยายามอย่างดีที่สุด ที่จะทำให้มันออกมาดีมาก ๆ แม้ว่าจะยังคล้ายกับเด็กที่พึ่งหัดเขียนก็ตาม
“ขอบคุณนะคะ ทั้งพี่และฟาเร่ ขอบคุณสำหรับทุก ๆ อย่างที่ทำให้ซัน ทั้งเคยเห็นและในที่ที่ไม่เห็น” ซันเดย์เอ่ยพร้อมกับโผเข้าสวมกอดร่างสูงของเกย์สัน ก่อนจะหันไปมองแฟนสาวของเขา ความรู้สึกในใจของเธอขัดแย้งกันไม่น้อย
ตั้งแต่วันนี้ไปคงจะไม่ได้เห็นพวกเขาแอบพลอดรักกันต่อหน้าอีกไม่ได้หัวเราะจนสุดเสียงด้วยกันในเวลาที่ทำแก้วตกแตก หรือกระโดดจนตัวลอยเมื่อรถของรุ่นพี่พุ่งทะยานเข้าเส้นชัยก่อนคันอื่น!
“พูดเหมือนฉันเป็นพวกโรคจิต ถ้าเธอเข้าใจง่ายเหมือนคนอื่น ฉันกับฟาจะต้องซ่อนกันเอาไว้หรือไง?” เอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ฟาเร่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะก้าวออกมายืนข้าง ๆ กันยังรู้สึกใจหายไม่เลิกที่ต้องส่งรุ่นน้องของแฟนหนุ่มไปที่ห่างไกลกันอีกฟากหนึ่ง
“สัญญาว่าจะติดต่อกลับมาหาพวกเราบ่อย ๆ หรือถ้าที่นั่นไม่โอเคต้องรีบกลับ อย่าหายไปไหน เข้าใจหรือเปล่า?” ฟาเร่กล่าวอย่างห่วงใย
“ซันรับปากค่ะว่าจะไม่ขาดการติดต่อ” ซันเดย์ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เธอรับปากเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ส่วนอีกเรื่องที่จะกลับมานั้น... คงยากเกินกว่าจะพูดออกมาในตอนนี้
อุ้งมือที่เพิ่มแรงบีบของฟาเร่ย้ำให้ต้องพยักหน้ารับว่าจะไม่เป็นอะไร
มันเป็นแค่บททดสอบอีกหนึ่งบทเท่านั้น
“ดูแลตัวเองด้วยนะ จำไว้ฉันกับฟารอเธออยู่ที่นี่เสมอ” เกย์สันทิ้งท้ายอย่างจริงจัง
“ค่ะ ซันไม่มีวันลืม”
ก่อนที่เธอจะต้องจากไปจริง ๆ ความรู้สึกในใจมันไม่มีวันหายไปพร้อมกับความห่างไกล คาเฟ่นี้ได้มอบอะไรให้เธอมากมาย มันจะคอยเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนเสมอว่าใครบ้างที่ไม่ทิ้งเธอไปไหน
ซันเดย์มองกรอบรูปในมือด้วยสายตาเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
จวบจนวันนี้เหลือเวลาอีกแค่สัปดาห์เดียวก็จะต้องจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ได้บอกใครสักคน
ทำไมถึงมาถึงจุดนี้? จุดที่ไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวในใจให้กับคนในครอบครัวรับรู้ได้ นั่นก็เพราะว่าทุกครั้งที่บอกไป เสียงสะท้อนที่กลับมาก็มีแต่ความว่างเปล่า!
“หนูรักแม่นะคะ แต่ที่ตรงนี้ไม่มีหนูน่าจะดีกว่า” เอ่ยกับตัวเองก่อนจะวางกรอบรูปใบนั้นลง มันเป็นกรอบรูปใบเดียวที่แม่เคยกอดเธอไว้แน่นที่สุด
วันเสาร์ต้นเดือน สมาชิกในครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้า แม่ไม่ต้องออกไปช่วยธอร์นดูงาน แคลร์ไม่ต้องไปเรียนพิเศษเพราะใกล้เปิดเทอม ทุกอย่างเหมือนวันปกติธรรมดา
เป็นวันที่ทุกคนจะได้กินข้าวพร้อมกัน และมีบทสนทนาอะไรสักอย่างที่เด็กหนุ่มผู้อารมณ์ดีที่สุดในบ้าน มักจะนำมาเล่าให้ฟังจนทำให้เกิดเสียงหัวเราะ
แต่ซันเดย์กลับเลือกวันนี้ วันที่ไม่มีใครระแคะระคายว่าทำไมเธอถึงอยู่ติดบ้านผิดปกติ
ผู้เป็นแม่ที่ไม่คาดคิด และเตรียมใจว่าจะได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากลูกสาว
“ว่าไงนะ ย้ายไปเรียนที่ประเทศไทยอย่างนั้นเหรอ?” สิรินภาถามย้ำ เสียงสั่นพร่าเบาหวิวเหมือนจะล่องลอยหายไปกับลมหายใจที่รัดจนแน่น
หัวใจของผู้เป็นแม่เจ็บปวดจนแทบขาดใจเมื่อได้ยินประโยคที่ลูกสาวของเธอ ซึ่งเลี้ยงดูมาด้วยความรัก เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ กำลังจะเดินทางไปอยู่ที่อื่น... อีกวันเดียวเท่านั้น
ดวงตาสวยที่ครั้งหนึ่งเคยยิ้มและหัวเราะเมื่อซันเดย์ยังไม่ประสา พึ่งหัดเดินและล้ม แต่ก็ยังลุกขึ้นมาวิ่งต่อ ทว่าตอนนี้กลับถูกบดบังด้วยม่านน้ำตาเอ่อล้นไปด้วยความเสียใจ
เธอมองใบหน้าละม้ายคล้ายตนเองราวกับมีกระจกสะท้อนตั้งอยู่ตรงหน้า ทว่ายิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเราห่างไกลกันขึ้นทุกที ที่ผ่านมาเธออาจจะผิดพลาดในบางจุด และไม่สามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปนั้นของลูกสาวได้ แต่ไม่เห็นต้องตัดสินใจแบบนี้เลย
“ค่ะ หนูยื่นเรื่องผ่านหมดแล้ว ส่วนที่พักก็อยู่ใกล้ ๆ มหา’ ลัยไม่มาก แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้” ซันเดย์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าภายในเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เพราะแบบนี้ถึงพึ่งมาบอกใช่ไหม?”
“.....”
คำถามนั้นไร้คำตอบ มีเพียงความเงียบสะท้อนกลับมาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเงียบที่ทำให้สิรินภาได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่ค่อย ๆ แตกสลายไป
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจแบบนี้เลยนะซันเดย์ พวกเราทำอะไรผิดงั้นเหรอ ถึงต้องถูกลงโทษแบบนี้?” ธอร์นถามเสียงอ่อน พร้อมกับโอบไหล่ภรรยาเพื่อปลอบใจ เพราะเห็นลูกสาวแสดงความเฉยชาใส่พวกเขามาตลอด
แต่ครั้งนี้มันหนักหนาที่สุด เพราะถึงขั้นเลือกจะทิ้งพวกเขาไปอยู่ที่อื่นแล้ว
“ไม่ไปได้ไหมครับพี่ซัน? ผมสัญญาว่าจะไม่กวนใจอะไรพี่อีก จะตั้งใจเรียนให้ได้อย่างพี่นะครับ” แคลร์พูดเสียงอ้อนวอนด้วยความรักที่มีต่อพี่สาวต่างสายเลือด ที่เปรียบเสมือนคนที่คลานตามกันมา เขาคิดว่าซันเดย์คงรู้สึกไม่ต่างกัน ถึงได้ใจดีมาตลอด
แต่แล้วกลับเป็นเขาที่ทึกทักไปเอง ไม่อย่างนั้นเธอจะเลือกจากพวกเขาไปแบบนี้ทำไม
“เพราะไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยเพราะหนูอีกค่ะ” เธอตอบเสียงนุ่ม
“คุณเองก็จะได้มีเวลากับแม่มากขึ้น” สายตาของเธอเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“ส่วนนายก็จะได้ไม่ถูกดุที่เอาแต่ไล่ตามฉัน” เธอพูดพร้อมกับยิ้มบาง ๆ เพื่อให้ความรู้สึกที่แสนอ้างว้างนั้นเบาบางลง
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต







