Mag-log inสองเดือนต่อมา
แม้ว่าจะไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียน ซันเดย์ก็ยังคงต้องตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อที่จะได้ออกไปทำงานที่ร้านของเกย์สัน
ผ่านมาสามเดือนกับวัยเฟรชชี่ของเธอ อีกแค่เดือนเดียวก็จะได้เป็นรุ่นพี่แล้ว แต่ความหวังที่ว่าจะได้ไปเรียนที่ประเทศไทยนั้นกลับริบหรี่ลงเรื่อย ๆ เมื่อเธอรออีเมลตอบรับจากมหาวิทยาลัยนั้นยังไร้วี่แวว
และเธอเองก็ไม่ได้เผื่อใจด้วยการยื่นสมัครที่อื่นไปด้วย คิดแล้วอยากจะเอาเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากกับความไม่รอบคอบของตัวเอง
“หรือเกย์สันจงใจให้มันออกมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก?” เธอดีดตัวนั่งจนเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งดีดชายขึ้นมารวมกันที่เอว พินิจพิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มเปิดใจบอกเขาว่าอยากไปจากบ้านหลังนี้ อยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง
ซึ่งตอนนั้นรุ่นพี่ก็แค่รับฟังไม่ได้ออกความเห็นอะไรแม้แต่คำเดียว แล้วจู่ ๆ เอกสารนั่นก็โผล่มา นั่นไม่ใช่แผนของเขาเหรอ?
ถึงยังไงเกย์สันก็เป็นลูกชายของเพื่อนธอร์น!
“ขอร้องละ ให้ฉันเชื่อใจใครได้บ้างเถอะ” ซันเดย์ซุกใบหน้าลงระหว่างเข่าทั้งสอง ขณะที่น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ช่วงเวลาที่ยากลำบากเกย์สันคือคนที่ดึงเธอออกมาจากการเป็นส่วนเกินของครอบครัว และยังคอยอยู่เคียงข้างในวันที่เธอเริ่มก้าวไปสู่โลกใหม่ แต่เมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ มันทำให้เธอหมดกำลังใจจนไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
แต่คนอย่างซันเดย์ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายความเชื่อใจได้ง่าย ๆ แน่ เธอกระโดดลงจากเตียงทันทีเมื่อคิดว่าต้องเคลียร์เรื่องนี้กับรุ่นพี่ให้คลายความข้องใจ
ไม่อยากให้ความรู้สึกที่ดีตลอดหลายปีต้องพังทลายลงแบบนี้ ทว่าก่อนที่เธอจะถึงหน้าห้องน้ำ เสียงแจ้งเตือนจากมือถือก็ดังขึ้นรั้งฝีเท้าที่กำลังเดินไปไว้ก่อน
ซันเดย์เปลี่ยนทิศทางทันที กระโจนไปหยิบมือถือที่วางอยู่บนหัวเตียง!
หลังจากเปิดอ่านอีเมลที่พึ่งส่งมาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม ๆ ในหัวที่เคยเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มเหมือนมีไฟสุมกองใหญ่ กลับกลายเป็นความว่างเปล่าในทันที
เธอไม่สามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่า ดีใจหรือตกใจกับผลตอบรับการเข้าเรียนที่ Mattip University
ซันเดย์มาถึงร้านของเกย์สันก่อนเวลาร่วมชั่วโมง และตอนนี้ทั้งสามก็นั่งจ้องหน้ากันอยู่ในห้องพักชั้นสอง ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากที่รู้ว่าผลของการตัดสินใจของรุ่นน้องกำลังจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอครั้งใหญ่
“เฮ้อ! คิดจะบอกแม่เมื่อไหร่?” เกย์สันถามเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความหนักแน่น
“มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะซันเดย์ โอเคตอนนี้เธอโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แต่ที่นั่นไม่มีใครคอยถามเธอว่าอยากกินอะไร พาเธอออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อกลางดึก หรือช่วยให้เธอหลบในที่ที่ปลอดภัยได้เลยนะ”
เขาพูดออกมาด้วยความกังวล ถึงจะเป็นคนนอกแต่เขาก็รู้ว่าแม่และน้องชายห่วงใยรุ่นน้องมากแค่ไหน ถ้าเธอไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ซ้ำยังเป็นผู้หญิง เขาก็อดห่วงไม่ได้จริง ๆ
“ก็ตั้งใจจะบอกหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จค่ะ”
“ทำไมถึงใจเด็ดขนาดนี้นะ? เธอจะไม่ให้พวกเขาเตรียมใจกันเลยเหรอ?” ฟาเร่ถามขึ้น สีหน้าของเธอเศร้าหมอง ใจหายที่วันนี้มาถึง แม้ว่าจะให้ความช่วยเหลือรุ่นน้องของแฟนหนุ่มมาตลอด
แต่ก็อย่างที่เกย์สันพูด ผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนั้นจะเป็นยังไง เธอยังนึกภาพไม่ออกเลย
“มีอะไรต้องเตรียมกันคะ? จะมีซันหรือไม่มีพวกเขาก็ไม่รู้สึกขาดอะไรไปหรอกค่ะ คิดว่าคงดีซะอีกที่ต่อไปก็ไม่ต้องมาคอยบ่นให้เหนื่อย”
น้ำเสียงของซันเดย์ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันกับความคิดของตัวเอง ที่ผ่านมารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินและแกะดำของครอบครัว ไม่มีทางที่พวกเขาจะรู้สึกแบบนั้นกับเธอแน่
เกย์สันกดสายตาลงไปหาแฟนสาว มันยากที่จะเปลี่ยนความคิดของรุ่นน้องให้กลับมามองถึงความรู้สึกของครอบครัว เรื่องราวในอดีตมันฝังลึกเข้าไปในหัวใจแล้ว ว่าสิ่งที่แม่เธอเลือกคือการผลักไสให้เธอกลายเป็นคนนอก
“งั้นฉันจะหาบ้านอย่างที่เธอต้องการให้ก็แล้วกัน เหลือเวลาอีกไม่กี่วันให้หาเองไม่ทันแน่”
“พี่ช่วยซันมาเยอะแล้ว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวซันลองหาเองก็ได้ค่ะ”
“หาเองแล้วโดนหลอกเหรอ ซันเดย์? อย่าคิดแต่จะไปจนไม่คิดถึงความปลอดภัยของตัวเองนะ ฉันพึ่งช่วยเธอครั้งสองครั้งหรือไงถึงต้องมาเกรงใจกันขนาดนี้ ถ้ายังอยากจะไปเรียนที่นั่นก็ทำอย่างที่บอก ไม่งั้นมหา’ ลัยนั้นฉันจะยกเลิกมันซะ” เกย์สันพูดเสียงแข็งแต่ก็เต็มไปด้วยความกังวลเช่นกัน
“พี่เห็นด้วยกับเขานะซัน ให้เกรย์หาบ้านใกล้ ๆ มหา’ ลัยให้เถอะนะ แบบนี้พวกเราค่อยสบายใจหน่อย อย่าลืมว่ายังไงเธอก็เป็นผู้หญิง”
“ก็ได้ค่ะ แต่ซันจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองนะคะ”
“มันแน่นอนอยู่แล้ว เธอไม่ใช่แฟนฉันนี่ ทำไมต้องออกให้ด้วย เปลือง!”
“ทำอย่างกับว่าซันอยากเป็นงั้นแหละ ฟาเร่คิดยังไงถึงมาคบกับคนปากแบบนี้กันคะ?”
“คิ ๆ เพราะว่าเขารักพี่ยังไงละ” ฟาเร่ตอบพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ต่อความรักที่เกย์สันมีให้
ซันเดย์กลอกตาไปมาหลังจากฟาเร่พูดจบ เกย์สันก็ตีหน้ายียวนใส่ ซ้ำยังหอมแก้มอวด ให้ดูอย่างน่าหมั่นไส้
ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ต่อจากวันนั้น
รวดเร็วทันใจสมกับเป็นลูกชายนักธุรกิจสายป่านกว้างขวาง เกย์สันหาบ้านให้ซันเดย์ได้ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยมากนัก หากว่าเจ้าตัวไม่นอนกินบ้านกินเมืองจนไปแย่งพื้นที่บนท้องถนนกับเจ้าถิ่นเขาน่ะนะ
“นี่เป็นแผนที่คร่าว ๆ จากเพื่อนฉัน พวกกุญแจแล้วก็สัญญาเอาไว้เธอไปคุยกับเจ้าของเองแล้วกัน เขากำลังหาใครสักคนไปช่วยดูแลให้พอดี” เกย์สันพูดพร้อมยื่นกระดาษเอสี่ที่ขีดเขียนด้วยลายมือและมีภาษาไทยกำกับ
ซันเดย์รับกระดาษนั้นมา เธอสังเกตได้ว่ารุ่นพี่พยายามอย่างดีที่สุด ที่จะทำให้มันออกมาดีมาก ๆ แม้ว่าจะยังคล้ายกับเด็กที่พึ่งหัดเขียนก็ตาม
“ขอบคุณนะคะ ทั้งพี่และฟาเร่ ขอบคุณสำหรับทุก ๆ อย่างที่ทำให้ซัน ทั้งเคยเห็นและในที่ที่ไม่เห็น” ซันเดย์เอ่ยพร้อมกับโผเข้าสวมกอดร่างสูงของเกย์สัน ก่อนจะหันไปมองแฟนสาวของเขา ความรู้สึกในใจของเธอขัดแย้งกันไม่น้อย
ตั้งแต่วันนี้ไปคงจะไม่ได้เห็นพวกเขาแอบพลอดรักกันต่อหน้าอีกไม่ได้หัวเราะจนสุดเสียงด้วยกันในเวลาที่ทำแก้วตกแตก หรือกระโดดจนตัวลอยเมื่อรถของรุ่นพี่พุ่งทะยานเข้าเส้นชัยก่อนคันอื่น!
“พูดเหมือนฉันเป็นพวกโรคจิต ถ้าเธอเข้าใจง่ายเหมือนคนอื่น ฉันกับฟาจะต้องซ่อนกันเอาไว้หรือไง?” เอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ฟาเร่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะก้าวออกมายืนข้าง ๆ กันยังรู้สึกใจหายไม่เลิกที่ต้องส่งรุ่นน้องของแฟนหนุ่มไปที่ห่างไกลกันอีกฟากหนึ่ง
“สัญญาว่าจะติดต่อกลับมาหาพวกเราบ่อย ๆ หรือถ้าที่นั่นไม่โอเคต้องรีบกลับ อย่าหายไปไหน เข้าใจหรือเปล่า?” ฟาเร่กล่าวอย่างห่วงใย
“ซันรับปากค่ะว่าจะไม่ขาดการติดต่อ” ซันเดย์ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เธอรับปากเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ส่วนอีกเรื่องที่จะกลับมานั้น... คงยากเกินกว่าจะพูดออกมาในตอนนี้
อุ้งมือที่เพิ่มแรงบีบของฟาเร่ย้ำให้ต้องพยักหน้ารับว่าจะไม่เป็นอะไร
มันเป็นแค่บททดสอบอีกหนึ่งบทเท่านั้น
“ดูแลตัวเองด้วยนะ จำไว้ฉันกับฟารอเธออยู่ที่นี่เสมอ” เกย์สันทิ้งท้ายอย่างจริงจัง
“ค่ะ ซันไม่มีวันลืม”
ก่อนที่เธอจะต้องจากไปจริง ๆ ความรู้สึกในใจมันไม่มีวันหายไปพร้อมกับความห่างไกล คาเฟ่นี้ได้มอบอะไรให้เธอมากมาย มันจะคอยเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนเสมอว่าใครบ้างที่ไม่ทิ้งเธอไปไหน
ซันเดย์มองกรอบรูปในมือด้วยสายตาเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
จวบจนวันนี้เหลือเวลาอีกแค่สัปดาห์เดียวก็จะต้องจากบ้านหลังนี้ไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ได้บอกใครสักคน
ทำไมถึงมาถึงจุดนี้? จุดที่ไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวในใจให้กับคนในครอบครัวรับรู้ได้ นั่นก็เพราะว่าทุกครั้งที่บอกไป เสียงสะท้อนที่กลับมาก็มีแต่ความว่างเปล่า!
“หนูรักแม่นะคะ แต่ที่ตรงนี้ไม่มีหนูน่าจะดีกว่า” เอ่ยกับตัวเองก่อนจะวางกรอบรูปใบนั้นลง มันเป็นกรอบรูปใบเดียวที่แม่เคยกอดเธอไว้แน่นที่สุด
วันเสาร์ต้นเดือน สมาชิกในครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้า แม่ไม่ต้องออกไปช่วยธอร์นดูงาน แคลร์ไม่ต้องไปเรียนพิเศษเพราะใกล้เปิดเทอม ทุกอย่างเหมือนวันปกติธรรมดา
เป็นวันที่ทุกคนจะได้กินข้าวพร้อมกัน และมีบทสนทนาอะไรสักอย่างที่เด็กหนุ่มผู้อารมณ์ดีที่สุดในบ้าน มักจะนำมาเล่าให้ฟังจนทำให้เกิดเสียงหัวเราะ
แต่ซันเดย์กลับเลือกวันนี้ วันที่ไม่มีใครระแคะระคายว่าทำไมเธอถึงอยู่ติดบ้านผิดปกติ
ผู้เป็นแม่ที่ไม่คาดคิด และเตรียมใจว่าจะได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากลูกสาว
“ว่าไงนะ ย้ายไปเรียนที่ประเทศไทยอย่างนั้นเหรอ?” สิรินภาถามย้ำ เสียงสั่นพร่าเบาหวิวเหมือนจะล่องลอยหายไปกับลมหายใจที่รัดจนแน่น
หัวใจของผู้เป็นแม่เจ็บปวดจนแทบขาดใจเมื่อได้ยินประโยคที่ลูกสาวของเธอ ซึ่งเลี้ยงดูมาด้วยความรัก เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอ กำลังจะเดินทางไปอยู่ที่อื่น... อีกวันเดียวเท่านั้น
ดวงตาสวยที่ครั้งหนึ่งเคยยิ้มและหัวเราะเมื่อซันเดย์ยังไม่ประสา พึ่งหัดเดินและล้ม แต่ก็ยังลุกขึ้นมาวิ่งต่อ ทว่าตอนนี้กลับถูกบดบังด้วยม่านน้ำตาเอ่อล้นไปด้วยความเสียใจ
เธอมองใบหน้าละม้ายคล้ายตนเองราวกับมีกระจกสะท้อนตั้งอยู่ตรงหน้า ทว่ายิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเราห่างไกลกันขึ้นทุกที ที่ผ่านมาเธออาจจะผิดพลาดในบางจุด และไม่สามารถเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปนั้นของลูกสาวได้ แต่ไม่เห็นต้องตัดสินใจแบบนี้เลย
“ค่ะ หนูยื่นเรื่องผ่านหมดแล้ว ส่วนที่พักก็อยู่ใกล้ ๆ มหา’ ลัยไม่มาก แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้” ซันเดย์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าภายในเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เพราะแบบนี้ถึงพึ่งมาบอกใช่ไหม?”
“.....”
คำถามนั้นไร้คำตอบ มีเพียงความเงียบสะท้อนกลับมาเท่านั้น ซึ่งเป็นความเงียบที่ทำให้สิรินภาได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่ค่อย ๆ แตกสลายไป
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจแบบนี้เลยนะซันเดย์ พวกเราทำอะไรผิดงั้นเหรอ ถึงต้องถูกลงโทษแบบนี้?” ธอร์นถามเสียงอ่อน พร้อมกับโอบไหล่ภรรยาเพื่อปลอบใจ เพราะเห็นลูกสาวแสดงความเฉยชาใส่พวกเขามาตลอด
แต่ครั้งนี้มันหนักหนาที่สุด เพราะถึงขั้นเลือกจะทิ้งพวกเขาไปอยู่ที่อื่นแล้ว
“ไม่ไปได้ไหมครับพี่ซัน? ผมสัญญาว่าจะไม่กวนใจอะไรพี่อีก จะตั้งใจเรียนให้ได้อย่างพี่นะครับ” แคลร์พูดเสียงอ้อนวอนด้วยความรักที่มีต่อพี่สาวต่างสายเลือด ที่เปรียบเสมือนคนที่คลานตามกันมา เขาคิดว่าซันเดย์คงรู้สึกไม่ต่างกัน ถึงได้ใจดีมาตลอด
แต่แล้วกลับเป็นเขาที่ทึกทักไปเอง ไม่อย่างนั้นเธอจะเลือกจากพวกเขาไปแบบนี้ทำไม
“เพราะไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยเพราะหนูอีกค่ะ” เธอตอบเสียงนุ่ม
“คุณเองก็จะได้มีเวลากับแม่มากขึ้น” สายตาของเธอเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“ส่วนนายก็จะได้ไม่ถูกดุที่เอาแต่ไล่ตามฉัน” เธอพูดพร้อมกับยิ้มบาง ๆ เพื่อให้ความรู้สึกที่แสนอ้างว้างนั้นเบาบางลง
“หอมจังเลยค่ะ” ว่าที่คุณแม่เอ่ยพลางมองตามถ้วยข้าวต้มกุ้งร้อน ๆ ที่ควันลอยฟุ้งอย่างน่ากิน ดวงตาเธอเปล่งประกายด้วยความสุข กลิ่นหอมของอาหารเช้าเรียกน้ำย่อยจนแทบรอไม่ไหว“ก็พี่ใส่ความรักลงไปด้วยไง ถึงได้หอมขนาดนี้” ไลก้ายิ้มก่อนจะวางถ้วยตรงหน้าเธออย่างระมัดระวัง“งั้นซันว่าความรักคงล้นหม้อแน่เลยค่ะ... ขอทานก่อนนะคะ”“ค่อย ๆ นะยังร้อนอยู่เดี๋ยวลวกปาก”“อ้า... ร้อนจริงด้วยแต่ก็อร่อยมากเลยค่ะ” เธอยิ้มกว้างอย่างเอ็นจอยเต็มที่“ระวังหน่อยสิ จะเป็นแม่คนอยู่แล้วยังดื้อไม่เลิก”“ก็คนมันหิวนี่คะ... มาทานด้วยกันสิ” เธอเป่าข้าวต้มก่อนจะตักขึ้นมาแล้วยื่นให้เขา“ฟู่ว~ ฟู่ว~ อ้าปากสิคะ คุณพ่อ”“อ้า...” ไลก้ายอมตามคำสั่งอย่างว่าง่ายพร้อมกับยิ้มอบอุ่นที่ระบายทั่วใบหน้า“อร่อยไหมคะ?”“อร่อยครับ” เขาตอบทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมดด้วยความพอใจเป็นความสุขที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ แต่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเติมเต็มทุกพื้นที่ในบ้าน ทั้งไลก้าและซันเดย์ต่างเรียนรู้ที่จะปรับตัว ใช้ชีวิตร่วมกันในบทบาทใหม่ ว่าที่พ่อและแม่ของชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังจะถือกำเนิด พวกเขาก้าวไปทีละก้าวอย่างระมัดระวังอย่างมั่นคง และเต็มเปี่ยมด้วยความร
หนึ่งปีผ่านไปซันเดย์ก้าวลงจากชั้นบนด้วยอาการงัวเงีย เปลือกตาปรือปรอยทั้งง่วงทั้งกระหายน้ำยามเช้า ทว่าเพียงปลายเท้าแตะพื้นชั้นล่างความมึนงงก็ถาโถมจนเธอต้องคว้าราวบันไดไว้แน่น“เฮ้อ คงต้องหาเวลานอนให้มากกว่านี้เสียแล้ว” เธอบ่นกับตัวเองเสียงเบานับตั้งแต่ซันเดย์กับไลก้าตัดสินใจสร้างครอบครัวร่วมกัน เธอก็ย้ายมาอยู่บ้านของเขา ส่วนบ้านเดิมนั้นเธอฝากให้แคลร์ดูแลแทนชีวิตคู่พาเอารอยยิ้มอันอบอุ่นมาพร้อมช่วงเวลาพ่อแง่แม่งอนเป็นระยะ ยิ่งเมื่อแต่ละคนต่างรับผิดชอบงานของตัวเอง ซึ่งเธอ วีด้า และไลลาพึ่งร่วมกันก่อตั้งบริษัทโฆษณาได้ครึ่งปี และทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นยกเว้นสามีผู้คอยเร่งให้เธอกลับบ้านเร็วขึ้น เลิกหมกมุ่นอยู่แต่กับงานราวกับลืมไปว่าเมื่อก่อนเขาเองก็เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน“เป็นอะไรหรือเปล่า? พี่ก็บอกให้รอก่อนแล้วนี่” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังดูเข้มผิดปกติ ตามมาด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบก้าวลงบันไดมาอย่างร้อนรนเธอหันมายิ้มอ่อนให้กับสามีที่พอดีลงมายืนในระดับเดียวกัน แม้จะสบเข้ากับดวงตาคมที่มองมาด้วยสายตาดุ ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นใจเท่าไรนัก เพราะแววตานั้นแม้จ้องเขม็ง หากแต่ก็เต็มไปด้วยความเป
หนึ่งปีต่อมาเช้าตรู่ในเมือง Dragmouth ประเทศอังกฤษ บรรยากาศสดชื่นยามเช้าปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ ทว่าในบ้านใหญ่หลังหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความคึกคักของสองสามีภรรยาวัยกลางคนที่กำลังเตรียมตัวออกไปทำงานให้ ‘นายใหญ่’ ของพวกเขาอีกวัน ก่อนจะเดินทางไปยังประเทศไทยในอีกสามวันข้างหน้าจอมพล มือขวาคนสนิทของไรอัน ฟลานดีส กำลังง่วนกับการตรวจความเรียบร้อยของเอกสารและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ขณะเดียวกัน เขาก็หันไปมองภรรยาที่ยังยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจก พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม“ที่รัก... คุณช่วยรีบกว่านี้อีกหน่อยได้ไหม ไม่งั้นเราคงไม่ทันแน่” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแกล้งหยอก แม้ในใจจะรู้ดีว่ายังมีเวลาเหลือเฟือ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อหญิงคนรัก เพียงเพื่อจะได้เห็นใบหน้ายิ้มของเธอ“พี่ลองยกนาฬิกาดูหน่อยสิคะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาประชุมเช้านี้เสียอีก” สุ้มเสียงหวานแต่หนักแน่นของเธอดังขึ้นก่อนที่จะเดินมาถึงตัวสามีเสียด้วยซ้ำเกรซ มือขวาอีกคนของไรอัน ฟลานดีส และยังเป็นภรรยาสุดที่รักของจอมพล ใบหน้าราบเรียบแต่แฝงแววตำหนิในแววตาสีเทาอ่อนคู่นั้น เมื่อถูกเร่งเร้าโดยไม่มีเหตุอันควรเธอมองเขาด้วยสายตานิ่งขรึม ขณะ
คาซ่าการ์เด้น ต้นเดือนมกราคม ปี 25xxในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา ทุกอย่างดูจะราบรื่นสำหรับ "ซันเดย์" คนหัวกะทิผู้ไม่เคยต้องวิตกกับเรื่องผลการเรียน ยกเว้นเสียก็แต่...ตืด... ตืด... ตืด...เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลหม่นเต็มไปด้วยความพะว้าพะวัง เมื่อตัดสินใจกดโทรกลับไปหามารดา เกือบหนึ่งเดือนเต็มที่เธอครุ่นคิด ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะมีกล้าพอเปิดบทสนทนาเคลียร์ความรู้สึกที่คั่งค้างระหว่างกัน(ฮัลโหล... แม่อยู่ในครัวนะลูก)เสียงสิรินภาเล็ดลอดผ่านสายมาอย่างกระหืดกระหอบด้วยเพราะเธอวางโทรศัพท์ไว้ห่างตัว และยิ่งรู้ว่าคนที่โทรเข้ามาคือลูกสาว น้ำเสียงที่เคยเร่งรีบก็พลันอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แทบจะละมือจากสิ่งที่ทำอยู่ในทันทีซันเดย์เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ระบายยิ้มอ่อน ๆ ออกมา เธอจินตนาการภาพของท่านกำลังหั่นผัก เตรียมอาหารอย่างกระตือรือร้น ด้วยแววตาเปี่ยมสุข เพื่อเธอหรือไม่ก็สองพ่อลูก แต่ทำไมในอดีตเธอถึงเคยมองว่าแม่เอาใจแค่สามี หลงลืมไปว่าลูกสาวคนนี้ แม่เคยอุ้มท้องอย่างยากลำบากถึงเก้าเดือน และเลี้ยงดูเพียงลำพังมาตลอดแปดปี‘แกมันโง่มากจริง ๆ ซันเดย์’“ไม่เห็นต้องรีบเลย หนูรอได้อยู่แล้วค่ะ”(ทำไมเสียงเป
ในค่ำคืนที่มีดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่ สายลมเย็นบางเบาพัดความเย็นกระทบกาย ขณะทั้งสองนั่งเคียงกันบนดาดฟ้าของโรงแรม The Lush Nest ที่เปิดมุมมองสู่ทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงามราวภาพฝันไลก้าเตรียมมื้อดินเนอร์ไว้ด้วยความใส่ใจ เขาจองพื้นที่ทั้งดาดฟ้าไว้เพื่อเธอเพียงคนเดียว บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยแสงไฟจากตึกสูงระฟ้าที่เปล่งประกายเป็นฉากหลังตัดกับความเงียบสงบ และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างคนทั้งสองเสียงเพลงแจ๊สคลอเบา ๆ ไปกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้าของไลก้าและซันเดย์ อาหารรสเลิศถูกจัดวางอย่างประณีต และเครื่องดื่มในแก้วคริสตัลก็ช่วยเติมเต็มค่ำคืนให้ยิ่งโรแมนติกยิ่งขึ้น“น่าจะบอกซันก่อน ดูสิ... ชุดที่ซันใส่มันไม่เข้ากับบรรยากาศเลยสักนิด” เธอก้มมองเสื้อยืดตัวบางที่คลุมทับด้วยแจ็กเกตยีน และกางเกงยีนสีซีดคู่ใจ“เธอแต่งแบบนี้แหละดีแล้ว” เขาตอบพร้อมสบตาเธอด้วยแววตาอ่อนโยน “เพราะถ้าเธอแต่งตัวเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ แต่ต้องแลกกับความไม่สบายตัว มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย”หลังจากปลอบโยนเธอเรื่องครอบครัวจนถึงเวลานัดหมายที่วางแผนไว้กับอาเชอร์และซอล เขาก็พาเธอออกมาทานอาหารตาม
“พี่มักจะคิดว่าพวกเราพยายามกันพี่ออกไป แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยสักนิด แด๊ดรักพี่เหมือนลูกคนหนึ่ง ผมเองก็รักพี่เหมือนพี่สาว แล้วทำไมพี่ถึงพยายามผลักเราออกจากความหวังดีนั้นล่ะครับ” แคลร์พยายามหาคำตอบเรื่องนี้มานาน แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบสักที“พี่ไม่...” จะบอกว่า ไม่เคยรู้สึกแบบนั้น เหรอ? ทั้งที่ความรู้สึกเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นจริง“ธอร์นมีพร้อมทุกอย่าง นายก็เป็นลูกชายของเขา จะคิดแบบนั้นมันก็ไม่แปลก แต่สำหรับพี่... พี่ก็เป็นแค่ลูกของผู้หญิงที่พ่อของนายอยากใช้ชีวิตด้วย เท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ”“ไม่จริงเลย แด๊ดไม่เคยมองพี่เป็นคนนอก ท่านรักพี่จริง ๆ ผมยืนยันได้”“ก็นายเป็นลูกเขานี่”“ก็จริงครับ แต่พี่รู้อะไรไหม เด็กพวกนั้นที่เคยล้อพี่ตอนเด็ก พวกเขาเจอกับอะไรบ้างรู้ไหม? แด๊ดจัดการเรื่องนั้นเอง พ่อแม่ของเด็กพวกนั้นถูกตำหนิอย่างหนักที่ไม่อบรมลูก จนต้องย้ายโรงเรียนไปเลยนะครับ”แคลร์พูดยาว สีหน้าและน้ำเสียงจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“แล้วยังเรื่องที่พี่เข้ารับการรักษาอีก... พี่รู้ไหมว่าแด๊ดตามหาคนที่ช่วยพี่ไปทุกที่ ท่านอยากขอบคุณเขาอย่างมาก เพราะถ้าไม่ได้คนคนนั้นช่วยไว้... พวกเราอาจต้องเสียใจไปตลอดชี
ท้องฟ้ายามค่ำคืนนี้แม้จะมืดมิดเพียงใด แต่ก็ยังมีพระจันทร์และดวงดาวร่วมเคียงข้างเปล่งประกายความสว่างให้ผืนฟ้ากว้างไม่ต้องเงียบเหงาเพียงลำพัง ครั้งหนึ่ง... เธอเคยมองมันด้วยความอิจฉาเคยตั้งคำถามในใจว่าทำไมท้องฟ้าถึงยังมีแสงสว่างอยู่เสมอ ในขณะที่หัวใจของเธอกลับว่างเปล่า เหมือนไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของแ
Aurora Mall ช่วงบ่ายวันเดียวกันไลก้าพาซันเดย์มาที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่รวมทุกอย่างเกี่ยวกับการช้อปปิ้งไว้ในที่เดียวส่วนวีด้าก็เป็นอชิระที่พามา ขณะที่ไลลาสาวโสดประจำกลุ่มก็ไม่พลาดที่จะร่วมวงครั้งนี้ด้วยแม้จะหยอกล้อด้วยท่าทางหมั่นไส้เพื่อนทั้งสองที่มาพร้อมความหวาน หากแต่ในใจก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก
“มึงคิดว่าเข้าไปเอาคนของกู จากถิ่นกูแล้วมันจะจบง่ายขนาดนั้นงั้นเหรอ?” เสียงของไลก้ากระแทกใส่อีกฝ่าย ฝีเท้าหนักก้าวเข้าหาเป้าหมายราวกับนักล่านัยน์ตาสีเทาเข้มฉายแววโกรธเกรี้ยว เปรียบประหนึ่งเปลวไฟพร้อมจะเผาผลาญคนตรงหน้าให้มอดไหม้ทำให้พี่ชายของไนท์ถอยไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับกองไม้ขนาดใหญ่ไร้ซึ่งทางหนี
ไลก้ารู้สึกคล้ายถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า แต่เขาไม่มีเวลาจะมัวนั่งเสียใจหรือปล่อยให้อารมณ์ถาโถม เขาพุ่งตัวลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วจนแทบรู้สึกว่าตัวเองนั้นลอยขึ้นจากพื้น มุ่งตรงไปยังประตูทางออกทันทีแก๊ก!มือที่หมุนลูกบิดประตู พอดีกับอีกมือจากฝั่งตรงข้าม“กูขอโทษ” เจ







