Masukซันเดย์ทิ้งตัวลงนั่งข้างวีด้า ก่อนจะเลื่อนจานสปาเกตตีที่สั่งมาเผื่อเพื่อน เพราะไม่อยากให้อีกคนต้องไปยืนรออีกนาน ซึ่งเจ้าตัวก็ยิ้มหวานมาให้
เป็นยิ้มที่ทำให้ใจสั่นอย่างประหลาด แม้ว่าวีด้าจะเป็นผู้หญิงแต่เธอก็อดหลงไม่ได้เลย คิดว่าถ้าใครได้เพื่อนไปเป็นแฟนคงจะโชคดีมากแน่ ๆ และน่าจะหวงสุด ๆ เลยด้วย
“อยากหารถสักคันมาไว้ใช้ มีที่ไหนแนะนำบ้างไหม?” เธอเงยหน้าถามเพื่อนทั้งสอง ไม่ได้เจาะจงว่าจะถามใครเป็นพิเศษ ระหว่างนั้นก็ม้วนเส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่มเข้าปาก เคี้ยวจนแก้มตุ่ย รอคำตอบไปพลาง
“อยากได้แบบชั่วคราวหรือว่าจะซื้อมาใช้เลยล่ะ?” วีด้าวางช้อนลงข้างจาน เมื่อกระเพาะไม่สามารถย่อยอะไรลงไปได้อีก แล้วหันมาถามเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ
“อยากซื้อมาไว้ใช้สักคัน เผื่อออกไปไหนจะได้ไม่ต้องเรียกรถ ขี้เกียจรอ”
“แล้วเธอจะไปไหนเหรอ? กลัวหลงทางไหมล่ะ? เส้นทางนี้คดเคี้ยวยิ่งกว่าเขาวงกตอีกนะ” ไลลาแซวด้วยรอยยิ้มที่ดูจะกวนไม่น้อย
“ขอให้เส้นสปาเกตตีติดคอยัยขี้แกล้ง” ซันเดย์ว่าแบบขำ ๆ “รู้จักจีพีเอสไหม? หรือบ้านเธอไม่มีเน็ตกันนะถึงได้ล้าหลังไปแล้ว”
แค่ก ๆ ๆ
ทันใดนั้นคำแซวของจอมปากร้ายก็ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา เพราะไลลาสำลักจนใบหน้าแดงก่ำ อีกทั้งยังขี้หน้าคาดโทษคนปากดีอย่างเอาเรื่อง
“ยัยบ้านี่! นั่นปากเหรอทำไมคมยิ่งกว่ากรรไกรเลยเนี่ย! เน็ตฉันมียะ แค่สงสัยว่าพึ่งมาอยู่เมืองไทยไม่กี่วันจะใช้รถเองแล้วเหรอ?” ไลลาขึงตาใส่คนยิ้มล้อฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนัก วันแรกร้ายยังไง วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ดูทำหน้าเข้า ฉันกลัวตายแหละ” เธอตีหน้ายียวนให้ไลลา ก่อนจะเอ่ยถึงเหตุผล “ทำไมฉันต้องกลัวด้วยล่ะ ก็แค่ขับรถเองจะที่ไหนก็เคยขับมาแล้ว เพิ่มประเทศเข้าไปก็ไม่น่าเห็นเป็นไร”
“ถ้าซันสนใจเดี๋ยววีถามพี่ชายให้ เขารู้เรื่องพวกนี้ดีแล้วก็เก่งมาก ๆ ด้วย ไม่ต้องห่วงว่าจะได้รถย้อมแมวมาใช้เลย”
“ใช่ ๆ พี่เจฟฟ์เก่งที่สุดแล้วไม่ใช่แค่เขาคนเดียวนะ แก๊งสิงห์เก่งเรื่องรถทุกคนเลยนะจะบอกให้”
ไลลาเอ่ยเสริมคำพูดของวีด้าทันที เมื่อตัวเลือกที่เสนอคือหนึ่งในหนุ่มฮอตที่สุดของมหา’ลัย
“แก๊งสิงห์?”
ซันเดย์ทวนคำด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยผสมกับความสนใจ
“ใช่แล้ว แก๊งสิงห์ หนุ่มหล่อทะลุเพดานโลกทั้งห้าของมิทแทพเราเลย ในนั้นก็มีพี่เจฟฟ์พี่ชายยัยวี แล้วก็พี่อชิระลูกชายอธิการ ตามมาด้วยพี่ไลก้าผู้แสนเย็นชาต่อคนทั้งโลกแต่ยกเว้นยัยวี พี่วิกเตอร์ผู้หล่อแถมขี้เล่นเป็นกันเองสุด ๆ และคนสุดท้ายก็คือพี่อาเชอร์ผู้แสนใจดีแล้วก็ยิ้มหวานมาก ๆ แต่เสียดายที่รอยยิ้มนั้นมักจะมีแค่พี่ซอลได้ไป”
ไลลาพูดออกมาอย่างตื่นเต้น จนซันเดย์อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเพื่อนคนนี้ถึงดูเหมือนคลั่งไคล้กลุ่มหนุ่ม ๆ พวกนั้นขนาดนี้
เธอย่นจมูกแสดงความหมั่นไส้เพื่อนที่สาธยายความดีของคนกลุ่มนั้นอย่างกับรับสินบนมาอย่างนั้นแหละ แล้วยังสรรเสริญราวกับพวกเขาคือเทพบุตรที่จุติลงมาเกิด
“เกินไปยะ! ไม่ยักรู้ว่าเธอก็เป็นแบบพวกที่นั่งอยู่ข้างหลังนั่น” ซันเดย์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
“ฉันไม่ได้บ้าผู้ชายทุกคนนะยัยบ้า ถ้าไม่เพราะพวกเขาเป็นรุ่นพี่ที่รู้จัก ฉันก็ไม่ชมขนาดนี้หรอกนะ” ไลลารีบแก้ต่าง “แล้วก็จะบอกอะไรให้นะ พวกเขาไม่แค่หล่อ ยังมีสนามแข่งรถเป็นของตัวเองด้วย! สามในห้าคนนี้ก็คือนักแข่งที่ไม่ว่าใครก็โค่นอันดับพวกเขาลงมาไม่ได้! ชิ! บอกไปเธอก็ไม่เข้าใจหรอก”
ซันเดย์ปล่อยให้ไลลาพูดพร่ำไปเรื่อยเกี่ยวกับคนกลุ่มนั้น จนกระทั่งเอ่ยถึงสนามแข่งรถ ‘สนามแข่งงั้นเหรอ?’
เธอที่กำลังสนใจเส้นสปาเกตตีอยู่ถึงกับทำซ่อมหลุดมือไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยสายตาเป็นประกายลุกวาว
“อะไรเล่า ก็ฉันพูดความจริง เธอไม่ชอบก็อย่ามาสนใจสิ ทำไมต้องมองฉันเหมือนจะกินแทนสปาเกตตีด้วยยะ”
ซึ่งทำให้วีด้าเปลี่ยนจุดสนใจทันทีเมื่อได้ยินคำของไลลา เธอเอียงคอมองซันเดย์ด้วยความสงสัยว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม ทว่าสายตาของซันเดย์ไม่ได้สื่อความไม่ชอบใจเลยสักนิด
แต่กลับเต็มไปด้วยความลิงโลดมากเลยต่างหาก
“มีอะไรหรือเปล่า?” วีด้าถามตรง ๆ เพราะอยากรู้ว่าอะไรซ่อนอยู่ในดวงตาสีอ่อนคู่นั้นของซันเดย์กันแน่
“ที่ไลลาพูดน่ะ สนามแข่งนั่น พี่ชายวีก็เป็นคนสร้างขึ้นมาเหรอ?” วีด้ามองคนถาม พอเห็นแววตาที่กระตือรือร้นนั้น ไม่น่าเชื่อว่าคนไม่ค่อยใส่ใจอะไรจะนึกสนใจเรื่องของสนามแข่งรถขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ใช่... พี่เจฟฟ์กับเพื่อน ๆ ของเขาก่อตั้งสนามแข่งนี้มาตั้งแต่ปีหนึ่ง ตอนแรกก็แค่จะสร้างไว้เพื่อประลองกันเล่น ๆ แต่พอไป ๆ มา ๆ กลายเป็นสนามที่ขึ้นชื่อของที่นี่ไปแล้ว”
“โน ๆ แกพูดผิดไม่แค่ขึ้นชื่อหรอกนะ แต่ชื่อเสียงดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินแล้วจ้ะ! ใครก็ต่างรู้จักสนามแข่งโยโลแห่งสิงห์ผงาดกันทั้งนั้น!” ไลลาเสริมเข้าไปอย่างดี๊ด๊า สีหน้าของเธอแสดงถึงความยิ่งใหญ่ให้กับสิ่งที่ตัวเองเอ่ยออกไป
ซันเดย์ฟังคำพูดของทั้งสองอย่างใจจดจ่อ หูผึ่งกางออกกับข่าวสารใหม่เกี่ยวกับความชอบส่วนตัวของตัวเอง
มองวีด้าที ไลลาทีเธอรู้สึกเหมือนเด็กน้อยกำลังจะได้ของเล่นใหม่ ๆ
เพียงแต่ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตว่าในดวงตาสีน้ำตาลหม่นคู่นั้น มีนัยแอบแฝงที่เต็มไปด้วยความกระหายต่อสิ่งที่ได้รับรู้
วันเสาร์ โชว์รูมรถสปอร์ตนำเข้า
“ซันเข้าใจแล้วค่ะ สัญญาว่าจะไม่ใจร้อน” เธอตอบรับปลายสายหลังจากโทรปรึกษาเรื่องการซื้อรถกับเกย์สัน ซึ่งทางนั้นก็เดาได้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องตัดสินใจแบบนี้
เขาแนะนำรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานที่นี่ แต่กลับไม่ตรงใจเธอสักเท่าไหร่ เพราะเหตุผลประการใดเกย์สันย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นนอกจากบ่นให้ตามสาย เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้
“งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ เพื่อนซันรออยู่”
(นี่ไปไม่เท่าไหร่ มีเพื่อนแล้วเหรอ ไว้ใจได้แค่ไหนซันเดย์?)
“เห็นอย่างนี้ซันก็เลือกคบคนดีนะคะ รับรองว่าไม่เลือกเอาแบบข้างทางแน่นอน”
(อย่าให้ฉันต้องบินไปจัดการเธอเอง ฉันไม่ได้ส่งเธอไปที่นั่นเพื่อทำตัวเหลวแหลกนะซันเดย์!)
“…..”
ที่เธอเงียบไม่ใช่เพราะโกรธคำพูดนั้นของเกย์สัน แต่เพราะกำลังหาคำอธิบายที่ดีและหนักแน่นพอจะทำให้รุ่นพี่วางใจได้
(ซันเดย์!)
“โอเค ๆ ใจเย็น ๆ หน่อยรู้ว่าห่วง แต่ก็อยากให้เชื่อใจกันบ้าง ไม่ใช่ใครก็ได้ ซันมองพวกเธอเหมือนเห็นตัวเอง ในวันที่อยู่ใกล้พี่และฟาเร่”
(เธอนี่มันน่าโมโหชะมัด งั้นก็ไปเถอะ แล้วก็ส่งรายละเอียดมาให้ฉันด้วย)
“ได้ค่ะ ฝากความคิดถึงให้ฟาเร่ด้วย”
(แฟนฉันเธอจะมาบอกคิดถึงมั่ว ๆ ไง ห๊า!)
เสียงปลายสายเริ่มดีขึ้นจากตอนแรก เพราะห่วงเธอมากไปจึงทำเสียงเครียดใส่แบบนั้น แต่เมื่อเห็นว่ารุ่นน้องแกร่งและฉลาดมากพอ เขาก็เริ่มกลับมาล้อเล่นได้เหมือนเดิม
หลังจากที่วางสายซันเดย์หย่อนมือถือลงกระเป๋า ก่อนเดินไปหาไลลาที่นั่งรออยู่แผนกต้อนรับ พร้อมยิ้มให้กับปัญหาพึ่งจะผ่านไป
“ใครอะ! แฟนเหรอถึงได้คุยตั้งนานสองนาน?”
ไลลาถามด้วยสีหน้าสงสัย
“หึ! ฉันจะไม่เอาความทุกข์มาสุมไว้ในหัวใจตัวเองเด็ดขาด รุ่นพี่ที่แคนาดาน่ะ เขาค่อนข้างเข้าใจเรื่องรถมากกว่าฉัน”
“แค่เลือกมาโชว์รูมนี้ฉันก็แปลกใจแล้วนะ นี่ยังโทรไปปรึกษาทางไกลอีกเหรอ? ตกลงรถที่อยากได้นี่มันต้องเหาะได้ปะ?”
“ก็ไม่แน่นะ” ซันเดย์ยิ้มมุมปาก ไม่น่าเชื่อว่าแค่คำพูดของเธอจะทำให้ไลลาถึงกับอยากจะตะกุยหน้ากัน
จากนั้นก็เดินตามพนักงานที่พี่ชายของวีด้าแนะนำมา อันที่จริงเธอก็อยากตามมาด้วย แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้ยกเลิกไปเสียเฉย ๆ
เย็นวันเดียวกัน
“ฉันเริ่มกลัวเธอขึ้นมาแล้วนะ อยู่ที่นั่นไม่ได้ทำงานกับพวกขายไตให้คนรวย ๆ ใช่ไหม?”
“ใช่! ฉันทำงานกับพวกแก๊งยากูซ่า แล้วก็หลอกพวกสาว ๆ ไปขายไตให้คนรวย” เธอตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
“.....!!” ไลลาตาโตอย่างตกใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ล้อเล่นน่า ใครจะทำเรื่องพวกนั้นกัน” ไลลารู้สึกเหมือนสมองจะขาดผึงกับความไม่แยแสของซันเดย์ ทำให้เธอช็อกไปตั้งกี่ครั้งตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย กับความคิดที่ไม่เหมือนใคร
และที่สำคัญที่สุด... ซันเดย์มีเงินเก็บพอที่จะซื้อรถสปอร์ตด้วยเงินสดได้
“เงินนั่นสามีของแม่ฉันโอนให้ทุกเดือนตั้งแต่ฉันอายุแปดขวบ แล้วก็ได้มาจากส่วนที่ฉันทำงานพิเศษมาด้วย” เธออธิบายด้วยท่าทางเรียบเฉย ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะเมื่อให้ใจไปแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไรสำหรับไลลา
“โดยที่ไม่แตะต้องเงินนั่นเลย เธอทำได้ยังไง?”
อีกคนทำตาโตอย่างทึ่งในความมีวินัยของเพื่อน ถ้าเป็นตนเองคงเหลือแค่ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบเท่านั้น
“แล้วทำไมถึงเรียกว่าสามีแม่ล่ะ?”
ไลลาถามต่อด้วยความสงสัย ทว่าซันเดย์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอเลือกเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นหัวข้ออื่น
อย่างเช่นเรื่องสนามแข่งโยโลที่เพื่อนชอบพูดถึงเสมอมากกว่า และการเปิดเผยตัวตนของซันเดย์ก็ทำให้ไลลารู้สึกประหลาดใจ และทึ่งในตัวของเพื่อนมาก
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต







