Masukวันต่อมา Mittap University
หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการจากไลลา ซันเดย์ก็เริ่มมีแผนในใจ ที่เหลือก็แค่รอให้รถส่งไปแปลงโฉมเสร็จเรียบร้อยก็จะได้กลับไปสู่รันเวย์ที่คุ้นเคยอีกครั้ง แต่ในระหว่างนี้ก็เลือกใช้บริการรถสาธารณะไปก่อน แม้ว่าจะต้องรอนานสักหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าเดินไปขึ้นรถหน้าหมู่บ้าน
ช่วงนี้เธอเริ่มปรับตัวเข้ากับเมืองไทยมากขึ้น ถึงจะไม่ใช่บ้านเกิดทว่าเลือดในตัวก็เป็นของแผ่นดินนี้
เธอเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยไม่รู้ว่าอะไรทำให้มักจะเดินผ่านเส้นทางนี้ แทนที่จะตรงไปยังตึกนิเทศฯ พลันหางตาก็เหลือบไปยังต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
“หึ! ใครเขาจะมานอนที่เดิมซ้ำ ๆ กันล่ะ”
เธอส่ายหัวให้กับความคิดที่ย้อนกลับไปยังวันแรกที่ก้าวเข้ามายังมหาวิทยาลัย และเจอกับชายประหลาดคนนั้น แม้จะไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่กลับมีบางสิ่งที่มันสะกิดใจ ดวงตาคู่นั้นดูคุ้นเคยอย่างไรไม่รู้
แต่จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อมันเป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน
“สงสัยความทรงจำของแกจะเริ่มทำงานผิดปกติมากขึ้นทุกวันแล้วสินะ”
จากระยะสายตา หากเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเธอจะถึงห้องเรียนก่อนวีด้าแน่นอน แค่คิดถึงรอยยิ้มแสนสวยของเพื่อนก็ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา สองขาเรียวเริ่มก้าวเร็วขึ้น
ทว่าก่อนที่เธอจะพ้นตึกวิศวกรรมศาสตร์ก็ต้องหยุดชะงักทันที เมื่อกำแพงเคลื่อนที่ราวกับตั้งใจจะดักรอเธออยู่แล้ว กระโดดมาขวางเอาไว้ก่อน!
“แกนี่ตรงต่อเวลาจนเดาทางได้ง่ายจริง ๆ นะ”
ซันเดย์ดึงความทรงจำกลับมา จากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต กลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือกลุ่มเดียวกับที่เคยทำร้ายวีด้า และเคยถูกเธอขู่จนต้องวิ่งหนีกระเจิงไป
ผ่านมาตั้งเป็นเดือนแล้ว แต่ทำไมถึงพึ่งจะโผล่หัวมาเอาตอนนนี้?
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... พวกหล่อนยังคงทำตัวเหมือนเดิม สร้างความวุ่นวายไปทั่ว ราวกับไม่สนใจข้อบังคับหรือไม่ก็อาจจะมีพวกที่หนุนหลัง จึงทำให้พวกหล่อนคิดว่าผลที่ตามมาไม่สำคัญอะไร
“แต่ก็นะ น่าจะน้อยกว่าพวกเธอ ที่ตั้งใจมาดักรอฉันแบบนี้” ซันเดย์ยิ้มมุมปาก เสียงที่เคยหวานกลับกลายเป็นเย็นชากว่าเดิม ตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ ให้พวกหล่อนรู้ว่าแค่จำนวนคนไม่ทำให้เธอหวาดกลัวเลยสักนิด
“ปากดี! แกเป็นรุ่นน้องต้องให้ความเคารพพวกเราสิ ครั้งที่แล้วถือว่าแกยังใหม่ ยังไม่รู้ว่าเราคือรุ่นพี่”
หญิงสาวตัวสูงที่สุดในกลุ่มก้าวออกมา ดวงตาจิกมองด้วยท่าทางดูแคลน หล่อนโบกรองพื้นหนาเตอะจนดูลอยไม่เข้ากับผิว มองซันเดย์อย่างกำลังข่มขวัญให้เกรงกลัว
“แต่ถ้าวันนี้แกคุกเข่าขอโทษ พวกเราจะถือว่าเรื่องนี้มันจบไป แถมยังเลี้ยงแกไว้เป็นสมุน ไม่ต้องกลัวว่าจะลำบากที่นี่ ตกลงไหม?” อีกคนรีบยื่นข้อเสนอทันที
“ใช่! คุกเข่าขอโทษพวกฉันซะ แล้วพวกฉันจะปล่อยแกไป ยังจะยืนนิ่งอยู่อีก คิดว่าอยู่ในประเทศฉันแล้วจะทำตัวจองหองได้เหรอ? คิดว่าเป็นเพื่อนกับยัยวีด้านั่น แล้วพวกฉันจะกลัวแกงั้นเหรอ?” คนสุดท้ายกระชากเสียงกร้าว
“ก่อนที่จะให้ใครขอโทษหรือนับถือ ก็ต้องดูตัวเองก่อนว่าทำตัวให้น่าเคารพได้มากแค่ไหน”
ซันเดย์ยิ่งกดเสียงให้แข็งกร้าวขึ้น เมื่อพวกหล่อนลากวีด้ามาเกี่ยว ถึงเรื่องมันจะเริ่มจากจุดนั้น แต่ก็ไม่ยอมให้ใครแตะต้องเพื่อนรักของเธอได้แน่
“อ๋อ! เผื่อพวกเธอลืมที่นี่คือประเทศไทย ของคนไทย ไม่ใช่ของพวกเธอสักหน่อย! ดังนั้นฉันไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้คนที่กำลังทำให้ผืนแผ่นดินนี้ต่ำลงเลยสักนิด”
“อ๊ายย... ไร้การศึกษา!” สาวผมแดงกรีดเสียงออกมาด้วยความโกรธจัด ชี้หน้าซันเดย์ ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า “แกมันพ่อแม่ไม่สั่งสอน ปล่อยให้มาทำตัวต่ำ ๆ ไร้มารยาทในบ้านคนอื่น!”
“ว่าไงนะ! พ่อแม่ไม่สั่งสอนงั้นเหรอ?”
ซันเดย์ย้ำคำนั้นซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าได้เติมน้ำมันลงบนกองไฟที่ใกล้จะมอดดับลง ให้กระพือความเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง พริบตาเดียวเปลวไฟก็ลุกลามแผดเผาทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
สติสัมปชัญญะขาดผึง ไม่เหลือเหตุผลอะไรที่จะยับยั้งซันเดย์ไม่ให้ลงมือขั้นรุนแรง
กระเป๋าใบใหญ่ลอยนำหน้าเธอไป ก่อนที่เท้าหนัก ๆ จะถีบเข้าที่หน้าท้องของคนตัวสูงจากนั้นหมุนตัวหลบคนที่พูด แล้วปล่อยหมัดเข้าเต็ม ๆ ที่ข้างแก้มด้วยแรงโกรธจนใบหน้าอีกฝ่ายสะบัดไปอีกทาง พร้อมกับเลือดสด ๆ ที่ไหลออกมาจากขอบปาก
และซันเดย์ก็ไม่คิดจะปล่อยให้คนสุดท้ายได้หนีไปได้ เท้าเล็กภายใต้ผ้าใบราคาแพงวาดไปที่กลางหลังของคนที่เหลือจนล้มลงไปกองกับพื้น...
ความรุนแรงนั้นดังก้องพอที่จะเรียกให้ผู้มีอำนาจมาระงับเหตุการณ์ และลงโทษผู้ที่กระทำอย่างรุนแรงได้ แต่กลับไม่มีแม้แต่เงาของใครสักคนเดินผ่านทางเดินนั้นเลย
นั่นก็เพราะว่า...
“มึงจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้เหรอ? ถ้ายัยเด็กนั่นฆ่าสามคนนั้นตาย คิดว่าเรื่องมันจะจบง่าย ๆ งั้นเหรอวะ?”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดมากกว่าความกลัว ถามคนที่ยืนเฝ้าดูอยู่มุมหนึ่งของทางเดินฝั่งตรงข้าม ซึ่งสามารถมองเห็นเส้นทางได้โดยรอบ
วันนี้เป็นเวรของพวกเขาที่ต้องลงมาตรวจความเรียบร้อย และดูว่ามีรุ่นน้องคนไหนมาหลบแถวนี้บ้าง แต่กลับเห็นเหตุการณ์ผิดกฎเกิดขึ้นเสียได้
ถ้าไม่ถูกหิ้วคอไว้ ใช่! เขากล่าวไม่ผิดหรอก เพราะไอ้ก้ามันคว้าคอเสื้อไว้แล้วลากมาหลบตรงนี้ แล้วจะหลบทำไม? แทนที่จะไปห้ามกลับมานั่งดูอย่างไม่ทุกข์ร้อน ทั้งที่ก็รู้กฎของที่นี่ดี (ถึงจะไม่เคยทำตามก็ตามเถอะนะ)
“กูไม่พูด มึงไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ ยังไงพวกนั้นก็อยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว”
“อีกแล้ว? มึงพูดเหมือนรู้ว่าพวกหล่อนไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก แบบนี้ยัยหัวทองนั่นจะรอดเหรอวะ?”
“กูก็พูดอยู่ว่ามึงไม่พูด กูไม่พูด ใครมันจะรู้ หัดเคาะขี้เถ้าออกจากหัวบ้างนะมึงอะ อย่าเอาแต่เตะท่าว่านเสน่ห์ไปเรื่อย”
“อ้าว! ไอ้เวรนี่ คนที่มึงควรพูดแบบนั้นต้องไอ้อชินู้นไม่ใช่กู”
“หึ!”
“หึ! จะหัวเราะก็ให้มันเต็มเสียงสิวะ” วิกเตอร์ ทิ้งตัวนั่งลงบ้าง เอียงคอมองไปยังอีกฝั่งเป็นระยะ
แต่... ต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความทึ่งกับสิ่งที่เห็น
“เฮ้ย! มึงไม่ได้ตั้งใจช่วยยัยผมทองนั่นใช่ไหม?”
ไลก้าไม่ตอบอะไร เพียงพุ่งสายตาไปยังจุดเดียวกับที่วิกเตอร์มอง ก่อนจะยิ้มมุมปากเหมือนอย่างที่มักทำเวลาพบเจอเรื่องที่ถูกใจ
“รูดซิปปากมึงให้สนิทซะ แล้วก็เลิกเรียกคนอื่นแบบนั้นสักที ถ้ากูเรียกมึงว่าไอ้ผมเทาบ้างมึงจะชอบไหม?”
วิกเตอร์อ้าปากค้าง หาคำพูดตัวเองไม่เจอ ได้แต่ยืนนิ่งมองไลก้าที่ค่อย ๆ ก้าวห่างไป
จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองที่จุดเดิม ซึ่งเคยมีหญิงสาวทั้งสี่คนยืนอยู่ตรงหน้า ทว่าตอนนี้กลับเหลือเพียงสามคนที่ยังคุกเข่าอยู่กับที่ เนื้อตัวพวกหล่อนเต็มไปด้วยคราบสกปรกและเปื้อนเปรอะ!
“มันยังไงกันวะ!”
ใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์
โชคดีที่ในเวลานี้นักศึกษาส่วนใหญ่ต่างก็ขึ้นไปเรียนกันหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคราบสกปรกเหล่านี้คงจะกลายเป็นจุดสนใจไม่น้อย แต่ถึงจะพ้นจากเรื่องนี้ไปได้ ก็ยังมีเรื่องหนักหนากว่ารออยู่
ซันเดย์พ่นลมหายใจร้อนออกมาอย่างคิดไม่ตก
รถที่ส่งไปแปลงโฉมก็เสร็จแล้ว เงินเก็บที่เหลืออยู่ก็น่าจะพอใช้ และเธอก็หางานเสริมทำไปในระหว่างนี้ คิดว่ายังไงก็สามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจนจบได้แน่ ๆ
แต่ปัญหาก็เกิดจนได้ คนพวกนั้นดันมาแตะต้องบาดแผลในอดีตที่ไม่เคยสมานให้เปิดออกเป็นแผลสดอีกครั้ง!
นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นจ้องมองภาพในกระจกที่สะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้า ดวงตา หรือริมฝีปาก ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดจากความผิดพลาดของคนสองคน โดยที่เด็กน้อยคนหนึ่งไม่ได้เรียกร้องจะเกิดมาสักนิด
แต่... สุดท้ายแม่ก็ยินดีที่จะคลอดเธอออกมาในต่างแดน ด้วยความยากลำบาก อดทนเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้รู้สึกว่าไม่เคยขาดอะไร
แต่ท่านจะรับรู้ได้อย่างไรว่าทุกครั้งที่เธอออกไปจากอ้อมกอดของแม่ ต้องเผชิญกับคำพูดดูถูกเหยียดหยาม และคำล้อที่สะกิดบาดแผลในใจบ่อยครั้ง จนเด็กที่เคยสดใสร่าเริง กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว และสุดท้ายก็เริ่มซ่อน ‘จุดอ่อนไหว’ ของตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ใครมาทำร้ายมันได้
เมื่อมันคือปมในใจ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังคงทำร้ายเธออย่างแสนสาหัสอยู่ดี!
หลังจากที่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับอดีตอยู่นาน ซันเดย์ก็วักน้ำเย็นจัดล้างความรู้สึกเหล่านั้นออกไปให้หมด เธอรู้ดีว่าต้องเดินไปข้างหน้า ไม่มีทางที่จะถอยหลัง
และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลของการกระทำของตัวเองในวันนี้!
ดังนั้นหลังจากเรียกสติกลับมาได้แล้วจึงเปิดประตูออก
แก๊ก~
.
.
พรึ่บ~
“ใส่มันซะ ถ้าไม่อยากเป็นจุดสนใจของคนทั้งมหา’ลัย” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยียบ หลังเสื้อฮู้ดสีเทาเข้มคลุมศีรษะคนตัวเล็กจนมิด แล้วเดินลับไปมุมตึกทันทีด้วยความรวดเร็ว
แม้ซันเดย์จะรีบดึงเสื้อตัวนั้นออกจากใบหน้า แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าเจ้าของเสื้อตัวใหญ่สักนิด มีเพียงกลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น
“เหมือนเคยได้ยินเสียงแบบนี้ที่ไหนนะ?”
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต







