Masukกลิ่นอายของสงครามกลางเมืองคละคลุ้งไปทั่วทัศนียภาพของพระราชวังต้องห้าม ควันไฟจากความขัดแย้งยามวิกาลยังคงหลงเหลือเป็นรอยเขม่าดำตามกำแพงศิลา...
บรรยากาศภายในพระที่นั่งส่วนหน้าเวลานี้ตึงเครียดหนักจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง แผนการกบฏของฝั่งตำหนักคุนหนิงเริ่มรุกคืบอย่างบ้าคลั่งขีดสุดเมื่อ ‘ฮองเฮา’ และ ‘เสนาบดีเว่ย’ นำกองกำลังรักษาพระองค์เข้าควบคุมพื้นที่ชั้นใน พร้อมทั้งสั่งการให้จับกุมคุมขังข้าราชสำนัก ขุนนาง และเสนาบดีฝ่ายตงฉินที่ภักดีต่อองค์รัชทายาทไปได้แล้วกว่าครึ่งค่อนสภา
ภายในคุกหลวงใต้ดินอันอับชื้น เสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังสะท้อนสลับกับเสียงข่มขู่ตวาด เสนาบดีเว่ยสืบเท้าก้าวเดินผ่านกรงขังเหล็กกล้า สายตาเหี้ยมเกรียมจดจ้องมองดูเสนาบดีเฒ่าหลายท่านที่ถูกจับมัดพันธนาการไว้กับเสาไม้
“พวกเจ้าอย่าได้ดื้อแพ่งไปเลย...”
เสนาบดีเว่ยแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็นในลำคอ แววตาอันร้ายกาจฉายประกายราวกับผู้ชนะ
“ยามนี้องค์ฮ่องเต้ฟั่นเฟือนไร้สติ ราชโองการสละราชย์ของพระองค์กำลังจะถูกลงนามอย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า หากพวกเจ้าผู้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ยอมสลับขั้วมาลงนามสนับสนุนองค์ชายรอง จูอวี่เฉิน ให้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรแต่โดยดี...ข้าก็พร้อมจะทูลขอประทานอภัยโทษเจ็ดชั่วโคตร!”
“ฝันไปเถิด! ไอ้ขุนนางทรราช!”
เสนาบดีหวังขบฟันกรอด ตะโกนสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
“พวกข้าไม่มีวันยอมก้มหัวรับใช้กบฏชั่วช้าเยี่ยงพวกเจ้า! สายเลือดมังกรที่แท้จริงมีเพียงองค์รัชทายาทจูเซวียนหรงเท่านั้น! ต่อให้ต้องหลั่งเลือดเนื้อกลายเป็นผีเฝ้าคุก ข้าก็จะสาปแช่งพวกเจ้าให้หายนะย่อยยับ!”
ฮองเฮาที่ประทับยืนอยู่ด้านบนโถงคุก ทรงตวัดสายตามองด้วยความโกรธกริ้ว
“วาจาสามหาว! เสนาบดีเว่ย...ในเมื่อพวกมันไม่ยอมร่วมมือ ก็ขังพวกมันเอาไว้ให้กระหายน้ำขาดใจแห้งตายอยู่ที่นี่! ยามนี้จูเซวียนหรงบาดเจ็บปางตาย และกองกำลังองค์รักษ์เกราะดำระส่ำระสาย ข้าอยากรู้นักว่ามันจะเอาสมองอนาคตสิ่งใดมาพลิกกระดานสู้ศึกกับข้า!”
.
.
ทว่า...อีกด้านหนึ่งของตำหนักลับ...ฐานที่มั่นส่วนสุดท้ายขององค์รัชทายาท
บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบสงัดราวกับป่าช้า กลิ่นคาวเลือดจางๆ และสมุนไพรรักษาแผลอบอวลโชยคละคลุ้ง
‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าอันหล่อเหลาราวรูปปั้นสลักบัดนี้ซีดเผือดลงเล็กน้อย ทว่ายังคงนิ่งขรึมดุดัน ฉลองพระองค์ตัวนอกถูกปลดเปลื้องออก เผยให้เห็นต้นแขนขวาแกร่งกำยำที่มีบาดแผลฉีกขาดลึกซึ้งยาวหลายนิ้วอันเกิดจากคมทวนของทหารรักษาพระองค์ยามปะทะฝ่าวงล้อม เลือดสีแดงสดยังคงซึมผ่านผ้าพันแผลสีขาวบริสุทธิ์ออกมาให้เห็นชัดเจน
ทว่า...ความเจ็บปวดทางวรกายเพียงเท่านี้ มิอาจเทียบเท่าความร้าวรานบีบคั้นและกังวลใจลึกซึ้งในอกดวงใจของพระองค์ได้เลยแม้แต่น้อย ในหัวสมองอันชาญฉลาดของพระองค์นั้นคิดถึงแต่ดวงหน้านางอันเป็นที่รักอย่าง ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ จนแทบขาดใจ
“เมี่ยวหลิง...ยามนี้เจ้าตกอยู่ในอุ้งมือของจูอวี่เฉิน เจ้าจะเป็นเยี่ยงไรบ้าง...”
จูเซวียนหรงพึมพำสุรเสียงแหบแห้ง พระหัตถ์หนากำหมัดแน่นจนแผลที่แขนเริ่มปริแตก โลหิตไหลหยดตามลำแขนลงบนพื้นหินอ่อนทีละหยด
“น้องชายชั่วช้าของข้ามันโหดเหี้ยมและเสน่หาในตัวเจ้านัก...มันจะทำร้ายทารุณเจ้า หรือบังอาจขืนใจแตะต้องเนื้อมลทินของเจ้าเยี่ยงที่ข้าเคยทำหรือไม่...ข้าเจ็บใจนัก! ข้ามันไร้ความสามารถ ปกป้องสตรีหนึ่งเดียวในดวงใจยังมิได้!”
‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิทที่กำลังคอยซับเหงื่อและประคองถ้วยยาอุ่นอยู่ข้างกาย น้ำตาคลอด้วยความสงสารระคนเวทนา รีบเอ่ยปากปลอบใจผู้เป็นนายเสียงสั่นเครือ
“องค์รัชทายาทโปรดทรงพระทัยเย็นก่อนเถิดเพคะ...อย่าได้ทรงกังวลใจจนทำร้ายพระวรกายตนเองเยี่ยงนี้เลยนะเพคะ แม่นางเสิ่น...นางมิใช่สตรีธรรมดาในห้องหอทั่วไป นางมีความฉลาดหลักแหลม มีวาจาพลิกแพลงและหัวการค้าล้ำยุคเยี่ยงคนในเบื้องภพหน้า ข้าน้อยเชื่อมั่นเต็มร้อยส่วนว่านางต้องใช้ไหวพริบเอาตัวรอดพ้นภัยร้ายจากองค์ชายรองได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
‘เจี้ยน’ องครักษ์มือขวาที่กำลังยืนตรวจตราบาดแผลขยับก้าวเข้ามาประสานมือทูลปลอบใจสมทบ
“เสี่ยวหลานพูดมีเหตุผลพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท...สายตาของกระหม่อมพบเห็นความเด็ดเดี่ยวและปัญญาอัศจรรย์ของแม่นางเสิ่นมาหลายครา นางดื้อรั้นและก๋ากั่นเกินกว่าจะยอมสยบอยู่ใต้อำนาจขององค์ชายจูอวี่เฉินง่ายๆ ยามนี้หมิงอวี่และกองกำลังหน่วยรบพิเศษเกราะดำกำลังเร่งแกะรอยตามล่าสืบหาพิกัดตำหนักอัปสรอย่างสุดความสามารถ โปรดทรงพระทัยเย็นเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
“ข้าเย็นมิไหวแล้วเจี้ยน!”
จูเซวียนหรงตวาดตวัดสายตากร้าวดุดัน
“ข้าห่วงนางจนหัวใจจะแตกสลายอยู่แล้ว! หากเจ้าเป็นข้า...เจ้าจะนั่งรอเฉยๆ ในยามที่สตรีที่เจ้าชอบ สตรีที่เจ้าเคยร่วมหอและสมสู่ฝังรอยรักจนแปดเปื้อนต้องไปตกอยู่ในรังของบุรุษอื่นได้เยี่ยงไรฮะ!”
ในระหว่างที่บรรยากาศในตำหนักกำลังเดือดพล่านราวกับกองไฟ พลัน ประตูไม้ฉลุก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของทหารม้าเร็วผู้หนึ่งในสังกัดองค์รักษ์เกราะดำที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นหินประสานมือรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนยินดีขีดสุด!
“ทูลองค์รัชทายาท! สายรายงานด่วนจากป่าไผ่ท้ายตลาดหลวงพ่ะย่ะค่ะ!” ทหารม้าเร็วรายงานหอบหายใจ
“ยามนี้...แม่นางเสิ่นได้ใช้กลอุบายและสติปัญญา วางแผนหลอกล่อสาวรับใช้จนแอบหลบหนีออกจากตำหนักอัปสรขององค์ชายรองได้สำเร็จเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ยามนี้นางกำลังวิ่งฝ่าแนวป่าไผ่หนีการตามล่าของเหลยจวินอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
ตึก!
จูเซวียนหรงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันทีด้วยความดีใจและตื่นตะลึงพระทัย แววตาพญาเหยี่ยวที่เคยหม่นแสงพลันส่องประกายสว่างวาบแห่งความหวัง ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ต้นแขนมลายหายไปจนสิ้นดั่งปาฏิหาริย์!
“เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ?! นางหนีออกมาได้เองงั้นหรือ?!”
จูเซวียนหรงถามซ้ำ เสียงสั่นระรัวด้วยความยินดีล้นอก
“เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ! นางฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก หนีรอดออกมาได้อย่างไร้ร่องรอยจนองค์ชายรองหัวเสียอาละวาดคลั่งลั่นตำหนักเลยพ่ะย่ะค่ะ!” ทหารทูลยืนยัน
“ฮือๆๆ...สวรรค์ทรงโปรด!”
เสี่ยวหลานถึงกับหลั่งน้ำตาไหลพรากออกมาด้วยความดีใจระคนอัศจรรย์สุดหัวใจ นางยกมือกุมอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่น
“องค์รัชทายาทเพคะ...คุณหนูเสิ่นของพวกเราคงไม่ใช่สตรีธรรมดาโลกมนุษย์แน่แท้เจ้าค่ะ! นางมีวาจาภาษาอนาคต ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ทั้งยังกล้าหาญหนีการลักพาตัวจากองค์ชายรองออกมาได้ด้วยตนเองเยี่ยงนี้...นางคงเป็น ‘เทพเซียนมาจุติ’ หรือเทพธิดาวารีพยากรณ์ที่เบื้องบนส่งมาเกื้อหนุนพระองค์จริงๆ แน่แท้เจ้าค่ะ!”
เจี้ยนคลี่รอยยิ้มกว้างออกมาทันที แววตาทอประกายแห่งความศรัทธา
“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท! ยามนี้ดวงใจของพระองค์ทรงหลุดพ้นจากกรงขังแล้ว พระองค์มิต้องเป็นห่วงแล้วพะย่ะค่ะ”
จูเซวียนหรงหัวใจเต้นถี่ระรัวแรงด้วยความรักและความเลื่อมใสในตัวสตรีอันเป็นที่รักทวีคูณขึ้นเป็นพันเท่า พระองค์ชักกระบี่มังกรทองคำออกมาตั้งมั่น นัยน์ตาคู่คมฉายประกายเด็ดเดี่ยวกร้าวดุดันปนเจ้าเล่ห์สั่งการทหารเสียงดังสนั่นตำหนัก
“ดี! ในเมื่อนางกล้าหาญสู้ชีวิตหนีออกมาเพื่อข้า...มีหรือที่ข้าจะยอมนั่งรอเฉยๆ! เจี้ยน! หมิงอวี่! นำทัพทหารม้าเกราะดำทั้งหมด ควบตะบึงไปดักหน้าคุ้มกันอารักขานางที่ชายป่าไผ่บัดนี้! คืนนี้ข้าจะไปรับยอดดวงใจของข้ากลับคืนสู่อ้อมกอด...และข้าจะใช้กำลังทหารของข้าทั้งหมด...ถล่มฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยให้ย่อยยับดับดิ้นสิ้นแผ่นดินต้าหมิงไปพร้อมกัน!”
“ช้าก่อนพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท!”
ทว่าก่อนที่พระองค์จะทันก้าวพระบาทพ้นธรณีประตู องครักษ์เจี้ยนกลับถลันเข้าคุกเข่าขวางเบื้องหน้าไว้แน่นหนา สีหน้าข้าหลวงหนุ่มเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและกังวลใจในสถานการณ์วงล้อมการเมือง
“เจี้ยน! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาขวางข้าในเวลาเยี่ยงนี้!”
จูเซวียนหรงตวาดสุรเสียงกร้าวดุดัน
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมมิได้มีเจตนาเอ่ยวาจาสามหาว ทว่ายามนี้สถานการณ์การเมืองในวังหลวงก้าวเข้าสู่วิกฤตขั้นหนักหน่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เจี้ยนกราบทูลเคร่งเครียดน้ำเสียงจริงจัง
“พวกขุนนางทรราชฝั่งฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของพระองค์อยู่ทุกฝีก้าว หากพระองค์เสด็จออกจากวังหลวงในยามนี้ ฝ่ายนั้นย่อมใช้โอกาสนี้บุกเข้าประชิดตัวฝ่าบาทและปลอมแปลงราชโองการสละราชบัลลังก์ได้อย่างง่ายดาย และแผ่นดินต้าหมิงจะตกอยู่ในอุ้งมือคนชั่วทันที! พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญ เป็นเสาหลักที่ขาดมิได้ในวังหลวงเวลานี้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วจะให้ข้านั่งรอเฉยๆ โดยมิทำสิ่งใดเลยงั้นหรือ?!”
องค์รัชทายาทขบฟันกรอดด้วยความอึดอัดใจในความห่วงใยนางอันเป็นที่รัก
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ! ในเมื่อแผ่นดินต้องการพระองค์อยู่ที่นี่...เช่นนั้นโปรดทรงพระบัญชาให้ส่ง ‘ทหารม้าเร็วมือดี’ ฝีมือฉกาจที่สุดขององครักษ์เกราะดำแยกย้ายออกไปอารักขาและรับตัวแม่นางเสิ่นกลับมาแทนเถิดพ่ะย่ะค่ะ! คนพวกนั้นว่องไวและชำนาญทาง ย่อมพานางกลับมาส่งถึงพระหัตถ์ของพระองค์ได้อย่างปลอดภัยแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
จูเซวียนหรงประทับนิ่ง นัยน์ตาคู่คมวูบไหวด้วยความขัดแย้งในอกลึกซึ้ง พระองค์ทอดสายตามองแผลเปื้อนเลือดที่แขนตนเอง สลับกับคำนึงถึงภาระราชบัลลังก์ที่แบกรับ ในที่สุดก็ทรงตระหนักได้ว่าคำของเจี้ยนนั้นถูกต้องตรงแท้ทุกประการ พระองค์จำต้องยอมตกลงปรับเปลี่ยนแผนการเพื่อหมากกระดานใหญ่
“ก็ได้...ข้าตกลงตามคำเจ้า เจี้ยน”
จูเซวียนหรงแค่นเสียงแหบพร่า ทว่าแววตายังคงดุดัน
“จงส่งม้าเร็วมือดีที่เก่งที่สุดยี่สิบนายออกไปบัดนี้! คุ้มกันนางกลับมาหาข้าให้ได้อย่างปลอดภัยที่สุด...ใครขวางทางให้คมดาบองค์รักษ์เกราะดำบั่นหัวมันทิ้งเสีย!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เจี้ยนและทหารม้าเร็วรับคำสั่งเฉียบขาด ก่อนจะรีบแยกย้ายออกไปดำเนินการตามพระบัญชาทันที ทิ้งให้พญามังกรหนุ่มประทับเฝ้าขอบเขตวังหลวงท่ามกลางลมหนาวแต่ทว่าภายในใจกลับร้อนเป็นไฟนับจากนี้!
.................................
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
แสงอรุณวันใหม่สาดส่องขับไล่เมฆทมิฬและพายุฝนโปรยปรายที่เคยปกคลุมเหนือผืนฟ้าพระราชวังหลวงต้องห้ามให้มลายหายสิ้นไปจนหมด เสียงสะท้อนของคมดาบและเสียงร่ำไห้โหยหวนของข้าหลวงทรราชสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ภายใต้การนำทัพขององครักษ์เงาพยัคฆ์ทมิฬจากแดนเหนือบวกรวมกับความเฉียบขาดของกองกำลังองค์รักษ์เกราะดำ..ที่ลานกว้างหน้าท้องพระโรงใหญ่... ‘เสนาบดีเว่ย’ และ ‘ฮองเฮา’ ในชุดไหมหรูหราที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบโลหิต ถูกควบคุมตัวพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนาเพื่อนำตัวไปรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกฎมณเฑียรบาลในข้อหากบฏลอบปลงพระชนม์โอรสสวรรค์ แววตาอันละโมบโลภมากของทั้งสองดับมอดลง เหลือเพียงความสิ้นหวังลนลานยามเมื่อก้าวเท้ามุ่งตรงสู่ลานประหาร..ในเวลาเดียวกัน...ณ พระตำหนักกวางหมิง...ฮ่องเต้องค์เก่าผู้ประชวรเรื้อรังมานานปี ทรงได้สติคืนกลับมาเป็นเวลาสั้นๆ ราวปาฏิหาริย์จากโอสถระงับพิษของท่านอาจารย์หลี่ นัยน์ตาชราอันฝ้าฟางกวาดมอง ‘จูเซวียนหรง’ บุตรชายสายเลือดมังกรแท้จริงเพียงคนเดียวที่ทรุดกายคุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทม ฝ่าพระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปประทับลงบนบ่าแกร่งของรัชทายาทหนุ่มที่กำลังจะถูกสถาปณาข
เสียงฝีเท้าย่ำหนักและเสียงเสื้อเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวานกระหึ่มมาจากภายนอกท้องพระโรง บานประตูศิลาขนาดยักษ์ถูกพังทลายออกอย่างรุนแรงตามแผนสำรองของขุนนางทรราช‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ควบม้าศึกสีนิลทะยานนำกองทัพทหารรักษาพระองค์ส่วนที่เหลือบุกเข้ามากลางสภาไต่สวน ทหารข้าหลวงชักดาบกวัดแกว่งไกวส่งเสียงกู่ร้องก้องลานพิธีเพื่อเตรียมฆ่าล้างบางและโยนความผิดกบฏปลงพระชนม์ให้แก่รัชทายาท“เสด็จพี่! แผนการลวงมังกรสลับฉากของท่านสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้ว!”จูอวี่เฉินตวาดลั่น นัยน์ตาพญาหงส์ลุกโชนด้วยเพลิงริษยาและโทสะหมายมั่นจะเด็ดหัวพี่ชาย“ยามนี้ข้านำกองกำลังมาปราบกบฏชั่วช้าที่บังอาจวางยาพิษเสด็จพ่อและข่มขู่เสด็จแม่! ทหาร! ล้อมท้องพระโรงไว้จับกุมคนฝ่ายรัชทายาทให้หมด!”ฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยคลี่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมสะใจล้นอกเมื่อเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม...ทว่า...โชคชะตามิได้เข้าข้างคนชั่วช้าเสมอไป!ปัง! ปัง! ปัง!ก่อนที่กำลังพลของจูอวี่เฉินจะทันได้รุกฆาตล้อมโถงพิธี ประตูทางเข้าทุกทิศทางและหน้าต่างรอบท้องพระโรงใหญ่กลับถูกปิดกระแทกลงอย่างรัดกุมพร้อมกัน พร้อมกับการปรากฏตัวของกองกำลัง ‘หน่วยองครักษ์เงาดำพยัคฆ์ท
เสียงกลองสัญญาณยามสามดังก้องกังวานสะท้อนฝ่าม่านหมอกเหมันตฤดูอันเหน็บหนาว บานประตูวังหลวงเหล็กกล้าขนาดยักษ์ค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘จูเซวียนหรง’ องค์รัชทายาทหนุ่มผู้มีพระพักตร์หล่อเหลาราวเทพบุตร ทว่าบัดนี้กลับนิ่งขรึมและฉายประกายเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด...พระองค์ยอมให้ทหารรักษาพระองค์ฝ่ายองค์ฮองเฮาเข้าล้อมรอบและพันธนาการพระวรกายอันกำยำแข็งแกร่งด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ท่วงท่าก้าวเดินส้นเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังก้องกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง ซึ่งพระองค์ยอมทำตามเกมกลลวงมังกรสลับฉากที่สตรีนางในดวงใจได้วางไว้ล่วงหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัวใดๆทันทีที่องค์รัชทายาทก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงใหญ่กวางหมิง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางนับร้อยก็ดังเซ็งแซ่ ‘ฮองเฮา’ ที่ประทับอยู่บนแท่นบัลลังก์มังกร และ ‘เสนาบดีเว่ย’ ที่ยืนกุมเชิงอยู่ด้านข้าง ต่างพากันเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาด้วยความลำพองใจล้นอกเมื่อเห็นเสือป่าบาดเจ็บตกอยู่ในหลุมพราง“จูเซวียนหรง! เจ้าคนอกตัญญูชั่วช้า!” ฮองเฮาแผดสุรเสียงตวาดลั่นชี้พระหัตถ์มาทางองค์รัชทายาท“เจ้าวางยาพิษปลงพระชนม์เสด็จพ่อของเจ้าจนประชวรปางตาย ทั้งยังริอ่านนำกองกำลัง
สายลมหนาวซัดสาดฝุ่นละอองกระจายไปทั่วหน้าประตูวังหลวงค่ายทหาร บรรยากาศยามราตรีกาลชวนให้สั่นสะท้าน ทว่าความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเกือกม้าศึกนับสิบตัวที่ควบตะบึงฝ่าม่านหมอกมาด้วยความเร็วสูง...ร่างสูงใหญ่กำยำของ ‘จูเซวียนหรง’ ประทับอยู่บนหลังม้าศึกสีทมิฬ นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวฉายประกายกร้าวดุดันแกมกังวลพระทัย ทว่าในวินาทีที่แสงคบเพลิงส่องกระทบเงาร่างระหงของสองสตรีที่ควบม้าสวนทางมาตรงประตูค่าย...หัวใจขององค์รัชทายาทหนุ่มก็กระตุกวาบ!“เมี่ยวหลิง!...”สุรเสียงทุ้มต่ำอุทานลั่นด้วยความตื่นตะลึงระคนยินดีขีดสุด จูเซวียนหรงไม่รอช้าขยับกระชากบังเหียนม้าให้หยุดนิ่ง ก่อนจะเหวี่ยงวรกายลงจากหลังม้าอย่างดุดัน ทรงรีบพุ่งพรวดทะยานเข้าหาตัวสตรีอันเป็นที่รักทันทีที่นางกำลังจะลงจากหลังม้า วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กตวัดรวบกอดรัดตรึงเรือนร่างอวบอิ่มระหงของ ‘มัสยา’ เข้ามาแนบชิดกับแผงอกหนาของพระองค์ด้วยความคิดถึงคนึงหาและคลั่งรักหวงแหนจนสั่นสะท้านไปทั้งพระวรกายราวกับกลัวว่านางจะหายวับไปจากชีวิตอีกครา!“อุ้ย! ท่าน...องค์รัชทายาท ปะ-ปล่อยข้าก่อน! ข้าหายใจไม่ออกแล้ว!”มัสยาโวยวายอู้อี้พยายามทุบแผงอกรัชทาย
สายลมหนาวหวีดหวิวซัดสาดฝุ่นละอองกระจายไปทั่วหล้า ยามนี้...กลางตลาดหมู่บ้านสามัญชนอันคึกคัก ‘มัสยา’ ในร่างของเสิ่นเมี่ยวหลิง และ ‘กล้วยตาก’ กำลังช่วยกันจัดเตรียมโต๊ะไม้และเตาถ่านหมายจะตั้งแผงลอยค้าขายด้วยเงินทุนก้อนแรกที่ได้จากการขายเครื่องประดับหยก...ทว่า...ในจังหวะที่มัสยากำลังก้มผูกผ้ากันเปื้อนอยู่นั้น เสียงเกือกม้าศึกฝ่าฝูงชนก็ดังระทึกขึ้น ก่อนที่ร่างในชุดอำพรางของกลุ่มองครักษ์เกราะดำสายตรงขององค์รัชทายาทจะกระโดดลงจากหลังม้าแล้วตรงดิ่งเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้ามัสยาทันที“แม่นางเสิ่น! ในที่สุดพวกกระหม่อมก็พบตัวท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”หัวหน้านายทหารม้าเร็วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีล้นอก ใบหน้ากรำแดดเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลมัสยาชะงักกึก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความระแวง รีบก้าวขาถอยหลังไปหลบเบื้องหลังกล้วยตากทันที“เฮ้ย! พวกพี่ๆ องครักษ์เกราะดำ! จะตามมาจับฉันกลับไปรับโทษที่หนีออกมาอีกรึไงฮะ! ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่อยากจะกลับไปวังหลวงอีกแล้ว”“หามิได้พ่ะย่ะค่ะแม่นางเสิ่น!”นายทหารรีบประสานมือทูลลนลาน“ยามที่องค์รัชทายาททรงทราบความว่าท่านแอบหลบหนีออกจากตำหนักอัปสรขององค์ชายรองได้สำเร็จ พระองค
สายลมหนาวพัดโบกสะบัดจนใบไผ่แห้งร่วงกราวลงบนพื้นดิน สองฝีเท้าของหญิงสับวิ่งไม่คิดชีวิตจนกระทั่งแสงแดดรำไรเริ่มสาดส่องเผยให้เห็นหลังคาบ้านเรือนดินเผาเบื้องหน้า มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ และ ‘กล้วยตาก’ หอบหายใจแฮ่ก ลากสังขารที่เปื้อนฝุ่นพ้นแนวป่าไผ่เข้าสู่เขตตลาดหมู่บ้านสามัญชนชายขอบเมืองหลวงได้สำเร็จ เสียงพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายผ้าและผักป่าดังก้องช่วยให้สองสาวรู้สึกถึงไออุ่นของโลกมนุษย์อีกครั้ง“ฮัดเช่ย! มัส...หยุดก่อน ฉันไม่ไหวแล้ว ขาฉันเปลี้ยเหมือนเส้นขนมจีนต้มเละแล้วเนี่ย!”กล้วยตากร้องโวยวาย พลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนขอบแคร่หินริมทาง มือบางกุมหน้าอกที่สั่นกระเพื่อม“หนีพ้นแล้วใช่ไหมแก? แล้วนับจากนี้พวกเราจะเอายังไงต่อ เงินสักแดงติดตัวมาก็ไม่มี ข้าวของที่จิ๊กมาจากบ้านตายายเมื่อกี้ก็กินประทังได้แค่มื้อเดียวเองนะแก”มัสยายืนเท้าสะเอวหอบหายใจดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองแผงค้าขายรอบกายอย่างใช้ความคิด สมองอันชาญฉลาดและพรสวรรค์หัวการค้าอันดับหนึ่งเริ่มทำงานทันที เธอเอื้อมมือขึ้นไปคลำที่มวยผมและลำคอระหง ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกริ่มออกมาด้วยความดีใจที่ตนเองและเพื่อนหาทางออกได้แล้ว“แกอย่าเพิ่งเครียดเลยย







