LOGIN“ฮั่วซือซือ” เสียงแหบเพราะขาดน้ำเปล่งออกมา มู่อันเฟิงหลับตาอีกครั้งก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาของนางส่องประกายกระจ่างใสแวววาว สื่อถึงชีวิตที่กลับคืนมา
นางพยายามยกมือขึ้นจับขอบโลงศพ ขณะที่ร่างกายของนางยังคงอ่อนแรงและสั่นสะเทิ้ม ฮั่วซือซือรีบรุดเข้ามาช่วยพยุงนางจากโลงศพ มือของสาวใช้ประคองอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง ใบหน้าของนางเปื้อนไปด้วยน้ำตาแห่งความยินดีและโล่งใจ
“คุณหนู! คุณหนูใหญ่! ท่านฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ ! ข้าไม่ได้ฝันไป” ฮั่วซือซือร้องด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน น้ำตาของนางไหลรินเป็นสาย
เมื่อออกจากโรงศพมาได้ มู่อันเฟิงหอบหายใจหนัก ๆ
สูดอากาศเข้าลึกเต็มปอด เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการต่อสู้อันยาวนานมา นางมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงและสับสน ใบหน้าของนางชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่ตกมาเมื่อครู่อย่างบ้าคลั่ง และชะงักหยุดราวกับโดนพัดขององค์หญิงพัดเหล็กโบกทีเดียวตามตำนานของไซอิ๋วฮั่วซือซือหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดให้คุณหนูใหญ่ จนทำให้นางรู้สึกดีขึ้น
“ข้าอยู่ที่ไหน...เกิดอะไรขึ้น” มู่อันเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเบาและแหบแห้ง นางรับรู้เรื่องคร่าว ๆ ขณะที่สมองกำลังประมวลผลความจำของนางใหม่ทั้งหมด จึงทำให้ตัวเองต้องหาตัวช่วย เพื่อจะได้วางแผนต่อไปว่าจะทำเช่นไรดี ยิ่งมองซ้ายขวาไม่เห็นน้องชาย
ฝาแฝดของนางสักคน ในใจกลับยิ่งเป็นกังวลมากขึ้นฮั่วซือซือก้มหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า “คุณชายทั้งสองโดนฮูหยินคนใหม่จับขังไว้ อ้างว่าไม่อยากเห็นเด็กร้องไห้ เพราะจะทำให้นางบังเกิดความเศร้าจนแท้งลูกได้”
หน็อย...นางจิ้งจอกซ่งหลิน อ้างว่าน้องชายข้าจะเสียใจร้องไห้แล้วกระทบกระเทือนครรภ์ของนาง เช่นนั้นข้าจะทำให้นางได้เห็นว่ากระทบกระเทือนที่แท้จริงเป็นอย่างไร
มู่อันเฟิงนึกถึงยาที่ทำให้ตัวเองสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
แล้วจัดการกระดกมันเข้าปาก มองไปเห็นถ้วยน้ำชาที่ตั้งไหว้ศพเอาไว้ เช่นนั้นนางก็ดื่มเสียเลย“อ๊า!” เสียงร้องออกมาราวกับสดชื่นเสียเต็มประดา ทั้งที่เป็นน้ำชาชืด ๆ
“ฮั่วซือซือเมื่อครู่มีสาวใช้รู้ว่าโลงแตก คาดว่าอีกสักครู่
คงมาดูให้แน่ใจ ท่านไปขวางให้ข้าสักครู่เถิด ข้าต้องการเวลาเพียงหนึ่งเค่อในการฟื้นฟูกำลัง”ฮั่วซือซือไม่ซักถาม แค่ให้คุณหนูใหญ่กลับมา นางก็จะ
ไม่พูดมากไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม นางไปยืนอยู่หน้าศาลาตั้งศพทันทีบ้านตระกูลมู่มีพื้นที่มากกว่าห้าสิบหมู่[1] ถือเป็นขุนนางที่มีความร่ำรวยตระกูลหนึ่ง ตัวบ้านสร้างด้วยไม้และอิฐเคลือบสีส้มสด ประดับด้วยหินแกะสลักวิจิตรบรรจง ประตูไม้ขนาดใหญ่ที่เปิดสู่ลานกว้างปูด้วยหิน โดยที่นางรอเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งสับเข้ามาอย่างวุ่นวายไม่ต่ำกว่าห้าคน
ใบหน้าของเหล่าสาวใช้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล นั่นทำให้คนที่รออยู่แล้วยังฮั่วซือซือยิ้มอ่อนให้หนึ่งสาย นางรีบมาขวางทางไว้ ก่อนกลางแขนกั้นไม่ให้พวกนางเข้าไป สายตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ราวกับหากคิดจะผ่านเข้าไปก็เอาชีวิตนางเถอะ
“อย่าเข้ามา!” ฮั่วซือซือกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันหนักแน่น แม้เสื้อผ้าและผมเผ้าจะยุ่งเหยิงจากฟ้าร้องฝนตกเมื่อครู่ แต่นางก็ยังยืนหยัดอยู่ต่อหน้าสาวใช้ของฮูหยินคนใหม่ด้วยท่าทางไม่ยอมแพ้
สาวใช้ที่ถูกขวางหยุดชะงัก ใบหน้าของพวกนางตกใจกับท่าทางของสาวใช้ของอดีตฮูหยินที่เคยมีอำนาจสูงสุด แต่ทว่าหากนางขัดคำสั่งฮูหยินคนใหม่ก็มีความตายเป็นที่ไปเท่านั้น
‘เบื้องหน้าก็หวั่นเกรง เบื้องหลังก็หวาดกลัว จนต้องกัดฟันสู้’
“ข้าต้องการไปดูคุณหนูใหญ่ให้แน่ใจ ฮูหยินอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” สาวใช้ไม่กลัวตายผู้หนึ่งกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
แต่ฮั่วซือซือส่ายหน้าน้อย ๆ บอกให้รู้ว่าร้อยไม่ให้ผ่านพันก็ไม่ให้ผ่านสาวใช้คนอื่นร้องไห้แล้ว เดิมก็เป็นคนขี้ขลาดกลัวผี แต่ยามนี้กลัวตาย โดยพากันคุกเข่าขอร้องฮั่วซือซือแทนต่อปากต่อคำ
“ขอร้องล่ะ ข้าไม่อยากตาย”
“หึ...ไม่มีใครอยากตายกันทั้งนั้น” เสียงที่เปล่งออกมา
ดังขึ้นข้างหลัง และตามด้วยประโยคที่แสนขนลุก“และข้ายังไม่ตาย!”
เหล่าสาวใช้ไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น แต่ละคนเพิ่งถึงวัย
ปักปิ่นผ่านโลกมาไม่มาก ดังนั้นจึงกลัวจนฉีราดและเป็นลมไปแล้วมู่อันเฟิงมองคนตาขาวพวกนั้น ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้ของท่านแม่
“ไปกันเถอะ ก่อนที่นางจิ้งจอกจะขายน้องชายข้า!”
[1] หมู่ (ไร่จีน) 1 หมู่ = 166.5 ตร.ว.หรือ 666 ตร.ม.
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าตอนจีบภรรยาจะขนาดไหน” “ไม่ต้องคอยดูหรอกขอรับ” อันหลางลุกขึ้นเตรียมวิ่งแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลัวเดินมาใกล้ “ทำไมเจ้าจะถือพรหมจรรย์รึ...เช่นนั้นไปบวชดีหรือไม่เล่า เป็นเจ้าอารามอันหลางก็ดูดีนะ” “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้ากลัวอย่างเดียวเท่านั้น” อันหลางพูดให้อยากรู้แล้วก็สะกิดใจผู้เฒ่าจริง ๆ “กลัวอะไรของเจ้า” “กลัวท่านอยู่ไม่ถึงต่างหาก” พูดจบก็วิ่งจู้ดออกจากร้านน้ำชาอันเฟิงทันที “เจ้า...อันหลาง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา” แล้วหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กอ้วนก็วิ่งไล่เตะกันไป ดูแล้วเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้ไม่น้อยเลยทีเดียว “อันเฟิงสองคนนี้เป็นเช่นนี้บ่อยรึ” “เพคะ น้องชายข้าก็หยอกผู้เฒ่าหลัวทุกวันนั่นล่ะ เขาบอกว่าให้ท่านผู้เฒ่าออกกำลังกายเสียบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง ที่จริงเขาก็ห่วงผู้เฒ่าหลัวนั่นล่ะ ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะแต่วันไหนผู้เฒ่าไม่มาร้านมักจะหาเรื่องเอาอาหารไปส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตาหลานของเขาไม่ธรรดาเลยทีเดียว” อู่อ๋องชักอิจฉาเมืองหลวงที่มีเจ้าเด็กพวกนี้เสียแล้วสิ
อันเฟิงไม่สนใจบิดาอีกจนได้ยินว่ามู่เสวียนออกจากเมืองหลวงไปเป็นนายอำเภออยู่ต้านโจวถาวรกับบุตรชายคนเล็กที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด ทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่น แม้แต่พี่จูจื้อเยว่จะส่งจดหมายมาชวนไปเที่ยวแดนใต้ทุกเดือน แต่พวกนางก็ยังไม่คิดลงไปที่นั่นเพราะมีประสบการณ์ที่ไปยังไม่ทันพายลมเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเมืองหลวง ทั้งทุกนาทีเต็มไปด้วยความบีบคั้นชีวิตของบิดามารดาซูเฮ่ออีกด้วย แต่นั่นทำให้ชาวเหอหนานที่แอบทิ้งงานมาเป็นแขกอยู่เมืองหลวงบ่อย ๆ โดยเฉพาะอู่อ๋องที่ดูจะหลงใหลการสนทนากับอันหลางเป็นพิเศษ ในโรงน้ำชาที่ติดกับร้านนวดเทวดามีสองบุรุษหนุ่มวัยกลางคนหนึ่งแล้วก็วัยยี่สิบกว่าปีหนึ่งคน ที่มานั่งเดินหมากดื่มน้ำชากินขนมที่ร้านปักหลักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเพราะเป็นลูกค้าพิเศษ จนกระทั่งร้านปิดแล้วก็ยังไม่ไป พร้อมกับน้องชายตัวอ้วนนั่งฟังพี่จูจื้อเยว่เล่าเรื่องแปลก ๆ ของแดนใต้ให้ฟังอย่างออกรส “พี่จื้อเยว่ท่านมีเรื่องอะไรที่เด็ดกว่าผู้เฒ่าหลัวกับหอร้อยบุปผาอีกรึ?” อันหลางตาโตทันที เขาพูดพร้อมกับหยิบเม็ดแตงขึ้นแทะตั้งใจฟังอย่างดี “มีสิ...สาวงามล่มเม
“ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ” “ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว อยากอยู่กับท่านแม่” ซูเฮ่อยืนยันคำเดิม สหายจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้แต่มารดาต้องดูแลจะห่างไม่ได้ “แม่ไม่เป็นไรแล้ว แค่เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เฉินถิงถิง อยากยกมือกอดเจ้าตัวแสบเหลือเกิน แต่ทว่าตอนนี้นางต้องห้ามขยับร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า หากท่านหมอเทวดาไม่อนุญาต เมื่อคุยกับลูกชายได้สักครู่ หวังลี่ที่ตอนนี้ถูกรับเข้าวังแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยเดินเข้ามาหาแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้า เฉินถิงถิงรู้จากคำบอกเล่าของสหายเพื่อนรักของอาเฮ่อแล้วว่าหวังเสียนเฟยดูแลลูกชายตนเองมา “ของคุณเสียนเฟยมากเพคะที่ดูแลลูกชายหม่อมฉันอย่างดี” หวังลี่พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนใหญ่บุตรชายจะเป็นคนดูแลนางเสียมากกว่า “ต้องขอบคุณบุตรชายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าป่วยแทบจะไร้ทางรักษา ดีที่ได้เขาช่วยดูแลข้ามาตลอด เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ดื้อไม่ซนทั้งยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย” ซูเฮ่อเห็นว่ามารดาบุญธรรมชมเขาก็ยิ้มเขินอาย เขาก็อยากตอบแทนทุกคนที่ช่วยเขานี่นา “ซูเฮ่อ...ซูเฮ่อ...พี่ใหญ่จะยกกิจการบะหมี่แซ่เจิงให้เจ้าล่ะ เจ้าจะเอาหรือไม่” ที่จริ
เริ่นอี้หร่านเข้ามายังท้องพระโรง นางจะนั่งรอให้เหล่าขุนนางมาก้มลงคุกเข่าให้นาง เพราะทั้งชีวิตนางคุกเข่ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือฮ่องเต้ นางประพฤติตัวอย่างดีแต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าของนาง เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาคุกเข่าให้นางก่อนตาย ร่างระหงเดินมาในชุดสีแดงทอดยาวที่ตัดเอาไว้ใส่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางเดินขึ้นไปบนบัลลังก์จากนั้นนางมองด้วยรอยยิ้ม ไม่นานจากนี้บิดาก็จะพาเหล่าขุนนางที่ร่วมการเปลี่ยนแปลงมาที่นี่ “ยังไม่มาอีกหรือ...ไม่เป็นไร เจิงซุ่นซีไม่ใช่พลับนิ่ม จัดการเขาไม่ง่ายนัก” เริ่นอี้หร่านยังคงนั่งรออย่างใจเย็น โดยไม่รู้หลังม่านด้านหลังนั้นเหล่าขุนนางทั้งหมดถูกจับไปเรียบร้อยแล้วพร้อมอุดปากไม่ให้พูด ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เจิงซุ่นซีเดินมายังเบื้องหน้าของนางพร้อมยิ้มให้หนึ่งสาย แต่ว่านี่จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาจะมีให้นาง ‘สตรีชั่วช้า!’ “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ” เริ่นอี้หร่านยังคงคิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่ เพราะว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดังนั้นนางจึงควบคุมสถานการณ์ได้ “รอข้านานหรือไม่เล่า” เจิงซุ่นซีถามก่อนจะเอ่ยต่อ “เป
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากมืดสนิทสู่เริ่มสว่างรำไร ไม่มีใครที่อยู่หน้าห้องจะเลิกรอสักคน จนกระทั่งผู้เฒ่าหลัวเดินออกมาอย่างหมดแรง ส่วนอันเฟิงและหวังลี่นั่งกอดกันหลับในห้องผ่าตัด “เมียข้าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง”ซูอ๋องถามย้ำ “ข้ารักษานางสำเร็จแล้ว แต่นางสลบไปเพราะทดพิษบาดแผลไม่ไหว นางไม่ร้องสักแอะ แต่ข้ารู้ว่านางอดทนมาก ข้าได้โสมพันปีมาอีกสองหัวจากเจ้าหนูอันเฟิง จะทำยาบำรุงให้นาง ระหว่างนี้ข้าต้องฝังเข็มกระตุ้นให้นางทุกวันจนกว่านางจะรู้สึก ที่เหลือพวกเจ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ” ผู้เฒ่าหลัวพูดสิ่งควรพูดเสร็จก็ล้มลงไปนอนตรงแคร่หน้าห้อง เขาใช้พลังไปมากมายนักจนไม่เหลือแรงแล้ว เจิงซุ่นซีให้นางกำลังที่ติดตามมาแต่เป็นหญิงชาวบ้านจัดการไปต้มน้ำให้ทุกคนได้แช่ เพราะทั้งสามคนนั้นใช้พลังอย่างมาก หวังเฮ่อตื่นขึ้นเห็นสหายทั้งสองคนแล้วเขาก็รีบปลุกทันที จากนั้นถามอย่างรวดเร็ว “บิดาข้าเล่า เจ้าเห็นบิดาข้ารึไม่” หวังเฮ่อเขย่าอันหลาง “เห็นสิ เห็นทั้งบิดาและมารดาเจ้าเลยล่ะ แต่ข้าง่วงเจ้าวิ่งออกไปดูเองเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นหวังเฮ่อไม่รอช้าร
สามพี่น้องที่เปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่เจิงแต่งชุดดำวิ่งตามกลุ่มที่เข้าไปตรวจสอบตระกูลเจิง มองเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีใครเห็น ทั้งสามคนจึงหยิบระเบิดควันกันคนละลูกโยนเข้าไปกลางเรือน ฟิ้วววว!!! ระเบิดควันไม่มีไฟ แต่ทว่ามีควันจนแสบตา แล้วหน้าที่เบี่ยงแบนความสนใจสามพี่น้องก็สำเร็จ “ไฟไหม้...ดับไฟเร็วเข้า ไฟไหมเรือนใหญ่แล้ว เร็วเข้า” เหล่าคนเฝ้ายามแตกตื่น จากนั้นได้ยินเสียงคนตักน้ำในสระขึ้นมาจากนั้นวิ่งไปดับไฟ เพราะควันมากจึงมองไม่เห็นว่าต้นเพลิงจากตรงไหน เหล่าเจ้านายทั้งหลายรีบตื่นวิ่งออกไปหลบที่ปลอดภัย แต่กระนั้นก็ยังทำให้ควันเข้าปอดจนไออกมาหน้าเขียวหน้าเหลือง ในคุกใต้ดิน เจิงซุ่นซี วั่งจั๋วเฉิน ล่ายหมิงเฉิน และซูซ่างเสียงวิ่งเข้าไป จากนั้นเมื่อเห็นว่าเฉินถิงถิงโดนตรึงด้วยโซ่ไม่สามารถขยับไปที่ใดได้ จึงจัดการใช้ดาบที่คมราวกรีดนภาได้ฟันฉับเดียวสี่มุม พร้อมกันจากนั้นโซ่ตรวจก็ร่วงลง เฉินถิงถิงรู้สึกตัวและมองไปท่ามกลางความมืด เพราะตอนกลางวันสาวใช้นางหนึ่งให้นางกินยา พร้อมบอกว่าสามีของนางจะมาช่วยคืนนี้ขอให้อดทน “ซูซ่างเสียงท่านรึ” เสีย







