LOGINเดินมาด้วยกันสักครู่ฮั่วซือซือที่เดินเม้มริมฝีปากมาตลอดทางนึกอยากจะขอร้องคุณหนูบางเรื่อง จึงเอ่ยปากขึ้นทันทีทันใด
“คุณหนูเจ้าคะ...ข้าไม่อยากให้คุณหนูอยู่ที่นี่แล้วเจ้าค่ะ นายหญิงคนใหม่ร้ายกาจนัก” ฮั่วซือซือกังวลเพียงแต่เด็ก ๆ อยากให้คุณหนูพาน้องชายทั้งสองออกไปอยู่ข้างนอก นายท่านหูเบาเกินไป ช่วงหลังจากรับซ่งหลินเข้ามาในจวน นายหญิงของนางมักโดนกลั่นแกล้งไม่พอ ยังโดนนายท่านทำโทษในเรื่องที่ไม่ได้ทำความผิดอยู่เป็นประจำ
หากเป็นไปได้มิสู้ออกไปอยู่ข้างนอกจะปลอดภัยกว่า
มู่อันเฟิงหยุดแล้วหันมายิ้มให้กับฮั่วซือซือ หากนับอายุตอนที่นางจากมาก็คงเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน ดังนั้นนางจึงเรียกเพียงชื่อเท่านั้น
“ฮั่วซือซือ เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่อยู่แน่จวนนี้ แต่ก่อนไป
ข้าต้องจัดการนางปีศาจจิ้งจอกผู้นั้นก่อน” เดิมตั้งใจช่วยน้องชายแล้วก็ไป แต่ไหน ๆ นักเคมีตัวฉกาจในปีสองพันยี่สิบสี่จากเมืองไทยอย่างนาง จะน้อยกว่านี้ได้ยังไง“เช่นนั้นข้าจะไปขนสมบัติของฮูหยินเจ้าค่ะ ก่อนตาย
ฮูหยินได้ให้ข้านำสมบัติออกไปเปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงิน กับเก็บเครื่องทองที่หายากเอาไว้ ก่อนที่คุณหนูใหญ่กับคุณชายทั้งสองจะลำบากเพราะความเลอะเลือนของนายท่าน”มู่อันเฟิงรู้สึกว่าท่านแม่คงจะรู้ชะตากรรมของพวกนาง
พี่น้อง จึงวางแผนเอาไว้เนิ่น ๆ แต่จะถือสมบัติออกจากจวนเห็นทีว่านางจิ้งจอกนั่นจะมาริบเอาไปหมดแต่ไม่เป็นไร นางมีห้วงมิติที่ไร้ขอบเขต ใส่ของยัดไปเท่าไหร่ก็ได้ “เช่นนั้นเร็วเถอะ ข้าห่วงว่าน้องชายข้าจะไม่ปลอดภัย”
ด้านมู่อันหลิงกับมู่อันหลาง ตั้งแต่พี่สาวเสียชีวิตพวกเขาถูกขังในห้องเก็บถ่านและฟืนไม่พอ ยังให้พวกเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนขอทานอีกด้วย
“ฮึก...พี่รองข้าไม่อยากถูกขาย พี่ใหญ่ก็ตาย ท่านแม่ก็ตาย ฮึก ฮื้อ!!!” อันหลางถือเป็นน้องคนที่สามร้องไห้คร่ำครวญ เขาหิวจนไส้จะขาด กระทั่งน้ำก็ไม่มีคนเอามาให้ ยังถูกขังในห้องเก็บฟืนชื้น ๆ และหนาวเช่นนี้อีก
มู่อันหลิงตอนนี้เป็นพี่ชายที่ต้องปกป้องน้อง แม้ว่าเราจะอายุเท่ากัน แต่เขาเป็นแฝดพี่ จึงโอบกอดน้องให้คลายกังวล
“ไม่ต้องกลัว พวกเราต้องรอดไปได้แน่” แม้มู่อันหลิงจะ
ไม่แน่ใจนัก แต่เขาก็ไม่อยากพูดบั่นทอนกำลังใจน้องชาย เพียงแต่ต้องอาศัยจังหวะดี ๆ เสียหน่อย ไม่เช่นนั้นคงได้ถูกจับไปขายโรงค้าทาสฝั่งตะวันตก ไม่ก็ถูกส่งไปเป็นขอทาน หากเป็นเช่นนั้นชะตาชีวิตของพวกเขาก็สูญสิ้นแล้ว‘เพราะบิดาคนเดียว!’
ท่านแม่ต้องตายเพราะนางปีศาจ แต่ท่านพ่อกลับยกนางขึ้นเป็นมารดาของพวกเรา พวกเราไม่ยอมเรียกนางว่าแม่ นางก็เอาไปฟ้องท่านพ่อให้ลงโทษพวกเรา ‘คอยดูเถอะ ข้าเอาคืนแน่!’
“นี่พวกเจ้า เฝ้าเจ้าเด็กขอทานนั่นไว้ดีหรือยัง” ซุนหนี่ว์
สาวใช้ข้างกายฮูหยินคนใหม่เดินมาสั่งคนเฝ้าอยู่หน้าห้อง นางไม่เพียงแต่สั่งให้จับขัง แต่ยังทรมานเจ้าเด็กสองคนนั่นด้วยการให้อดข้าวอดน้ำ เมื่อเดินออกจากจวนเสนาบดีมู่ก็เหมือนขอทาน คนจะได้ไม่สงสัย“พวกเราจัดการแล้วขอรับ” บ่าวชายพูดอย่างนอบน้อม เพราะตอนนี้อำนาจดูแลในจวนตกเป็นของซุนหนี่ว์สาวใช้ของฮูหยิน คนนี้ จึงไม่มีใครกล้าขัด
“ดีไปเอาตัวออกมา แม่เล้าจะมาซื้อตัวแล้ว”
แม่เล้าที่ว่าไม่ใช่แม่เล้าในหอนางโลม แต่เป็นคนหาซื้อ
คนไปค้าขายที่โรงค้าทาส และฮูหยินใหญ่ไม่ต้องการเห็นเจ้าเด็กสองคนนี้ จึงให้รีบจัดการก่อนที่นายท่านมู่เสวียนจะกลับมาจากการไปตรวจสอบเอกสารในกองทัพที่ชายแดนมู่อันหลิงมองหน้ามู่อันหลางพร้อมทั้งกระซิบเสียงเบา ก่อนที่ประตูจะเปิด “ข้าจะกัดแขนคนพวกนั้นเจ้ารีบวิ่งไปหาคนมาช่วยรู้หรือไม่” มู่อันหลิงเสียสละเพื่อให้น้องชายรอด เขาเป็นตาย
ก็ช่างเถอะ แล้วแต่สวรรค์เมตตา“อื้อ!” มู่อันหลางนั้นแม้จะอวบอ้วนเพราะกินเยอะตามประสาเด็กห้าหนาว แต่ทว่าเรื่องวิ่งเขาไม่เป็นรองใคร เมื่อประตูเปิดออกแสงสว่างสาดส่องเข้าไปด้านใน มู่อันหลางก็ตั้งท่าทันที
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าตอนจีบภรรยาจะขนาดไหน” “ไม่ต้องคอยดูหรอกขอรับ” อันหลางลุกขึ้นเตรียมวิ่งแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลัวเดินมาใกล้ “ทำไมเจ้าจะถือพรหมจรรย์รึ...เช่นนั้นไปบวชดีหรือไม่เล่า เป็นเจ้าอารามอันหลางก็ดูดีนะ” “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้ากลัวอย่างเดียวเท่านั้น” อันหลางพูดให้อยากรู้แล้วก็สะกิดใจผู้เฒ่าจริง ๆ “กลัวอะไรของเจ้า” “กลัวท่านอยู่ไม่ถึงต่างหาก” พูดจบก็วิ่งจู้ดออกจากร้านน้ำชาอันเฟิงทันที “เจ้า...อันหลาง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา” แล้วหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กอ้วนก็วิ่งไล่เตะกันไป ดูแล้วเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้ไม่น้อยเลยทีเดียว “อันเฟิงสองคนนี้เป็นเช่นนี้บ่อยรึ” “เพคะ น้องชายข้าก็หยอกผู้เฒ่าหลัวทุกวันนั่นล่ะ เขาบอกว่าให้ท่านผู้เฒ่าออกกำลังกายเสียบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง ที่จริงเขาก็ห่วงผู้เฒ่าหลัวนั่นล่ะ ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะแต่วันไหนผู้เฒ่าไม่มาร้านมักจะหาเรื่องเอาอาหารไปส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตาหลานของเขาไม่ธรรดาเลยทีเดียว” อู่อ๋องชักอิจฉาเมืองหลวงที่มีเจ้าเด็กพวกนี้เสียแล้วสิ
อันเฟิงไม่สนใจบิดาอีกจนได้ยินว่ามู่เสวียนออกจากเมืองหลวงไปเป็นนายอำเภออยู่ต้านโจวถาวรกับบุตรชายคนเล็กที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด ทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่น แม้แต่พี่จูจื้อเยว่จะส่งจดหมายมาชวนไปเที่ยวแดนใต้ทุกเดือน แต่พวกนางก็ยังไม่คิดลงไปที่นั่นเพราะมีประสบการณ์ที่ไปยังไม่ทันพายลมเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเมืองหลวง ทั้งทุกนาทีเต็มไปด้วยความบีบคั้นชีวิตของบิดามารดาซูเฮ่ออีกด้วย แต่นั่นทำให้ชาวเหอหนานที่แอบทิ้งงานมาเป็นแขกอยู่เมืองหลวงบ่อย ๆ โดยเฉพาะอู่อ๋องที่ดูจะหลงใหลการสนทนากับอันหลางเป็นพิเศษ ในโรงน้ำชาที่ติดกับร้านนวดเทวดามีสองบุรุษหนุ่มวัยกลางคนหนึ่งแล้วก็วัยยี่สิบกว่าปีหนึ่งคน ที่มานั่งเดินหมากดื่มน้ำชากินขนมที่ร้านปักหลักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเพราะเป็นลูกค้าพิเศษ จนกระทั่งร้านปิดแล้วก็ยังไม่ไป พร้อมกับน้องชายตัวอ้วนนั่งฟังพี่จูจื้อเยว่เล่าเรื่องแปลก ๆ ของแดนใต้ให้ฟังอย่างออกรส “พี่จื้อเยว่ท่านมีเรื่องอะไรที่เด็ดกว่าผู้เฒ่าหลัวกับหอร้อยบุปผาอีกรึ?” อันหลางตาโตทันที เขาพูดพร้อมกับหยิบเม็ดแตงขึ้นแทะตั้งใจฟังอย่างดี “มีสิ...สาวงามล่มเม
“ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ” “ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว อยากอยู่กับท่านแม่” ซูเฮ่อยืนยันคำเดิม สหายจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้แต่มารดาต้องดูแลจะห่างไม่ได้ “แม่ไม่เป็นไรแล้ว แค่เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เฉินถิงถิง อยากยกมือกอดเจ้าตัวแสบเหลือเกิน แต่ทว่าตอนนี้นางต้องห้ามขยับร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า หากท่านหมอเทวดาไม่อนุญาต เมื่อคุยกับลูกชายได้สักครู่ หวังลี่ที่ตอนนี้ถูกรับเข้าวังแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยเดินเข้ามาหาแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้า เฉินถิงถิงรู้จากคำบอกเล่าของสหายเพื่อนรักของอาเฮ่อแล้วว่าหวังเสียนเฟยดูแลลูกชายตนเองมา “ของคุณเสียนเฟยมากเพคะที่ดูแลลูกชายหม่อมฉันอย่างดี” หวังลี่พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนใหญ่บุตรชายจะเป็นคนดูแลนางเสียมากกว่า “ต้องขอบคุณบุตรชายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าป่วยแทบจะไร้ทางรักษา ดีที่ได้เขาช่วยดูแลข้ามาตลอด เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ดื้อไม่ซนทั้งยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย” ซูเฮ่อเห็นว่ามารดาบุญธรรมชมเขาก็ยิ้มเขินอาย เขาก็อยากตอบแทนทุกคนที่ช่วยเขานี่นา “ซูเฮ่อ...ซูเฮ่อ...พี่ใหญ่จะยกกิจการบะหมี่แซ่เจิงให้เจ้าล่ะ เจ้าจะเอาหรือไม่” ที่จริ
เริ่นอี้หร่านเข้ามายังท้องพระโรง นางจะนั่งรอให้เหล่าขุนนางมาก้มลงคุกเข่าให้นาง เพราะทั้งชีวิตนางคุกเข่ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือฮ่องเต้ นางประพฤติตัวอย่างดีแต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าของนาง เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาคุกเข่าให้นางก่อนตาย ร่างระหงเดินมาในชุดสีแดงทอดยาวที่ตัดเอาไว้ใส่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางเดินขึ้นไปบนบัลลังก์จากนั้นนางมองด้วยรอยยิ้ม ไม่นานจากนี้บิดาก็จะพาเหล่าขุนนางที่ร่วมการเปลี่ยนแปลงมาที่นี่ “ยังไม่มาอีกหรือ...ไม่เป็นไร เจิงซุ่นซีไม่ใช่พลับนิ่ม จัดการเขาไม่ง่ายนัก” เริ่นอี้หร่านยังคงนั่งรออย่างใจเย็น โดยไม่รู้หลังม่านด้านหลังนั้นเหล่าขุนนางทั้งหมดถูกจับไปเรียบร้อยแล้วพร้อมอุดปากไม่ให้พูด ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เจิงซุ่นซีเดินมายังเบื้องหน้าของนางพร้อมยิ้มให้หนึ่งสาย แต่ว่านี่จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาจะมีให้นาง ‘สตรีชั่วช้า!’ “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ” เริ่นอี้หร่านยังคงคิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่ เพราะว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดังนั้นนางจึงควบคุมสถานการณ์ได้ “รอข้านานหรือไม่เล่า” เจิงซุ่นซีถามก่อนจะเอ่ยต่อ “เป
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จากมืดสนิทสู่เริ่มสว่างรำไร ไม่มีใครที่อยู่หน้าห้องจะเลิกรอสักคน จนกระทั่งผู้เฒ่าหลัวเดินออกมาอย่างหมดแรง ส่วนอันเฟิงและหวังลี่นั่งกอดกันหลับในห้องผ่าตัด “เมียข้าเป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง”ซูอ๋องถามย้ำ “ข้ารักษานางสำเร็จแล้ว แต่นางสลบไปเพราะทดพิษบาดแผลไม่ไหว นางไม่ร้องสักแอะ แต่ข้ารู้ว่านางอดทนมาก ข้าได้โสมพันปีมาอีกสองหัวจากเจ้าหนูอันเฟิง จะทำยาบำรุงให้นาง ระหว่างนี้ข้าต้องฝังเข็มกระตุ้นให้นางทุกวันจนกว่านางจะรู้สึก ที่เหลือพวกเจ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ” ผู้เฒ่าหลัวพูดสิ่งควรพูดเสร็จก็ล้มลงไปนอนตรงแคร่หน้าห้อง เขาใช้พลังไปมากมายนักจนไม่เหลือแรงแล้ว เจิงซุ่นซีให้นางกำลังที่ติดตามมาแต่เป็นหญิงชาวบ้านจัดการไปต้มน้ำให้ทุกคนได้แช่ เพราะทั้งสามคนนั้นใช้พลังอย่างมาก หวังเฮ่อตื่นขึ้นเห็นสหายทั้งสองคนแล้วเขาก็รีบปลุกทันที จากนั้นถามอย่างรวดเร็ว “บิดาข้าเล่า เจ้าเห็นบิดาข้ารึไม่” หวังเฮ่อเขย่าอันหลาง “เห็นสิ เห็นทั้งบิดาและมารดาเจ้าเลยล่ะ แต่ข้าง่วงเจ้าวิ่งออกไปดูเองเถอะ” ได้ยินเช่นนั้นหวังเฮ่อไม่รอช้าร
สามพี่น้องที่เปลี่ยนแซ่มาเป็นแซ่เจิงแต่งชุดดำวิ่งตามกลุ่มที่เข้าไปตรวจสอบตระกูลเจิง มองเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีใครเห็น ทั้งสามคนจึงหยิบระเบิดควันกันคนละลูกโยนเข้าไปกลางเรือน ฟิ้วววว!!! ระเบิดควันไม่มีไฟ แต่ทว่ามีควันจนแสบตา แล้วหน้าที่เบี่ยงแบนความสนใจสามพี่น้องก็สำเร็จ “ไฟไหม้...ดับไฟเร็วเข้า ไฟไหมเรือนใหญ่แล้ว เร็วเข้า” เหล่าคนเฝ้ายามแตกตื่น จากนั้นได้ยินเสียงคนตักน้ำในสระขึ้นมาจากนั้นวิ่งไปดับไฟ เพราะควันมากจึงมองไม่เห็นว่าต้นเพลิงจากตรงไหน เหล่าเจ้านายทั้งหลายรีบตื่นวิ่งออกไปหลบที่ปลอดภัย แต่กระนั้นก็ยังทำให้ควันเข้าปอดจนไออกมาหน้าเขียวหน้าเหลือง ในคุกใต้ดิน เจิงซุ่นซี วั่งจั๋วเฉิน ล่ายหมิงเฉิน และซูซ่างเสียงวิ่งเข้าไป จากนั้นเมื่อเห็นว่าเฉินถิงถิงโดนตรึงด้วยโซ่ไม่สามารถขยับไปที่ใดได้ จึงจัดการใช้ดาบที่คมราวกรีดนภาได้ฟันฉับเดียวสี่มุม พร้อมกันจากนั้นโซ่ตรวจก็ร่วงลง เฉินถิงถิงรู้สึกตัวและมองไปท่ามกลางความมืด เพราะตอนกลางวันสาวใช้นางหนึ่งให้นางกินยา พร้อมบอกว่าสามีของนางจะมาช่วยคืนนี้ขอให้อดทน “ซูซ่างเสียงท่านรึ” เสีย







