Masukเมื่อพิริษานักเคมีสุดฉลาดต้องตายแล้วทะลุมิติมาอยู่ในร่างคุณหนูใหญ่มู่ผู้อาภัพที่เพิ่งโดนวางยาตาย และน้องชายกำลังจะถูกขายด้วยฝีมือมารดาเลี้ยงภรรยาคนใหม่ของบิดา เมื่อข้ากับน้องอยู่ ดี ๆ ไม่ได้ก็อย่าสุขสบายกันเลย
Lihat lebih banyakเมื่อนักเคมีช้ำรัก ถูกคนรักนอกใจได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่มู่ที่บิดาโง่เขลา ถูกเมียน้อยเป่าหูบอกว่านางสมควรตายตามมารดาและอาศัยจังหวะที่บิดาไม่อยู่จัดการนาง ที่กำลังไว้ทุกข์ให้ท่านแม่ด้วยการวางยานางให้ตาย
มู่อันเฟิงขยับตัวก็รู้สึกอึดอัดและอ่อนแรงพร้อมกับความทรงจำในชาติภพนี้ที่นางได้เกิดใหม่ นอกจากนี้นางยังสามารถหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ถึงสามปี ทำให้นางรู้ว่าตอนนี้มารดาที่ตายแล้ว
ไม่สามารถเรียกคืนชีวิตได้อีกต่อไป เพราะร่างมารดาถูกฝั่งกลบไปแล้ว ต่อให้มียาย้อนกลับก็ไม่อาจคืนชีวิตมารดาได้ ภายในใจรู้สึก คับแค้นแต่ทว่ายามนี้น้องชายฝาแฝดทั้งสองที่โดนใส่ร้ายว่าเป็นกาลกินีดวงกินบิดากำลังจะถูกขายออกไป ด้วยฝีมือของนางอนุชั่ว
ที่บิดายกขึ้นมาดูแลจวนในตำแหน่งฮูหยินใหญ่แทนที่มารดาของนางอย่าง ‘ซ่งหลิน’ ที่ร่วมมือกับนักพรตชั่วหากินกับความเป็นความตายของผู้อื่น‘ไม่ได้การ ข้าต้องออกไปจัดการคนชั่วช่วยน้องชายฝาแฝดอย่างมู่อันหลิงกับมู่อันหลาง น้องชายที่น่ารักทั้งสองของนาง’
แค่คิดจะออกจากโรงศพพลันก็เกิดแสงวาบเข้ามาที่ร่างกายของนาง ทำให้รู้สึกอุ่นไปทั่วร่างความเจ็บปวดในร่างกายเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วก็เห็นห้วงมิติที่ไร้ขอบเขตปรากฏขึ้นทั้งยังมีอุปกรณ์ที่นางต้องการมากมายผุดขึ้นมาตามสิ่งที่นางคิด
“ตัวช่วยของข้าหรือ!”
..........................................................................................................................................................................................................................
ณ ห้องศาลาเล็ก ๆ ท่ามกลางสวนหย่อมอันเงียบสงบ แสงอาทิตย์อ่อนยามบ่ายสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่สาน ส่งให้เห็นฝุ่นละอองเล็ก ๆ ลอยละล่องในอากาศ กลิ่นหอมอ่อนของดอกเหมยและใบชาแทรกซึมผสมกับกลิ่นไม้สน ที่ลอยคละคลุ้งอยู่รอบศาลา ตรงกลางห้องตั้งอยู่คือโลงศพไม้สนสีเข้มมันวาว ประดับด้วยลวดลายแกะสลักอันละเอียดลออและงดงาม แม้จะประณีตบรรจงทำแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับฐานะคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกลาโหมแล้วมิอาจจะปลงใจยอมรับได้ เนื่องจากฐานะระดับนี้โลงศพควรทำจากไม้สักทองเป็นอย่างน้อย
แม้ฮูหยินใหญ่คนใหม่อย่างซ่งหลินจะอ้างว่าฉุกละหุกเพียงใด แต่ก็ไม่ควรดูหมิ่นคุณหนูใหญ่ที่มารดามีตำแหน่งเป็นถึงท่านหญิง ทำให้ฮั่วซือซือสาวใช้ที่แสนซื่อสัตย์ต่ออดีตนายหญิงใหญ่ร้องไห้ตัวโยนอยู่ข้างโลงศพไม้สน ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจแทน
ผู้เป็นนายภายในโลงศพที่บุด้วยผ้าเก่าที่ฮั่วซือซือจะหาได้ มีร่างคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่บรรจงนอนนิ่งสงบ ใบหน้าที่เริ่มเป็นสาวงามสง่าเหมือนผู้เป็นมารดาทุกกระเบียด เครื่องประดับทองคำบริสุทธิ์ในหีบของนายหญิงใหญ่ที่นางทำช่องซ่อนเร้นเอาไว้ ถูกนำมาสวมใส่ในร่างกายที่ยังอุ่นของคุณหนู ที่คล้ายยังมีชีวิตแต่เพียงหลับไปเท่านั้น
ชุดผ้าไหมปักลวดลายละเอียดเป็นรูปดอกเหมยวางไว้เพื่อห่มทับ ก่อนฮั่วซือซือจะสวมใส่ชุดสีสันสดใสของคุณหนูให้เรียบร้อยนางมองหน้าคุณหนูใหญ่ด้วยความอาลัยอีกราวหนึ่งเค่อ[1] แล้วสั่งให้บ่าวรับใช้ปิดฝาโลงเสียอย่างหักใจ
รอบ ๆ โลงศพมีเครื่องบูชาที่จัดไว้อย่างเรียบร้อย ทั้งผลไม้ ธูปเทียนและดอกไม้หอมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ แต่ในตระกูลมู่ไม่ว่าสาวใช้หรือบ่าวชายไม่ได้รับอนุญาตให้สวมชุดไว้ทุกข์สักคน นั่นก็เป็นคำสั่งของนายหญิงคนใหม่อีกด้วย ซ่งหลินที่เพิ่งตั้งครรภ์ได้สามเดือนอ้างสารพัดหากประสบกับเรื่องโศกเศร้า จะกระเทือนถึงคุณชายน้อยในครรภ์ของนาง
แม้แต่คุณชายน้อยน้องชายของคุณหนูใหญ่ทั้งสอง
คือคุณชายมู่อันหลิงและมู่อันหลางก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้มาเคารพศพพี่สาว จนฮั่วซือซือเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ“คุณหนูคุ้มครองคุณชายทั้งสองด้วยนะเจ้าคะ” เสียง
คร่ำครวญของนางกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่ในบรรยากาศ ราวกับไม่อยากรบกวนดวงวิญญาณของคุณหนูใหญ่ ที่ต้องเสียมารดาอย่างกะทันหันไม่พอ ตัวเองยังต้องตายด้วยยาพิษที่จับมือใครดมไม่ได้แสงเทียนที่ลุกโซนอยู่ในกลางห้องทำให้เงาโลงศพทาบทับไปบนพื้นและผนังห้อง สร้างบรรยากาศที่ทั้งเศร้าโศกและขรึมขลัง เสียงลมพัดผ่านใบไม้สร้างเสียงซู่ซ่าแผ่วเบา ประหนึ่งบทเพลงแห่งการลาจาก โลกภายนอกยังคงหมุนไป แต่ที่นี่ในศาลาเล็ก ๆ นี้
เวลาเหมือนจะหยุดนิ่ง เพื่อให้สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ได้รำลึกถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เป็นครั้งสุดท้าย จนกระทั่งเกิดเสียงดังสนั่นลั่นภายในโลงศพปัง ปัง ปัง!!!
เสียงโลงศพที่ดังลั่นจนทำให้คนที่อยู่เพียงลำพังสะดุ้ง พร้อมกับแสงเทียนที่จุดเอาไว้ดับพรึบทันที ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน ลมพัดกระหน่ำพาเม็ดฝนตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงฟ้าคำรามดังก้องสะท้านไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศ
ที่เคร่งเครียดและน่าหวาดหวั่นในศาลาตั้งศพ ท่ามกลางสวนหย่อมในเรือนตระกูลมู่ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายของลมพายุและเสียงบ่าวรับใช้ที่เพิ่งเดินห่างออกไปไม่นาน บรรยากาศเช่นนี้คลับคล้ายกับกำลังเกิดอาเพศใหญ่เสียงในโลงศพไม้สนที่บรรจุร่างคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่
ซึ่งเคยวางอยู่ตรงกลางศาลาอย่างสงบ ถูกลมแรงพัดปะทะจนฝาโลงปลิวกระจายออกไป พร้อมกับรอยแยกตามแนวแผ่นไม้ไปคนละทิศ ละทางร่างที่เคยนอนแน่นิ่งบนศาลาบัดนี้คล้ายกับกำลังขยับได้ ทำให้คนที่กำลังวิ่งมาหลบฝนมองมาอย่างตะลึง พลันเกิดความหวาดกลัวขึ้นจนมีเสียงกรีดร้อง
“กรี๊ด...ผะ...ผี...ผีคุณหนูใหญ่!!!” เหล่าสาวใช้บ่าวชายวิ่งกันอุดตะหลุดออกไป ยกเว้นก็แต่ ‘ฮั่วซือซือ’ สาวใช้ของอดีตฮูหยิน
“คุณหนูใหญ่ คุณหนู...คุณหนูยังไม่ตาย คุณหนูยังไม่ตาย”ฮั่วซือซือดีใจแทบเสียสติ นางยกมือหยิกแขนตัวเองหนึ่งทีและเมื่อรู้สึกเจ็บทำให้รู้ว่านี่ไม่ได้ฝันไป พลันท้องฟ้าที่พิโรธเมื่อครู่กลับมาสงบ ฟ้าสว่างสดใสไร้เมฆหมอกดำทันที
[1] 1 เค่อ ราว 15 นาที
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าตอนจีบภรรยาจะขนาดไหน” “ไม่ต้องคอยดูหรอกขอรับ” อันหลางลุกขึ้นเตรียมวิ่งแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลัวเดินมาใกล้ “ทำไมเจ้าจะถือพรหมจรรย์รึ...เช่นนั้นไปบวชดีหรือไม่เล่า เป็นเจ้าอารามอันหลางก็ดูดีนะ” “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ ข้ากลัวอย่างเดียวเท่านั้น” อันหลางพูดให้อยากรู้แล้วก็สะกิดใจผู้เฒ่าจริง ๆ “กลัวอะไรของเจ้า” “กลัวท่านอยู่ไม่ถึงต่างหาก” พูดจบก็วิ่งจู้ดออกจากร้านน้ำชาอันเฟิงทันที “เจ้า...อันหลาง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ กลับมา” แล้วหนึ่งผู้เฒ่าหนึ่งเด็กอ้วนก็วิ่งไล่เตะกันไป ดูแล้วเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้ไม่น้อยเลยทีเดียว “อันเฟิงสองคนนี้เป็นเช่นนี้บ่อยรึ” “เพคะ น้องชายข้าก็หยอกผู้เฒ่าหลัวทุกวันนั่นล่ะ เขาบอกว่าให้ท่านผู้เฒ่าออกกำลังกายเสียบ้าง ร่างกายจะได้แข็งแรง ที่จริงเขาก็ห่วงผู้เฒ่าหลัวนั่นล่ะ ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะแต่วันไหนผู้เฒ่าไม่มาร้านมักจะหาเรื่องเอาอาหารไปส่งถึงบ้าน เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตาหลานของเขาไม่ธรรดาเลยทีเดียว” อู่อ๋องชักอิจฉาเมืองหลวงที่มีเจ้าเด็กพวกนี้เสียแล้วสิ
อันเฟิงไม่สนใจบิดาอีกจนได้ยินว่ามู่เสวียนออกจากเมืองหลวงไปเป็นนายอำเภออยู่ต้านโจวถาวรกับบุตรชายคนเล็กที่แม้แต่ชื่อนางก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นผู้ใด ทุกวันผ่านไปอย่างราบรื่น แม้แต่พี่จูจื้อเยว่จะส่งจดหมายมาชวนไปเที่ยวแดนใต้ทุกเดือน แต่พวกนางก็ยังไม่คิดลงไปที่นั่นเพราะมีประสบการณ์ที่ไปยังไม่ทันพายลมเสร็จก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเมืองหลวง ทั้งทุกนาทีเต็มไปด้วยความบีบคั้นชีวิตของบิดามารดาซูเฮ่ออีกด้วย แต่นั่นทำให้ชาวเหอหนานที่แอบทิ้งงานมาเป็นแขกอยู่เมืองหลวงบ่อย ๆ โดยเฉพาะอู่อ๋องที่ดูจะหลงใหลการสนทนากับอันหลางเป็นพิเศษ ในโรงน้ำชาที่ติดกับร้านนวดเทวดามีสองบุรุษหนุ่มวัยกลางคนหนึ่งแล้วก็วัยยี่สิบกว่าปีหนึ่งคน ที่มานั่งเดินหมากดื่มน้ำชากินขนมที่ร้านปักหลักตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเพราะเป็นลูกค้าพิเศษ จนกระทั่งร้านปิดแล้วก็ยังไม่ไป พร้อมกับน้องชายตัวอ้วนนั่งฟังพี่จูจื้อเยว่เล่าเรื่องแปลก ๆ ของแดนใต้ให้ฟังอย่างออกรส “พี่จื้อเยว่ท่านมีเรื่องอะไรที่เด็ดกว่าผู้เฒ่าหลัวกับหอร้อยบุปผาอีกรึ?” อันหลางตาโตทันที เขาพูดพร้อมกับหยิบเม็ดแตงขึ้นแทะตั้งใจฟังอย่างดี “มีสิ...สาวงามล่มเม
“ไปเล่นกับเพื่อน ๆ เถอะ” “ข้าเล่นจนเบื่อแล้ว อยากอยู่กับท่านแม่” ซูเฮ่อยืนยันคำเดิม สหายจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้แต่มารดาต้องดูแลจะห่างไม่ได้ “แม่ไม่เป็นไรแล้ว แค่เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เฉินถิงถิง อยากยกมือกอดเจ้าตัวแสบเหลือเกิน แต่ทว่าตอนนี้นางต้องห้ามขยับร่างกายสุ่มสี่สุ่มห้า หากท่านหมอเทวดาไม่อนุญาต เมื่อคุยกับลูกชายได้สักครู่ หวังลี่ที่ตอนนี้ถูกรับเข้าวังแต่งตั้งเป็นเสียนเฟยเดินเข้ามาหาแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้า เฉินถิงถิงรู้จากคำบอกเล่าของสหายเพื่อนรักของอาเฮ่อแล้วว่าหวังเสียนเฟยดูแลลูกชายตนเองมา “ของคุณเสียนเฟยมากเพคะที่ดูแลลูกชายหม่อมฉันอย่างดี” หวังลี่พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะส่วนใหญ่บุตรชายจะเป็นคนดูแลนางเสียมากกว่า “ต้องขอบคุณบุตรชายท่าน ก่อนหน้านี้ข้าป่วยแทบจะไร้ทางรักษา ดีที่ได้เขาช่วยดูแลข้ามาตลอด เขาเป็นเด็กดีมาก ไม่ดื้อไม่ซนทั้งยังเฉลียวฉลาดอีกด้วย” ซูเฮ่อเห็นว่ามารดาบุญธรรมชมเขาก็ยิ้มเขินอาย เขาก็อยากตอบแทนทุกคนที่ช่วยเขานี่นา “ซูเฮ่อ...ซูเฮ่อ...พี่ใหญ่จะยกกิจการบะหมี่แซ่เจิงให้เจ้าล่ะ เจ้าจะเอาหรือไม่” ที่จริ
เริ่นอี้หร่านเข้ามายังท้องพระโรง นางจะนั่งรอให้เหล่าขุนนางมาก้มลงคุกเข่าให้นาง เพราะทั้งชีวิตนางคุกเข่ามาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทเฮาหรือฮ่องเต้ นางประพฤติตัวอย่างดีแต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าของนาง เช่นนั้นนางก็จะให้พวกเขาคุกเข่าให้นางก่อนตาย ร่างระหงเดินมาในชุดสีแดงทอดยาวที่ตัดเอาไว้ใส่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ นางเดินขึ้นไปบนบัลลังก์จากนั้นนางมองด้วยรอยยิ้ม ไม่นานจากนี้บิดาก็จะพาเหล่าขุนนางที่ร่วมการเปลี่ยนแปลงมาที่นี่ “ยังไม่มาอีกหรือ...ไม่เป็นไร เจิงซุ่นซีไม่ใช่พลับนิ่ม จัดการเขาไม่ง่ายนัก” เริ่นอี้หร่านยังคงนั่งรออย่างใจเย็น โดยไม่รู้หลังม่านด้านหลังนั้นเหล่าขุนนางทั้งหมดถูกจับไปเรียบร้อยแล้วพร้อมอุดปากไม่ให้พูด ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เจิงซุ่นซีเดินมายังเบื้องหน้าของนางพร้อมยิ้มให้หนึ่งสาย แต่ว่านี่จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่เขาจะมีให้นาง ‘สตรีชั่วช้า!’ “ฝ่าบาทมาแล้วหรือ” เริ่นอี้หร่านยังคงคิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่ เพราะว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดังนั้นนางจึงควบคุมสถานการณ์ได้ “รอข้านานหรือไม่เล่า” เจิงซุ่นซีถามก่อนจะเอ่ยต่อ “เป











