LOGINหญิงสาวในชุดสีฟ้ายิ้มกว้างก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม เมื่อประตูปิดลง หลินเยว่จึงปล่อยลมหายใจออกมาเบา ๆ เธอเดินไปยืนที่หน้าต่าง มองแผ่นหลังของไป๋ลี่หรงซึ่งกำลังขึ้นรถด้วยสายตาครุ่นคิด
จากประสบการณ์หลายปีในโลกธุรกิจ เธอพบผู้คนที่เก่งเรื่องการแสดงมานับไม่ถ้วน และหนึ่งในสิ่งที่โกหกได้ยากที่สุดคือแววตา คนที่หวังดีอย่างแท้จริงจะยิ้มด้วยดวงตา
แต่คนที่ซ่อนเจตนาร้าย แม้ริมฝีปากจะโค้งขึ้นงดงามเพียงใด ดวงตาจะยังคงเย็นชาและคอยประเมินผลประโยชน์อยู่เสมอ
หลินเยว่นึกย้อนถึงสีหน้าของไป๋ลี่หรงในทุกช่วงของการสนทนา แล้วมุมปากของเธอก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ
“ในที่สุดก็เจอตัวแล้วสินะ”
เพราะเธอจับพิรุธสำคัญได้อย่างชัดเจน รอยยิ้มที่อีกฝ่ายมอบให้ตลอดการพบกันนั้นงดงามไร้ที่ติ แต่กลับไม่เคยส่งไปถึงดวงตาแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงรอยยิ้มปลอมที่ใช้ปกปิดความอิจฉา ความทะเยอทะยาน และแผนการร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น คฤหาสน์ตระกูลกู้เพิ่งกลับเข้าสู่ความสงบหลังจากข่าวการเผชิญหน้าระหว่างซูหว่านชิงกับไป๋ลี่หรงยังคงเป็นที่พูดถึงในหมู่คนรับใช้ หลินเยว่ตื่นแต่เช้า นั่งจดบันทึกรายรับรายจ่ายของบ้านอย่างละเอียดบนกระดาษเปล่า เธอพบช่องโหว่หลายแห่งที่แสดงให้เห็นว่าคนในคฤหาสน์ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยไม่มีการตรวจสอบ ขณะกำลังขีดเส้นใต้ตัวเลขสำคัญ เสียงพ่อบ้านก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“คุณผู้หญิงครับ ตระกูลซูส่งคนมาแจ้งว่าท่านพ่อและครอบครัวกำลังเดินทางมาหา อีกไม่นานก็คงถึงแล้ว”
หลินเยว่เงยหน้าขึ้น ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง ทุกครั้งที่คนจากบ้านเดิมมาเยี่ยม ไม่เคยเป็นเพราะคิดถึงลูกสาว แต่เป็นเพราะต้องการเงิน ของมีค่า หรือเส้นสายจากตระกูลกู้
เธอพยักหน้าช้า ๆ “เชิญเข้ามาตามมารยาท”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถเก๋งคันหนึ่งก็จอดหน้าคฤหาสน์ ชายวัยห้าสิบปลาย ๆ ในชุดสูทสีเข้มก้าวลงมาก่อน เขาคือซูจื้อเฉียง พ่อของซูหว่านชิง ตามมาด้วยหลิวซูหลัน แม่เลี้ยงผู้แต่งกายหรูหรา และซูหมิ่น น้องสาวต่างแม่ที่มีใบหน้าสะสวยแต่เต็มไปด้วยความทะนง
ทั้งสามเดินเข้ามาในห้องรับแขกราวกับเป็นเจ้าของบ้าน
ซูจื้อเฉียงมองลูกสาวเพียงแวบเดียวก่อนเอ่ย “ได้ยินว่าเจ้าป่วย ข้าก็เป็นห่วง”
หลินเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ “ขอบคุณที่เป็นห่วง”
หลิวซูหลันยิ้มหวาน “หว่านชิง เจ้าโชคดีจริง ๆ ที่ได้แต่งเข้าตระกูลกู้ บ้านหลังใหญ่ คนรับใช้มากมาย ไม่เหมือนบ้านเดิมของพวกเรา”
คำพูดฟังดูเหมือนชื่นชม แต่แฝงความอิจฉาและคำนวณอยู่ทุกถ้อยคำ
ซูหมิ่นเดินสำรวจห้องก่อนหยุดมองแจกันโบราณราคาแพง
“พี่หญิง ของพวกนี้คงมีมูลค่าไม่น้อยเลยนะ”
“คงอย่างนั้น”
“ถ้าพี่ไม่ใช้ เอาให้ข้าสักใบก็ดี”
หลินเยว่ยิ้มบาง ๆ “ของในบ้านนี้ไม่ใช่ของข้าเพียงคนเดียว”
ซูหมิ่นเม้มปากอย่างไม่พอใจ เมื่อดื่มชาไปได้ครู่หนึ่ง ซูจื้อเฉียงก็วางถ้วยลงแล้วเข้าสู่เรื่องที่ต้องการทันที
“ช่วงนี้ธุรกิจของพ่อมีปัญหานิดหน่อย ขาดเงินหมุนเวียนอยู่จำนวนหนึ่ง”
หลินเยว่พยักหน้า “แล้วอย่างไร”
“เจ้าช่วยไปพูดกับกู้เหยียนเซียวให้หน่อย ขอเงินสักก้อนคงไม่ใช่เรื่องยาก”
หลิวซูหลันรีบเสริม “ใช่แล้ว เจ้าคือภรรยาของเขา แค่เอ่ยปาก เขาคงไม่ปฏิเสธ”
ซูหมิ่นยิ้มเยาะเบา ๆ “ถึงเขาจะไม่รักพี่ แต่เรื่องเงินคงให้ได้อยู่แล้ว”
คำพูดนั้นหากเป็นซูหว่านชิงคนเดิมคงทำให้เสียใจจนร้องไห้ แต่หลินเยว่เพียงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแล้วถามอย่างเรียบเฉย
“ทำไมพวกท่านถึงคิดว่าฉันควรขอเงินจากสามี”
ซูจื้อเฉียงขมวดคิ้ว “เพราะเจ้าเป็นลูกสาวของข้า”
“แล้วตั้งแต่ฉันแต่งงานไป พวกท่านเคยมาหาเพราะเป็นห่วงฉันหรือไม่”
ทั้งสามนิ่งเงียบ
หลินเยว่กล่าวต่อ “ทุกครั้งที่มา ล้วนต้องการเงิน ต้องการของ หรือให้ฉันช่วยผลประโยชน์ทั้งนั้น”
หลิวซูหลันรีบแสร้งน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าคิดมากไปแล้ว ครอบครัวเดียวกันช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติ”
“ช่วยเหลือกันหรือ”
หลินเยว่หัวเราะเบา ๆ “ตอนฉันล้มป่วยนอนโรงพยาบาล พวกท่านเพิ่งนึกได้ว่ามีลูกสาวคนนี้หลังรู้ว่าฉันฟื้นแล้ว”
ซูหมิ่นเริ่มหมดความอดทน
“พี่หญิง อย่าทำตัวเรื่องมากนักเลย ขอเงินสามีสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ท่านนายพลมีเงินมากมาย”
“ถ้าเขามี ก็เป็นเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา”
“แต่พี่เป็นภรรยา”
“ภรรยาไม่ได้หมายความว่าจะเอาทรัพย์สินของสามีมาแจกใครก็ได้”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป ซูจื้อเฉียงตบโต๊ะดังปัง
“ซูหว่านชิง เจ้ากล้าพูดกับพ่อแบบนี้หรือ”
หลินเยว่สบตาเขาอย่างมั่นคง
“ข้ากำลังพูดด้วยเหตุผล”
เขามองกระดาษบนโต๊ะ “แล้วเขียนอะไร”เธอยิ้ม “จดหมายถึงเพื่อนเก่าค่ะ”กู้เหยียนเซียวไม่ได้ถามว่าเป็นใคร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยพยายามเปิดประตูบานที่เธอเลือกปิดเอาไว้ เขาเพียงเดินมานั่งข้าง ๆ“เขียนเสร็จหรือยัง”“ใกล้แล้วค่ะ”“ผมรอ”ซูหว่านชิงมองชายที่อยู่เคียงข้างตนมาตลอดชีวิต ก่อนก้มลงเขียนประโยคสุดท้าย“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย เพราะความกล้าของเธอในวันนั้น ทำให้ฉันมีวันนี้”เธอวางปากกา พับจดหมายเก็บไว้ในสมุดบันทึกแล้วปิดมันลง“เสร็จแล้วค่ะ”กู้เหยียนเซียวลุกขึ้นและยื่นมือมาให้เหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี“กลับบ้านกันเถอะ”ซูหว่านชิงวางมือลงบนมือของเขา“กลับบ้านกันค่ะ”ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยกันด้านนอกโรงงาน คนงานรุ่นใหม่กำลังเลิกงาน ผู้หญิงหลายคนเดินออกมาพร้อมหนังสือเรียนในมือ เพราะบริษัทเปิดชั้นเรียนภาคค่ำให้พนักงานที่ต้องการศึกษาต่อเด็กหญิงคนหนึ่งเห็นซูหว่านชิงแล้วรีบโค้งทักทาย“คุณหญิงคะ”เธอหยุดเดิน “มีอะไรหรือ”“หนูอยากขอบคุณค่ะ แม่ของหนูเคยเรียนตัดเย็บจากมูลนิธิ ตอนนี้แม่เปิดร้านของตัวเองและส่งหนูเรียนหนังสือ หนูอยากเป็นนักบัญชีค่ะ”ซูหว่านชิงย
ซูหว่านชิงนิ่งไปคำพูดของเด็กวัยสิบสามทำให้เธอนึกถึงความตั้งใจของตนเองในวันที่เริ่มสร้างกิจการเธอยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาว“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเก่งกว่าแม่ให้ได้”หว่านอิงยิ้มกว้าง “แน่นอนค่ะ”“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง”“อะไรคะ”“อย่าเก่งเพียงเรื่องหาเงิน ต้องเก่งเรื่องดูแลคนด้วย”เด็กสาวพยักหน้า “หนูจำได้ค่ะ”ซูหว่านชิงมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายชีวิตก่อนของเธอเคยอยู่ในโลกที่ผู้หญิงสามารถเรียน ทำงาน และเลือกอนาคตของตัวเองได้มากมาย เมื่อมาถึงยุคนี้ เธอจึงพยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน วันนี้ เธอกำลังเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เคยทำ ไม่ใช่เพียงจากโรงงานหรือมูลนิธิ แต่จากความคิดของเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าตนเองสามารถทำอะไรได้หรือไม่ พวกเธอเพียงถามว่าอยากทำอะไร และต้องพยายามอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นหลายปีต่อมา กู้หว่านอิงเข้าเรียนด้านการค้าและการบริหาร ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว เธอนำแนวคิดใหม่เข้ามาพัฒนาระบบการผลิตและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จนกิจการของตระกูลเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าวันที่ลูกสาวนำรายงานผลประกอบการฉบับแรกมาวางตรงหน้า ซูหว่านชิงเปิ
กู้เหยียนเซียวมองลูก ก่อนมองภรรยา และถอนหายใจเหมือนนายทหารที่รู้ว่าการรบครั้งนี้ไม่มีทางชนะ“พ่อเล่นด้วยก็ได้”เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นทั่วลานซูหว่านชิงยืนมองสามีถูกลูกสองคนลากไปยังสนามหญ้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ไม่มีใครในกองทัพคงเชื่อว่า นายพลกู้เหยียนเซียวผู้เด็ดขาดสามารถยอมแพ้ได้ง่ายถึงเพียงนี้แต่สำหรับเขา การยอมให้คนที่รักบงการชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้กลับเป็นความสุขที่ครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีและนับจากวันนั้น คนในคฤหาสน์ต่างรู้กันโดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้านไม่ได้สวมเครื่องแบบนายพลแต่คือคุณหญิงซูหว่านชิง ผู้สามารถสั่งนายพลผู้เกรียงไกรให้กลับมากินข้าว เล่นกับลูก และพักผ่อนให้ตรงเวลาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำลูกสาวของคุณหญิงจอมบงการสิบปีผ่านไป เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งตามกู้เหยียนเซียวไปทั่วคฤหาสน์เติบโตเป็นเด็กสาววัยสิบสามปี นามว่า “กู้หว่านอิง”หว่านอิงมีใบหน้างดงามเหมือนมารดา แต่ดวงตากลับเหมือนบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ที่สำคัญคือนิสัยเด็ดเดี่ยวและความคิดเป็นของตัวเองจนคนทั้งคฤหาสน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหญิงซูหว่านชิงมีผู้สืบทอดแล้
นายพลผู้แพ้ทางภรรยาหลังจากเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดผ่านพ้น ชีวิตสมรสครั้งใหม่ของซูหว่านชิงและกู้เหยียนเซียวกลับไม่ได้เต็มไปด้วยพิธีการหรือความเคร่งขรึมอย่างที่คนภายนอกจินตนาการ ตรงกันข้าม ภายในคฤหาสน์ตระกูลกู้กลับมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยให้คนรับใช้แอบหัวเราะกันแทบทุกวันโดยเฉพาะเรื่องของท่านนายพลผู้เด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ยกเว้นภรรยาของเขาเพียงคนเดียวเช้าวันหนึ่ง กู้เหยียนเซียวกำลังจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เขาแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยและเดินลงมาถึงห้องโถงแล้ว แต่กลับพบซูหว่านชิงยืนกอดอกขวางประตูอยู่“จะไปไหนคะ”“กองบัญชาการ”“อาหารเช้าล่ะ”ชายหนุ่มชะงัก “ผมจะกินที่นั่น”“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเฉินกั๋วเฉียงบอกว่าคุณไม่ได้กินอะไรจนบ่าย”กู้เหยียนเซียวเหลือบมองคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที เฉินกั๋วเฉียงรีบก้มหน้า“ผมไม่ได้ตั้งใจฟ้องครับ”ซูหว่านชิงหันไปมองสามี “กลับไปนั่งค่ะ”นายทหารที่สามารถสั่งกำลังพลนับพันคนได้โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม กลับหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย คนรับใช้รอบห้องพยายามกลั้นหัวเราะสุดความสามารถ ซูหว่านชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเลื่อนชาม
หลินเยว่เดินตรวจโรงงานเช่นเคย แม้ทุกคนจะเรียกเธอว่า “คุณหญิง” ด้วยความเคารพ แต่เธอก็ยังทักทายคนงานทุกคนด้วยรอยยิ้ม และจำชื่อของหลายคนได้อย่างแม่นยำ ระหว่างทาง เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา“คุณหญิงคะ หนูสอบเข้าโรงเรียนบัญชีได้แล้ว”หลินเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กน้อย “เก่งมาก ตั้งใจเรียนนะ”“โตขึ้นหนูจะกลับมาช่วยมูลนิธิเหมือนคุณหญิง”คำตอบไร้เดียงสาทำให้ผู้ใหญ่รอบข้างหัวเราะด้วยความเอ็นดูในอีกด้านหนึ่ง กู้เหยียนเซียวเองก็ได้รับการยกย่องในฐานะนายพลผู้ซื่อสัตย์ เขายังคงรับราชการด้วยความเที่ยงธรรมและได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บังคับบัญชาและประชาชนแม้งานจะหนักเพียงใด แต่เขาไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเยว่ ทุกเย็น หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เขาจะกลับมารับประทานอาหารกับครอบครัวเสมอหลังจากทั้งสองเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่ได้ไม่นาน คฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝดที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้บ้านกู้เหยียนเซียวซึ่งเคยเป็นนายทหารผู้เคร่งขรึม กลับยอมกลายเป็นม้าจำเป็นให้ลูก ๆ ขี่เล่นทั่วสวน ขณะที่หลินเยว่มักนั่งหัวเราะมองภาพนั้นอยู่ใต้ต้นเหมย วันหนึ่ง คุณย่าตระกูลกู้เอ่ยกับหลินเย
ระหว่างเดินทางกลับคฤหาสน์ คำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ คืนนั้น เธอเปิดสมุดบันทึกที่ใช้เขียนความคิดมาตลอดหลายปี พลิกย้อนกลับไปยังหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มีหน้าหนึ่งเขียนถึงวันที่กู้เหยียนเซียวช่วยเธอจากการลอบสังหาร อีกหน้าหนึ่งบันทึกคืนที่เขายอมรับผิดและขอเริ่มต้นใหม่ และอีกหลายหน้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบาก เธอค่อย ๆ เขียนบรรทัดใหม่ลงไป“บางที ฉันอาจไม่ได้กำลังรอคำตอบจากหัวใจ แต่กำลังรอให้ตัวเองกล้าพอที่จะมีความสุข”เช้าวันถัดมา หลินเยว่เป็นฝ่ายส่งจดหมายถึงกู้เหยียนเซียวแทน ข้อความมีเพียงประโยคเดียว“วันนี้หลังพระอาทิตย์ตก ขอให้มาพบกันที่เนินเขาเดิม”เมื่อถึงเวลา กู้เหยียนเซียวเดินทางมาถึงสถานที่ที่เคยขอเธอแต่งงานครั้งก่อน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งต้นไม้ ลมเย็น และแสงสุดท้ายของวัน สิ่งที่แตกต่างคือ หลินเยว่มายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอสวมชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน มือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า กู้เหยียนเซียวเดินเข้าไปหา“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เธอยิ้ม“ครั้งก่อน คุณเป็นคนถามฉัน วันนี้ ขอให้ฉันเป็นคนพูดบ้าง”ชายหนุ่มมองเ







