Masukหลิวซูหลันรีบเปลี่ยนเป็นใช้คำพูดกดดัน
“ถ้าเจ้าไม่ช่วย คนในเมืองจะรู้ว่าลูกสาวที่แต่งดีแล้วลืมบุญคุณพ่อแม่”
“พวกท่านอยากพูดอะไรก็เชิญ”
ซูหมิ่นลุกขึ้นยืนทันที
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปบอกท่านนายพลเอง ว่าพี่ไม่เคยคิดถึงครอบครัว”
หลินเยว่ยิ้มเย็น
“เชิญตามสบาย แต่ก่อนจะไป ลองถามตัวเองก่อนว่าเขาจะเชื่อใคร ระหว่างคนที่ไม่เคยมาเยี่ยมยามฉันป่วย กับคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ทุกวัน”
น้องสาวต่างแม่ชะงัก สีหน้าเริ่มลังเล
ซูจื้อเฉียงยังไม่ยอมแพ้
“ข้าต้องการเงินเพียงก้อนเดียว เจ้าช่วยไม่ได้จริงหรือ”
“ไม่ได้”
“เพราะอะไร”
“เพราะฉันไม่คิดใช้ชีวิตด้วยการเอาเปรียบคนอื่น”
คำตอบหนักแน่นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบ
หลิวซูหลันเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นสีหน้าบิดเบี้ยว
“เจ้านี่อกตัญญูเสียจริง”
หลินเยว่ลุกขึ้นจากที่นั่งช้า ๆ ก่อนมองทั้งสามคนทีละคน
“ถ้าพวกท่านมาหาเพราะคิดถึง ข้าจะเชิญให้อยู่ดื่มชาจนเย็น แต่ถ้ามาเพราะต้องการเงิน ข้าคงไม่มีอะไรจะพูดต่อ”
เธอหันไปทางพ่อบ้านแล้วกล่าวอย่างชัดเจน
“ส่งแขก”
พ่อบ้านตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของคุณผู้หญิงก็รีบก้มศีรษะ
“ครับคุณผู้หญิง”
ซูหมิ่นชี้หน้าหลินเยว่ด้วยความโกรธ
“พี่จะเสียใจทีหลัง”
“อนาคตเป็นเรื่องของอนาคต”
หลินเยว่ตอบอย่างสงบ “แต่วันนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตของข้าอีก”
ซูจื้อเฉียงกัดฟันแน่นก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป หลิวซูหลันและซูหมิ่นรีบตามหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้น
เมื่อประตูคฤหาสน์ปิดลง หลินเยว่ยืนมองรถของครอบครัวซูแล่นออกไปอย่างไม่ไยดี
คนรับใช้ที่แอบมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้างต่างตกตะลึง เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่ซูหว่านชิงกล้าปฏิเสธคำสั่งของครอบครัวตนเอง
ตอนที่ 6
แต่สำหรับหลินเยว่ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตัดวงจรการถูกเอาเปรียบ และเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ต่อจากนี้จะไม่มีใครใช้คำว่าครอบครัวมาเป็นข้ออ้างเพื่อรีดไถผลประโยชน์จากเธอได้อีก
หลังจากไล่พ่อ แม่เลี้ยง และน้องสาวต่างแม่ออกจากคฤหาสน์ ความเงียบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง แต่หลินเยว่รู้ดีว่าความสงบในวันนี้เป็นเพียงภาพลวงตา เพราะตราบใดที่ผลประโยชน์ยังเกี่ยวพันกัน ผู้คนเหล่านั้นย่อมกลับมาอีกแน่นอน
เธอใช้เวลาหลายวันในการทำความคุ้นเคยกับบ้านหลังใหญ่ของตระกูลกู้ ทั้งห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องเก็บเอกสาร และคลังของใช้ส่วนกลาง ยิ่งสำรวจมากเท่าไร เธอยิ่งรู้สึกว่าการบริหารภายในคฤหาสน์เต็มไปด้วยช่องโหว่
เช้าวันหนึ่ง ขณะเดินผ่านห้องเก็บของด้านหลังซึ่งแทบไม่มีใครใช้งาน เธอสังเกตเห็นประตูไม้บานเล็กที่ถูกตู้เก่าบังไว้ เมื่อผลักตู้เคลื่อนออกจึงพบห้องเก็บเอกสารขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยกล่องกระดาษและแฟ้มบัญชีจำนวนมาก
พ่อบ้านรีบเดินตามเข้ามา
“คุณผู้หญิง ห้องนี้เป็นที่เก็บสมุดบัญชีเก่าของคฤหาสน์ครับ หลายปีแล้วไม่มีใครเปิดดู”
หลินเยว่พยักหน้า “ฉันขอใช้ห้องนี้สักพัก”
เมื่อพ่อบ้านออกไป เธอเริ่มเปิดกล่องทีละใบอย่างใจเย็น สมุดบัญชีส่วนใหญ่เป็นเพียงบันทึกรายจ่ายประจำวัน ทั้งค่าอาหาร ค่าซ่อมแซม และเงินเดือนคนรับใช้ แต่ในกล่องใบสุดท้าย เธอกลับพบสมุดปกสีน้ำตาลที่ดูเก่ากว่าปกติ ไม่มีชื่อกำกับ มีเพียงตัวอักษรเล็ก ๆ เขียนไว้ที่มุมว่า “บัญชีสำรอง”
หลินเยว่เปิดดูอย่างระมัดระวัง
หน้าแรกไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อพลิกไปเรื่อย ๆ เธอกลับพบรายการจ่ายเงินจำนวนมากให้บุคคลที่ใช้เพียงอักษรย่อ เช่น “คุณรอง” “คุณหญิงใหญ่” และ “ญาติสายเหนือ” โดยไม่มีเอกสารประกอบ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือยอดเงินแต่ละครั้งสูงผิดปกติ
เธอหยิบดินสอขึ้นมาคำนวณอย่างรวดเร็ว ก่อนพบว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา เงินที่หายไปจากบัญชีเหล่านี้รวมกันมากพอจะซื้อบ้านหลายหลังได้สบาย
“นี่ไม่ใช่ความผิดพลาด”
หลินเยว่พึมพำเบา ๆ
“มีคนจงใจเบิกเงินออกไป”
เธอพลิกไปอีกหน้าแล้วสะดุดกับชื่อหนึ่ง
“กู้จิ้งเหวิน”
จากความทรงจำของซูหว่านชิง คนผู้นี้คือญาติผู้พี่ของกู้เหยียนเซียว ทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่างแต่ขาดทุนตลอด และมักอาศัยชื่อเสียงของตระกูลกู้สร้างความน่าเชื่อถือ
ในสมุดบัญชีระบุว่าเขาได้รับเงินสนับสนุนหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีลายเซ็นรับรองหรือใบเสร็จคืนเงินแม้แต่ใบเดียว
หลินเยว่จดข้อมูลสำคัญลงในสมุดบันทึกของตัวเอง ก่อนเดินไปค้นหากล่องเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ไม่นานเธอก็พบซองกระดาษเก่า ภายในมีสำเนาใบโอนเงิน ใบเสร็จ และจดหมายเขียนด้วยลายมือ ระบุว่าการเบิกเงินดังกล่าวเป็นเพียง “การยืมชั่วคราว”
แต่สิ่งที่ทำให้เธอสนใจที่สุดคือใบเสร็จฉบับหนึ่งซึ่งมีตราประทับของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พร้อมลายเซ็นที่ดูคล้ายของญาติฝ่ายสามี
เขามองกระดาษบนโต๊ะ “แล้วเขียนอะไร”เธอยิ้ม “จดหมายถึงเพื่อนเก่าค่ะ”กู้เหยียนเซียวไม่ได้ถามว่าเป็นใคร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยพยายามเปิดประตูบานที่เธอเลือกปิดเอาไว้ เขาเพียงเดินมานั่งข้าง ๆ“เขียนเสร็จหรือยัง”“ใกล้แล้วค่ะ”“ผมรอ”ซูหว่านชิงมองชายที่อยู่เคียงข้างตนมาตลอดชีวิต ก่อนก้มลงเขียนประโยคสุดท้าย“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย เพราะความกล้าของเธอในวันนั้น ทำให้ฉันมีวันนี้”เธอวางปากกา พับจดหมายเก็บไว้ในสมุดบันทึกแล้วปิดมันลง“เสร็จแล้วค่ะ”กู้เหยียนเซียวลุกขึ้นและยื่นมือมาให้เหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี“กลับบ้านกันเถอะ”ซูหว่านชิงวางมือลงบนมือของเขา“กลับบ้านกันค่ะ”ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยกันด้านนอกโรงงาน คนงานรุ่นใหม่กำลังเลิกงาน ผู้หญิงหลายคนเดินออกมาพร้อมหนังสือเรียนในมือ เพราะบริษัทเปิดชั้นเรียนภาคค่ำให้พนักงานที่ต้องการศึกษาต่อเด็กหญิงคนหนึ่งเห็นซูหว่านชิงแล้วรีบโค้งทักทาย“คุณหญิงคะ”เธอหยุดเดิน “มีอะไรหรือ”“หนูอยากขอบคุณค่ะ แม่ของหนูเคยเรียนตัดเย็บจากมูลนิธิ ตอนนี้แม่เปิดร้านของตัวเองและส่งหนูเรียนหนังสือ หนูอยากเป็นนักบัญชีค่ะ”ซูหว่านชิงย
ซูหว่านชิงนิ่งไปคำพูดของเด็กวัยสิบสามทำให้เธอนึกถึงความตั้งใจของตนเองในวันที่เริ่มสร้างกิจการเธอยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาว“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเก่งกว่าแม่ให้ได้”หว่านอิงยิ้มกว้าง “แน่นอนค่ะ”“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง”“อะไรคะ”“อย่าเก่งเพียงเรื่องหาเงิน ต้องเก่งเรื่องดูแลคนด้วย”เด็กสาวพยักหน้า “หนูจำได้ค่ะ”ซูหว่านชิงมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายชีวิตก่อนของเธอเคยอยู่ในโลกที่ผู้หญิงสามารถเรียน ทำงาน และเลือกอนาคตของตัวเองได้มากมาย เมื่อมาถึงยุคนี้ เธอจึงพยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน วันนี้ เธอกำลังเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เคยทำ ไม่ใช่เพียงจากโรงงานหรือมูลนิธิ แต่จากความคิดของเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าตนเองสามารถทำอะไรได้หรือไม่ พวกเธอเพียงถามว่าอยากทำอะไร และต้องพยายามอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นหลายปีต่อมา กู้หว่านอิงเข้าเรียนด้านการค้าและการบริหาร ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว เธอนำแนวคิดใหม่เข้ามาพัฒนาระบบการผลิตและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จนกิจการของตระกูลเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าวันที่ลูกสาวนำรายงานผลประกอบการฉบับแรกมาวางตรงหน้า ซูหว่านชิงเปิ
กู้เหยียนเซียวมองลูก ก่อนมองภรรยา และถอนหายใจเหมือนนายทหารที่รู้ว่าการรบครั้งนี้ไม่มีทางชนะ“พ่อเล่นด้วยก็ได้”เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นทั่วลานซูหว่านชิงยืนมองสามีถูกลูกสองคนลากไปยังสนามหญ้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ไม่มีใครในกองทัพคงเชื่อว่า นายพลกู้เหยียนเซียวผู้เด็ดขาดสามารถยอมแพ้ได้ง่ายถึงเพียงนี้แต่สำหรับเขา การยอมให้คนที่รักบงการชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้กลับเป็นความสุขที่ครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีและนับจากวันนั้น คนในคฤหาสน์ต่างรู้กันโดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้านไม่ได้สวมเครื่องแบบนายพลแต่คือคุณหญิงซูหว่านชิง ผู้สามารถสั่งนายพลผู้เกรียงไกรให้กลับมากินข้าว เล่นกับลูก และพักผ่อนให้ตรงเวลาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำลูกสาวของคุณหญิงจอมบงการสิบปีผ่านไป เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งตามกู้เหยียนเซียวไปทั่วคฤหาสน์เติบโตเป็นเด็กสาววัยสิบสามปี นามว่า “กู้หว่านอิง”หว่านอิงมีใบหน้างดงามเหมือนมารดา แต่ดวงตากลับเหมือนบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ที่สำคัญคือนิสัยเด็ดเดี่ยวและความคิดเป็นของตัวเองจนคนทั้งคฤหาสน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหญิงซูหว่านชิงมีผู้สืบทอดแล้
นายพลผู้แพ้ทางภรรยาหลังจากเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดผ่านพ้น ชีวิตสมรสครั้งใหม่ของซูหว่านชิงและกู้เหยียนเซียวกลับไม่ได้เต็มไปด้วยพิธีการหรือความเคร่งขรึมอย่างที่คนภายนอกจินตนาการ ตรงกันข้าม ภายในคฤหาสน์ตระกูลกู้กลับมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยให้คนรับใช้แอบหัวเราะกันแทบทุกวันโดยเฉพาะเรื่องของท่านนายพลผู้เด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ยกเว้นภรรยาของเขาเพียงคนเดียวเช้าวันหนึ่ง กู้เหยียนเซียวกำลังจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เขาแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยและเดินลงมาถึงห้องโถงแล้ว แต่กลับพบซูหว่านชิงยืนกอดอกขวางประตูอยู่“จะไปไหนคะ”“กองบัญชาการ”“อาหารเช้าล่ะ”ชายหนุ่มชะงัก “ผมจะกินที่นั่น”“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเฉินกั๋วเฉียงบอกว่าคุณไม่ได้กินอะไรจนบ่าย”กู้เหยียนเซียวเหลือบมองคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที เฉินกั๋วเฉียงรีบก้มหน้า“ผมไม่ได้ตั้งใจฟ้องครับ”ซูหว่านชิงหันไปมองสามี “กลับไปนั่งค่ะ”นายทหารที่สามารถสั่งกำลังพลนับพันคนได้โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม กลับหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย คนรับใช้รอบห้องพยายามกลั้นหัวเราะสุดความสามารถ ซูหว่านชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเลื่อนชาม
หลินเยว่เดินตรวจโรงงานเช่นเคย แม้ทุกคนจะเรียกเธอว่า “คุณหญิง” ด้วยความเคารพ แต่เธอก็ยังทักทายคนงานทุกคนด้วยรอยยิ้ม และจำชื่อของหลายคนได้อย่างแม่นยำ ระหว่างทาง เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา“คุณหญิงคะ หนูสอบเข้าโรงเรียนบัญชีได้แล้ว”หลินเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กน้อย “เก่งมาก ตั้งใจเรียนนะ”“โตขึ้นหนูจะกลับมาช่วยมูลนิธิเหมือนคุณหญิง”คำตอบไร้เดียงสาทำให้ผู้ใหญ่รอบข้างหัวเราะด้วยความเอ็นดูในอีกด้านหนึ่ง กู้เหยียนเซียวเองก็ได้รับการยกย่องในฐานะนายพลผู้ซื่อสัตย์ เขายังคงรับราชการด้วยความเที่ยงธรรมและได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บังคับบัญชาและประชาชนแม้งานจะหนักเพียงใด แต่เขาไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเยว่ ทุกเย็น หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เขาจะกลับมารับประทานอาหารกับครอบครัวเสมอหลังจากทั้งสองเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่ได้ไม่นาน คฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝดที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้บ้านกู้เหยียนเซียวซึ่งเคยเป็นนายทหารผู้เคร่งขรึม กลับยอมกลายเป็นม้าจำเป็นให้ลูก ๆ ขี่เล่นทั่วสวน ขณะที่หลินเยว่มักนั่งหัวเราะมองภาพนั้นอยู่ใต้ต้นเหมย วันหนึ่ง คุณย่าตระกูลกู้เอ่ยกับหลินเย
ระหว่างเดินทางกลับคฤหาสน์ คำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ คืนนั้น เธอเปิดสมุดบันทึกที่ใช้เขียนความคิดมาตลอดหลายปี พลิกย้อนกลับไปยังหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มีหน้าหนึ่งเขียนถึงวันที่กู้เหยียนเซียวช่วยเธอจากการลอบสังหาร อีกหน้าหนึ่งบันทึกคืนที่เขายอมรับผิดและขอเริ่มต้นใหม่ และอีกหลายหน้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบาก เธอค่อย ๆ เขียนบรรทัดใหม่ลงไป“บางที ฉันอาจไม่ได้กำลังรอคำตอบจากหัวใจ แต่กำลังรอให้ตัวเองกล้าพอที่จะมีความสุข”เช้าวันถัดมา หลินเยว่เป็นฝ่ายส่งจดหมายถึงกู้เหยียนเซียวแทน ข้อความมีเพียงประโยคเดียว“วันนี้หลังพระอาทิตย์ตก ขอให้มาพบกันที่เนินเขาเดิม”เมื่อถึงเวลา กู้เหยียนเซียวเดินทางมาถึงสถานที่ที่เคยขอเธอแต่งงานครั้งก่อน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งต้นไม้ ลมเย็น และแสงสุดท้ายของวัน สิ่งที่แตกต่างคือ หลินเยว่มายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอสวมชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน มือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า กู้เหยียนเซียวเดินเข้าไปหา“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เธอยิ้ม“ครั้งก่อน คุณเป็นคนถามฉัน วันนี้ ขอให้ฉันเป็นคนพูดบ้าง”ชายหนุ่มมองเ







