Home / รักโบราณ / ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก / บทที่ 2 ก้าวแรกสู่เปียนเฉิง

Share

บทที่ 2 ก้าวแรกสู่เปียนเฉิง

บทที่ 2 ก้าวแรกสู่เปียนเฉิง

ความเงียบสงัดกลับเข้าปกคลุมกระท่อมดินอีกครั้งหลังจากพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป เย่ซิงเยว่ที่เพิ่งใช้แรงเฮือกสุดท้ายจัดการกับสุนัขรับใช้ของลุงใหญ่ไป ทรุดกายลงนั่งบนขอบแคร่ไม้ที่สั่นคลอน ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เพียงแค่ใช้ทักษะการบิดข้อมือขั้นพื้นฐานไปเพียงครั้งเดียว หัวใจของนางก็เต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก

"ซิงเยว่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้างลูก" นางหลี่ปรี่เข้าไปประคองลูกสาวคนเล็ก น้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือดดีอาบแก้มด้วยความตื้นตันและตระหนกในเวลาเดียวกัน "เจ้าไปเอาเรี่ยวแรงและวิชาพวกนี้มาจากไหนกัน"

ซิงเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองดูมือที่สั่นเทาของตนเอง "ท่านแม่... ข้าแค่ไม่อาจทนเห็นใครมารังแกพวกเราได้อีกต่อไป ท่านพ่อจากไปแล้ว หากข้าไม่ลุกขึ้นสู้ พวกเราคงถูกพวก เจ้าคนสับปลับ นั่นรุมทึ้งจนไม่เหลือซาก"

นางหันไปมองพี่สาวทั้งสี่คนที่ยืนล้อมรอบอยู่ เย่จื่อหลิน พี่ใหญ่ผู้แสนดี เย่หรงเหยา พี่รองผู้เรียบร้อย เย่ลู่หลาน พี่สามผู้ฉลาดเฉลียว และ เย่อันฉี พี่สี่ผู้มีพละกำลังมากกว่าใครเพื่อน ทั้งหมดมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันคือสายตาแห่งความหวัง

"เราอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ" ซิงเยว่เอ่ยน้ำเสียงเฉียบขาด "ลุงใหญ่เย่จงมีนิสัยปลิ้นปล้อน พรุ่งนี้เขาต้องพาคนมามากกว่าเดิมเพื่อลากพี่ใหญ่ไปส่งให้เศรษฐีจางแน่ เราต้องออกเดินทางคืนนี้!"

"แต่เราไม่มีเงินเลยนะซิงเยว่" เย่ลู่หลาน พี่สามเอ่ยด้วยความกังวล "หนทางไปเปียนเฉิงต้องใช้เงินทั้งค่ารถม้าและค่ากินอยู่"

ซิงเยว่กระตุกยิ้มมุมปาก แววตาของนักสู้ MMA ผู้ผ่านโลกมาโชกโชนฉายชัด "ใครบอกว่าเราไม่มี... ในเมื่อเย่จงกล้ามาทวงหนี้ที่ไม่มีจริงกับเรา ข้าก็จะไปเก็บ 'ค่าทำขวัญ' จากเขามาเป็นค่าเดินทางให้พวกเราเอง"

กลางดึกคืนนั้น ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักจนมองไม่เห็นทาง ซิงเยว่ลอบออกจากกระท่อมมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเย่สายหลัก นางใช้ทักษะการพรางตัวและการเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบที่ฝึกฝนมานับสิบปีลอบเข้าทางหลังบ้าน เย่จงกำลังนั่งดื่มสุราฉลองล่วงหน้าถึงเงินสินสอดที่จะได้รับจากเศรษฐีจาง โดยหารู้ไม่ว่ามัจจุราชตัวน้อยกำลังจ้องมองเขาอยู่จากในเงามืด

ซิงเยว่ไม่ได้ลงมือทำร้ายเขาอีก แต่นางเลือกที่จะขโมยตั๋วเงินและเครื่องประดับบางส่วนที่เย่จงซุกซ่อนไว้ใต้เตียง รวมถึงสัญญาเงินกู้ปลอมที่เขาใช้ข่มขู่ครอบครัวนางมาเผาทิ้งต่อหน้าศาลบรรพบุรุษของเขาเอง

"ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่ท่านรังแกแม่และพี่สาวข้ามานานก็แล้วกัน... เจ้าคนทราม" นางพึมพำก่อนจะหายวับไปในความมืด

รุ่งเช้า เกวียนไม้เก่าๆ บรรทุกสตรีหกนางมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านท่ามกลางสายตาแปลกใจของชาวบ้าน ซิงเยว่นั่งอยู่ท้ายเกวียน มองดูหมู่บ้านที่ค่อยๆ เล็กลงด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป นางไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมคนอีกต่อไป แต่คือนักสู้ที่จะนำพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่งในเปียนเฉิง

เปียนเฉิง เมืองหลวงที่ไม่มีวันหลับใหล

เจ็ดวันต่อมา ครอบครัวเย่ก็มาถึงเปียนเฉิง ความอลังการของกำแพงเมืองสูงตระหง่านและฝูงชนที่ขวักไขว่ทำให้นางหลี่และลูกสาวคนอื่นๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ซิงเยว่พาทุกคนไปเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในย่านที่ไม่ได้หรูหรานักแต่ปลอดภัย นางเริ่มแผนการหาเงินทันทีด้วยการทำ สบู่สมุนไพรสูตรลับ ที่นางเคยศึกษามาในโลกก่อน

ในขณะที่นางกำลังเดินสำรวจตลาดเพื่อหาซื้อวัตถุดิบ รถม้าคันเดิมที่นางเคยเห็นระหว่างทางก็วิ่งผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ

กึก!

รถม้าหยุดลงกะทันหัน ม่านบังตาถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาจนแทบลืมหายใจของเซี่ยหยางเฟย เขาสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม คลี่พัดในมืออย่างสง่างาม สายตาที่เขามองมาที่ซิงเยว่นั้นไม่ใช่สายตาที่มองสาวชาวบ้านธรรมดา แต่มันคือสายตาของพยัคฆ์ที่เจอเหยื่อที่ถูกใจที่สุด

"เจอกันอีกแล้วนะ... แม่นางน้อย" น้ำเสียงของเขาทั้งนุ่มนวลและยั่วเย้าในคราวเดียว

ซิงเยว่หยุดกึก นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง ความสวยหล่อของเขาไม่ได้ทำให้ใจนางสั่น แต่นิสัยกะล่อนที่ฉายออกมาทางดวงตาต่างหากที่ทำให้นางหงุดหงิด

"ท่านเป็นใคร? แล้วมายุ่งกับข้าทำไม" นางถามเสียงห้วน

เซี่ยหยางเฟยกระตุกยิ้มมุมปาก ท่าทางดูเจ้าเล่ห์แต่กลับดูไม่น่าเกลียด "ข้าเป็นเพียงบุรุษที่ตกหลุมรักแววตาของเจ้า... ข้าชื่อเซี่ยหยางเฟย หากเจ้ามีปัญหาอะไรในเปียนเฉิง เพียงบอกชื่อข้า ทุกอย่างจะคลี่คลาย"

"ข้าจัดการธุระของข้าเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสุภาพบุรุษกำมะลออย่างท่าน" ซิงเยว่ตอบกลับอย่างเผ็ดร้อน "หลีกทางด้วย ข้าจะรีบไปซื้อของ"

เซี่ยหยางเฟยหัวเราะร่า แววตาพยัคฆ์ของเขาจ้องมองหน้าอกขนาดพอเหมาะของนางที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ขุ่นเคือง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาที่ดูน่าสงสารขึ้นมาทันที

"โอย... แม่นางน้อย เจ้าพูดจาเชือดเฉือนใจข้ายิ่งนัก" เขาแสร้งทำท่ากุมอก "เพียงแค่คำพูดของเจ้า ข้าก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะวายตายเสียเดี๋ยวนี้ เจ้าช่างใจดำกับข้าเกินไปแล้ว"

ซิงเยว่ขมวดคิ้ว "ท่านเป็นบ้าหรือไง? เมื่อกี้ยังดูดีอยู่เลย ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนคนสติไม่สมประกอบ"

"ข้าไม่ได้บ้า ข้าแค่เจ็บปวด..." เขาทำหน้าตาน่าสงสาร "ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นตามหาเจ้าจนเจอ แต่เจ้ากลับเรียกข้าว่าคนกำมะลอ... เจ้าคนใจร้าย"

"พอเถอะ! เจ้าคนปลิ้นปล้อน" ซิงเยว่ตัดบทพลางก้าวเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

เซี่ยหยางเฟยมองตามแผ่นหลังผอมบางนั้นไปด้วยสายตาที่เปลี่ยนกลับมาดุดันและเป็นเจ้าของ "ซิงเยว่... ชื่อของเจ้าช่างไพเราะนัก ข้าจะทำให้เจ้าเรียกชื่อข้าด้วยความรักให้ได้"

เขาหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม "ตามไปดูว่านางพักที่ไหน ทำอะไรอยู่ ข้าอยากรู้ว่ายัยแมวป่าตัวนี้จะทำอย่างไรต่อไป"

นี่คือจุดเริ่มต้นของเกมแมวไล่จับหนู... แต่ในกรณีนี้ หนูอาจจะเป็นฝ่ายที่หันมาขย้ำแมวเอาได้ง่ายๆ!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 69 การวินิจฉัยที่เสี่ยงชีวิต

    บทที่ 69 การวินิจฉัยที่เสี่ยงชีวิตเกี้ยวหลวงเคลื่อนที่ผ่านอุทยานหลวงที่ประดับประดาด้วยพรรณไม้ล้ำค่า ทว่าบรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ซ่งอี้หาน บัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงแผ่นหลังของ เย่อันฉี ร่างกายหนาใหญ่ของเขาพยายามทำตัวให้ดูเล็กลงประหนึ่งนกน้อยที่ปีกหักเพื่อขอความเมตตาจากฮูหยิน มือขวาของเขายังคงกุมมืออันฉีไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แสร้งทำเป็นว่าหากขาดไออุ่นจากมือนางไปเพียงเสี้ยววินาที ลมหายใจของเขาจะดับสูญลงกลางทาง"อันฉี... เจ้าได้กลิ่นธูปมังกรหรือไม่? กลิ่นนี้ยิ่งทำให้ข้าใจสั่น ข้านึกถึงวันที่ฝ่าบาททรงพิโรธข้าเรื่องคดีตระกูลหลิวจนข้าเกือบไม่ได้กลับมาพบเจ้า" อี้หานกระซิบเสียงแผ่ว พลางแสร้งทำท่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างยากลำบาก "หากฝ่าบาทจะลงอาญาข้าอีกครั้ง เจ้าอย่าลืมอ้างพละกำลังของเจ้าปกป้องข้าด้วยนะ ข้าเปราะบางเหลือเกินในตอนนี้""ท่านพี่... ท่านเลิกสำออยเสียทีเถิดเจ้าค่ะ เรากำลังจะถึงตำหนักที่ประทับแล้ว" อันฉีเอ่ยพลางจัดเสื้อผ้าให้สามีอย่างเบามือ แม้ปากจะบ่นแต่ในใจของนางกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางรู้ดีว่าตระกูลเย่ของนางแม้มั่งคั่งในเขตการค้าและเก่งกาจด้านการค้า แต่ในเร

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 68 รถม้าอลเวงและฝีปากนางสิงห์

    บทที่ 68 รถม้าอลเวงและฝีปากนางสิงห์รุ่งอรุณที่เมืองเปียนเฉิงในวันนี้ดูจะคึกคักและวุ่นวายกว่าปกติเป็นร้อยเท่า โดยเฉพาะในเขตการค้าหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลเย่ที่กว้างขวางและหรูหราอลังการที่สุด เสียงล้อรถม้าที่หุ้มด้วยเหล็กกล้าบดไปบนถนนหินอ่อนดังประสานกับเสียงฝีเท้าม้าของเหล่ากองเกียรติยศจากวังหลวง ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันละทิ้งกิจการชั่วคราวเพื่อมามุงดูขบวนเสด็จจำลองที่มารับตัวหมอเทวดา และฮูหยินพละกำลังช้างสาร เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในภายในเขตจวนตระกูลเย่ บรรยากาศกลับไม่ได้ดูขรึมขลังตามจำนวนทหารที่ล้อมรอบ เพราะบัดนี้ ซ่งอี้หาน กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์สำออยขั้นสุดยอด เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักในเรือนรับรอง ใบหน้าคมเข้มที่ดูดุดันปานพยัคฆ์ยามอยู่ในสนามรบ บัดนี้กลับพยายามทำตาปรือปรอยราวกับตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะมอดดับ มือหนาข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกข้างกุมขาข้างที่เขาอ้างว่าเจ็บแปลบปลาบ ตั้งแต่เมื่อคืน"โอ๊ย... อันฉี ข้าว่าล้อรถม้าหลวงพวกนั้นมันต้องทำมาจากเหล็กเย็นแน่ๆ เพียงแค่ได้ยินเสียงสะเทือน ข้าก็รู้สึกเหมือนตับไตไส้พุงจะพากันสลับที่สลับทางไปหมดแล้ว" อี้หานเอ่ยเสียงแหบพร่าพล

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 67 ความลับที่ถูกเปิดเผย

    บทที่ 67 ความลับที่ถูกเปิดเผยบรรยากาศภายในจวนตระกูลเย่หลังจากชัยชนะในการกวาดล้างโจรป่าที่หุบเขาอวี้หลานควรจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กลิ่นอายของความสำเร็จยังคงอบอวลอยู่ตามระเบียงทางเดิน ทว่าในเช้าวันถัดมา เมฆหมอกแห่งความวุ่นวายระลอกใหม่กลับตั้งเค้าขึ้นที่หน้าประตูจวนอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่ควบตะบึงอย่างเร่งร้อนมาหยุดนิ่งลงที่หน้าทางเข้า พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้บ่าวรับใช้ทั่วทั้งจวนต้องหยุดชะงักภารกิจในมือด้วยความตระหนก"พระราชโองการมาถึง! หมอหลวงซ่งอี้หานรับราชโองการ!"เสียงนั้นเข้มขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจจนคนในตระกูลเย่ต้องพากันรีบออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าเรือนรับรองด้วยใจที่เต้นรัว เย่ชิง ประมุขหญิงของบ้านก้าวออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและสุขุม นางเหลือบมองไปยัง ซ่งอี้หาน ลูกเขยตัวดีที่บัดนี้กำลังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่บนตั่งไม้บุผ้าแพรอย่างดี โดยมี เย่อันฉี คอยส่งถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ให้ถึงปากอย่างใกล้ชิด เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะส่งเสียงโวยวายมาตั้งแต่เช้ามืดว่าเจ็บซี่โครง และปวดหลังลามไปถึงก

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 66 หมอหลวงประลองแผน

    บทที่ 66 หมอหลวงประลองแผนท่ามกลางหุบเขาอวี้หลานที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงนกร้องเตือนภัยดังระงมไปทั่วผืนไพรกว้าง ภูเขาแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรังของ กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ขบวนสินค้าและชาวบ้านระแวกเปียนเฉิงมานานนับปี ทว่าในวันนี้ บรรยากาศที่เคยเงียบขรึมกลับถูกทำลายด้วยขบวนเดินทางที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่หัวขบวนนั้น แทนที่จะเป็นแม่ทัพสวมเกราะเหล็กน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนสะอาดสะอ้าน ซ่งอี้หาน นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวพ่วงพี ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย มือซ้ายกุมบังเหียนส่วนมือขวาแสร้งทำเป็นยกขึ้นกุมหน้าอก พลางไอคอกแคก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนบ่าวรับใช้ตระกูลเย่ที่เดินตามหลังมานับสามสิบชีวิตต่างพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย"โอย... เดินทางมาเพียงครึ่งวัน ข้าก็รู้สึกเหมือนปอดจะฉีกขาดเสียให้ได้" ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงอ่อย พลางหันไปมอง เซี่ยหยางเฟย ที่ถูกท่านแม่เย่ชิงส่งมาเป็นผู้ช่วย (หรือตัวตลกประจำขบวน) "หยางเฟย... เจ้าว่าข้าดูเหมือนคนใกล้ตายพอหรือยัง? ข้าว่าสีหน้าข้าตอนนี้ ต่อให้เทวดามาเห็นก็ต้องคิดว

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 65 แผนลับของท่านแม่เย่ชิง

    บทที่ 65 แผนลับของท่านแม่เย่ชิงแสงอรุณทอประกายอาบไล้หลังคาจวนตระกูลเย่ในเช้าวันถัดมา ควันไฟจากห้องครัวเริ่มลอยล่องโชยกลิ่นหอมของข้าวต้มโรยต้นหอมและขิงซอย ทว่าบรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบกลับแฝงไปด้วยความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากห้องโถงหลัก เย่ชิง นายหญิงของบ้านนั่งจิบชาชั้นเลิศอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาหงส์ของนางหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองดูบ่าวไพร่ที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดร่องรอยความวุ่นวายจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนแม้ความบริสุทธิ์ของตระกูลจะกู้กลับมาได้ และศัตรูถูกกำจัดสิ้น แต่ในฐานะแม่ที่มองดูความสัมพันธ์ของลูกสาวคนที่สี่กับลูกเขยจอมกะล่อนมาตลอด นางเริ่มรู้สึกว่าซ่งอี้หานนั้น ใช้ความสำออย เป็นเครื่องมือในการกินแรงลูกสาวนางมากเกินไปเสียแล้ว“ลู่หลาน... เจ้าว่าลูกเขยคนนี้ของข้า เป็นอย่างไรบ้าง?” เย่ชิงเอ่ยถามบุตรสาวคนที่สามที่กำลังนั่งนับตั๋วเงินรางวัลจากการจับกุมกบฏหลิวเมื่อคืนเย่ลู่หลาน เงยหน้าจากบัญชี พลางปัดลูกคิดด้วยความเร็วแสง “ในแง่ของทรัพย์สิน เขาถือเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ในแง่ของนิสัย... ข้าว่าเขาฉลาดเกินไปนิด แถมยังชอบใช้ความเจ็บป่วยมาออดอ้อนอันฉีจน

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 64 ความแค้นที่ยังไม่มอดดับ

    บทที่ 64 ความแค้นที่ยังไม่มอดดับลมหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกซอกซอยของเมืองเปียนเฉิง หอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนอยู่ในอากาศประดุจลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ภายใต้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุขหลังงานวิวาห์ใหญ่โตของตระกูลเย่ กลับมีกระแสน้ำวนแห่งความพยาบาทที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบณ มุมตึกที่แสงแดดส่องไม่ถึง ร่างในชุดคลุมสีเข้มมอซอขยับหมวกปีกกว้างลงต่ำเพื่ออำพรางใบหน้า ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยความแค้นจ้องเขม็งไปยังป้ายร้านยาตระกูลเย่ที่กำลังคึกคัก มือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักในฐานะนักโทษเนรเทศบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปนเขาก็คือ หลิวเหวิน บุตรชายคนรองของตระกูลหลิวที่หลบหนีจากการกวาดล้างมาได้หวุดหวิด ทรัพย์สินที่เคยมีมหาศาลบัดนี้มลายหายไปสิ้น บิดาและพี่ชายถูกประหารชีวิตอย่างอนาถเพียงเพราะแผนการตลบหลังของ ซ่งอี้หาน เจ้าคนทรยศที่เคยเป็นพวกเดียวกัน!"ซ่งอี้หาน... เจ้าคนทราม เจ้ามีความสุขบนกองซากศพของตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ?" เสียงพึมพำแหบพร่ารอดผ่านไรฟัน "เจ้าแต่งงานเสวยสุขกับนังผู้หญิงถ่อยตระกูลเย่นั่น ในขณะที่ข้าต้องอยู่อย่างหมาข้างถนน... ข้าจะทำให้งานมงคลของพวกเจ้ากลายเป็นงานศพ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status