Share

บทที่ 1 จุติใหม่

บทที่ 1 จุติใหม่

ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโกรกผ่านรอยแตกของฝาบ้านดินเก่าๆ เสียงหวีดหวิวของลมฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกลืม เกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมหมู่บ้านชนบทแถบชานเมืองเปียนจิงจนขาวโพลน ภายในกระท่อมที่ซอมซ่อจนแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นที่อยู่อาศัย กลิ่นธูปจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ คละคลุ้งไปกับกลิ่นอายแห่งความตายที่เพิ่งมาเยือน

บนแคร่ไม้ไผ่ที่ขามีรอยปลวกแทะ ร่างของชายวัยกลางคนนอนสงบนิ่งใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม เย่ต้ากวาง เสาหลักของบ้านสิ้นใจไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหนี้สินและการเบียดเบียนจากญาติพี่น้องให้ภรรยาและลูกสาวทั้งห้าต้องเผชิญ

"ท่านพี่... เหตุใดท่านจึงทิ้งพวกเราไปในยามที่ลมหนาวรุนแรงเช่นนี้" นางเย่ชิง(ชื่อเดิมหลี่ชิง) มารดาผู้มีนัยน์ตาบวมช้ำสะอื้นจนตัวโยน โดยมี เย่จื่อหลิน พี่สาวคนโตคอยประคองไหล่ไว้ด้วยความโศกเศร้าไม่แพ้กัน

ในมุมมืดของเตียงดินที่อับชื้น ร่างผอมแห้งของเด็กสาวคนหนึ่งกลับนอนนิ่งสนิทราวกับสิ้นลมตามบิดาไปอีกคน นางคือ เย่ซิงเยว่ น้องเล็กผู้อ่อนแอที่ใครต่อใครต่างคิดว่านางคงไม่พ้นคืนนี้แน่... ทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินหัวใจคนทั้งบ้าน ร่างที่เคยนิ่งสงบกลับกระตุกขึ้น

เฮือก!

เป่าเป้ย นักสู้ MMA สาวดาวรุ่งระดับแชมป์โลก ลืมตาโพล่งขึ้นมาในความมืดมิด ความทรงจำสุดท้ายของนางคือหมัดน็อกเอาต์บนสังเวียนอันทรงเกียรติ แต่สิ่งที่นางสัมผัสได้ตอนนี้กลับเป็นความร้าวรานไปทั้งสรรพางค์กายราวกับร่างกายกำลังแตกสลาย ข้อมูลความทรงจำของร่างเดิมพุ่งเข้าใส่สมองนางดั่งคลื่นยักษ์

[นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน ร่างกายที่ซูบซีดนี่มันอะไรกัน!]

นางพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่ข้อมือที่เล็กเสียจนแทบจะหักได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสกลับไร้เรี่ยวแรง ทว่าจิตวิญญาณแห่งนักสู้กลับสั่งให้ดวงตาของนางคมกริบขึ้นมาในทันที

ปัง!

เสียงประตูไม้ผุๆ ถูกถีบออกอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมา ร่างของชายวัยกลางคนท่าทางหยาบช้าเดินนำชายฉกรรจ์อีกสองคนเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม เขาคือ เย่จง ลุงใหญ่ผู้มีหัวใจต่ำทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน

"เลิกร้องไห้เสียที! ร้องไปไอ้ต้ากวางมันก็ไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจ่ายหนี้ให้ข้าหรอก!" เย่จงแผดเสียงหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ "ข้ามาที่นี่เพื่อเก็บดอกเบี้ยในฐานะลุงของพวกเจ้า!"

"ท่านลุง... ท่านพ่อเพิ่งจากไป ท่านมาทำเช่นนี้ไม่กลัวฟ้าดินสาปแช่งหรือเจ้าคะ" เย่จื่อหลินเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ พลางกอดมารดาไว้แน่น

"ฟ้าดินรึ? หนี้พนันที่พ่อเจ้ากู้ข้าไปต่างหากคือความจริง!" เย่จงแสยะยิ้มเห็นฟันเหลือง "แต่เอาเถอะ ข้าเห็นแก่ความเป็นญาติ ข้าไปตกลงกับเศรษฐีจางไว้แล้ว เขาจะรับเจ้าไปเป็นเมียน้อยคนที่เจ็ด สินสอดก้อนนี้จะช่วยใช้หนี้ข้า และถือว่าเป็นค่าทำขวัญให้แม่กับน้องๆ ของเจ้าด้วย ดีแค่ไหนแล้วที่ข้ายังอุตส่าห์หาทางสว่างให้พวกเจ้า!"

"ไม่! ข้าไม่แต่ง! ท่านจะขายหลานสาวกินเช่นนี้ไม่ได้!" จื่อหลินร้องไห้โฮออกมาด้วยความตกใจ

"ไม่แต่งรึ? ใครก็ได้ ลากตัวนางออกไป!" เย่จงหันไปสั่งชายฉกรรจ์ลูกน้อง

ในขณะที่มือหยาบหนากำลังจะกระชากแขนของพี่สาวคนโต เสียงหนึ่งที่แหบพร่าทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในขุมนรกก็ดังขึ้นจากมุมมืด

"เอามือโสโครกของพวกเจ้า... ออกไปจากพี่สาวของข้าเดี๋ยวนี้นะ"

ทุกสายตาชะงักงัน เย่ซิงเยว่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นจากเตียงดิน นางก้าวเดินออกมาด้วยฝีเท้าที่นิ่งสงบผิดกับสภาพร่างกายที่ซูบผอม ดวงตาของนางที่เคยหม่นแสง บัดนี้กลับวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้จมดิน

"ซิงเยว่! เจ้าฟื้นแล้วหรือลูกแม่!" นางหลี่ร้องด้วยความประหลาดใจ

"นังเด็กเหลือขอ! เจ้ายังไม่ตายรึ!" เย่จงชี้หน้าด่าด้วยความขุ่นเคือง "ฟื้นขึ้นมาก็ปากดีเชียวรึ เจ้าคิดว่าสภาพที่เหมือนซากศพเดินได้เช่นนี้จะทำอะไรข้าได้!"

ซิงเยว่ไม่ได้ตอบด้วยวาจา นางเพียงแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เย่จง เมื่อลูกน้องของเย่จงคนหนึ่งก้าวเข้ามาหมายจะผลักนางให้พ้นทาง ซิงเยว่กลับเอียงคอหลบได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะใช้ทักษะนักสู้ MMA คว้าข้อมือมันไว้แล้วบิดหมุนตามข้อต่ออย่างรวดเร็ว!

กร๊อบ!

"อ๊ากกกกกก!" เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน ชายร่างกำยำทรุดลงไปกองกับพื้นในพริบตา

"คนอย่างพวกเจ้า... พูดดีๆ คงไม่เข้าใจ" ซิงเยว่เอ่ยเสียงเรียบพลางกดข้อมือมันลงไปอีก "ถ้าข้าเห็นพวกแกมาวนเวียนใกล้พี่สาวข้าอีก ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องนอนติดเตียงไปตลอดชีวิต... เข้าใจไหม!"

เย่จงสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาไม่เคยเห็นสายตาเช่นนี้จากหลานสาวที่ขี้ขลาดคนเดิมมาก่อน เขาทำได้เพียงรีบพาลูกน้องหนีออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน รถม้าคันหรูที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพงวิ่งผ่านท่ามกลางพายุหิมะที่เริ่มเบาบาง ม่านบังตาถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านของบุรุษผู้หนึ่ง

เขามีผิวพรรณละเอียดราวกับหยก ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลัก ท่าทางกะล่อนเจ้าเล่ห์ทว่ากลับดูสง่างามในคราวเดียว เขาคือ เซี่ยหยางเฟย คุณชายผู้เก่งกาจทั้งด้านบุ๋นและบู๊ที่ซ่อนตัวตนอยู่ภายใต้คราบคนเจ้าสำราญ

"คุณชาย มองอะไรอยู่หรือขอรับ?" ผู้ติดตามเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างนานผิดปกติ

เซี่ยหยางเฟยกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเสน่ห์ แววตาของเขาที่ดูเหมือนจะหยอกล้อกับโลกใบนี้กลับวาววับขึ้นมาเมื่อเห็นเด็กสาวในชุดมอมแมมยืนอยู่หน้ากระท่อมไกลๆ สายตาพยัคฆ์ของเขาจ้องมองนางด้วยความสนใจลึกซึ้ง

"ข้าเพิ่งเจอ 'ของดี' เข้าให้น่ะสิ..." เขาพึมพำพลางโบกพัดในมือเบาๆ "แววตาที่เด็ดเดี่ยวท่ามกลางกระท่อมซอมซ่อเช่นนั้น น่าสนใจจริงๆ"

เขาจดจำใบหน้าของนางไว้ในใจ แววตาที่พร้อมจะปะทะกับทุกอย่างบนโลกใบนี้ช่างดึงดูดใจเขาอย่างประหลาด

"เปียนเฉิงช่วงนี้คงจะน่าเบื่อเกินไป... ข้าหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ แม่นางน้อย"

รถม้าเคลื่อนผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผันไปตลอดกาล!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 56 ความจริงเบื้องหลังอดีต

    บทที่ 56 ความจริงเบื้องหลังอดีตความเงียบสงัดภายในกระโจมรักษายังคงดำเนินต่อไป ทว่าบรรยากาศหวานล้ำเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยความหนักอึ้งอย่างรวดเร็ว เมื่อคำสัญญาที่ซ่งอี้หานให้ไว้นั้นไปสะกิดเอาหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจของเย่อันฉีมาโดยตลอดให้กลับมาเจ็บแปลบอีกครั้ง นางค่อยๆ ถอนมือออกจากการเกาะกุมของเขา แววตาที่เคยอ่อนแสงลงกลับมาวาวโรจน์ด้วยความทรงจำอันขมขื่นที่นางไม่อาจลบเลือนได้ภาพเหตุการณ์ในอดีตยามที่ตระกูลเย่ถูกตั้งข้อหาเรื่องเครื่องหอมและสบู่ ยังคงชัดเจนในมโนภาพของนาง วันที่พี่น้องของนางต้องถูกตราหน้า วันที่ท่านแม่ต้องกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ และชายที่อยู่ตรงหน้านี้เอง... คือหนึ่งในตัวหมากสำคัญที่ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น“ท่านหมอซ่ง... ท่านบอกว่าท่านรักข้า” อันฉีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นเยียบจนซ่งอี้หานรู้สึกถึงความผิดปกติ “แต่ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านทำอะไรไว้กับครอบครัวข้า? ในวันที่ข้าเห็นท่านยืนอยู่เคียงข้างคนตระกูลหลิว ในวันที่ท่านใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ควรจะใช้ช่วยคน มาใส่ร้ายว่าสบู่ของตระกูลเย่มีสารพิษ... ท่านจำได้ไหมว่าข้ามองท่านด้วยสายตาแบบไหน?”ซ่งอี้หานหน้าซีดเผือดกว

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 55 แผลใจรักษาด้วยใจ

    บทที่ 55 แผลใจรักษาด้วยใจบรรยากาศยามดึกสงัดภายในกระโจมรักษานั้นเงียบเชียบ มีเพียงเสียงเปรี๊ยะปะของฟืนในเตาที่กำลังมอดไหม้ และกลิ่นอายจางๆ ของยาสมานแผลที่ต้มสกัดเข้มข้น แสงจากโคมไฟน้ำมันดวงเล็กส่องกระทบใบหน้าของ เย่อันฉี ที่กำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการบดสมุนไพรสดในโกร่งหินอย่างขะมักเขม้น แม้ร่างกายของนางจะล้าจนแทบจะหลับทั้งยืน แต่ทว่าดวงตาคมสวยกลับคอยชำเลืองมองไปยังเตียงไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของกระโจมเป็นระยะๆบนเตียงนั้น ร่างสูงของซ่งอี้หาน นอนเหยียดยาวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งผยองและสะอาดสะอ้านบัดนี้กลับซูบเซียวลงเล็กน้อย รอบศีรษะถูกพันด้วยผ้าสะอาดที่มีคราบเลือดซึมออกมาบางๆ แขนขวาที่ถูกพันแผลไว้อย่างหนาแน่นวางอยู่บนหมอนรองเพื่อลดอาการบวม แววตาของเขาที่เคยจ้องมองโลกอย่างเย็นชานั้น บัดนี้กลับดูอ่อนโยนและ ‘เจ้าเล่ห์’ ขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อเห็นว่าคุณหนูสี่กำลังเดินเข้ามาใกล้“โอย... เจ็บ... เจ็บเหลือเกิน” เสียงครางแผ่วเบาที่ดังขึ้นทำให้อันฉีต้องชะงักมือจากโกร่งบดยา นางรีบวางสากหินลงแล้วก้าวเข้าไปข้างเตียงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล“ท่านหมอซ่ง! ท่านเจ็บตรงไหนหรื

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 54 รัศมีพยัคฆ์หนุนหลัง

    บทที่ 54 รัศมีพยัคฆ์หนุนหลังแสงแดดยามบ่ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ทาบทับลงบนพื้นที่ย่านคนจนของเมืองเปียนเฉิง แม้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายลงด้วยฤทธิ์ยาของสองจอมโอสถ แต่คลื่นใต้น้ำที่ถูกปลุกปั่นโดยคนทรามกลับยังไม่มอดดับลงง่ายๆ ท่ามกลางความเงียบสงบที่ดูผิดปกติหน้ากระโจมรักษา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนที่สวมชุดชาวบ้านแต่กลับพกพาอาวุธลับและมีท่าทางดุดันเกินกว่าราษฎรทั่วไปกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรือนพักของเย่อันฉีอีกครั้งพวกมันอาศัยจังหวะที่อันฉีกำลังพักผ่อนอยู่ข้างเตียงของซ่งอี้หาน และเจ้าหน้าที่ทางการบางส่วนไปจัดการขนย้ายศพที่เหลือที่เกิดจากโรคระบาด เพื่อจะเข้ามารอบสังหารและทำลายชื่อเสียงของตระกูลเย่ให้สิ้นซากตามคำสั่งลับของผู้เป็นนายทว่า... ก่อนที่พวกมันจะก้าวเข้าสู่เขตหวงห้ามเพียงไม่กี่จั้ง เสียงนกหวีดสั้นๆ ที่แหลมเล็กกลับดังขึ้นจากยอดไม้สูงเหนือหัว ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะใสๆ ที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตอันคุ้นเคย"แหม... ดูซิว่าข้าเจอ 'หนูสกปรก' กลุ่มใหญ่แค่ไหน"ร่างระหงในชุดสีแดงเพลิงที่ดูโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ดุจหินผาที่ร่วงหล่นลงมาทับความเงี

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 53 ยาหยดสุดท้ายและความหวัง

    บทที่ 53 ยาหยดสุดท้ายและความหวังภายในกระโจมพยาบาลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นสมุนไพรเคี่ยวจนงวด ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของเย่อันฉี นางยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ ดวงตาคู่สวยที่ปกติจะนิ่งเรียบเย็นชา บัดนี้กลับวูบไหวด้วยประกายของความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มือเรียวบางที่เคยหยิบจับเข็มเงินและตัวยาได้อย่างแม่นยำ กลับสั่นเทายามที่ต้องบรรจงพันผ้าพันแผลรอบฝ่ามือหนาของบุรุษตรงหน้าซ่งอี้หานนอนพิงพนักเตียงด้วยสีหน้าที่ซีดขาวดุจกระดาษ แผ่นอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ลมหายใจถูกพ่นออกมา มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามจะสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้สตรีตรงหน้าต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้ แม้ว่าแผลที่กลางฝ่ามือจะลึกจนเกือบถึงกระดูก และพิษจากคมมีดอาบยาบางอย่าง (ที่ชายคนร้ายแอบซ่อนไว้) จะเริ่มทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาปั่นป่วน แต่สายตาของเขากลับยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของอันฉีอย่างไม่ลดละ ราวกับว่านางคือยารักษาเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีในยามนี้“ท่านพักผ่อนเสีย... อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลย” อันฉีเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงของนางเครือจนสัมผัสได้ถึงความสะเทือนใจ

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 52 โลหิตที่หลั่งรินเพื่อปกป้อง

    บทที่ 52 โลหิตที่หลั่งรินเพื่อปกป้องท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ เสียงของมีคมที่กรีดผ่านเนื้อดัง ฉึก! ราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนกลางใจของเย่อันฉี นางหยุดชะงักอยู่กับที่ดุจถูกสาป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความดื้อรั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างของซ่งอี้หานที่ยังคงคุกเข่าอยู่อย่างมั่นคง ทว่ามือหนาของเขาบัดนี้กลับยื่นออกไปคว้าใบมีดคมกริบของชายแปลกหน้าเอาไว้ด้วยมือเปล่า!เลือดสีแดงฉานค่อยๆ รินไหลออกจากง่ามนิ้วของเขา หยดลงสู่พื้นดินแห้งกรังดังกดเป็นรอยด่างดวง คมมีดนั้นบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือจนเห็นเนื้อขาวและเส้นเอ็น ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักคำ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบจนน่ากลัว มีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อข่มกลั้นความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานเข้าสู่โสตประสาท"ข้าบอกแล้วไง..." ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงพร่า ทว่ากลับดังกังวาลไปทั่วบริเวณ "หากจะทำร้ายยาหม้อนี้ หรือทำร้ายนาง... พวกท่านต้องผ่านศพข้าไปก่อน""ซ่งอี้หาน!" อันฉีแผดเสียงเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจและโกรธจัด ความโกรธของนางในยามนี้ไม่ใช่ความโกรธแค้นต่อศัตรูเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความโกรธที่เห็นเขาทำเรื่อ

  • ทะลุมิติมาเป็นน้องเล็กสายบวก    บทที่ 51 เพลิงคลั่งหน้าโรงทาน

    บทที่ 51 เพลิงคลั่งหน้าโรงทานแสงอรุณทอประกายจางๆ เหนือขอบฟ้าเมืองเปียนเฉิง แต่ความหวังที่ควรจะมาพร้อมกับแสงตะวันกลับถูกบดบังด้วยกลุ่มควันที่ลอยฟุ้งมาจากกองขยะและซากปรักหักพังในย่านคนจน บรรยากาศภายในโรงทานที่เย่อันฉีใช้เป็นเรือนรักษาชั่วคราวทวีความตึงเครียดจนถึงขีดสุด กลิ่นยาสมุนไพรที่เคี่ยวจนงวดส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วบริเวณ ทว่าเสียงที่ดังแทรกเข้ามากลับไม่ใช่เสียงขอบคุณจากใจราษฎร แต่เป็นเสียงก่นด่าและเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง"ไอ้หมอหลวงสารเลว! มันเอาพวกเราเป็นหนูลองยา! ยาที่มันให้พวกเรากินคือยาพิษ!" เสียงตะโกนแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้นปลุกระดมฝูงชนที่กำลังโศกเศร้าและหวาดกลัวเย่อันฉีที่เพิ่งจะประคองหยดสมุนไพรหยดสุดท้ายลงในโถยาใหญ่ถึงกับชะงัก มือเรียวบางที่สั่นเทาจากการอดนอนขยับจัดแจงผ้าปิดจมูกให้เข้าที่ นางหันไปมองผ่านม่านกระโจมที่สั่นไหว เห็นเงาร่างนับร้อยกำลังมุ่งตรงมายังกระโจมยาพร้อมกับคบไฟและจอบเสียมในมือ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด"คนพวกนี้ถูกเป่าหูมาแน่ๆ เจ้าพวกตระกูลหลิว... เจ้าคนทราม พวกนั้นกล้าใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์งั้นหรือ!" อันฉีกัดฟั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status