LOGINบทที่ 1 จุติใหม่
ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโกรกผ่านรอยแตกของฝาบ้านดินเก่าๆ เสียงหวีดหวิวของลมฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกลืม เกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมหมู่บ้านชนบทแถบชานเมืองเปียนจิงจนขาวโพลน ภายในกระท่อมที่ซอมซ่อจนแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นที่อยู่อาศัย กลิ่นธูปจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ คละคลุ้งไปกับกลิ่นอายแห่งความตายที่เพิ่งมาเยือน บนแคร่ไม้ไผ่ที่ขามีรอยปลวกแทะ ร่างของชายวัยกลางคนนอนสงบนิ่งใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม เย่ต้ากวาง เสาหลักของบ้านสิ้นใจไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหนี้สินและการเบียดเบียนจากญาติพี่น้องให้ภรรยาและลูกสาวทั้งห้าต้องเผชิญ "ท่านพี่... เหตุใดท่านจึงทิ้งพวกเราไปในยามที่ลมหนาวรุนแรงเช่นนี้" นางเย่ชิง(ชื่อเดิมหลี่ชิง) มารดาผู้มีนัยน์ตาบวมช้ำสะอื้นจนตัวโยน โดยมี เย่จื่อหลิน พี่สาวคนโตคอยประคองไหล่ไว้ด้วยความโศกเศร้าไม่แพ้กัน ในมุมมืดของเตียงดินที่อับชื้น ร่างผอมแห้งของเด็กสาวคนหนึ่งกลับนอนนิ่งสนิทราวกับสิ้นลมตามบิดาไปอีกคน นางคือ เย่ซิงเยว่ น้องเล็กผู้อ่อนแอที่ใครต่อใครต่างคิดว่านางคงไม่พ้นคืนนี้แน่... ทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินหัวใจคนทั้งบ้าน ร่างที่เคยนิ่งสงบกลับกระตุกขึ้น เฮือก! เป่าเป้ย นักสู้ MMA สาวดาวรุ่งระดับแชมป์โลก ลืมตาโพล่งขึ้นมาในความมืดมิด ความทรงจำสุดท้ายของนางคือหมัดน็อกเอาต์บนสังเวียนอันทรงเกียรติ แต่สิ่งที่นางสัมผัสได้ตอนนี้กลับเป็นความร้าวรานไปทั้งสรรพางค์กายราวกับร่างกายกำลังแตกสลาย ข้อมูลความทรงจำของร่างเดิมพุ่งเข้าใส่สมองนางดั่งคลื่นยักษ์ [นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน ร่างกายที่ซูบซีดนี่มันอะไรกัน!] นางพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่ข้อมือที่เล็กเสียจนแทบจะหักได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสกลับไร้เรี่ยวแรง ทว่าจิตวิญญาณแห่งนักสู้กลับสั่งให้ดวงตาของนางคมกริบขึ้นมาในทันที ปัง! เสียงประตูไม้ผุๆ ถูกถีบออกอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมา ร่างของชายวัยกลางคนท่าทางหยาบช้าเดินนำชายฉกรรจ์อีกสองคนเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม เขาคือ เย่จง ลุงใหญ่ผู้มีหัวใจต่ำทรามยิ่งกว่าเดรัจฉาน "เลิกร้องไห้เสียที! ร้องไปไอ้ต้ากวางมันก็ไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจ่ายหนี้ให้ข้าหรอก!" เย่จงแผดเสียงหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ "ข้ามาที่นี่เพื่อเก็บดอกเบี้ยในฐานะลุงของพวกเจ้า!" "ท่านลุง... ท่านพ่อเพิ่งจากไป ท่านมาทำเช่นนี้ไม่กลัวฟ้าดินสาปแช่งหรือเจ้าคะ" เย่จื่อหลินเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ พลางกอดมารดาไว้แน่น "ฟ้าดินรึ? หนี้พนันที่พ่อเจ้ากู้ข้าไปต่างหากคือความจริง!" เย่จงแสยะยิ้มเห็นฟันเหลือง "แต่เอาเถอะ ข้าเห็นแก่ความเป็นญาติ ข้าไปตกลงกับเศรษฐีจางไว้แล้ว เขาจะรับเจ้าไปเป็นเมียน้อยคนที่เจ็ด สินสอดก้อนนี้จะช่วยใช้หนี้ข้า และถือว่าเป็นค่าทำขวัญให้แม่กับน้องๆ ของเจ้าด้วย ดีแค่ไหนแล้วที่ข้ายังอุตส่าห์หาทางสว่างให้พวกเจ้า!" "ไม่! ข้าไม่แต่ง! ท่านจะขายหลานสาวกินเช่นนี้ไม่ได้!" จื่อหลินร้องไห้โฮออกมาด้วยความตกใจ "ไม่แต่งรึ? ใครก็ได้ ลากตัวนางออกไป!" เย่จงหันไปสั่งชายฉกรรจ์ลูกน้อง ในขณะที่มือหยาบหนากำลังจะกระชากแขนของพี่สาวคนโต เสียงหนึ่งที่แหบพร่าทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในขุมนรกก็ดังขึ้นจากมุมมืด "เอามือโสโครกของพวกเจ้า... ออกไปจากพี่สาวของข้าเดี๋ยวนี้นะ" ทุกสายตาชะงักงัน เย่ซิงเยว่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นจากเตียงดิน นางก้าวเดินออกมาด้วยฝีเท้าที่นิ่งสงบผิดกับสภาพร่างกายที่ซูบผอม ดวงตาของนางที่เคยหม่นแสง บัดนี้กลับวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้จมดิน "ซิงเยว่! เจ้าฟื้นแล้วหรือลูกแม่!" นางหลี่ร้องด้วยความประหลาดใจ "นังเด็กเหลือขอ! เจ้ายังไม่ตายรึ!" เย่จงชี้หน้าด่าด้วยความขุ่นเคือง "ฟื้นขึ้นมาก็ปากดีเชียวรึ เจ้าคิดว่าสภาพที่เหมือนซากศพเดินได้เช่นนี้จะทำอะไรข้าได้!" ซิงเยว่ไม่ได้ตอบด้วยวาจา นางเพียงแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เย่จง เมื่อลูกน้องของเย่จงคนหนึ่งก้าวเข้ามาหมายจะผลักนางให้พ้นทาง ซิงเยว่กลับเอียงคอหลบได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะใช้ทักษะนักสู้ MMA คว้าข้อมือมันไว้แล้วบิดหมุนตามข้อต่ออย่างรวดเร็ว! กร๊อบ! "อ๊ากกกกกก!" เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน ชายร่างกำยำทรุดลงไปกองกับพื้นในพริบตา "คนอย่างพวกเจ้า... พูดดีๆ คงไม่เข้าใจ" ซิงเยว่เอ่ยเสียงเรียบพลางกดข้อมือมันลงไปอีก "ถ้าข้าเห็นพวกแกมาวนเวียนใกล้พี่สาวข้าอีก ข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องนอนติดเตียงไปตลอดชีวิต... เข้าใจไหม!" เย่จงสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาไม่เคยเห็นสายตาเช่นนี้จากหลานสาวที่ขี้ขลาดคนเดิมมาก่อน เขาทำได้เพียงรีบพาลูกน้องหนีออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน รถม้าคันหรูที่บุด้วยผ้าไหมราคาแพงวิ่งผ่านท่ามกลางพายุหิมะที่เริ่มเบาบาง ม่านบังตาถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านของบุรุษผู้หนึ่ง เขามีผิวพรรณละเอียดราวกับหยก ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลัก ท่าทางกะล่อนเจ้าเล่ห์ทว่ากลับดูสง่างามในคราวเดียว เขาคือ เซี่ยหยางเฟย คุณชายผู้เก่งกาจทั้งด้านบุ๋นและบู๊ที่ซ่อนตัวตนอยู่ภายใต้คราบคนเจ้าสำราญ "คุณชาย มองอะไรอยู่หรือขอรับ?" ผู้ติดตามเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างนานผิดปกติ เซี่ยหยางเฟยกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเสน่ห์ แววตาของเขาที่ดูเหมือนจะหยอกล้อกับโลกใบนี้กลับวาววับขึ้นมาเมื่อเห็นเด็กสาวในชุดมอมแมมยืนอยู่หน้ากระท่อมไกลๆ สายตาพยัคฆ์ของเขาจ้องมองนางด้วยความสนใจลึกซึ้ง "ข้าเพิ่งเจอ 'ของดี' เข้าให้น่ะสิ..." เขาพึมพำพลางโบกพัดในมือเบาๆ "แววตาที่เด็ดเดี่ยวท่ามกลางกระท่อมซอมซ่อเช่นนั้น น่าสนใจจริงๆ" เขาจดจำใบหน้าของนางไว้ในใจ แววตาที่พร้อมจะปะทะกับทุกอย่างบนโลกใบนี้ช่างดึงดูดใจเขาอย่างประหลาด "เปียนเฉิงช่วงนี้คงจะน่าเบื่อเกินไป... ข้าหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ แม่นางน้อย" รถม้าเคลื่อนผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผันไปตลอดกาล!บทที่ 67 ความลับที่ถูกเปิดเผยบรรยากาศภายในจวนตระกูลเย่หลังจากชัยชนะในการกวาดล้างโจรป่าที่หุบเขาอวี้หลานควรจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กลิ่นอายของความสำเร็จยังคงอบอวลอยู่ตามระเบียงทางเดิน ทว่าในเช้าวันถัดมา เมฆหมอกแห่งความวุ่นวายระลอกใหม่กลับตั้งเค้าขึ้นที่หน้าประตูจวนอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่ควบตะบึงอย่างเร่งร้อนมาหยุดนิ่งลงที่หน้าทางเข้า พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้บ่าวรับใช้ทั่วทั้งจวนต้องหยุดชะงักภารกิจในมือด้วยความตระหนก"พระราชโองการมาถึง! หมอหลวงซ่งอี้หานรับราชโองการ!"เสียงนั้นเข้มขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจจนคนในตระกูลเย่ต้องพากันรีบออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าเรือนรับรองด้วยใจที่เต้นรัว เย่ชิง ประมุขหญิงของบ้านก้าวออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและสุขุม นางเหลือบมองไปยัง ซ่งอี้หาน ลูกเขยตัวดีที่บัดนี้กำลังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่บนตั่งไม้บุผ้าแพรอย่างดี โดยมี เย่อันฉี คอยส่งถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ให้ถึงปากอย่างใกล้ชิด เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะส่งเสียงโวยวายมาตั้งแต่เช้ามืดว่าเจ็บซี่โครง และปวดหลังลามไปถึงก
บทที่ 66 หมอหลวงประลองแผนท่ามกลางหุบเขาอวี้หลานที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงนกร้องเตือนภัยดังระงมไปทั่วผืนไพรกว้าง ภูเขาแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรังของ กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ขบวนสินค้าและชาวบ้านระแวกเปียนเฉิงมานานนับปี ทว่าในวันนี้ บรรยากาศที่เคยเงียบขรึมกลับถูกทำลายด้วยขบวนเดินทางที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่หัวขบวนนั้น แทนที่จะเป็นแม่ทัพสวมเกราะเหล็กน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนสะอาดสะอ้าน ซ่งอี้หาน นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวพ่วงพี ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย มือซ้ายกุมบังเหียนส่วนมือขวาแสร้งทำเป็นยกขึ้นกุมหน้าอก พลางไอคอกแคก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนบ่าวรับใช้ตระกูลเย่ที่เดินตามหลังมานับสามสิบชีวิตต่างพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย"โอย... เดินทางมาเพียงครึ่งวัน ข้าก็รู้สึกเหมือนปอดจะฉีกขาดเสียให้ได้" ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงอ่อย พลางหันไปมอง เซี่ยหยางเฟย ที่ถูกท่านแม่เย่ชิงส่งมาเป็นผู้ช่วย (หรือตัวตลกประจำขบวน) "หยางเฟย... เจ้าว่าข้าดูเหมือนคนใกล้ตายพอหรือยัง? ข้าว่าสีหน้าข้าตอนนี้ ต่อให้เทวดามาเห็นก็ต้องคิดว
บทที่ 65 แผนลับของท่านแม่เย่ชิงแสงอรุณทอประกายอาบไล้หลังคาจวนตระกูลเย่ในเช้าวันถัดมา ควันไฟจากห้องครัวเริ่มลอยล่องโชยกลิ่นหอมของข้าวต้มโรยต้นหอมและขิงซอย ทว่าบรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบกลับแฝงไปด้วยความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากห้องโถงหลัก เย่ชิง นายหญิงของบ้านนั่งจิบชาชั้นเลิศอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาหงส์ของนางหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองดูบ่าวไพร่ที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดร่องรอยความวุ่นวายจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนแม้ความบริสุทธิ์ของตระกูลจะกู้กลับมาได้ และศัตรูถูกกำจัดสิ้น แต่ในฐานะแม่ที่มองดูความสัมพันธ์ของลูกสาวคนที่สี่กับลูกเขยจอมกะล่อนมาตลอด นางเริ่มรู้สึกว่าซ่งอี้หานนั้น ใช้ความสำออย เป็นเครื่องมือในการกินแรงลูกสาวนางมากเกินไปเสียแล้ว“ลู่หลาน... เจ้าว่าลูกเขยคนนี้ของข้า เป็นอย่างไรบ้าง?” เย่ชิงเอ่ยถามบุตรสาวคนที่สามที่กำลังนั่งนับตั๋วเงินรางวัลจากการจับกุมกบฏหลิวเมื่อคืนเย่ลู่หลาน เงยหน้าจากบัญชี พลางปัดลูกคิดด้วยความเร็วแสง “ในแง่ของทรัพย์สิน เขาถือเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ในแง่ของนิสัย... ข้าว่าเขาฉลาดเกินไปนิด แถมยังชอบใช้ความเจ็บป่วยมาออดอ้อนอันฉีจน
บทที่ 64 ความแค้นที่ยังไม่มอดดับลมหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกซอกซอยของเมืองเปียนเฉิง หอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนอยู่ในอากาศประดุจลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ภายใต้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุขหลังงานวิวาห์ใหญ่โตของตระกูลเย่ กลับมีกระแสน้ำวนแห่งความพยาบาทที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบณ มุมตึกที่แสงแดดส่องไม่ถึง ร่างในชุดคลุมสีเข้มมอซอขยับหมวกปีกกว้างลงต่ำเพื่ออำพรางใบหน้า ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยความแค้นจ้องเขม็งไปยังป้ายร้านยาตระกูลเย่ที่กำลังคึกคัก มือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักในฐานะนักโทษเนรเทศบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปนเขาก็คือ หลิวเหวิน บุตรชายคนรองของตระกูลหลิวที่หลบหนีจากการกวาดล้างมาได้หวุดหวิด ทรัพย์สินที่เคยมีมหาศาลบัดนี้มลายหายไปสิ้น บิดาและพี่ชายถูกประหารชีวิตอย่างอนาถเพียงเพราะแผนการตลบหลังของ ซ่งอี้หาน เจ้าคนทรยศที่เคยเป็นพวกเดียวกัน!"ซ่งอี้หาน... เจ้าคนทราม เจ้ามีความสุขบนกองซากศพของตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ?" เสียงพึมพำแหบพร่ารอดผ่านไรฟัน "เจ้าแต่งงานเสวยสุขกับนังผู้หญิงถ่อยตระกูลเย่นั่น ในขณะที่ข้าต้องอยู่อย่างหมาข้างถนน... ข้าจะทำให้งานมงคลของพวกเจ้ากลายเป็นงานศพ
บทที่ 63 ศึกแย่งชิงท่านหมอสุดหล่อบรรยากาศในเมืองเปียนเฉิงหลังจากมรสุมโรคระบาดผ่านพ้นไป กลับกลายเป็นความคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะบริเวณย่านการค้าที่มีร้านยาของตระกูลเย่ตั้งตระหง่านอยู่ ทว่าความคึกคักในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ หากแต่เกิดจากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่า หมอหลวงซ่งอี้หาน ผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมา บัดนี้ได้กลายมาเป็นหมอประจำร้านยาตระกูลเย่เคียงข้างกับคุณหนูสี่เย่อันฉีอย่างเป็นทางการแล้วยามเช้าที่ควรจะสงบสุขกลับถูกทำลายด้วยฝูงชนของเหล่าสตรีทุกรุ่นทุกวัย ตั้งแต่คุณหนูตระกูลขุนนางไปจนถึงแม่นางน้อยในตลาด ต่างพากันมาออกันอยู่หน้าร้านยาจนถนนแทบจะตัดผ่านไม่ได้ แต่ละคนไม่ได้มีสีหน้าของคนอมโรคแม้แต่น้อย หากแต่แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีสันฉูดฉาด ประทินโฉมด้วยแป้งและชาดจนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพียงเพื่อหวังว่าจะได้ให้ท่านหมอซ่ง ช่วยตรวจชีพจรให้สักครั้งภายในร้านยา ซ่งอี้หาน นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลักอย่างสง่างาม เขาอยู่ในชุดลำลองสีขาวสะอาดที่ขับเน้นบุคลิกให้ดูสุขุมและอ่อนโยน ทว่าแววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง ใ
บทที่ 62 การเริ่มต้นฐานะฮูหยินแสงแดดสีทองนวลตาในยามเช้าลอดผ่านรอยแยกของม่านมุ้งสีแดงมงคลเข้ามาภายในห้องหอ กลิ่นอายของเครื่องหอมนวลเนียนและกลิ่นอายแห่งความสุขยังคงอบอวลไม่จางหาย เย่อันฉีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าชีวิตของนางได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนเอวบางทำให้ใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ เมื่อหันไปมองข้างกายก็พบกับใบหน้าคมสันของ ซ่งอี้หาน ที่หลับพริ้มอย่างมีความสุข ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งพยองและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก บัดนี้ดูสงบนิ่งและไร้พิษสงราวกับทารก ผิดกับยามตื่นโดยสิ้นเชิง"ตื่นแล้วหรือ... ฮูหยินของข้า" เสียงทุ้มต่ำที่ดูเหมือนคนยังไม่ตื่นดีนักดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้นกว่าเดิมจนแผ่นหลังของนางแนบสนิทไปกับอกแกร่งของเขา"ท่านพี่... ปล่อยได้แล้วเจ้าค่ะ แดดส่องถึงพื้นจวนแล้ว ข้าต้องรีบไปยกน้ำชาให้ท่านแม่และบรรดาพี่สาวนะเจ้าคะ หากไปช้าเกินไปพวกพี่ๆ จะหาว่าข้าทำตัวไร้มารยาทได้" อันฉีพยายามขยับตัวออกอย่างเอียงอาย แต่กลับถูกซ่งอี้หานใช้ขาที่ยาวโปร่งทับร่างนางไว้ไม่ให้ลุกไปไหน"จะรีบไปไหนกันเล่า... ข้ายื่นคำขาดกับท่าน







