เข้าสู่ระบบบทที่ 3 สบู่สมุนไพร
เหมันตฤดูค่อยๆ เลือนหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิที่เริ่มย่างกรายเข้ามาในเปียนเฉิง ทว่าชีวิตในเมืองหลวงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด บ้านเช่าหลังเล็กในย่านท้ายตลาดที่ซิงเยว่พามารดาและพี่สาวมาพักพิงนั้นค่อนข้างซอมซ่อ แต่สำหรับนางผู้เคยผ่านสังเวียน และการฝึกฝนที่ทรหดมาแล้ว พื้นที่เพียงแค่นี้ถือเป็นฐานบัญชาการชั้นยอด "พี่สาม รบกวนท่านช่วยต้มไขมันสัตว์รวมกับน้ำด่างสมุนไพรนี่ทีเจ้าค่ะ ส่วนพี่รอง ช่วยนำกุหลาบแห้งไปตำให้ละเอียด ข้าต้องการเพียงแค่กลิ่นและน้ำของมันเท่านั้น" ซิงเยว่สั่งการด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ นางเปลี่ยนบ้านเช่าหลังเล็กให้กลายเป็นโรงงานขนาดย่อม พี่สาวทั้งสี่คนแม้จะงุนงงกับสิ่งที่น้องสาวทำ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวซิงเยว่ที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทุกคนจึงยอมทำตามคำสั่งอย่างแข็งขัน "ซิงเยว่ เจ้าน่าจะพักผ่อนบ้างนะลูก" นางหลี่เดินเข้ามาซับเหงื่อให้บุตรสาวคนเล็ก "เจ้าทำงานหนักมาทั้งคืนแล้ว ร่างกายเจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้..." "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ เราเหลือเงินไม่มากแล้ว หากธุรกิจสบู่สมุนไพรนี่ไม่สำเร็จ เราคงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนหน้า" ซิงเยว่เอ่ยพลางใช้ไม้พายคนส่วนผสมในหม้อดินใบใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรและดอกไม้ป่าอบอวลไปทั่วห้อง จนอันฉีที่นั่งเฝ้าเตาอยู่นั้นเคลิ้มจนเกือบจะหลับ ในที่สุด สบู่สมุนไพรชุดแรกก็ถูกบรรจุลงในแม่พิมพ์ไม้ที่ซิงเยว่ประดิษฐ์ขึ้นเอง นางทิ้งให้มันเซตตัวก่อนจะตัดแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ ห่อด้วยกระดาษสีอ่อนอย่างประณีต สายวันต่อมา ซิงเยว่นำสบู่เหล่านั้นไปวางขายที่ตลาดนัดชานเมืองเปียนเฉิง ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่คึกคัก นางเลือกมุมหนึ่งที่ผู้คนสัญจรผ่านไปมาเพื่อวางแผง "ก้อนขจัดคราบหอมบำรุงผิวเจ้าค่ะ! ก้อนเดียวสะอาดหมดจด กลิ่นหอมติดทนนานเหมือนเดินอยู่ในสวนดอกไม้ ผิวพรรณจะนุ่มนวลราวกับสำลี!" เสียงใสๆ ของซิงเยว่เรียกรอยยิ้มจากผู้คนได้ไม่ยาก ทว่าสิ่งที่นางไม่รู้คือ มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องนางอยู่จากชั้นสองของเหลาอาหารฝั่งตรงข้าม เซี่ยหยางเฟยนั่งทอดกายอย่างเกียจคร้าน มือหนึ่งโบกพัดไปมา แต่อีกมือกลับถือถ้วยน้ำชาค้างไว้ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ทอดมองลงไปที่แผงขายของๆ ซิงเยว่ มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นนางในชุดผ้าป่านธรรมดาๆ แต่กลับดูสง่างามและมีพลังอย่างบอกไม่ถูก "คุณชาย... จะให้ข้าส่งคนเข้าไปเหมาตามสั่งเลยไหมขอรับ?" ผู้ติดตามถาม "ใจเย็นก่อน... ข้าอยากเห็นว่าแม่นางน้อยจะรับมือกับ 'เจ้าถิ่น' อย่างไร" เซี่ยหยางเฟยหรี่ตาลง เมื่อเขาเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางหยาบช้าเดินตรงไปยังแผงของซิงเยว่ "เฮ้ย! นังหนู มาวางแผงตรงนี้ จ่ายค่าที่หรือยัง?" ชายร่างยักษ์ที่มีรอยแผลเป็นบนหน้าตวาดเสียงดัง พลางใช้เท้าเตะที่ขอบแผงของซิงเยว่จนก้อนสบู่บางส่วนเกือบหล่น ซิงเยว่เงยหน้าขึ้น แววตาของนางที่เคยแจ่มใสกลับกลายเป็นเย็นเยียบในพริบตา "ค่าที่งั้นรึ? ข้าถามทางการแล้ว ตลาดตรงนี้เป็นที่สาธารณะ ใครมาก่อนวางก่อน พวกแกเป็นใครถึงมาเรียกเก็บเงิน?" "ข้าคือหูหมาน เจ้าถิ่นย่านนี้! ถ้าอยากขายต่อ ก็ส่งเงินมาสามตำลึง ไม่เช่นนั้นข้าจะพังแผงเจ้าให้เละ!" มันเงื้อมือหมายจะกระชากห่อสบู่ หมับ! ไม่ทันที่มือสกปรกจะถึงสบู่ ซิงเยว่ก็คว้าข้อมือหนาของมันไว้ด้วยความรวดเร็วที่มองไม่ทัน นางใช้ทักษะการล็อคข้อต่อแบบนักสู้ระดับอาชีพ บิดแขนของมันไปด้านหลังพร้อมกับใช้เท้าถีบเข้าที่ข้อพับขาจนหูหมานทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น "อ๊ากกกก! ปล่อยนะนังเด็กผี!" "ค่าที่สามตำลึงงั้นรึ? ข้าว่าเจ้าควรเอาเงินนั่นไปทำศพตัวเองมากกว่านะ เจ้าคนถ่อย!" ซิงเยว่กดแรงลงไปอีกจนมันร้องโหยหวน "จำใส่กะลาหัวไว้ ถ้าเจ้ามาป่วนข้าอีก ข้าจะบิดแขนเจ้าให้ขาดเหมือนกิ่งไม้ผุๆ เสีย!" นางสะบัดร่างมันออกไปอย่างรังเกียจ ลูกน้องของมันที่เห็นลูกพี่เสียท่าต่างพากันหวาดกลัวจนต้องหามกันวิ่งหนีไป ชาวบ้านรอบข้างพากันตบมือเกรียวกราวด้วยความสะใจ ในขณะที่ซิงเยว่กำลังจัดแผงใหม่ ร่างสูงสง่าของบุรุษคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดหน้าแผง กลิ่นเครื่องหอมชั้นดีที่ลอยมาจากตัวเขาทำให้ซิงเยว่ไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าเป็นใคร "ว้าว... ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม่นางน้อย เจ้าช่างมีพละกำลังมหาศาลเหลือเกิน" เซี่ยหยางเฟยกล่าวพลางพับพัดเก็บ แววตาที่มองนางนั้นดูทั้งชื่นชมและยั่วเย้า "ท่านอีกแล้วรึ?" ซิงเยว่ถอนหายใจ "ถ้าจะมาดูถูกหรือมาป่วน ก็เชิญไปที่อื่น เจ้าคนเสเพล" "ป่วนรึ? ข้ามาช่วยอุดหนุนต่างหาก" เขาแสร้งทำหน้าน่าสงสาร ตาพยัคฆ์ของเขาเปลี่ยนเป็นประกายอ้อนวอน "ข้าเห็นเจ้าเหนื่อยมาทั้งวัน เลยอยากจะเหมาสบู่ทั้งหมดนี่ไปใช้ในจวนสักหน่อย... นะซิงเยว่ ให้พี่ชายคนนี้ช่วยเจ้าเถอะ" "พี่ชายรึ? ข้าไม่มีพี่ชายที่กะล่อนอย่างท่าน!" ซิงเยว่ตอกกลับ แต่เมื่อเห็นเงินถุงใหญ่ที่เขาวางลงบนแผง นางก็ชะงัก "ทั้งหมดนี่ห้าตำลึงเงิน ไม่มีการทอน" "ได้เลย ยอดดวงใจของข้า" เขาเรียกนางด้วยคำที่ทำให้นางอยากจะเอาหมัดอุดปากเขา "แต่... โอ๊ย!" จู่ๆ เซี่ยหยางเฟยก็ทรุดตัวลงแสร้งทำเป็นเสียหลัก มือหนาคว้าเข้าที่ข้อเท้าของซิงเยว่ พลางทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด "แม่นาง... ข้าว่าข้าน่าจะเท้าแพลงจากการรีบวิ่งมาหาเจ้า เจ้าช่วยพยุงข้าไปส่งที่รถม้าหน่อยได้ไหม? โอย... เจ็บเหลือเกิน ข้าเดินไม่ได้แล้ว" เขาส่งสายตาละห้อยเหมือนลูกสุนัขที่ถูกทิ้ง ซิงเยว่มองดู "อาการบาดเจ็บ" ของเขาด้วยสายตาจับผิด นางเป็นนักสู้ มีหรือจะไม่รู้ว่าอาการเท้าแพลงจริงๆ เป็นอย่างไร [เจ้าคนปลิ้นปล้อน นี่แกล้งชัดๆ!] "เจ็บมากใช่ไหมเจ้าคะคุณชายเซี่ย?" ซิงเยว่ถามเสียงหวานจนผิดปกติ "เจ็บมาก... เจ็บไปถึงขั้วหัวใจเลยล่ะ" เขาได้ใจ รีบทำหน้าน่าสงสารหนักกว่าเดิม "งั้นข้าจะช่วยรักษา ให้เอง!" ซิงเยว่เงื้อเท้าขึ้นแล้วเหยียบลงไปที่หลังเท้าของเขาอย่างจัง! "อ๊ากกกกกก! เจ็บ! เจ็บของจริงแล้ว!" เซี่ยหยางเฟยสะดุ้งตัวลอย ความเจ็บแปล๊บทำเอาเขาน้ำตาคลอเบ้าจริงๆ คราวนี้ "หายน่าสงสารหรือยังเจ้าคะ? ถ้ายังไม่หาย ข้ามีอีกหลายกระบวนท่าที่จะช่วยให้ท่าน ลุกเดิน ได้ทันที" ซิงเยว่กอดอกมองอย่างผู้ชนะ เซี่ยหยางเฟยที่ตอนแรกแกล้งเจ็บ แต่ตอนนี้เจ็บจริงกลับกระตุกยิ้มมุมปากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แววตาของเขาไม่ได้โกรธเคืองเลยสักนิด แต่มันกลับวาววับด้วยความสุขที่ได้เห็นนางสนใจเขา (แม้จะเป็นการสนใจด้วยการเหยียบเท้าก็ตาม) "ดุเหลือเกิน... แต่ถูกใจข้ายิ่งนัก" เขาพึมพำเบาๆ ขณะพยายามลุกขึ้นยืนโดยมีผู้ติดตามรีบเข้ามาประคอง "พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่นะซิงเยว่ ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะยอมคุยกับข้าด้วยวาจาที่หวานกว่าส้นเท้า!" ซิงเยว่มองตามหลังรถม้าที่เคลื่อนจากไปด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในใจ "คนอะไร... ทั้งกวนประสาท ทั้งหน้าหนาเหลือทน เจ้าคนถ่อย เอ๊ย!" นางหันกลับมาเก็บเงินห้าตำลึงด้วยรอยยิ้ม อย่างน้อยวันนี้ก็ได้ทุนคืนและกำไรมหาศาล ชีวิตในเปียนเฉิงของนางคงจะไม่เหงาแน่ หากต้องรับมือกับ 'คนหน้าไม่อาย' อย่างเซี่ยหยางเฟยทุกวันเช่นนี้บทที่ 55 แผลใจรักษาด้วยใจบรรยากาศยามดึกสงัดภายในกระโจมรักษานั้นเงียบเชียบ มีเพียงเสียงเปรี๊ยะปะของฟืนในเตาที่กำลังมอดไหม้ และกลิ่นอายจางๆ ของยาสมานแผลที่ต้มสกัดเข้มข้น แสงจากโคมไฟน้ำมันดวงเล็กส่องกระทบใบหน้าของ เย่อันฉี ที่กำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการบดสมุนไพรสดในโกร่งหินอย่างขะมักเขม้น แม้ร่างกายของนางจะล้าจนแทบจะหลับทั้งยืน แต่ทว่าดวงตาคมสวยกลับคอยชำเลืองมองไปยังเตียงไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่อีกมุมหนึ่งของกระโจมเป็นระยะๆบนเตียงนั้น ร่างสูงของซ่งอี้หาน นอนเหยียดยาวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งผยองและสะอาดสะอ้านบัดนี้กลับซูบเซียวลงเล็กน้อย รอบศีรษะถูกพันด้วยผ้าสะอาดที่มีคราบเลือดซึมออกมาบางๆ แขนขวาที่ถูกพันแผลไว้อย่างหนาแน่นวางอยู่บนหมอนรองเพื่อลดอาการบวม แววตาของเขาที่เคยจ้องมองโลกอย่างเย็นชานั้น บัดนี้กลับดูอ่อนโยนและ ‘เจ้าเล่ห์’ ขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อเห็นว่าคุณหนูสี่กำลังเดินเข้ามาใกล้“โอย... เจ็บ... เจ็บเหลือเกิน” เสียงครางแผ่วเบาที่ดังขึ้นทำให้อันฉีต้องชะงักมือจากโกร่งบดยา นางรีบวางสากหินลงแล้วก้าวเข้าไปข้างเตียงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล“ท่านหมอซ่ง! ท่านเจ็บตรงไหนหรื
บทที่ 54 รัศมีพยัคฆ์หนุนหลังแสงแดดยามบ่ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ทาบทับลงบนพื้นที่ย่านคนจนของเมืองเปียนเฉิง แม้สถานการณ์โรคระบาดจะเริ่มคลี่คลายลงด้วยฤทธิ์ยาของสองจอมโอสถ แต่คลื่นใต้น้ำที่ถูกปลุกปั่นโดยคนทรามกลับยังไม่มอดดับลงง่ายๆ ท่ามกลางความเงียบสงบที่ดูผิดปกติหน้ากระโจมรักษา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนที่สวมชุดชาวบ้านแต่กลับพกพาอาวุธลับและมีท่าทางดุดันเกินกว่าราษฎรทั่วไปกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรือนพักของเย่อันฉีอีกครั้งพวกมันอาศัยจังหวะที่อันฉีกำลังพักผ่อนอยู่ข้างเตียงของซ่งอี้หาน และเจ้าหน้าที่ทางการบางส่วนไปจัดการขนย้ายศพที่เหลือที่เกิดจากโรคระบาด เพื่อจะเข้ามารอบสังหารและทำลายชื่อเสียงของตระกูลเย่ให้สิ้นซากตามคำสั่งลับของผู้เป็นนายทว่า... ก่อนที่พวกมันจะก้าวเข้าสู่เขตหวงห้ามเพียงไม่กี่จั้ง เสียงนกหวีดสั้นๆ ที่แหลมเล็กกลับดังขึ้นจากยอดไม้สูงเหนือหัว ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะใสๆ ที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตอันคุ้นเคย"แหม... ดูซิว่าข้าเจอ 'หนูสกปรก' กลุ่มใหญ่แค่ไหน"ร่างระหงในชุดสีแดงเพลิงที่ดูโฉบเฉี่ยวทะมัดทะแมงกระโดดลงมาจากกิ่งไม้ดุจหินผาที่ร่วงหล่นลงมาทับความเงี
บทที่ 53 ยาหยดสุดท้ายและความหวังภายในกระโจมพยาบาลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นสมุนไพรเคี่ยวจนงวด ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของเย่อันฉี นางยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ ดวงตาคู่สวยที่ปกติจะนิ่งเรียบเย็นชา บัดนี้กลับวูบไหวด้วยประกายของความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มือเรียวบางที่เคยหยิบจับเข็มเงินและตัวยาได้อย่างแม่นยำ กลับสั่นเทายามที่ต้องบรรจงพันผ้าพันแผลรอบฝ่ามือหนาของบุรุษตรงหน้าซ่งอี้หานนอนพิงพนักเตียงด้วยสีหน้าที่ซีดขาวดุจกระดาษ แผ่นอกของเขาขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่ลมหายใจถูกพ่นออกมา มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามจะสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้สตรีตรงหน้าต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้ แม้ว่าแผลที่กลางฝ่ามือจะลึกจนเกือบถึงกระดูก และพิษจากคมมีดอาบยาบางอย่าง (ที่ชายคนร้ายแอบซ่อนไว้) จะเริ่มทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเขาปั่นป่วน แต่สายตาของเขากลับยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของอันฉีอย่างไม่ลดละ ราวกับว่านางคือยารักษาเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีในยามนี้“ท่านพักผ่อนเสีย... อย่าเพิ่งพูดอะไรอีกเลย” อันฉีเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงของนางเครือจนสัมผัสได้ถึงความสะเทือนใจ
บทที่ 52 โลหิตที่หลั่งรินเพื่อปกป้องท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ เสียงของมีคมที่กรีดผ่านเนื้อดัง ฉึก! ราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนกลางใจของเย่อันฉี นางหยุดชะงักอยู่กับที่ดุจถูกสาป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความดื้อรั้นเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างของซ่งอี้หานที่ยังคงคุกเข่าอยู่อย่างมั่นคง ทว่ามือหนาของเขาบัดนี้กลับยื่นออกไปคว้าใบมีดคมกริบของชายแปลกหน้าเอาไว้ด้วยมือเปล่า!เลือดสีแดงฉานค่อยๆ รินไหลออกจากง่ามนิ้วของเขา หยดลงสู่พื้นดินแห้งกรังดังกดเป็นรอยด่างดวง คมมีดนั้นบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือจนเห็นเนื้อขาวและเส้นเอ็น ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะร้องออกมาสักคำ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบจนน่ากลัว มีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อข่มกลั้นความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานเข้าสู่โสตประสาท"ข้าบอกแล้วไง..." ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงพร่า ทว่ากลับดังกังวาลไปทั่วบริเวณ "หากจะทำร้ายยาหม้อนี้ หรือทำร้ายนาง... พวกท่านต้องผ่านศพข้าไปก่อน""ซ่งอี้หาน!" อันฉีแผดเสียงเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจและโกรธจัด ความโกรธของนางในยามนี้ไม่ใช่ความโกรธแค้นต่อศัตรูเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความโกรธที่เห็นเขาทำเรื่อ
บทที่ 51 เพลิงคลั่งหน้าโรงทานแสงอรุณทอประกายจางๆ เหนือขอบฟ้าเมืองเปียนเฉิง แต่ความหวังที่ควรจะมาพร้อมกับแสงตะวันกลับถูกบดบังด้วยกลุ่มควันที่ลอยฟุ้งมาจากกองขยะและซากปรักหักพังในย่านคนจน บรรยากาศภายในโรงทานที่เย่อันฉีใช้เป็นเรือนรักษาชั่วคราวทวีความตึงเครียดจนถึงขีดสุด กลิ่นยาสมุนไพรที่เคี่ยวจนงวดส่งกลิ่นฉุนกึกไปทั่วบริเวณ ทว่าเสียงที่ดังแทรกเข้ามากลับไม่ใช่เสียงขอบคุณจากใจราษฎร แต่เป็นเสียงก่นด่าและเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง"ไอ้หมอหลวงสารเลว! มันเอาพวกเราเป็นหนูลองยา! ยาที่มันให้พวกเรากินคือยาพิษ!" เสียงตะโกนแหบพร่าของชายคนหนึ่งดังขึ้นปลุกระดมฝูงชนที่กำลังโศกเศร้าและหวาดกลัวเย่อันฉีที่เพิ่งจะประคองหยดสมุนไพรหยดสุดท้ายลงในโถยาใหญ่ถึงกับชะงัก มือเรียวบางที่สั่นเทาจากการอดนอนขยับจัดแจงผ้าปิดจมูกให้เข้าที่ นางหันไปมองผ่านม่านกระโจมที่สั่นไหว เห็นเงาร่างนับร้อยกำลังมุ่งตรงมายังกระโจมยาพร้อมกับคบไฟและจอบเสียมในมือ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด"คนพวกนี้ถูกเป่าหูมาแน่ๆ เจ้าพวกตระกูลหลิว... เจ้าคนทราม พวกนั้นกล้าใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์งั้นหรือ!" อันฉีกัดฟั
บทที่ 50 หัวใจที่เริ่มเปิดรับท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก กลิ่นอายของความตายคืบคลานเข้ามายึดครองทุกอณูอากาศในย่านคนจนของเมืองเปียนเฉิง แสงตะเกียงในกระโจมพักรักษายังคงสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดที่กดทับลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงครวญครางของผู้ป่วยด้วยพิษไข้ดังระงมสลับกับเสียงไม้ฟืนที่ปะทุอยู่ในเตาต้มยาขนาดใหญ่ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความหดหู่และสิ้นหวัง ทว่าภายในกระโจมสมุนไพรนั้น กลับมีการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดเสียยิ่งกว่าการสู้รบในสมรภูมิเย่อันฉี คุณหนูสี่ผู้มีใบหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็งกำลังหยดหยาดเหงื่อลงบนกองตำราโอสถ นางทำงานติดต่อกันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้หลับพักผ่อน ดวงตาที่เคยสว่างไสวบัดนี้แดงก่ำด้วยความล้า แขนเรียวบางของนางขยับเข้าออกเพื่อคัดแยกตัวยาอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น ปัญหาก็ยังคงอยู่... พิษไข้ชนิดนี้แปรสภาพไปอย่างรวดเร็วจนยาสูตรเดิมแทบจะใช้ไม่ได้ผล"ทำไมถึงยังกดพิษไว้ไม่ได้! หรือข้าคำนวณสัดส่วนของหญ้าเลือดมังกรผิดไป?" อันฉีพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความกดดันที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนนับร้อยทำให้หัวใจของนางเริ่มสั่นคลอนทว่า ในเงามืดที่อยู่อีกมุมของกระโจม ร่างสูงโ







