Masukบทที่ 3 สบู่สมุนไพร
เหมันตฤดูค่อยๆ เลือนหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิที่เริ่มย่างกรายเข้ามาในเปียนเฉิง ทว่าชีวิตในเมืองหลวงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด บ้านเช่าหลังเล็กในย่านท้ายตลาดที่ซิงเยว่พามารดาและพี่สาวมาพักพิงนั้นค่อนข้างซอมซ่อ แต่สำหรับนางผู้เคยผ่านสังเวียน และการฝึกฝนที่ทรหดมาแล้ว พื้นที่เพียงแค่นี้ถือเป็นฐานบัญชาการชั้นยอด "พี่สาม รบกวนท่านช่วยต้มไขมันสัตว์รวมกับน้ำด่างสมุนไพรนี่ทีเจ้าค่ะ ส่วนพี่รอง ช่วยนำกุหลาบแห้งไปตำให้ละเอียด ข้าต้องการเพียงแค่กลิ่นและน้ำของมันเท่านั้น" ซิงเยว่สั่งการด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ นางเปลี่ยนบ้านเช่าหลังเล็กให้กลายเป็นโรงงานขนาดย่อม พี่สาวทั้งสี่คนแม้จะงุนงงกับสิ่งที่น้องสาวทำ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวซิงเยว่ที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทุกคนจึงยอมทำตามคำสั่งอย่างแข็งขัน "ซิงเยว่ เจ้าน่าจะพักผ่อนบ้างนะลูก" นางหลี่เดินเข้ามาซับเหงื่อให้บุตรสาวคนเล็ก "เจ้าทำงานหนักมาทั้งคืนแล้ว ร่างกายเจ้าเพิ่งจะฟื้นไข้..." "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ เราเหลือเงินไม่มากแล้ว หากธุรกิจสบู่สมุนไพรนี่ไม่สำเร็จ เราคงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนหน้า" ซิงเยว่เอ่ยพลางใช้ไม้พายคนส่วนผสมในหม้อดินใบใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรและดอกไม้ป่าอบอวลไปทั่วห้อง จนอันฉีที่นั่งเฝ้าเตาอยู่นั้นเคลิ้มจนเกือบจะหลับ ในที่สุด สบู่สมุนไพรชุดแรกก็ถูกบรรจุลงในแม่พิมพ์ไม้ที่ซิงเยว่ประดิษฐ์ขึ้นเอง นางทิ้งให้มันเซตตัวก่อนจะตัดแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ ห่อด้วยกระดาษสีอ่อนอย่างประณีต สายวันต่อมา ซิงเยว่นำสบู่เหล่านั้นไปวางขายที่ตลาดนัดชานเมืองเปียนเฉิง ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่คึกคัก นางเลือกมุมหนึ่งที่ผู้คนสัญจรผ่านไปมาเพื่อวางแผง "ก้อนขจัดคราบหอมบำรุงผิวเจ้าค่ะ! ก้อนเดียวสะอาดหมดจด กลิ่นหอมติดทนนานเหมือนเดินอยู่ในสวนดอกไม้ ผิวพรรณจะนุ่มนวลราวกับสำลี!" เสียงใสๆ ของซิงเยว่เรียกรอยยิ้มจากผู้คนได้ไม่ยาก ทว่าสิ่งที่นางไม่รู้คือ มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องนางอยู่จากชั้นสองของเหลาอาหารฝั่งตรงข้าม เซี่ยหยางเฟยนั่งทอดกายอย่างเกียจคร้าน มือหนึ่งโบกพัดไปมา แต่อีกมือกลับถือถ้วยน้ำชาค้างไว้ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ทอดมองลงไปที่แผงขายของๆ ซิงเยว่ มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นนางในชุดผ้าป่านธรรมดาๆ แต่กลับดูสง่างามและมีพลังอย่างบอกไม่ถูก "คุณชาย... จะให้ข้าส่งคนเข้าไปเหมาตามสั่งเลยไหมขอรับ?" ผู้ติดตามถาม "ใจเย็นก่อน... ข้าอยากเห็นว่าแม่นางน้อยจะรับมือกับ 'เจ้าถิ่น' อย่างไร" เซี่ยหยางเฟยหรี่ตาลง เมื่อเขาเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางหยาบช้าเดินตรงไปยังแผงของซิงเยว่ "เฮ้ย! นังหนู มาวางแผงตรงนี้ จ่ายค่าที่หรือยัง?" ชายร่างยักษ์ที่มีรอยแผลเป็นบนหน้าตวาดเสียงดัง พลางใช้เท้าเตะที่ขอบแผงของซิงเยว่จนก้อนสบู่บางส่วนเกือบหล่น ซิงเยว่เงยหน้าขึ้น แววตาของนางที่เคยแจ่มใสกลับกลายเป็นเย็นเยียบในพริบตา "ค่าที่งั้นรึ? ข้าถามทางการแล้ว ตลาดตรงนี้เป็นที่สาธารณะ ใครมาก่อนวางก่อน พวกแกเป็นใครถึงมาเรียกเก็บเงิน?" "ข้าคือหูหมาน เจ้าถิ่นย่านนี้! ถ้าอยากขายต่อ ก็ส่งเงินมาสามตำลึง ไม่เช่นนั้นข้าจะพังแผงเจ้าให้เละ!" มันเงื้อมือหมายจะกระชากห่อสบู่ หมับ! ไม่ทันที่มือสกปรกจะถึงสบู่ ซิงเยว่ก็คว้าข้อมือหนาของมันไว้ด้วยความรวดเร็วที่มองไม่ทัน นางใช้ทักษะการล็อคข้อต่อแบบนักสู้ระดับอาชีพ บิดแขนของมันไปด้านหลังพร้อมกับใช้เท้าถีบเข้าที่ข้อพับขาจนหูหมานทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น "อ๊ากกกก! ปล่อยนะนังเด็กผี!" "ค่าที่สามตำลึงงั้นรึ? ข้าว่าเจ้าควรเอาเงินนั่นไปทำศพตัวเองมากกว่านะ เจ้าคนถ่อย!" ซิงเยว่กดแรงลงไปอีกจนมันร้องโหยหวน "จำใส่กะลาหัวไว้ ถ้าเจ้ามาป่วนข้าอีก ข้าจะบิดแขนเจ้าให้ขาดเหมือนกิ่งไม้ผุๆ เสีย!" นางสะบัดร่างมันออกไปอย่างรังเกียจ ลูกน้องของมันที่เห็นลูกพี่เสียท่าต่างพากันหวาดกลัวจนต้องหามกันวิ่งหนีไป ชาวบ้านรอบข้างพากันตบมือเกรียวกราวด้วยความสะใจ ในขณะที่ซิงเยว่กำลังจัดแผงใหม่ ร่างสูงสง่าของบุรุษคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดหน้าแผง กลิ่นเครื่องหอมชั้นดีที่ลอยมาจากตัวเขาทำให้ซิงเยว่ไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าเป็นใคร "ว้าว... ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม่นางน้อย เจ้าช่างมีพละกำลังมหาศาลเหลือเกิน" เซี่ยหยางเฟยกล่าวพลางพับพัดเก็บ แววตาที่มองนางนั้นดูทั้งชื่นชมและยั่วเย้า "ท่านอีกแล้วรึ?" ซิงเยว่ถอนหายใจ "ถ้าจะมาดูถูกหรือมาป่วน ก็เชิญไปที่อื่น เจ้าคนเสเพล" "ป่วนรึ? ข้ามาช่วยอุดหนุนต่างหาก" เขาแสร้งทำหน้าน่าสงสาร ตาพยัคฆ์ของเขาเปลี่ยนเป็นประกายอ้อนวอน "ข้าเห็นเจ้าเหนื่อยมาทั้งวัน เลยอยากจะเหมาสบู่ทั้งหมดนี่ไปใช้ในจวนสักหน่อย... นะซิงเยว่ ให้พี่ชายคนนี้ช่วยเจ้าเถอะ" "พี่ชายรึ? ข้าไม่มีพี่ชายที่กะล่อนอย่างท่าน!" ซิงเยว่ตอกกลับ แต่เมื่อเห็นเงินถุงใหญ่ที่เขาวางลงบนแผง นางก็ชะงัก "ทั้งหมดนี่ห้าตำลึงเงิน ไม่มีการทอน" "ได้เลย ยอดดวงใจของข้า" เขาเรียกนางด้วยคำที่ทำให้นางอยากจะเอาหมัดอุดปากเขา "แต่... โอ๊ย!" จู่ๆ เซี่ยหยางเฟยก็ทรุดตัวลงแสร้งทำเป็นเสียหลัก มือหนาคว้าเข้าที่ข้อเท้าของซิงเยว่ พลางทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด "แม่นาง... ข้าว่าข้าน่าจะเท้าแพลงจากการรีบวิ่งมาหาเจ้า เจ้าช่วยพยุงข้าไปส่งที่รถม้าหน่อยได้ไหม? โอย... เจ็บเหลือเกิน ข้าเดินไม่ได้แล้ว" เขาส่งสายตาละห้อยเหมือนลูกสุนัขที่ถูกทิ้ง ซิงเยว่มองดู "อาการบาดเจ็บ" ของเขาด้วยสายตาจับผิด นางเป็นนักสู้ มีหรือจะไม่รู้ว่าอาการเท้าแพลงจริงๆ เป็นอย่างไร [เจ้าคนปลิ้นปล้อน นี่แกล้งชัดๆ!] "เจ็บมากใช่ไหมเจ้าคะคุณชายเซี่ย?" ซิงเยว่ถามเสียงหวานจนผิดปกติ "เจ็บมาก... เจ็บไปถึงขั้วหัวใจเลยล่ะ" เขาได้ใจ รีบทำหน้าน่าสงสารหนักกว่าเดิม "งั้นข้าจะช่วยรักษา ให้เอง!" ซิงเยว่เงื้อเท้าขึ้นแล้วเหยียบลงไปที่หลังเท้าของเขาอย่างจัง! "อ๊ากกกกกก! เจ็บ! เจ็บของจริงแล้ว!" เซี่ยหยางเฟยสะดุ้งตัวลอย ความเจ็บแปล๊บทำเอาเขาน้ำตาคลอเบ้าจริงๆ คราวนี้ "หายน่าสงสารหรือยังเจ้าคะ? ถ้ายังไม่หาย ข้ามีอีกหลายกระบวนท่าที่จะช่วยให้ท่าน ลุกเดิน ได้ทันที" ซิงเยว่กอดอกมองอย่างผู้ชนะ เซี่ยหยางเฟยที่ตอนแรกแกล้งเจ็บ แต่ตอนนี้เจ็บจริงกลับกระตุกยิ้มมุมปากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แววตาของเขาไม่ได้โกรธเคืองเลยสักนิด แต่มันกลับวาววับด้วยความสุขที่ได้เห็นนางสนใจเขา (แม้จะเป็นการสนใจด้วยการเหยียบเท้าก็ตาม) "ดุเหลือเกิน... แต่ถูกใจข้ายิ่งนัก" เขาพึมพำเบาๆ ขณะพยายามลุกขึ้นยืนโดยมีผู้ติดตามรีบเข้ามาประคอง "พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่นะซิงเยว่ ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะยอมคุยกับข้าด้วยวาจาที่หวานกว่าส้นเท้า!" ซิงเยว่มองตามหลังรถม้าที่เคลื่อนจากไปด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในใจ "คนอะไร... ทั้งกวนประสาท ทั้งหน้าหนาเหลือทน เจ้าคนถ่อย เอ๊ย!" นางหันกลับมาเก็บเงินห้าตำลึงด้วยรอยยิ้ม อย่างน้อยวันนี้ก็ได้ทุนคืนและกำไรมหาศาล ชีวิตในเปียนเฉิงของนางคงจะไม่เหงาแน่ หากต้องรับมือกับ 'คนหน้าไม่อาย' อย่างเซี่ยหยางเฟยทุกวันเช่นนี้บทที่ 67 ความลับที่ถูกเปิดเผยบรรยากาศภายในจวนตระกูลเย่หลังจากชัยชนะในการกวาดล้างโจรป่าที่หุบเขาอวี้หลานควรจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กลิ่นอายของความสำเร็จยังคงอบอวลอยู่ตามระเบียงทางเดิน ทว่าในเช้าวันถัดมา เมฆหมอกแห่งความวุ่นวายระลอกใหม่กลับตั้งเค้าขึ้นที่หน้าประตูจวนอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่ควบตะบึงอย่างเร่งร้อนมาหยุดนิ่งลงที่หน้าทางเข้า พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้บ่าวรับใช้ทั่วทั้งจวนต้องหยุดชะงักภารกิจในมือด้วยความตระหนก"พระราชโองการมาถึง! หมอหลวงซ่งอี้หานรับราชโองการ!"เสียงนั้นเข้มขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจจนคนในตระกูลเย่ต้องพากันรีบออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าเรือนรับรองด้วยใจที่เต้นรัว เย่ชิง ประมุขหญิงของบ้านก้าวออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและสุขุม นางเหลือบมองไปยัง ซ่งอี้หาน ลูกเขยตัวดีที่บัดนี้กำลังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่บนตั่งไม้บุผ้าแพรอย่างดี โดยมี เย่อันฉี คอยส่งถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ให้ถึงปากอย่างใกล้ชิด เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะส่งเสียงโวยวายมาตั้งแต่เช้ามืดว่าเจ็บซี่โครง และปวดหลังลามไปถึงก
บทที่ 66 หมอหลวงประลองแผนท่ามกลางหุบเขาอวี้หลานที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงนกร้องเตือนภัยดังระงมไปทั่วผืนไพรกว้าง ภูเขาแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรังของ กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ขบวนสินค้าและชาวบ้านระแวกเปียนเฉิงมานานนับปี ทว่าในวันนี้ บรรยากาศที่เคยเงียบขรึมกลับถูกทำลายด้วยขบวนเดินทางที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่หัวขบวนนั้น แทนที่จะเป็นแม่ทัพสวมเกราะเหล็กน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนสะอาดสะอ้าน ซ่งอี้หาน นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวพ่วงพี ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย มือซ้ายกุมบังเหียนส่วนมือขวาแสร้งทำเป็นยกขึ้นกุมหน้าอก พลางไอคอกแคก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนบ่าวรับใช้ตระกูลเย่ที่เดินตามหลังมานับสามสิบชีวิตต่างพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย"โอย... เดินทางมาเพียงครึ่งวัน ข้าก็รู้สึกเหมือนปอดจะฉีกขาดเสียให้ได้" ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงอ่อย พลางหันไปมอง เซี่ยหยางเฟย ที่ถูกท่านแม่เย่ชิงส่งมาเป็นผู้ช่วย (หรือตัวตลกประจำขบวน) "หยางเฟย... เจ้าว่าข้าดูเหมือนคนใกล้ตายพอหรือยัง? ข้าว่าสีหน้าข้าตอนนี้ ต่อให้เทวดามาเห็นก็ต้องคิดว
บทที่ 65 แผนลับของท่านแม่เย่ชิงแสงอรุณทอประกายอาบไล้หลังคาจวนตระกูลเย่ในเช้าวันถัดมา ควันไฟจากห้องครัวเริ่มลอยล่องโชยกลิ่นหอมของข้าวต้มโรยต้นหอมและขิงซอย ทว่าบรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบกลับแฝงไปด้วยความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากห้องโถงหลัก เย่ชิง นายหญิงของบ้านนั่งจิบชาชั้นเลิศอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาหงส์ของนางหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองดูบ่าวไพร่ที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดร่องรอยความวุ่นวายจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนแม้ความบริสุทธิ์ของตระกูลจะกู้กลับมาได้ และศัตรูถูกกำจัดสิ้น แต่ในฐานะแม่ที่มองดูความสัมพันธ์ของลูกสาวคนที่สี่กับลูกเขยจอมกะล่อนมาตลอด นางเริ่มรู้สึกว่าซ่งอี้หานนั้น ใช้ความสำออย เป็นเครื่องมือในการกินแรงลูกสาวนางมากเกินไปเสียแล้ว“ลู่หลาน... เจ้าว่าลูกเขยคนนี้ของข้า เป็นอย่างไรบ้าง?” เย่ชิงเอ่ยถามบุตรสาวคนที่สามที่กำลังนั่งนับตั๋วเงินรางวัลจากการจับกุมกบฏหลิวเมื่อคืนเย่ลู่หลาน เงยหน้าจากบัญชี พลางปัดลูกคิดด้วยความเร็วแสง “ในแง่ของทรัพย์สิน เขาถือเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ยอดเยี่ยมเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ในแง่ของนิสัย... ข้าว่าเขาฉลาดเกินไปนิด แถมยังชอบใช้ความเจ็บป่วยมาออดอ้อนอันฉีจน
บทที่ 64 ความแค้นที่ยังไม่มอดดับลมหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกซอกซอยของเมืองเปียนเฉิง หอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนอยู่ในอากาศประดุจลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ภายใต้บรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบสุขหลังงานวิวาห์ใหญ่โตของตระกูลเย่ กลับมีกระแสน้ำวนแห่งความพยาบาทที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบณ มุมตึกที่แสงแดดส่องไม่ถึง ร่างในชุดคลุมสีเข้มมอซอขยับหมวกปีกกว้างลงต่ำเพื่ออำพรางใบหน้า ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยความแค้นจ้องเขม็งไปยังป้ายร้านยาตระกูลเย่ที่กำลังคึกคัก มือที่หยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักในฐานะนักโทษเนรเทศบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปนเขาก็คือ หลิวเหวิน บุตรชายคนรองของตระกูลหลิวที่หลบหนีจากการกวาดล้างมาได้หวุดหวิด ทรัพย์สินที่เคยมีมหาศาลบัดนี้มลายหายไปสิ้น บิดาและพี่ชายถูกประหารชีวิตอย่างอนาถเพียงเพราะแผนการตลบหลังของ ซ่งอี้หาน เจ้าคนทรยศที่เคยเป็นพวกเดียวกัน!"ซ่งอี้หาน... เจ้าคนทราม เจ้ามีความสุขบนกองซากศพของตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ?" เสียงพึมพำแหบพร่ารอดผ่านไรฟัน "เจ้าแต่งงานเสวยสุขกับนังผู้หญิงถ่อยตระกูลเย่นั่น ในขณะที่ข้าต้องอยู่อย่างหมาข้างถนน... ข้าจะทำให้งานมงคลของพวกเจ้ากลายเป็นงานศพ
บทที่ 63 ศึกแย่งชิงท่านหมอสุดหล่อบรรยากาศในเมืองเปียนเฉิงหลังจากมรสุมโรคระบาดผ่านพ้นไป กลับกลายเป็นความคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะบริเวณย่านการค้าที่มีร้านยาของตระกูลเย่ตั้งตระหง่านอยู่ ทว่าความคึกคักในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากผู้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ หากแต่เกิดจากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่า หมอหลวงซ่งอี้หาน ผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตรจุติลงมา บัดนี้ได้กลายมาเป็นหมอประจำร้านยาตระกูลเย่เคียงข้างกับคุณหนูสี่เย่อันฉีอย่างเป็นทางการแล้วยามเช้าที่ควรจะสงบสุขกลับถูกทำลายด้วยฝูงชนของเหล่าสตรีทุกรุ่นทุกวัย ตั้งแต่คุณหนูตระกูลขุนนางไปจนถึงแม่นางน้อยในตลาด ต่างพากันมาออกันอยู่หน้าร้านยาจนถนนแทบจะตัดผ่านไม่ได้ แต่ละคนไม่ได้มีสีหน้าของคนอมโรคแม้แต่น้อย หากแต่แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีสันฉูดฉาด ประทินโฉมด้วยแป้งและชาดจนกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพียงเพื่อหวังว่าจะได้ให้ท่านหมอซ่ง ช่วยตรวจชีพจรให้สักครั้งภายในร้านยา ซ่งอี้หาน นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลักอย่างสง่างาม เขาอยู่ในชุดลำลองสีขาวสะอาดที่ขับเน้นบุคลิกให้ดูสุขุมและอ่อนโยน ทว่าแววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง ใ
บทที่ 62 การเริ่มต้นฐานะฮูหยินแสงแดดสีทองนวลตาในยามเช้าลอดผ่านรอยแยกของม่านมุ้งสีแดงมงคลเข้ามาภายในห้องหอ กลิ่นอายของเครื่องหอมนวลเนียนและกลิ่นอายแห่งความสุขยังคงอบอวลไม่จางหาย เย่อันฉีค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าชีวิตของนางได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนเอวบางทำให้ใจของนางเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ เมื่อหันไปมองข้างกายก็พบกับใบหน้าคมสันของ ซ่งอี้หาน ที่หลับพริ้มอย่างมีความสุข ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งพยองและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก บัดนี้ดูสงบนิ่งและไร้พิษสงราวกับทารก ผิดกับยามตื่นโดยสิ้นเชิง"ตื่นแล้วหรือ... ฮูหยินของข้า" เสียงทุ้มต่ำที่ดูเหมือนคนยังไม่ตื่นดีนักดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้นกว่าเดิมจนแผ่นหลังของนางแนบสนิทไปกับอกแกร่งของเขา"ท่านพี่... ปล่อยได้แล้วเจ้าค่ะ แดดส่องถึงพื้นจวนแล้ว ข้าต้องรีบไปยกน้ำชาให้ท่านแม่และบรรดาพี่สาวนะเจ้าคะ หากไปช้าเกินไปพวกพี่ๆ จะหาว่าข้าทำตัวไร้มารยาทได้" อันฉีพยายามขยับตัวออกอย่างเอียงอาย แต่กลับถูกซ่งอี้หานใช้ขาที่ยาวโปร่งทับร่างนางไว้ไม่ให้ลุกไปไหน"จะรีบไปไหนกันเล่า... ข้ายื่นคำขาดกับท่าน







