Se connecter"ไอ้เด็กบ้า พวกเจ้าสมควรตาย!"
เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยแสบทะลุแก้วหูร้องไห้ราวกับจะขาดใจไล่ตามมาด้วยเสียงก่นด่าหยาบคายของผู้หญิงคนหนึ่ง "พวกเจ้ามันขี้ขโมย แม่เจ้าไม่สั่งสอนหรืออย่างไรว่าห้ามขโมยของคนอื่น ข้าจะตีเจ้าให้ตาย" เสียงร้องไห้กระจองอแงดังระงมเข้ามาใกล้ทุกที จ้าวหานหรงลืมตาขึ้นหายใจหอบถี่คล้ายเพิ่งวิ่งหนีตายมาก็มิปาน นางดีดตัวลุกขึ้นนั่งมองเห็นสตรีชาวบ้านคนหนึ่งเตะเด็กชายผอมแห้งกลิ้งลงกับพื้นและตบตีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างไม่ปรานีด้วยลำไม้ไผ่ท่อนยาว "นี่แน่ะ ข้าจะตีให้ตายเลยทั้งสองคน พวกเจ้าจะได้รู้สำนึก" เด็กชายวิ่งโซเซเข้าไปดึงแขนนางที่กำลังตีเด็กหญิงพลางส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด "อย่าทำน้องของข้านะ พวกเราไม่ใช่ขโมยอย่าทำน้องของข้า" เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ดูกล้าหาญกอดขานางเอาไว้ในขณะที่นางผู้นั้นทั้งดึงทั้งลากแขนผอมแห้งไปตามทางทั้งที่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดเกินจะทน "อะไรกันเหตุใดถึงป่าเถื่อนเช่นนี้ อ้ะนั่น!" ยังไม่ทันได้เคลื่อนไหวความทรงจำมากมายไหลเข้ามาเต็มหัวสมองไม่นานก็พลันหายไป เด็กสองคนนั้นเป็นลูกของนางและสตรีคนนั้นกำลังลากตัวมาทางนี้ จ้าวหานหรงลุกขึ้นพลันก็รู้สึกหนักตัวและเวียนหัวขึ้นมา ต่อเมื่อก้มมองตัวเองแล้วแทบอยากกรีดร้อง มองไล่ดูแขนขาและลำตัวของร่างนี้มีแต่ความใหญ่เทอะทะน้ำหนักไม่น่าต่ำกว่าร้อยกิโลกรัม "อะไรกันเนี่ย เป็นไปได้อย่างไร" ก่อนที่จะรู้สึกย่ำแย่ไปมากกว่านี้ทั้งสามคนก็เคลื่อนตัวมาอยู่ใกล้นางแล้ว "นังหมูตอน ลุกขึ้นมาดูสิว่าลูกของเจ้าชั่วร้ายขนาดไหน วันนี้ข้าจะฆ่ามันให้ตาย!" พูดจบเซียวจูก็ง้างมือขึ้นจะตีเด็กหญิงตัวผอมแห้งที่ทรุดตัวล้มลงบนพื้น ร่างกายน้อย ๆ สั่นเทาแววตามีแต่ความหวาดกลัว มองเลยไปที่เด็กชายวัยเดียวกันที่พยายามต่อสู้ก็ถูกผลักล้มลงกลิ้งกับพื้นเงยหน้ามองนางด้วยสายตาแข็งกระด้าง "หยุดนะ!" จ้าวหานหรงชี้หน้าเซียวจูเพื่อหยุดนางก่อนที่จะลงไม้ลงมือกับเด็กมากไปกว่านี้ เซียวจูชะงักมือหยุดการกระทำที่โหดร้าย พลางยิ้มมุมปากเยาะเย้ย "เจ้าจะทำอะไรข้า เด็กสองคนนี่ข้าช่วยเจ้าลงโทษแล้วไม่ดีหรือ" จ้าวหานหรงหายเวียนหัวแล้วลุกขึ้นยืนเดินไปหาเซียวจู คว้าท่อนไม้ไผ่ในมือเขวี้ยงทิ้งลงพื้นดวงตาดุร้ายราวกับแม่เสือหวงลูกน้อย "หานหรง เจ้าทำอย่างนี้ไม่ได้นะแทนที่จะมาห้ามข้าเจ้าควรเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้" เซียวจูตะโกนใส่หน้าจ้าวหานหรงอย่างโกรธเกรี้ยว นางยกมือหนาขึ้นเท้าสะเอวอ้วนท้วนมองหน้าเซียวจูไร้ความเกรงกลัว "คนไม่มีสมองอย่างเจ้ายังมีหน้ามาทำกิริยาเช่นนี้กับข้า เจ้ากล้าหรือ" สิ่งที่ทุกคนนึกไม่ถึงก็เกิดขึ้น จ้าวหานหรงคนหยาบคายแต่ขี้ขลาดยกมือตบศีรษะของเซียวจูดังผัวะจนนางมึนหัวเซถลาไปข้างหลังล้มลงไม่เป็นท่า "ใครใช้ให้เจ้ารังแกเด็กไม่มีทางสู้ เจ้านะสิเป็นผู้ใหญ่แต่ไม่มีสมอง" "นังหมูอ้วนเจ้ากล้าด่าข้ารึ! ทั้งที่ลูกเจ้าขโมยไข่บ้านข้าไปกิน ดูสิหลักฐานยังคาตัวพวกมันอยู่เลย" จ้าวหานหรงมองเด็กทั้งสองคนที่นั่งกอดกันร้องไห้สายตามีแต่ความหวาดผวาและเด็กชายตัวน้อยมองมาที่นางเหมือนเกลียดชัง "เด็กก็ซนตามประสาเด็ก ไม่ควรลงโทษพวกเขาเช่นนี้ ดูสิเม่ยเอ๋อร์มีเลือดออกปากเพราะแรงตบตีของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าสมควรเอาเรื่องเจ้าหรือไม่" เซียวจูมองจ้าวหานหรงแค่นเสียงเยาะเย้ย "หึ คนโง่อย่างเจ้าน่ะหรือจะเอาเรื่องข้าได้" "ไปให้พ้นหน้าข้า! เดี๋ยวข้าจัดการเด็ก ๆ เสร็จ เรามีเรื่องต้องตกลงกัน" นางพูดพลางสาวเท้าเดินไปหาเด็กสองคนที่บาดเจ็บเหมือนจะทนไม่ไหว "อย่าทำร้ายน้องข้านะ!" หลี่จื่อหลินร้องห้ามเสียงดังดวงตาแดงก่ำดูเคียดแค้นนางยิ่งนัก จ้าวหานหรงไม่สนใจดึงร่างเล็กของหลี่จิ่วเม่ยขึ้นมาอุ้ม เด็กหญิงมีท่าทางหวาดกลัวเนื้อตัวมอมแมมสั่นเทาน้ำตานองใบหน้าสกปรกวิงวอนขอร้อง "อย่าตีข้าเลยข้าเจ็บ ฮือ ๆ " หัวใจของจ้าวหานหรงอ่อนยวบลงในทันที เด็กน้อยผู้น่าสงสารมีเลือดสีแดงสดไหลออกจากปากไม่หยุดนางคงเจ็บปวดไม่น้อยกับการกระทำป่าเถื่อนของคนใจร้าย จึงเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา "ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัว" อีกมือหนึ่งเอื้อมไปจับแขนของหลี่จื่อหลินเอาไว้ เขาเกรงว่านางมารคนนี้จะทำร้ายอีกจึงดึงตัวขัดขืนทว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเขาสู้นางไม่ได้จึงจำใจเดินตามกลับเข้าบ้าน ขณะที่ทั้งสามคนแม่ลูกเดินกลับบ้านได้ยินเพียงเสียงก่นด่าของเซียวจูไล่หลังมาดัง ๆ "ข้าจะเอาเรื่องจนถึงที่สุดคอยดู ถ้าเจ้าไม่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้เห็นดีแน่นังหน้าโง่!" ด่าเสร็จก็เดินกระทืบเท้าหันหลังเดินกลับบ้านทั้งโมโหทั้งเจ็บหัวที่พลาดท่าถูกแรงตบของคนอ้วนไร้ยางอายทำร้าย จ้าวหานหรงอุ้มหลี่จิ่วเม่ยมาที่ห้องวางลงบนเตียงแล้วนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดปากและทายาให้ เนื้อตัวของนางสกปรกเสื้อผ้าขาดวิ่นจนดูไม่ได้ หลี่จิ่วเม่ยทั้งหวาดกลัวทั้งหิวโหยและอ่อนเพลียร่างกายก็ปวดระบมจากการถูกตบตีนางจึงหลับไปได้โดยง่ายดาย จ้าวหานหรงถือผ้าชุบน้ำเดินออกมาเห็นหลี่จื่อหลินมองนางด้วยสายตาไม่ไว้ใจจึงร้องบอกเบา ๆ "เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนน้องเจ้าเถอะ ข้าจะไปต้มน้ำให้" นางเดินไปที่ห้องครัวเตรียมจุดไฟต้มน้ำอุ่นให้เด็ก ๆ อาบและหุงหาอาหารให้กิน การทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง เพียงแค่ต้องรื้อฟื้นวิชาที่เรียนมาตอนทำงานจิตอาสาช่วยเหลือสัตว์ป่าสมัยเรียนก็ใช้ได้แล้ว นางเริ่มจากลงมือจุดไฟแบบโบราณไม่นานก็ก่อไฟได้ ห้องครัวเก่าคร่ำคร่าเครื่องครัวน้อยชิ้นนางมองหาหม้อต้มน้ำอยู่นานจนกระทั่งสายตาสะดุดกับหม้อสกปรกใบหนึ่งจึงจำใจหยิบขึ้นมา "อี๋ !ทั้งเหม็นทั้งคราบอะไรเขรอะเต็มไปหมดอยู่กันได้อย่างไร" นางถือหม้อใบนั้นจะออกไปล้างที่ถังน้ำด้านนอก เมื่อก้มลงจะตักน้ำกลับพบเพียงความแห้งขอดน้ำสักหยดก็ไม่มี นางเดินหาถังได้มาสองถังมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำท้ายหมู่บ้านตักมาใส่จนเต็ม จากนั้นจึงนำหม้อมาขัดจนสะอาดแล้วต้มน้ำร้อนทันที เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่าระหว่างรอน้ำเดือดนางเดินไปบ้านหมอที่อยู่ไม่ไกลมากให้มาดูอาการของหลี่จิ่วเม่ย "ท่านหมอ อยู่หรือไม่" หมอประจำหมู่บ้าน ที่มีเพียงคนเดียวเดินมาเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นจ้าวหานหรงเขาก็ขมวดคิ้วและพูดขึ้นเสียงห้วนดวงตาดุร้ายเหมือนนางเป็นศัตรู "มีอะไร" "เม่ยเอ๋อร์ไม่สบายช่วยไปดูหน่อยเถิด" หมอได้ยินคำนั้นก็เสียงกร้าวขึ้นมาทันที "เจ้าทำอะไรนาง! ทำไมใจร้ายใจดำได้แม้กระทั่งกับเด็ก" เขาขึ้นเสียงตวาดนางแสดงสีหน้าว่าชิงชังยิ่งนัก จ้าวหานหรงสะดุ้งกับคำด่าทอรุนแรงได้แต่ทำหน้างุนงง "ข้า..." หมอไม่รอช้าเข้าไปเอาถุงผ้าแล้วรีบเดินนำหน้าออกไปทันที เมื่อจ้าวหานหรงรู้สึกตัวนางหอบร่างตุ๊ต๊ะเดินตามแทบไม่ทัน เมื่อไปถึงเห็นเด็กน้อยนอนอยู่บนเตียงไม้เก่าร่างกายมีรอยฟกช้ำปากมีรอยแตกเป็นแผล เขาเห็นสภาพน่าเวทนาก็นึกโกรธหันมามองนางด้วยดวงตาแดงก่ำพูดเสียงกร้าวเหลือจะทน "เจ้าเป็นแม่ประสาอะไร กับเด็กตัวแค่นี้ยังกล้าทำร้าย เจ้ายังมีความเป็นคนอีกหรือไม่!" จ้าวหานหรงกำลังจะอ้าปากอธิบาย หลี่จื่อหลินก็พูดขึ้นก่อน "เราถูกน้าเซียวจูตีขอรับท่านหมอ ช่วยน้องข้าด้วยเถิดนางคงเจ็บมาก" หลี่จื่อหลินอธิบายท่านหมอยื่นมือไปลูบหัวเขาเบา ๆ จากนั้นจับชีพจรและตรวจดูร่างกายของหลี่จิ่วเม่ยครู่หนึ่งก็ล้วงห่อยาออกมามอบให้ "ยานี่แก้ช้ำในแก้ปวดได้ต้มกินครึ่งเดือนก็หาย" เขารับยาจากหมอและกล่าวขอบคุณ หมอจึงหันมาดุนางต่อ "ดูแลลูกไม่เป็นแล้วยังปล่อยให้คนอื่นมารังแก เจ้านี่เป็นแม่คนได้อย่างไรขี้ขลาดกับคนภายนอกแต่กับเด็กตัวแค่นี้กลับใจร้ายใจดำ" "ท่านหมอพูดเกินไปแล้ว ข้าขอบคุณก็แล้วกันที่มาดูอาการของนาง ค่ายาข้ายังไม่มีให้เอาไว้ข้าจะหามาจ่ายนะท่านคิดเท่าไหร่ล่ะ" นางถามยืดยาวหมอได้แต่ถอนหายใจ กับนางคนต่ำช้าผู้นี้ ช่างไม่เคยสนใจไยดีความรู้สึกผู้อื่นเอาเสียเลย "หนึ่งตำลึง" "ตอนนี้ข้าไม่มี ถ้าอย่างนั้นรอสามีข้ากลับมาข้าจะเอาไปให้ท่าน" หมอได้แต่ส่ายหน้ามองนางอย่างไม่ค่อยพอใจแล้วเดินกลับบ้าน นางหันกลับมาหาเด็กทั้งสองเห็นห่อยาในมือหลี่จื่อหลินก็เอ่ยปากขึ้น "ข้าจะไปต้มยาให้น้องเจ้าเอง เจ้ารอที่นี่แหละ" หลี่จื่อหลินดึงห่อยาซ่อนไว้ข้างหลังดวงตาตระหนกเปิดเผยพยายามข่มขู่นาง จ้าวหานหรงที่ไม่เคยพูดดีกับพวกเขาแม้แต่ครั้งเดียว คราวนี้มีแผนใดอยู่ในใจถึงพูดจาเสียงอ่อนราวกับนางฟ้าไปได้ เด็กน้อยหวาดระแวงคิดไปว่าครั้งนี้นางต้องเอายาต้มท่านหมอไปผสมยาพิษแน่ ๆ จ้าวหานหรงที่ไม่ใช่คนเก่าเห็นเด็กชายมีอาการต่อต้าน นางจึงใช้วิธีการของคนเดิมเอายามาให้ได้ก่อนที่อาการของหลี่จิ่วเม่ยจะแย่ไปกว่านี้ "เอายามาให้ข้าเจ้าก็เฝ้าน้องเอาไว้ ขืนให้ไปต้มเองน้ำร้อนลวกขึ้นมาพ่อของเจ้าจะตำหนิข้าเอาได้" นางอ้างถึงสามีขึ้นมา หลี่จื่อหลินกัดปากแน่นดวงตาแดงก่ำเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้จึงยินยอมยื่นห่อยาให้นาง เมื่อได้ยามาแล้วจึงเอาไปต้มในหม้อดินที่เตรียมไว้ ด้วยความไม่ไว้ใจนางมารร้ายคนนี้เขาวิ่งมาแอบดูจนวางใจแล้วจึงวิ่งกลับห้องไปดูแลน้องสาวต่อ"ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเจ้าแล้ว" หลี่เล่อเดินเข้ามาพร้อมกับท่านโหว โหวฮูหยินและเจ้าหน้าที่ของทางการอีกหลายคน ลี่ถิงตกใจเก็บอาการไม่อยู่ขณะที่นักพรตยังคงนิ่งขรึม "นี่มันเรื่องใดกันท่านโหว" "ไปให้การกับศาลพิจารณาก็แล้วกัน" "ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ!" "เจ้ายังปอกลอกจวนโหวไม่พออีกหรือเจ้าหลอกลวงข้าเอาลูกชู้มาให้ข้าเลี้ยง เจ้าคิดว่าข้าสมควรปล่อยให้เจ้าลอยนวลอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างนั้นหรือ" นักพรตพูดสมทบขึ้นพยายามให้ท่านโหวใจเย็น "ท่านโหวเข้าใจผิดแล้ว" สายตาที่เคยนับถือกลับกลายเป็นเกลียดชังขึ้นมาทันที "อย่ามาพูดมากกับข้าไอ้คนหลอกลวง วางแผนฆ่าลูกฆ่าหลานข้าแล้วคิดครอบครองจวนโหว เจ้ามันใฝ่สูงเกินไปแล้ว" ท่านโหวพูดด้วยความโมโหเหลืออดกับความละโมบของสองคนนี้ ทั้งเจ็บปวดและแค้นใจในเวลาเดียวกัน ลี่ถิงมองท่านโหวอย่างขอร้อง แต่ท่านโหวไม่รับฟังอีกต่อไป "เอาตัวไป" ทหารเข้าจับกุมตัวตามคำสั่งนักพรตจะขัดขืนทว่าก็ยินยอมตามออกไป เขายังคงมั่นใจว่าจะรอดพ้นทุก ๆ ความผิด ขณะที่ลี่ถิงทั้งขอร้องวิงวอนขอความเห็นใจ หลี่หยวนเซียวเข้ามาขัดขวางไม่ยินยอมให้ทางการเอาตัวลี่ถิงไปแต่เขาก็แทบล้มทั้งยืนเมื่อได้ย
สายลับเข้ามารายงานเรื่องสำคัญที่หลี่เล่อให้ไปสืบเรื่องของนักพรต หลี่เล่อนั่งฟังการรายงานและให้โหวฮูหยินร่วมฟังไปด้วยกัน "เรียนคุณชายใหญ่ นักพรตคนนี้เดิมทีเป็นคนพเนจร เขาใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รู้จักกับแม่นางลี่ถิงที่ตลาดและแอบคบหากันโดยเขาปลอมตัวเป็นนักพรตตั้งแต่นั้นมา ใช้เรื่องทำนายโชคชะตาเป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงตัว" "เล่าต่อไป" ถึงโหวฮูหยินจะรู้เรื่องมาแล้วนางก็ยังอยากฟังต่อ "ลี่ถิงเป็นคนชักนำให้เข้ามาทำนายดวงชะตาในจวนโหว คนมักใหญ่ใฝ่สูงเห็นจวนโหวดูร่ำรวยก็เกิดความโลภร่วมมือกับลี่ถิงกำจัดคุณชายใหญ่โดยใช้ดวงชะตาเป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้อื่นและที่สำคัญบุตรชายของนางคือลูกชายของนักพรตขอรับ" "เจ้าแน่ใจนะ" "ยิ่งกว่าแน่ใจขอรับ" สายลับนำหลักฐานที่ได้มาส่งให้หลี่เล่อทั้งหมด หากอ้างถึงพยานเขาสามารถพามาพบได้ เพราะนักพรตเกรงว่าลูกชายจะไม่ยอมรับตัวเองเขาจึงให้หมอทำคลอดที่เป็นคนพามาเองลงลายมือชื่อเป็นพยานว่าเขาเป็นพ่อของเด็กเก็บหลักฐานไว้ในบ้านพักและหมอคนนั้นก็หายสาบสูญไป เขาเป็นคนกุมความลับของเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับตั้งแต่นักพรตเริ่มวางแผนให้เด็กคนนี้เข้ามาเป็นทายา
หลี่เล่อโผล่ขึ้นมาพร้อมร่างหมดสติของจ้าวหานหรง นางสำลักน้ำขณะที่จมลงไปทหารและสาวรับใช้ช่วยกันรับร่างของนางและพาขึ้นฝั่งจากนั้นหลี่เล่อก็อุ้มร่างของจ้าวหานหรงมุ่งตรงกลับเรือนด้วยใจร้อนรน "คุณชายน้อยปลอดภัยแล้วแต่มีอาการไข้ขึ้นควรนอนพักขอรับ ส่วนฮูหยินน้อย..." เมื่อรู้ว่าหลี่จื่อหลินปลอดภัยและลืมตาขึ้นได้ดื่มยาของท่านหมอแล้วหลี่เล่อจึงมาดูอาการของจ้าวหานหรงต่อ "มีสิ่งใดผิดปกติรึท่านหมอ" "นางยังไม่ได้สติ ชีพจรเต้นอ่อนและไม่คงที่ หากนางฟื้นขึ้นมาจึงจะถือว่าปลอดภัยขอรับ" หัวใจของคนฟังหล่นวูบหมายความว่าตอนนี้จ้าวหานหรงมีอาการเป็นตายเท่ากัน เมื่อนางฟื้นขึ้นมาก็ถือว่ารอดชีวิตหากยังไม่ฟื้นก็หมายความว่า... "นางจะตายไม่ได้นะ ท่านหมอ" หลี่เล่อขอร้อง หมอเป็นหมอจากวังหลวงที่เก่งที่สุดยังส่ายหน้าไม่เข้าใจอาการของจ้าวหานหรงเช่นเดียวกัน เมฆหมอกหนาบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า มองไปทิศทางใดก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุดแม้แต่ภาพด้านล่างก็ยังเป็นหมอกควันสีขาวล่องลอยไปมาไม่ขาดสาย จ้าวหานหรงราวกับล่องลอยอยู่บนอากาศ ร่างกายของนางคล้ายกำลังลอยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่ง นางเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยืนอยู่
ภายในเรือนของลี่ถิง ทั้งหลี่หยวนเซียวและนักพรตพร้อมด้วยลี่ถิงกำลังหารือกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหัน "ไม่นึกเลยว่าคุณชายใหญ่จะดวงแข็งครั้งแล้วครั้งเล่า" นักพรตเอ่ยขึ้นหลังจากแผนการของเขาผิดพลาดครั้งใหญ่ทั้งลี่ถิงและหลี่หยวนเซียวต่างเป็นกังวล "ท่านแม่ มิใช่ว่าวันหนึ่งจะเอาตำแหน่งของข้าคืนไปหรอกนะขอรับ" หลี่หยวนเซียวนั่งไม่ติดเรื่องนี้เขารับรู้มาตลอดและยินดีเป็นตัวแทนของหลี่เล่อในการทำหน้าที่ต่อจากท่านโหว "โหวฮูหยินบอกแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เป็นอย่างที่พูดถือว่านางเสียสัจจะ อีกอย่างการเปลี่ยนคนยุ่งยากหลายอย่างและท่านโหวก็ยังอยู่ข้างเรา" นางพยายามข่มกลั้นความหวาดระแวงเอาไว้เมื่อเรื่องที่วางแผนร่วมกับนักพรตล้มเหลวลงไปแล้วซึ่งเรื่องนี้หลี่หยวนเซียวไม่เคยรู้ "เจ้าก็ต้องรีบไปเรียนหนังสือไปเรียนการต่อสู้สร้างผลงานได้แล้ว ป่านนี้โหวฮูหยินคงให้อาจารย์ทั้งหลายเตรียมเข้าจวนแล้ว" นางเร่งเร้าบุตรชายที่ผัดผ่อนเรื่องนี้เรื่อยมา "โธ่ท่านแม่ ข้าขอเป็นปีหน้านะขอรับ" หลี่หยวนเซียวเบื่อหน่ายการร่ำเรียนท่องตำรา เขาเคยเรียนมาแล้วสามปีจึงขอพักผ่อนให้หายเบื่อถึงจะกลับไปเรียนต
รถม้าจอดเทียบหน้าบ้านตั้งแต่เช้ามืด สัมภาระมีไม่มากขนย้ายไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปสมทบกับหวงเย่าฉี การเดินทางเงียบเชียบไร้เสียงสนทนาเพราะหลี่จื่อหลินกับหลี่จิ่วเม่ยยังคงหลับอยู่ ถึงหน้าร้านเถ้าแก่หวงทักทายสองสามีภรรยาและควบม้านำทางไปยังจวนโหวโดยมีหยางชุนเดินทางไปด้วย เขาลางานสองวันเพื่อไปส่งหลี่เล่อและครอบครัว อีกอย่างอยากรู้จักที่อยู่ของสหายหากวันหน้ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลจะได้ตามไปถูกที่ รถม้าแล่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดพัก เพราะเป็นรถใช้เดินทางไกลจึงสามารถทนการเดินทางระยะไกลได้จากความเคยชิน จวบจนกระทั่งถึงครึ่งทางก็ได้พบกับเหอจิ้งเซียน "เจ้ามาทำอะไรกลางป่าอย่างนี้จิ้งเซียน" หวงเย่าฉีเห็นว่าสหายไม่เคยมีเวลาว่างแล้วเขามาที่นี่ได้อย่างไร "มีคนส่งข้ามานะสิ ข้ามารับขบวนนี้เข้าจวน" โหวฮูหยินมีคำสั่งให้เหอจิ้งเซียนมารับทุกคนและพาเข้าจวนด้วยตัวเอง การเดินทางเร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเหอจิ้งเซียนส่งพิราบสื่อสารไปที่จวนโหวแล้วว่าจะไปถึงไม่เกินยามจื่อ(23.00น.-01.00น.) จวนโหวที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ใกล้เขตวังหลวงภายในเป็นบริเวณกว้างขวางมีความเป็นระเบียบ
จวนโหว โหวฮูหยินอ่านจดหมายของหวงเย่าฉีด้วยความปลาบปลื้มใจ "ขอพรกับพระโพธิสัตว์มานานในที่สุดคำอธิษฐานของข้าก็เป็นจริง" แต่ข่าวนี้นางจะยังไม่แพร่งพรายออกไปเพื่อความปลอดภัยของหลี่เล่อเพราะเนื้อความข้างในได้แจ้งมาว่าครอบครัวของเขาเพิ่งถูกวางเพลิงโดยคนร้ายซัดทอดมาถึงนักพรต หวงเย่าฉีจำเป็นต้องบอกโหวฮูหยินเพราะหลังจากวันนั้นหยางชุนไปพบเขาที่ร้านกำชับให้เรื่องนี้เป็นความลับให้มากที่สุด นางจึงไม่ได้แจ้งให้ท่านโหวทราบหากท่านโหวรู้เรื่องนี้ไม่พ้นต้องบอกฮูหยินรองอย่างแน่นอน โหวฮูหยินตอบกลับจดหมายนัดวันเวลาให้หวงเย่าฉี เขาจึงให้คนไปส่งข่าวที่บ้านหลี่เล่อเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจะให้รถม้ามารับที่บ้าน หลี่เล่อนั่งคุยกับจ้าวหานหรงในสิ่งที่ยังตัดสินใจค้างเอาไว้ก่อนถึงวันไฟไหม้บ้าน "เจ้าจำเรื่องที่เคยถามข้าได้หรือไม่" นางมีหลายเรื่องให้คิดจึงตอบไม่ได้ว่าเป็นเรื่องราวใดที่เคยพูดกันบ้าง "ข้าถามไปตั้งหลายอย่าง" "เราจะย้ายเข้าไปอยู่ในจวนโหว" "หา!" การตัดสินใจที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน "ท่านคิดดีแล้วหรือไม่" นางถามย้ำอีกครั้ง ตั้งแต่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเขามีท่าทีต่อต้านมาต







