Masukหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ โรคเดิมของผู้หญิงที่ดูแข็งแรงต่หน้าทุกคนกำเริบขึ้นฉับพลัน ความรู้สึกหน้ามืดอย่างรุนแรงจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างในชุดสูทสีขาวทรุดลงกับพื้นพรมหนานุ่ม สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นคือแสงสีขาวนวลตาที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืด พร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาเหมือนลมพัด
'ถ้าเจ้าต้องสูญเสียทุกอย่าง... เจ้าจะยังคงเป็นราชินีอยู่ได้หรือไม่?'
สู่โลกใหม่ที่หนาวเหน็บ
"แม่... แม่ครับ"
เสียงเรียกนั้นแหบแห้งและเล็กแหลม หลินชิงเหอพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตาของเธอมันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความนุ่มนวลของพรมเปอร์เซีย แต่เป็นความกระด้างและเย็นเฉียบของเตียงดินเผาที่เรียกว่า 'คัง' (เตียงเตา)
เธอกระพริบตาถี่ๆ มองเห็นเพดานที่ทำจากคานไม้ผุๆ และมีคราบเขม่าดำเกาะแน่น กลิ่นอับของฟางและดินชื้นๆ ลอยเข้าจมูกจนเธออยากจะเบือนหน้าหนี
"หิว... ต้าเป่าหิว"
หลินชิงเหอหันขวับไปมองที่ข้างกาย เธอพบเด็กชายตัวเล็กๆ สองคนที่มีใบหน้าเปื้อนฝุ่น มอมแมม เสื้อผ้ามีรอยปะซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองโตเกินตัวเพราะความผอมโซ
"ที่นี่ที่ไหน?" เธอพยายามจะเปล่งเสียง แต่เสียงที่ออกมากลับแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
บทที่ 2 ร่างใหม่ในโลกใบเก่า
ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วศีรษะทำให้หลินชิงเหอรู้สึกเหมือนสมองกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เธอยังคงหลับตาแน่น พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย "เซี่ยปิน... เอายาแก้ปวดมาให้ฉันที..." เธอพึมพำเรียกเลขาหนุ่มด้วยความเคยชิน แต่สิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงขานรับที่สุภาพและรวดเร็วของเลขาผู้ชำนาญการ แต่กลับเป็นเสียงแผ่วเบาที่สั่นเครือคล้ายเสียงลูกนก
"แม่... แม่ครับ... แม่ตื่นแล้วเหรอ?"
หลินชิงเหอขมวดคิ้วแรงขึ้นไปอีก เสียงนั้นเล็กและแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกคือเพดานไม้ที่ผุพังจนมองเห็นรอยรั่วที่มีแสงแดดรำไรลอดผ่านลงมา ฝุ่นละอองเต้นระบำอยู่ในลำแสงนั้นเหมือนตอกย้ำว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนสุดหรูในเพนท์เฮาส์ของเธอ
เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ความรู้สึกมึนงงทำให้โลกหมุนคว้างไปชั่วขณะ และนั่นเองที่ทำให้เธอสังเกตเห็นเด็กชายสองคนนั่งคุดคู้โต๋เต๋อยู่ข้างเตียงดินเผาที่แสนเย็นชืด
"แม่... แม่ไม่เป็นไรใช่ไหม? เมื่อกี้แม่ล้มลงไป... ผมกลัวมากเลย" เด็กชายคนที่ดูโตกว่าเล็กน้อยกล่าวพลางเอื้อมมือที่มอมแมมมาจับชายแขนเสื้อของเธอ
หลินชิงเหอมองมือนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่ไม่ใช่ผ้าไหมราคาแพง แต่มันคือผ้าเนื้อหยาบสีซีดจางที่มีรอยปะจนนับไม่ถ้วน กลิ่นอับของเหงื่อและดินที่ติดอยู่บนตัวทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้
"พวกเธอ... เรียกใครว่าแม่?" เธอถามออกไป เสียงนั้นแหบพร่าจนเธอเองยังตกใจ มันไม่ใช่เสียงที่ทรงอำนาจของราชินีแห่งตลาดทุน แต่มันคือเสียงของหญิงสาวที่ดูอ่อนแรงและตรอมใจ
เด็กชายทั้งสองชะงักไปคนละนิด เด็กชายตัวเล็กที่สุดที่ดูจะอายุไม่เกินสี่ขวบเริ่มเบะปาก "แม่จำผมไม่ได้เหรอ... แม่จำเสี่ยวเป่าไม่ได้เหรอครับ?"
ความทรงจำพืดหนึ่งกระแทกเข้ามาในหัวของเธอเหมือนคลื่นยักษ์ ภาพของหญิงม่ายชื่อเดียวกัน 'หลินชิงเหอ' ที่ใช้ชีวิตอย่างอดอยาก ถูกแม่สามีกลั่นแกล้ง และต้องทนดูลูกๆ หิวโหยจนตัวเองตรอมใจตาย... ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมาจนเธอกุมขมับ
"ไม่ใช่... นี่มันต้องเป็นฝันร้ายแน่ๆ"
เธอไม่ยอมรับ เธอปฏิเสธความจริงตรงหน้าอย่างรุนแรง หลินชิงเหอพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนปรกเปียกให้ลุกขึ้นเดิน ความทรงจำบอกเธอว่าข้างนอกมีโอ่งน้ำอยู่ เธอต้องเห็นหน้าตัวเองให้ชัดๆ เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตาจากการทำงานหนักเกินไปจนวูบ
"แม่! จะไปไหนครับ แม่ยังเดินไม่มั่นคงเลย!" ต้าเป่า เด็กชายคนโตพยายามเข้ามาประคอง แต่หลินชิงเหอสะบัดมือออกด้วยสัญชาตญาณของการเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครแตะต้องตัวง่ายๆ
เธอเดินโซเซออกจากกระท่อมไม้ผุๆ บรรยากาศภายนอกคือลานดินแคบๆ ที่มีรั้วไม้ไผ่หักพัง รอบข้างคือทุ่งนาที่ดูแห้งแล้งในฤดูใบไม้ร่วง และบ้านเรือนดินเผามุงจากที่ตั้งเรียงรายอยู่ไกลออกไป อากาศที่สูดเข้าไปมีกลิ่นของฟืนไฟและขี้วัว... นี่มันคือชนบทของจีนในยุค 80 ชัดๆ!
"ดีแล้วๆ... นี่ ฉันเอาผักกาดขาวกับหัวไชเท้าที่เหลือจากแปลงมาฝาก เห็นว่าช่วงนี้บ้านเธอคง... ลำบาก" เหม่ยหลินลดเสียงลงพลางถอนหายใจยาว "แล้วนี่ ยายแก่ตระกูลหลินนั่นไม่ได้มาหาเรื่องเธออีกใช่ไหม? เมื่อเช้าฉันเห็นนางเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปจากบ้านเธอ พร้อมกับหิ้วถุงแป้งขาวออกไปหน้าตาเฉย! ใจคอทำด้วยอะไรกันนะ ปล้นได้กระทั่งลูกสะใภ้และหลานแท้ๆ ของตัวเอง!"คำพูดของเหม่ยหลินยืนยันสิ่งที่ต้าเป่าบอกชิงเหอไว้ก่อนหน้านี้ ความโกรธขึ้งสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจของชิงเหอ แต่มันถูกเคลือบไว้ด้วยความสุขุม"นางเอาแป้งขาวไปหมดเลยค่ะพี่เหม่ยหลิน ทิ้งไว้แค่ขี้รำกำมือเดียว"เหม่ยหลินตบเข่าฉาด "นั่นไง! ฉันว่าแล้ว! ยายแก่นั่นน่ะร้ายนัก รักแต่ลูกชายคนรองกับลูกชายคนเล็ก ส่วนสามีเธอน่ะ... ถึงเขาจะหายสาบสูญไป แต่นั่นก็ลูกชายคนโตของนางนะ แถมต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลหลินแท้ๆ ทำไมถึงได้รังเกียจรังงอนกันขนาดนี้ ของกินดีๆ ขนไปให้หลานทางบ้านโน้นกินจนอ้วนพี แต่หลานทางนี้ผอมจนซี่โครงบาน!"ชิงเหอนิ่งฟัง เธอพยายามรวบรวมข้อมูล 'ยายแก่ตระกูลหลิน' หรือแม่สามีของร่างนี้ คือศัตรูหมายเลขหนึ่งที่เธอต้องจัดการ"น
"ในเมื่อสวรรค์ให้ฉันมาอยู่ที่นี่..." เธอพึมพำกับตัวเองขณะที่มองลูกชายทั้งสอง "ฉันก็จะเปลี่ยนยุค 80 ที่แสนแร้นแค้นนี้ ให้กลายเป็นอาณาจักรของฉันเอง!"หญิงสาวตกผลึกความคิดได้ในท้ายที่สุด ตอนนี้เธอจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากยอมรับ'เอาละ หลินชิงเหอ... ในเมื่อเธอติดอยู่ในร่างนี้ ในยุคนี้ และมีหนี้ชีวิตเป็นเด็กสองคนนี้ เธอก็แค่ต้องทำสิ่งที่เธอถนัดที่สุด'เธอมองไปรอบๆ กระท่อมที่ผุพัง มองมือที่สากและชุดที่ขาดวิ่น'นั่นคือการสร้างอาณาจักรจากศูนย์... ไม่สิ จากติดลบ!'"ต้าเป่า" เธอเรียกเสียงนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยพลังที่เปลี่ยนไป "ในบ้านเหลืออาหารอะไรบ้างไหม?"เด็กชายก้มหน้าลงอย่างละอาย "เหลือแค่แป้งข้าวโพดขี้รำกำมือเดียวครับ... ย่าเอาแป้งขาวไปหมดแล้วเมื่อวานนี้"ดวงตาของหลินชิงเหอวาวโรจน์ขึ้นมาด้วยความเย็นชาทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ย่า' ความทรงจำบอกเธอว่าแม่สามีคนนั้นช่างร้ายกาจเพียงใด แต่สำหรับหลินชิงเหอคนใหม่นี้... ใครที่กล้ามาแย่ง 'สินทรัพย์' หรือ 'คนของเธอ' มันจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม"กำมือเดียวก็พอ" เธอลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรงแต่สายตากลับเฉียบคมจนต้าเป่ารู้สึกเกรงขาม "ไปในบ้านกันเถ
เธอเดินตรงไปยังโอ่งดินเผาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างมุมบ้าน น้ำในโอ่งนิ่งสนิทและสะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามที่ดูสดใสขัดกับอารมณ์ของเธอ หลินชิงเหอค่อยๆ โน้มตัวลงไป ชะโงกหน้ามองเงาที่สะท้อนอยู่ในน้ำ"เฮือก!"เธอผงะถอยหลังจนเกือบเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น ลมหายใจหอบถี่ราวกับคนกำลังจะขาดใจ เงาที่สะท้อนอยู่ในน้ำนั้น...นั่นไม่ใช่หลินชิงเหอที่มีใบหน้าสวยเฉี่ยว แต่งหน้าประณีต และผมทรงบ๊อบเท่ๆ ที่เธอภาคภูมิใจมันคือใบหน้าของหญิงสาวที่ซูบผอมจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ผิวพรรณสีเหลืองคล้ำจากการขาดสารอาหารและกรำแดด ดวงตาดูอิดโรยและเศร้าสร้อย ผมยาวที่ยุ่งเหยิงถูกรวบไว้อย่างลวกๆ ด้วยเชือกฟาง สภาพเหมือนซากศพที่เดินได้มากกว่าคนเธอก้มลงมองมือของตัวเอง... มือที่เคยเรียวสวยและได้รับการทำเล็บอย่างดี บัดนี้กลับหยาบกร้าน มีรอยแตกเขียวช้ำ และเล็บสั้นกุดที่มีเศษดินติดอยู่ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอเริ่มไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก... หลินชิงเหอ หญิงหม้ายยากจนแห่งหมู่บ้านสกุลหลิน ปี 1983 สามีหายสาบสูญไปในสงครามทิ้งให้เธอเลี้ยงลูกชายสองคนตามลำพังท่ามกลางการโขกสับของแม่สามีใจร้ายจากนักธุรกิจพันล้าน... สู่หญิงม่ายที่ไม่มีแม้แต่แป
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ โรคเดิมของผู้หญิงที่ดูแข็งแรงต่หน้าทุกคนกำเริบขึ้นฉับพลัน ความรู้สึกหน้ามืดอย่างรุนแรงจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างในชุดสูทสีขาวทรุดลงกับพื้นพรมหนานุ่ม สิ่งสุดท้ายที่เธอเห็นคือแสงสีขาวนวลตาที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืด พร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาเหมือนลมพัด'ถ้าเจ้าต้องสูญเสียทุกอย่าง... เจ้าจะยังคงเป็นราชินีอยู่ได้หรือไม่?'สู่โลกใหม่ที่หนาวเหน็บ"แม่... แม่ครับ"เสียงเรียกนั้นแหบแห้งและเล็กแหลม หลินชิงเหอพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตาของเธอมันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความนุ่มนวลของพรมเปอร์เซีย แต่เป็นความกระด้างและเย็นเฉียบของเตียงดินเผาที่เรียกว่า 'คัง' (เตียงเตา)เธอกระพริบตาถี่ๆ มองเห็นเพดานที่ทำจากคานไม้ผุๆ และมีคราบเขม่าดำเกาะแน่น กลิ่นอับของฟางและดินชื้นๆ ลอยเข้าจมูกจนเธออยากจะเบือนหน้าหนี"หิว... ต้าเป่าหิว"หลินชิงเหอหันขวับไปมองที่ข้างกาย เธอพบเด็กชายตัวเล็กๆ สองคนที่มีใบหน้าเปื้อนฝุ่น มอมแมม เสื้อผ้ามีรอยปะซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองโตเกินตัวเพราะความผอมโซ"ที่นี่ที่ไหน?" เธอพยายามจ
บทที่ 1 ราชินีแห่งตลาดทุนบนชั้น 88 ของอาคาร 'หลิน กรุ๊ป' แลนด์มาร์คที่สูงที่สุดในใจกลางกรุงเซี่ยงไฮ้ แสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่องสะท้อนอยู่ในดวงตาคมกริบของ หลินชิงเหอ หญิงสาวในชุดสูทสีขาวสั่งตัดราคาสูงลิบประทับรอยนิ้วมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊คสายพันธุ์หายาก เธอไม่ได้เพียงแค่นั่งมองตัวเลขที่วิ่งสลับไปมาเหมือนนักพนันทั่วไป แต่เธอกำลัง 'อ่าน' จังหวะหัวใจของเศรษฐกิจโลก"ท่านประธานครับ หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในเครือหูหนานร่วงลง 5% ตามที่เราคาดการณ์ไว้แล้วครับ" เซี่ยปิน เลขาหนุ่มคนสนิทรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหลินชิงเหอจิบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล สายตาไม่ละจากกราฟ "แค่นั้นยังไม่พอ... สั่งเทขายเพิ่มอีกสามแสนหุ้น ทำให้มันดูเหมือนว่าเรากำลังตื่นตระหนก""แต่ถ้าทำแบบนั้น ราคามันจะดิ่งลงเหวเลยนะครับ?""นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ" เธอแสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "เมื่อพวกปลากระดี่ตื่นน้ำเริ่มทิ้งหุ้นเพราะความกลัว เราจะกวาดซื้อกลับมาทั้งหมดในราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง ภายในเย็นนี้ ฉันต้องการให้บริษัทนั้นเปลี่ยนเจ้าของมาเป็นชื่อของ 'หลิน กรุ๊ป'"นี่คือความเย็นชาและเฉียบคมที่ทำให้หลินชิงเหอ ในวัยเพียง 28 ปี ถูก







