LOGINเขาเล่าย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนที่มารดาของกงเล่อหยางยังเป็นเพียงคนรักของแม่ทัพใหญ่ กงซุนเล่อ ส่วนเขาในตอนนั้นเป็นองครักษ์ที่ติดตามดูแลความปลอดภัยของคุณหนูตระกูลลู่ ลู่หว่านถิง มารดาของคุณหนูใหญ่ นางมาจากตระกูลพ่อค้าขนาดกลาง พบรักกับแม่ทัพใหญ่ในตอนที่ติดตามบิดาออกไปค้าขายทางทิศใต้ ตอนนั้นแม่ทัพใหญ่กงซุนเล่อรับได้ราชโองการให้นำทัพลงไปช่วยอดีตชินอ๋องขับไล่ชนเผ่านอกด่านพอดี
หลังจากที่คบหากันมาได้สองปี กงซุนเล่อก็ได้ส่งแม่สื่อไปหมั้นหมายนางไว้ก่อนที่ตัวเขาจะออกไปทำศึกที่แดนตะวันออก การศึกครั้งนี้เต็มไปด้วยยากความลำบาก และกินเวลานานถึงห้าปี ระหว่างที่ทำศึกอยู่นั้นเขาก็ได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งเอาไว้ซึ่งก็คือ มู่ซวน หลังจากที่มู่ซวนพักรักษาตัวจนหายดีแล้ว เขาก็ขอให้กงซุนเล่อรับเขาไว้รับใช้ข้างกาย เพื่อตอบแทนบุญคุณ ในตอนแรกกงซุนเล่อปฏิเสธ เพราะมู่ซวนเป็นบุตรชายของอดีตเจ้าเมืองคนก่อนของเมืองข้างเคียง เนื่องจากมู่ซวนเคยเป็นคุณชาย เคยเป็นที่เคารพนับหน้าถือตามาก่อน การที่จะให้อีกฝ่ายมาอยู่รับใช้ข้างกายเขาในตอนนี้เหมือนเป็นการดูถูกดูแคลน กงซุนเล่อถึงได้ปฏิเสธคำขอของเขาเรื่อยมา และให้เขาไปช่วยงานอื่นที่ยังว่างหรือขาดคนอยู่ ทว่ามู่ซวนไม่ละความพยายาม เขาตามตื้อกงซุนเล่ออยู่ราวหนึ่งปี กงซุนเล่อถึงได้ตอบตกลง และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนาจากคนแปลกหน้ามาเป็นคนสนิท และจบลงด้วยการกรีดเลือดสาบานว่าจะเป็นสหายที่ดีต่อกันตราบชั่วนิรันดร์ เมื่อจบศึกกงซุนเล่อได้พามู่ซวนกลับมาเมืองหลวงด้วย ที่หน้าประตูเมืองเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาต้อนรับการกลับมาของสองทัพใหญ่ที่ไปออกรบ เพื่อให้ประชาชนอย่างพวกเขาได้อยู่กันอย่างสงบสุข แต่ขึ้นชื่อว่าศึกสงครามแล้วนั้น จะมีเพียงความยินดีอย่างเดียวได้อย่างไร ศึกครั้งนี้ได้พรากเทพสงครามที่อยู่ในใจผู้คนมานาน อย่างอดีตชินอ๋อง นามว่าไป๋เฉิง ไปด้วย ราชวงศ์และประชาชนต่างร่วมใจกันไว้ทุกข์ให้กับอดีตชินอ๋องเป็นเวลาหนึ่งปี และนั่นทำให้งานแต่งของกงซุนเล่อและลู่หว่านถิงต้องเลื่อนออกไปเช่นเดียวกัน สามเดือนต่อมาราชสำนักได้มีการประกาศเรื่องการสอบเข้ารับราชการ กงซุนเล่อคะยั้นคะยอให้มู่ซวนเข้าสอบ เพื่อที่เขาจะได้กอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลให้ฟื้นคืนกลับมาดังเดิม มู่ซวนทนการรบเร้าของสหายไม่ไหว จึงได้ตอบตกลง และมู่ซวนก็ได้คะแนนสอบสูงที่สุด เขาค่อยๆ ไต่เต้าตำแหน่งขุนนางขึ้นมาเรื่อยๆ หลังพ้นช่วงไว้ทุกข์ของอดีตชินอ๋องแล้ว กงซุนเล่อไม่คิดที่จะรั้งรอต่อไปอีก เขาจัดการเรื่องงานแต่งงานของเขาด้วยตัวของเขาเอง งานแต่งของเขาและคนรักถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แม้ว่าเจ้าสาวของเขาจะไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ แต่เขาก็ให้เกียรตินางมาก ทำให้ลู่หว่านถิงในยามนั้นเป็นที่อิจฉาของสตรีทั่วเมืองหลวง ทางมู่ซวนนั้นเขาติดภารกิจที่ต่างเมืองทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานแต่งของสหายได้ ทำได้เพียงส่งของขวัญพร้อมและคำอวยพรมาให้เท่านั้น ยามที่มู่ซวนกลับมาที่เมืองหลวง ตรงกับวันที่ตระกูลกงจัดงานเลี้ยงฉลองให้กับการตั้งครรภ์ของลู่หว่านถิง มู่ซวนเองก็กลับมาพร้อมภรรยาและบุตรชาย "นี่ภรรยาข้า นางมาจากตระกูลเถียน ส่วนนี่ มู่ฉิงเทียน บุตรชายของข้า" มู่ซวนกล่าวแนะนำเพียงแค่นั้นก็เงียบไป ลู่หว่านถิงคุ้นหน้าภรรยาของมู่ซวน จึงได้เอ่ยทักขึ้น "มู่ฮูหยินเราเคยพบกันหรือไม่" "ไม่คิดว่ากงฮูหยินจะยังจำข้าได้ ข้าเถียนชีชี สตรีที่โวยวายทุกครั้งยามที่ไปตัดผ้าที่ร้านของท่านอย่างไรเล่า" ลู่หว่านถิงขมวดคิ้วให้กับการแนะนำตัวของนาง ก่อนเอ่ยยิ้มๆ ว่า "เป็นท่านนี่เอง มาร้านข้าทีไร วุ่นวายทุกที ยามนี้ที่เมืองหลวงมีร้านผ้าขนาดใหญ่มาเปิดใหม่ มีผ้าให้เลือกมากกว่าร้านของข้า หวังว่าท่านจะไปที่นั่น" ประกายไฟนัยน์ตาของสองฮูหยินฟาดฟันกันไปมาไม่หยุด กงซุนเล่อหันไปมองสหาย เห็นเขาเอาแต่จิบชานิ่งไม่คิดที่จะห้ามปรามคนของตัวเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวของเขา "เอาล่ะ หว่านเอ๋อร์วันนี้เป็นวันนี้ดี อย่าได้มีเรื่องเลย" ลู่หว่านถิงละสายตาจากเถียนชีชีมาพยักหน้าให้กับสามี ก่อนจะยกชาขึ้นจิบเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง ไม่ให้ลุกขึ้นไล่คนทั้งสองออกไปให้พ้นหน้า แต่นางกลับพบความผิดปกติในดวงตาสหายของสามี การกลับมาของเขาในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับกงซุนเล่อค่อนข้างมาก เขารู้สึกว่าสหายรักของเขาไม่เหมือนเดิม แต่เขาก็เลือกที่จะมองข้ามไป คิดว่าช่วงนี้สหายอาจจะเครียดเพราะหน้าที่การงานที่กำลังเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่กับลู่หว่านถิงและองครักษ์เว่ยที่อยู่ด้วยในยามนั้นไม่ได้คิดเหมือนกับกงซุนเล่อ ลู่หว่านถิงจับสังเกตนัยน์ตาสหายของสามีอยู่ตลอดเวลา จนเห็นนัยน์ตาโกรธแค้นยามที่สามีละสายตาจากเขา สามีเล่าเรื่องยามอยู่ที่ชายแดนให้นางฟังหมดแล้ว นางจึงค่อนข้างที่จะแปลกใจ… สามีของนางเป็นคนช่วยอีกฝ่ายให้มีชีวิตอยู่ต่อ แต่เหตุใดมู่ซวนถึงได้มีสายตาเคียดแค้นเช่นนั้น ลู่หว่านถิงสั่งให้องครักษ์เว่ยคอยจับตาดูอีกฝ่าย ซึ่งองครักษ์เว่ยก็ไม่ได้ไว้ใจคนผู้นี้มาตั้งแต่แรกแล้ว จึงได้ส่งคนไปจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด เมื่อครบกำหนดคลอด ลู่หว่านถิงก็ได้คลอดบุตรสาวออกมาให้กับจวนแม่ทัพ ยามนั้นสามีหรือบิดาของบุตรสาวนั้นได้ไปออกรบอยู่ที่ชายแดน ทำให้เขาพลาดช่วงเวลานี้ไป เสร็จศึกกลับมาเขาจึงพยายามมีบุตรกับภรรยาสาวอีกครั้ง และบอกกับนางว่าครั้งนี้จะไม่พลาดที่จะพบหน้าบุตรยามแรกเกิดอีกแน่นอน มู่ซวนเริ่มที่จะตีตัวออกห่างกงซุนเล่อมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลที่เขาบอกกับสหายก็คือช่วงนี้เขาค่อนข้างที่จะยุ่ง ไม่ว่างมานั่งพูดคุยสนทนาปราศรัยเช่นเมื่อก่อน องครักษ์เว่ยที่จับตาดูเขาอยู่ รู้ว่าคนผู้นี้ไม่มีความจริงใจกับกงซุนเล่อแล้ว แต่เขาเป็นคนระมัดระวังตัวมาก ทำให้องครักษ์เว่ยไม่รู้ว่าคนผู้นี้ทำสิ่งใดอยู่ มู่ซวนใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่ไม่ปกติในสายตาเขา กงซุนเล่อและลู่หว่านถิงพยายามมีบุตรคนที่สองมาแปดปีก็ยังไม่มีวี่แวว จนทั้งสองท้อใจ แต่กงซุนเล่อที่ยึดมั่นในรัก ก็ไม่คิดที่จะแต่งสตรีอื่นเข้าจวน“ฉางเจ๋อ! เล่อหยางเล่า! นางเป็นอย่างไรบ้าง!” รัชทายาทมามาถึงก็พ่นคำถามใส่อู๋หยางโหวไม่หยุด เขาชะเง้อคอมองเค้าไปข้างใน ไม่ได้สนใจอู๋หยางโหวที่กำลังพยายามหลบหน้ารัชทายาทด้วยไม่อยากให้รัชทายาทเห็นว่าเขาร้องไห้อู๋ฉางเจ๋อนับกงเล่อหยางเป็นสหายของเขาตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันแล้ว เพราะเขาถูกใจนางมาก ต่อมายิ่งได้รู้จักกันเพิ่มขึ้น เขาคิดว่าตัวเองนั้นคิดไม่ผิดที่เลือกให้นางเป็นสหาย ตอนที่รัชทายาทส่งนางมาให้เขา เขาตกใจมาก จนเกือบจะลืมวิธีการใช้วิทยายุทธ์ ระหว่างทางที่พานางมาที่นี่ ใจกังวลไปหมด กลัวว่าจะพานางไปรักษาไม่ทัน“เจ้า! ฉางเจ๋อ…หลบหน้าเปิ่นไท่จื่อทำไม” รัชทายาทจับอีกฝ่ายหันกลับมา อู๋หยางโหวสะบัดหน้าหลบหลบหลีกมือของรัชทายาท สุดท้ายก็หนีไม่พ้น รัชทายาทบีบคางเขาไว้แน่น “เจ้าร้องไห้?”อู๋หยางโหวดิ้นหลุดออกมาก็บีบนวดกรามบริเวณคางที่ถูกจับเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยถาม “คางของกระหม่อมหลุดติดมือพระองค์ไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจับแล้วมันถึงได้รู้สึกแปลกๆ”“ … ” รัชทายาทมองมือตัวเองด้วยกลัวว่ามันจะติดมาจริงๆ เพ้ย! “เจ้าตอบคำถามเปิ่นไท่จื่อมาก่อน”“รัชทายาท พระองค์ก็เห็นว่ากระหม่อมนั่งอยู่หน้าห้อง มันหมายค
ขณะที่เมืองหลวงกำลังเตรียมตัวรับมือป้องกันภัยจากกลุ่มกบฏกันอย่างเต็มที่ ทางชายแดนใต้นั้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด วันนี้เป็นวันที่สองของการทำศึกแล้ว ทหารของสองฝั่งเริ่มลดลงเรื่อยๆ จีอ๋องขี่ม้าสู้รบเคียงข้างน้องชาย ตัวเขาและน้องชายกินยาต้านพิษมาแล้ว แต่ใช่ว่ามันจะต้านพิษของชนนเผ่าใต้ได้ทุกชนิดยามนี้ชินอ๋องไป๋เทียนหลงกำลังต่อสู้อยู่กับบุตรชายของผู้นำเผ่า จีอ๋องก็อยู่ไม่ไกลจากเขาสัก ภายในใจคิดว่า เขาต้องทำให้ศึกนี้จบเร็วที่สุด เขาไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ จีอ๋องคล้ายกำลังปลดผลึกตัวเอง วิทยายุทธ์ขั้นสูงสุดถูกนำออกมาใช้ร่วมกับวิชาแพทย์ ทำให้มันประสานกันอย่างลงตัว เพียงเขาคนเดียวก็สามารถป้องกันศัตรูรอบตัวที่ต้องการเข้าจัดการชินอ๋องจากทางด้านหลังได้แล้ว และยังมีทิศทางอื่นอีกชนเผ่าใต้เริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว เพราะคนของพวกเขาลดลงไปมากกว่าเมื่อวานนี้ ครั้นมองเห็นว่าผู้ใดเป็นคนจัดการสังหารสหายของตน ความบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น จีอ๋องรับมือกับพวกเขาได้อย่างแข็งแกร่ง คนหนึ่งต้านรับคนสี่คน“คิดจะใช้พิษรึ เอาพิษข้าไปก่อนแล้วกัน!” จีอ๋องสาดพิษใส่คนทั้งสี่ที่เข้ามาต่อสู้กับเขา “หึ คิดว่าพ
“เปิ่นหวางไม่คิดว่าแดนใต้จะร้อนมากขนาดนี้ เทียนหลงใกล้ถึงหรือยัง เปิ่นหวางจะไม่ไหวแล้วนะ” จีอ๋องอยู่ในรถม้านานติดต่อกันหลายวันแล้ว ป่านนี้เมืองหลวงคงจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เปิ่นหวางคิดถึงหิมะ คิดถึงอากาศหนาว เป็นเพราะชนเผ่าใต้บ้าบอนั่น ทำให้เขาต้องมาลำบากอยู่ที่นี่ คอยดูเถิดไปถึงเมื่อไหร่เปิ่นหวางจะเผาให้วอดเลย ร้อนดีนักใช่ไหม หึ!“ใกล้แล้วพี่รอง พ้นเมืองนี้ไปเราก็จะถึงแล้ว ท่าทนอีกนิดเถิด”“ข้าทนมาเดือนกว่าแล้ว ก้นข้าช้ำไปหมดแล้วเจ้าจะดูหรือไม่”ไป๋เทียนหลงส่ายหน้าให้พี่ชาย เขาเองก็นั่งอยู่ในรถม้าด้วยกันไม่ใช่หรือ พอจะออกไปขี่ม้าอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้เขาไปอีก“หากข้างหน้ามีลำธารก็แวะพักกันก่อน” ชินอ๋องตะโกนบอกองครักษ์ ทั้งที่พึ่งพ้นประตูเมืองออกมาได้ไม่นานองครักษ์ขานรับและขี่ม้าออกไปตรวจสอบดูทางข้างหน้า ก่อนจะพบแหล่งน้ำและบอกให้ทุกแวะพักที่ตรงนั้นจีอ๋องดีใจยิ่งกว่าผู้ใด เขาลงจากรถม้าก็รีบเดินตรงไปที่ลำธารทันที ธารน้ำใสและเย็นถูกใจเขายิ่งนัก“เทียนหลง น้ำเย็นยิ่งนัก เจ้าลงมาเร็วเข้า น้ำที่โรงเตี๊ยมยังไม่ดีเท่านี้ อ่า ค่อยยังชั่ว”ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธพี่ชาย ถอดเสื้อผ้าแล้วเดินลงไปในลำธา
เช้าวันรุ่งขึ้นในยามเหม่า รัชทายาทเป็นคสไปส่งกงเล่อหยางที่กระโจมด้วยตัวเอง ใช้ความมืดอำพรางตัวนางและเขา หลบหลีกทหารเวรยาม โดยมีองครักษ์เงาคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อเข้ามาในกระโจมกงเล่อหยางตัวปลอมและสาวใช้ก็รีบวิ่งเข้ามาหาเจ้านาย “คุณหนู!!”“เสี่ยวถง เจ้าเหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้เล่า เจ้าก็ด้วย…”“บ่าวนอนไม่หลับเจ้าค่ะ แหะๆ บ่าวกลัวว่าจะมีคนเข้ามาในกระโจมกะทันหันเจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นคุณหนูจะเดือดร้อนเอาได้ บ่าวไม่กล้าละเลยเจ้าค่ะ”กงเล่อหยางยกมือขึ้นกุมขมับ เป็นห่วงนาง แต่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ “ไปนอนพักกันสักหน่อยเถิด ยังพอมีเวลา ไม่ต้องห่วงข้า”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองรับคำ แล้วรีบแยกย้ายกันไปนอน“รัชทายาทจะกลับเลยหรือไม่เพคะ” กงเล่อหยางหันไปมองคนที่นั่งจิบชาอยู่ไป๋หลงส่ายหน้า “ไม่รีบ เปิ่นไท่จื่อกลับไปตอนนี้คงต้องปวดหัวมากกว่าเดิมแน่นอน”เสิ่นมู่หยางเมื่อคืนไม่ได้กลับกระโจม เขานอนเตียงเดียวกันกับอู๋หยางโหวอยู่ในกระโจมรัชทายาท กว่าเขาจะนอนหลับก็เหนื่อยกันแทบแย่ แต่เรื่องแบบนี้จะโทษใครได้ เสิ่นมู่หยางก็ผิดที่ชิงหยางบอกว่ามีคนรักแล้วไม่ยอมถอยออกมา ส่วนชิงหยางก็ผิดที่ไม่พูดบอกเขาให้ชัดเจนกว่
งานล่าสัตว์จัดแบ่งเป็นสองฟากฝั่งทางด้านทิศตะวันออกเป็นฝั่งของเชื้อพระวงศ์และขุนนางขั้นห้าขึ้นไป ส่วนทิศตะวันตกเป็นขุนนางตั้งแต่ขั้นหกลงมาและบรรดาคหบดีที่ได้รับเชิญ เทียบเชิญที่ได้รับจะเป็นเทียบเชิญพิเศษ ที่ไม่อนุญาตให้คนที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อที่ระบุไว้ในเทียบเชิญเข้ามาในงานเด็ดขาดแม้ว่าการล่าสัตว์จะแบ่งฝั่งกัน ทว่างานเลี้ยงที่จะเริ่มขึ้นในเย็นนี้กลับจัดรวมกันที่บริเวณลานกว้างตรงกลางที่ถูกเว้นว่างไว้ โดยจัดเป็นเวลาสองคืน คืนนี้จะเป็นเพียงงานเลี้ยงธรรมดาทั่วไป จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ แต่คืนที่สองนั้นมีกฎบังคับชัดเจนว่าทุกคนต้องเข้าร่วมเพื่อให้เกียรติผู้ที่เข้าไปล่าสัตว์ เพราะสัตว์ที่ถูกล่ามาได้ส่วนหนึ่งจะนำไปทำอาหาร แล้วส่งมอบไปให้แต่ละกระโจมในช่วงเช้าของวันที่สามก่อนเดินทางกลับแต่ใช่ว่าจะไม่มีกรณียกเว้น เช่น เกิดการบาดเจ็บระหว่างทาง หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุขณะออกไปเดินเที่ยวเล่นบริเวณโดยรอบข้อนี้สำหรับคุณหนูและเหล่าฮูหยิน หากเป็นบุรุษต้องให้คำตอบที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ไม่อย่างนั้นจะถูกนำไปสอบสวน อีกเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือได้รับบาดเจ็บขณะเข้าไปล่าสัตว์ สตรีและบุรุษมีสิทธิ์เท่า
สองวันต่อมารัชทายาทไป๋หลงก็มารับกงเล่อหยางตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นเช้าที่สดใสมาก เพราะหลังจากที่เขาสารภาพรักกับนาง กงเล่อหยางเหมือนจะเปิดใจให้เขามากยิ่งขึ้นรถม้าจอดที่หน้าประตูจวนใหญ่ ยังไม่ทันที่เขาจะลงจากรถม้า กงเล่อหยางก็โผล่หน้าเข้ามาก่อน นี่นางออกมายืนรอเขารึ! เขาคิดในใจ“อากาศเย็นลงทุกวัน อาเล่อเจ้าไม่รอข้าอยู่ข้างในเล่า” ฤดูสารทใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ฤดูเหมันต์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เช่นเดียวกับเขาและกงเล่อหยางที่กำลังเริ่มต้นสานสัมพันธ์กันคำเรียกขานเป็นรัชทายาทที่เอ่ยขอร้องนาง กงเล่อหยางทำได้เพียงพยักหน้า ใครใช้ให้นางหวั่นไหวกับเขากันเล่า“อาหลง ไม่เป็นไรหรอก ที่สำคัญข้าชอบฤดูหนาว” กงเล่อหยางส่งยิ้มซุกซนไปให้เขา “เรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ จะว่าไปก็น่าเสียดายที่องค์ชายสี่ไม่ได้เข้าร่วมนะเพคะ พระชายาทั้งสามต้องอยู่แต่เพียงในจวน คงอึดอัดน่าดู”“ไปได้แล้วอาฝู” ไป๋หลงตะโกนบอกองครักษ์ให้เคลื่อนรถม้า “ไม่มาก็ดีแล้ว ยามลงมือจะได้ไม่ลังเล ภรรยาอยู่เรือนปรนนิบัติสามีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว มาคิดเรื่องงานล่าสัตว์กันก่อนเถิด เจ้าห้ามอยู่ห่างจากพี่ เข้าใจหรือไม่”“ข้าสามารถตัวติดอยู่กับท่านตลอดเวลาได







