“ตามจริงแล้วหลานสาวเจ้าก็น่าสงสารอยู่ไม่น้อยเลยนะต้าซุน นางเพิ่งจะสิบห้าแต่ภรรยาเจ้ากลับส่งนางให้ออกเรือนไปกับคนรุ่นปู่ นั่นก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ในเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้แล้ว ไม่สู้..เจ้าก็ล้มเลิกการแต่งงานนี้ครั้งนี้ไปก่อนเถิด”
“ไม่มีทาง!! คนก็อยู่ตรงนี้ ตาเฒ่านี้ไม่รับเอาตัวนางไปเองมันเป็นความผิดของข้าเช่นนั้นหรือ ตอนนี้ทุกคนก็รู้กันไปทั่วแล้วว่ากู้ชิงเหอกำลังจะออกเรือน หากต้องให้นางเป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกจากหมู่บ้านพวกเจ้าคิดว่ามันยุติธรรมกับหลานสาวของข้าแล้วหรือไร”
ชาวบ้านหลายคนพากันหน้าเสีย คำกล่าวของหวางชุ่นฮวาก็มีเหตุผลอยู่ ถ้ากู้ชิงเหอถูกปฏิเสธการแต่งงานจนถึงขั้นต้องคืนสินสอดกันก็น่าสงสารอยู่ไม่น้อย
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า หากเป็นผู้อื่นกล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมาพวกเขาคงจะช่วยกันออกหน้าบังคับให้ผู้เฒ่าหลู่เอาตัวเจ้าสาวกลับหมู่บ้านไปให้ได้
แต่เมื่อมันออกมาจากป้าสะใภ้ที่เห็นแก่ตัวและปากร้ายอย่างหนักเช่นนางหวางซื่อ เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะห่วงชื่อเสียงของหลานสาวสามีมากกว่าหวงเงิน!!
ที่สำคัญ! ตาเฒ่าตัณหากลับนั่นก็ไม่สมควรจะได้ตัวกู้ชิงเหอไป!
“อยากได้เงินคืนเรอะ!! ฝันไปเถิด ข้าไม่มีให้!!” หวางชุ่นฮวาเถียงคอเป็นเอ็น เงินเข้ามาอยู่ในปากนางแล้ว จะให้นางคายออกมาง่ายๆ น่ะเหรอ? ไม่มีทาง!!
“ก็ได้!! ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมคืนเงิน ข้าก็จะเอานางไปขายให้หอนางโลม! ดูสิว่าสกุลกู้ของเจ้าจะทนอับอายได้หรือไม่!”
กู้ต้าซุนถลึงตาโตพร้อมกับถลาเข้าไปหาผู้เฒ่าหลู่ เขายอมรับว่ายามนี้เงินมีค่ามากกว่าหลานสาว แต่ผู้เฒ่าหลู่มาประกาศต่อหน้าผู้คนว่าจะขายนางไปอยู่ในซ่องนางโลม หยามเกียรติคนสกุลกู้เกินไปแล้ว!!
เสียงก่นด่า เสียงกรีดร้องและเสียงห้ามปรามของคนหลายคนทำให้กู้ชิงเหอที่ยังสับสนอยู่เมื่อครู่รู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ดูเหมือนว่านางจะเคยรับรู้มาก่อนแล้ว นี่มันฉากหนึ่งในนิยายที่นางอ่านเล่นเมื่อสองวันก่อนชัดๆ!!
วันนั้นเป็นวันที่นางกับเพื่อนๆ มาฉลองวันจบการศึกษาด้วยกัน
ขณะที่นั่งดูเพื่อนในกลุ่มร้องคาราโอเกะและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน นางหยิบนิยายที่มีคนวางทิ้งไว้ในห้องคาราโอเกะขึ้นมาพลิกดูเล่นๆ ชื่อตัวละครตัวหนึ่งที่ปรากฏนิยายเรื่องนั้นทำให้นางสนใจอ่านมันทันที
ถึงแม้นางจะอ่านแบบข้ามๆ แต่ก็ให้ความสนใจกับตัวละครตัวนี้ไม่น้อย เพราะตัวละครประกอบตัวนั้นมีชื่อแซ่ว่า “กู้ชิงเหอ” ซึ่งตรงกับนางเป๊ะๆ!!
บิดามารดาของกู้ชิงเหอในนิยายเสียชีวิตไปแล้ว นางกับน้องชายจึงถูกครอบครัวของท่านลุงกู้ต้าซุนรับมาเลี้ยงดูเอาไว้แทน
แรกๆ ท่านลุงก็เอ็นดูสองพี่น้องด้วยความสงสาร แต่พอนานวันเข้า เขาก็ถูกภรรยาปั่นหัวจนเริ่มรู้สึกว่าหลานทั้งสองเป็นภาระ และปล่อยให้หวางชุ่นฮวาจัดการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของสองพี่น้องเพียงลำพัง
เมื่อบ้านเมืองเกิดภัยแล้งผลผลิตในไร่นาเก็บเกี่ยวไม่ได้ตามเป้าหมาย ป้าสะใภ้ใจร้ายก็คิดจะเอาตัวนางแลกกับสินสอดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!!
“นี่ฉัน..อย่าบอกนะ! เอาจริงเหรอ?” หญิงสาวรำพันออกมาเป็นชุด จนคนตัวสูงที่ยืนปั้นหน้านิ่งอยู่ข้างๆ ถึงกับต้องหลุบตาลงมามองนางด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นนางพูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
หญิงสาวตกใจจนหน้าซีดเผือด หากนางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกนิยายจริงๆ ก็เท่ากับว่าอุบัติเหตุในรถแท็กซี่ในชีวิตจริงของนางได้คร่าชีวิตนางไปแล้วใช่หรือไม่!
นางทดลองหยิกไปที่หลังมืออีกข้างของตัวเองแรงๆ
เจ็บ..นางไม่ได้ฝันไป! นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่เคยอ่าน!
ทีแรกนางก็คิดว่าตนเองคงได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจนปวดหัวลืมตาไม่ขึ้น แต่นี่มันไม่ใช่!!
ฉากนี้เป็นช่วงที่ตัวละครกู้ชิงเหอกำลังถูกขายให้ไปเป็นภรรยาของชายแก่คราวปู่ นางทั้งเสียใจและน้อยใจในโชคชะตาอันอาภัพของตนเองจนตัดสินใจคิดสั้น
การที่ร่างกายนางรู้สึกอ่อนล้าไม่มีเรี่ยวแรงก็เป็นเพราะกู้ชิงเหอผู้นี้ต้องอดมื้อกินมื้อมาเป็นเวลานานจนร่างกายผ่ายผอมนั่นเอง
ไม่แปลกแล้วว่าทำไมคนรอบตัวนางถึงได้แต่งตัวเช่นนี้!
หญิงสาวหันกลับไปมองทางด้านหลังของตนเอง นางเห็นลำธารสายเล็กที่น้ำแห้งขอด เลยไปอีกนิดก็เป็นสะพานไม้ที่เป็นปากทางเข้าสู่หมู่บ้านเกาซานตามที่นิยายบรรยายเอาไว้ทุกประการ
ก้มลงมองร่างกายของตนเอง นางพบว่ายามนี้นางตัวหดเล็กลงไม่น้อย ตัวจริงของนางในอีกโลกอายุ 21 ปีแล้ว แต่กู้ชิงเหอในนิยายนางจำได้ว่าเพิ่งจะสิบห้า ถึงกระนั้นร่างเล็กนี้ก็ผ่ายผอมเกินจินตนาการ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นางทะลุมิติเข้ามาในโลกนิยายที่ไม่มีอยู่จริง!!
นางไม่มีเวลาจะคิดถึงตัวตนในอีกโลกหนึ่งของตนด้วยซ้ำ เพราะเหตุการณ์ข้างหน้านี่มันน่าตกใจยิ่งกว่า
หนี! หนีไปตั้งหลักก่อน! นี่เป็นเพียงความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในสมองเล็กๆ ของนาง
ท่าทางดิ้นรนพยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนของหญิงสาว ทำให้เจียงเหยียนเด็กสาววัยสิบสามที่คอยเป็นห่วงนางอยู่ใกล้ๆ รีบคว้าตัวนางเอาไว้
“พี่สาวไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ของข้าเป็นถึงซิ่วไฉ ไม่มีใครขายท่านไปที่ไหนได้ทั้งนั้น” เด็กสาวหันไปทางพี่ชายสีหน้าภาคภูมิใจ
“ใช่หรือไม่พี่ใหญ่ ท่านช่วยนางได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ถึงตรงนี้คนของผู้เฒ่าหลู่ที่เดินทางมาด้วยอีกสี่คนก็ชะงักไป แม้ซิ่วไฉจะยังไม่ได้ถูกระบุให้เป็นขุนนาง แต่ความรู้ของชายหนุ่มตรงหน้าต้องมีมากกว่าชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกตนแน่ๆ การกระทำของเฒ่าหลู่ผิดจริงใช่หรือไม่?
กู้ชิงเหอจะหนีก็หนีไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่ควร นางตกใจจนคิดอยากจะกลั้นใจตายไปอีกสักรอบ!!
นางหันไปมองตาเฒ่าชราที่ยืนทำสีหน้าบึ้งตึงคราวหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองบุรุษหน้านิ่งที่เวลานี้ยังไม่ปริปากออกมาสักคำด้วยสายตาหวาดกลัว
ไม่ได้! นางจะไปที่ไหนกับใครไม่ได้ทั้งสิ้น!
หญิงสาวตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ นางต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ตรงหน้านี้ให้พ้นไปเสียก่อนจึงจะมีเวลาคิดทบทวนเรื่องอื่น!
นางพยายามลากร่างของตนไปเบื้องหน้าของสตรีร่างใหญ่ผู้เป็นเจ้าของไฝใต้คางเม็ดโต
“ป้าสะใภ้ ข้าขอร้องท่านเจ้าค่ะ ท่านคืนเงินให้ผู้เฒ่าหลู่ไปเสียเถิด เอาไว้ช้าจะหาหนทางหาเงินมาชดใช้ให้ท่านเองนะเจ้าคะ ข้ายังไม่อยากออกเรือนไปตอนนี้”
กู้ชิงเหอร่ำไห้ออกมาจริงๆ ทั้งหวาดกลัว ทั้งสังเวชตัวเองที่ต้องฝืนทำท่าทางราวกับเป็นคนโบราณเช่นนี้ โชคดีที่นางดูละครมาไม่น้อย จึงยังรู้จักวิถีชีวิตและคำพูดแบบคนในยุคก่อน
- ซิ่วไฉ การสอบซิ่วไฉ (秀才) เป็นการสอบรอบแรกของการสอบคัดเลือกขุนนางชั้นต้นในระดับท้องถิ่น ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับคุณวุฒิ "ซิ่วไฉ" และถือว่าเป็นบัณฑิตขั้นต้น เจียงเหิง มีแซ่เจียงชาวบ้านเลยเรียกว่าเจียงซิ่วไฉ
ขากลับ กู้ชิงเหอก็ยิ้มไปตลอดทาง พลางพูดไม่หยุดถึงอนาคตอันสดใสที่จะเกิดจากการได้เพาะปลูกฝ้าย“ต่อไปกู้ชิงฉีและเจียงเหยียนก็จะสบายแล้วเจ้าค่ะ ข้ามั่นใจว่าฝ้ายครั้งนี้จะให้ผลผลิตดีแน่นอน”เจียงเหิงมองหญิงสาวที่พูดไป พลางแวะเก็บผักป่าที่ขึ้นอยู่ริมธารไปด้วยสายตาอ่อนโยนเขาเพิ่งสังเกตว่านางเปลี่ยนจากหญิงสาวมอมแมมผอมแห้ง เป็นหญิงสาวที่หน้าตาดีขึ้นมาก ดวงตาสดใสและเปล่งประกายด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของนางทำให้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวสว่างขึ้นกู้ชิงเหอยังคงก้มเก็บผักแว่นป่า พลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ต่อไปข้าจะซื้อ ตำราทุกเล่มที่ท่านต้องการ ของกินที่น้องทั้งสองอยากกิน และเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงเหยียนด้วยเจ้าค่ะ ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้เล็กเกินไปแล้ว”เจียงเหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาคิดว่านางอาจจะอยากได้สิ่งใดเพื่อตัวเองบ้าง แต่กลับพบว่าหัวใจของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยผู้อื่นเขาเฝ้ามองนางอย่างเงียบ ๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของมือที่เก็บผักอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มที่เคยเป็นเพียงแค่เงาของความสดใส เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสุขที่แท้จริง“ข้าดีใจที่เจ้าอยู่ร่วมกับพ
เสียงโต้เถียงยังคงดังระงมอยู่พักใหญ่ กว่าหูซุนจ่างจะเอ่ยขึ้นตัดบท“เอาล่ะ ๆ! พอเถอะ หากผู้ใดเต็มใจจะลองก็รับเมล็ดไปแบ่งปลูก ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ห้ามผู้ใดอิจฉาหรือต่อว่ากัน เพราะวันนี้จะเป็นการตัดสินใจของตัวพวกเจ้าเองทั้งสิ้น”ว่าพลาง เขาสั่งให้เจียงเหิงช่วยตักเมล็ดฝ้ายออกมาแบ่งใส่ถุงเล็ก ๆ แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ยกมือขอลองปลูก ใครรับไปก็มีทั้งสีหน้าตื่นเต้นหวังผล หรือแววตาหวาดหวั่นไม่แน่ใจส่วนอีกหลายคน รวมทั้งกู้ต้าซุนและเจียงซืออวี่ เพียงส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ พึมพำคำด่าทออยู่ข้างหลัง แล้วหันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแลไม่นานนัก เมล็ดพันธุ์ฝ้ายกองใหญ่ก็ถูกแบ่งไปจนหมด ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับเรือน บ้างเดินจากไปด้วยท่าทีฮึกเหิม เต็มไปด้วยความหวังและตื่นเต้น บ้างก้าวช้า ๆ ด้วยความลังเลสงสัย เหลือเพียงกลุ่มคนที่สนิทสนมกับเจียงเหิงและกู้ชิงเหอไม่กี่คนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมกู้ชิงเหอมองดูกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ในนั้นย่อมมีสองพ่อลูกสกุลหู และสองสามีสกุลไห่ ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่เคยได้รับแป้งอวี่หูจากนางทำให้รอดชีวิตจากความอดอยากมาได้ในคราวก่อน ทุกคนเป็นคนที่นางสามารถวางใ
นางได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนที่จะก้าวตามชายหนุ่มไปยังเกวียนที่บรรทุกถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์กองโต ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จ้องมองอย่างมีความหวังและวิตกปนกันไปเจียงเหิงก้มลงแกะปากถุงผ้าใบใหญ่ คลายเงื่อนเชือกออกอย่างระมัดระวัง เมล็ดพันธุ์สีคล้ำจำนวนมากปรากฏขึ้นภายใน เขาช้อนเมล็ดฝ้ายเต็มอุ้งมือ ละอองปุยขาวเล็กน้อยติดปลายนิ้ว ก่อนจะเงยหน้าส่งไปยังหญิงสาวที่ยืนรออยู่ข้างกายคนชราหลายคนย่อมคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์ฝ้ายอยู่บ้าง ฝ้ายปลูกง่าย จึงมีผู้ปลูกกันแพร่หลาย เพียงแต่หมู่บ้านเกาซานมีข้อจำกัดเรื่องน้ำ พวกเขาจึงไม่เลือกปลูกฝ้าย เพราะราคามิได้งดงามนัก สู้ทุ่มแรงลงในนาข้าวหรือผักที่ขายได้ราคาดีกว่า ผลตอบแทนย่อมคุ้มค่า คนหนุ่มสาวรุ่นหลังในหมู่บ้านหลายคนจึงแทบไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาก่อนเลย“ฮึม… มันก็มิใช่ฝ้ายธรรมดาหรอกหรือ? ดูแล้วไม่เห็นแตกต่างจากเดิมเลยสักนิด เหตุใดทางการจึงว่ามันเพาะปลูกได้ยากนักเล่า?” ชายชราผู้หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ หยิบเมล็ดขึ้นพลิกไปมาในฝ่ามือ พลางเอ่ยถามอย่างฉงนทว่ากู้ชิงเหอกลับเพียงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และก็เพียงเท่านั้น
คราวนี้ทั้งลานหมู่บ้านเงียบกริบ ความหวังดีที่แฝงอยู่ในคำพูดแข็งกร้าวของเจียงเหิง ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักได้ พวกเขาพากันส่งถุงเมล็ดพันธุ์พืชกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วถอยออกมาทีละก้าวหูซ่างซุนกับหูจื้อจิ่นเห็นว่าความสงบกลับคืนมาแล้ว เขาก็เริ่มแบ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาด คะน้า และถั่วลิสงออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แจกจ่ายทีละครอบครัว แม้จะได้เพียงน้อยนิด แต่ทุกคนก็ได้รับครบถ้วน สีหน้าชาวบ้านบางคนยังคงหงุดหงิดเพราะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านอีกจนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางฝูงชน “แล้วถุงใหญ่ ๆ ที่เหลืออยู่ตรงนั้นเล่า? เหตุใดจึงยังไม่แจกจ่าย?”สายตาทั้งหมดหันไปยังถุงผ้าใบใหญ่ที่กองพะเนินอยู่บนเกวียนดังเดิม “นั่นคือ…เมล็ดพันธุ์ฝ้าย แต่ปัญหาคือ พวกเราไม่เคยปลูกมันมาก่อน และก็ไม่เคยมีผู้ใดในแผ่นดินนี้เพาะให้มันงอกเงยขึ้นมาได้สักครั้ง เมล็ดเหล่านี้เป็นพันธุ์ต่างถิ่น แม้แต่ทางการก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะสมกับดินหรืออากาศแบบใด หมู่บ้านอื่นที่เคยลองก็ล้วนล้มเหลวทั้งสิ้น”เสียงซุบซิบดังขึ้นระงมทันที บ้างขมวดคิ้วไม่เชื่อ บ้างหัวเราะเยาะ “แล้วเอากลับมาทำไมกัน ของกินยังไม่พอ จะเอาฝ้ายมาปลูกให้เสียที่ดินทำไม
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล เมล็ดพันธุ์ที่ชาวบ้านต้องการย่อมเป็นจำพวกพืชผักที่กินได้อยู่แล้ว หาใช่เมล็ดฝ้ายเหล่านี้ พวกเขาจึงยังมิอาจตัดสินใจได้ในทันทีเจ้าหน้าที่คนเดิมเห็นดังนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกดดัน“เมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้เป็นของพระราชทานจากเบื้องสูง ให้นำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร หากพวกท่านรับไปปลูก ย่อมมีแต่ผลดี อีกทั้งทางเหนือต้องการฝ้ายเป็นจำนวนมาก มีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมด เหตุใดจึงยังต้องรีรอกันอีกเล่า?”แววตาของเจียงเหิงไหววูบเพียงเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้จะไม่เคยปลูกฝ้ายมาก่อนแต่เขาก็รู้จักมัน และรู้ด้วยว่ามีคนปลูกตั้งมากมาย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นสินค้าที่มีคนต้องการมากจนถึงขั้นมีเท่าไรก็รับซื้อทั้งหมดแล้วเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดยอมเอาเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเหล่านี้ไปปลูกกันเล่า? ความสงสัยปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะกลับมามีสีหน้าปกติแล้วหันไปกล่าวกับสองพ่อลูก“แม้ฝ้ายจะมิใช่ของกิน แต่หากมีคนรับซื้อรออยู่แล้ว อย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าจะได้เงินไปซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้กินได้นะขอรับ" เขากล่าวพลางพยายามยิ้มกลบความกังวลทันใดน
สามวันถัดมา ความวุ่นวายภายในหมู่บ้านเกาซานยามนี้ก็ยังไม่สงบลงเท่าใดนัก ลานกลางหมู่บ้านเต็มไปด้วยผู้คน ที่มารวมตัวกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เสียงร่ำไห้ปนเสียงตัดพ้อดังระงมไปทั่ว เด็ก ๆ บางคนผอมแห้งเหี่ยว แม้จะมีน้ำดื่มมากพอ แต่ท้องกลับยังว่างเปล่า“หูซุนจ่าง..ตอนนี้พวกเรามีน้ำดื่มมากพอแล้ว แต่ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์สักเม็ดจะหว่านลงดิน” ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าว ดวงตาลึกโบ๋เต็มไปด้วยความกังวล “ที่ผ่านมาพวกเราขุดกินทุกอย่าง ไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ใดไว้เพาะปลูกอีกต่อไป หากไม่มีสิ่งใดให้เพาะปลูก อย่างไรเสียปีนี้ก็ต้องอดตายแน่นอน”หญิงคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก น้ำเสียงสั่นเครือ “ข้ากับครอบครัวพร้อมจะทำงานหนัก แต่ในยามนี้ก็ไม่มีใครว่าจ้าง เราจะหาเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ได้จากที่ใดกันเล่า… หากไม่ได้เมล็ดพันธุ์จากทางการ พวกเราก็ไร้ทางรอดแล้ว ท่านมีหนทางช่วยเหลือพวกเราหรือไม่เจ้าคะ”เสียงโอดครวญดังตามมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปเพราะความอดอยาก หรือหญิงเฒ่าที่หอบหิ้วหลานกำพร้ามายืนเบียดเสียดรอความหวัง ทุกถ้อยคำล้วนแทงลึกลงในใจของหูซ่างซุนเขายืนนิ่งอยู่กลางวงสายตานับร้อย ความทุกข์ของ