LOGIN“ท่านพี่! เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” สตรีร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปหาสามีจนเหนื่อยหอบ แต่นางก็อยากแสดงความเ
ภาพนั้นทำให้ทุกคนในจวน ทั้งขันที ขุนนาง และบ่าวรับใช้ต่างก็อมยิ้มไม่น้อยไม่นานนัก หลี่หยางก็กลับออกมาในชุดที่สง่างามแต่ไม่โอ้อวดจนเกินงาม“ข้าพร้อมแล้วขอรับ”“เช่นนั้นก็เดินทางกันเถิด”“โชคดีนะเจ้าคะท่านพี่”อวี้หลานแทบไม่อยากจะคิดเลยว่า ถุงเงินของนางจะมีก้อนเงินก้อนทองเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด เห็นทีคงหลั่งไหลออกมาเป็นสายน้ำแน่ ๆและก็เป็นจริงดังคาด เมื่อนางเดินเข้าไปในห้องที่ใช้เก็บหีบใส่ถุงเงินเอาไว้ หีบใบนั้นก็แทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อช่วงหลังมานี้ ชีวิตของหลี่หยางมีแต่ความราบรื่นและเปี่ยมสุข เงินทองไม่ว่าจะเป็นเศษอีแปะ ก้อนตำลึงเงินหรือก้อนทองต่างล้นถุงเงินจนแทบปิดไม่สนิท อวี้หลานจึงจัดการนำถุงเงินใบนั้นมาใส่ไว้ในหีบเปล่า และวางซ้อนเรียงกันจนเต็มทีละใบเงินทองจากความสุขของสามีหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ราวกับแม่น้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง“ไม่รู้ว่าถุงนี้จะใช้งานได้อีกนานเพียงใด” ตอนนี้อวี้หลานไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับเงินทองมากมายที่ได้รับเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตอนนี้กิจการร้านค้าของนาง ต่างก็ทำกำไรได้อย่า
“ท่านพี่! เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” สตรีร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปหาสามีจนเหนื่อยหอบ แต่นางก็อยากแสดงความเป็นเจ้าของเขา จึงต้องฝืนตัวเองเช่นนี้“ภรรยา...เหตุใดถึงไม่กลับไปรอที่จวนเล่า”“ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าอยากต้อนรับท่านพี่เป็นคนแรก ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้รอที่จวนแล้ว”เมื่อได้ยินเสียงหวาน ๆ คอยเอาอกเอาใจ บัณฑิตหลี่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงมีคำพูดแสบ ๆ คัน ๆ มาทำให้นางต้องชะงักแต่ครั้งนี้ไม่มีแล้ว เพราะการที่เขาสามารถทำทุกอย่างได้ในวันนี้เป็นเพราะอวี้หลาน และหากไม่ได้นางคอยผลักดัน เขาก็คงถอดใจไปแล้วเป็นจริงดั่งคำที่นางเคยบอกเขา...ต่อให้มีความสามารถแต่หากทุกอย่างไม่เอื้ออำนวย ก็คงยากที่จะไปถึงฝัน“กลับจวนกันเถิดฮูหยินของข้า”บุรุษตัวสูงพูด พลางประคองภรรยาขึ้นรถม้าของพวกเขากลับจวนไปอย่างอารมณ์ดี“ดูเหมือนว่าเขาจะมีภรรยาแล้วนะเจ้าคะคุณหนู”คุณหนูในห้องหอนางหนึ่งยืนมองชายหนุ่มที่นางหมายปองเดินโอบเอวสตรีที่น่าจะเป็น ภรรยาบ้าน ๆ ของเขาขึ้นรถม้าไป “หึ หากข้าต้องการ ย่อมไม่ยอมรามือโดยง
หากคุณชายผู้นี้ตำหนิคนที่ซุบซิบด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมา เขาก็เป็นเพียงบัณฑิตทั่วไป แต่หาก...“ข้าเพิ่งเคยเข้าร่วมงานชุมนุมเช่นนี้เป็นครั้งแรก อาจมีข้อผิดพลาดไปบ้าง แต่ข้าคิดว่าคำพูดนั้นก็คือการวิจารณ์ การพูดสิ่งที่คิดออกมาไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ว่าจะพูดเช่นไร แต่เมื่อพูดแล้วเพิ่มอารมณ์เข้าไปเราก็จะได้บทกวี หากพูดแล้วใส่ปรัชญาก็จะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต แต่หากไร้สิ่งเหล่านั้น บางทีไม่พูดเสียเลยยังดีกว่า”รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชรา“คุณชายคงเป็นบัณฑิต อีกไม่กี่เดือนเมืองหลวงจะจัดสอบจิ้นซื่อเพื่อคัดเลือกขุนนาง ไม่ทราบว่าคุณชายจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่”“ย่อมเข้าร่วมขอรับ ข้าเองก็เป็นจวี่เหริน เป้าหมายย่อมเป็นการได้สอบต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้” อวี้หลานได้ฟังสามีตนเองพูดเช่นนั้นก็ยิ้มไม่หุบ สมกับที่เขาเป็นตัวเอกของเรื่อง จู่ ๆ ก็มีแสงสาดส่อง แม้กระทั่งเนื้อเรื่องที่นิยายไม่เคยพูดถึง“คุณชายไม่โอ้อวดตนเกินไปหรือ” บัณฑิตคนหนึ่งเอ่ยขึ้น“เอ...ข้าคิดว่าจวี่เหรินอันดับหนึ่งของมณฑลมีสิทธิ์โอ้อวดนะเจ้าคะ” อวี้หลานพูดลอย ๆ อาจารย์จางก็ยกยิ้มกว้าง
อวี้หลานสั่งสาวใช้เสร็จแล้วก็เดินกลับไปหาหลี่หยาง นางทำหน้าที่ภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เผลอ ๆ ดีกว่าภรรยาหลายคนในยุคนี้เสียอีก เรื่องการงานก็เก่ง แต่ยังไม่เคยต้องจัดการเรื่องงานบ้านงานเรือนเฉกเช่นคุณหนูหรือฮูหยินจวนอื่น ๆ แต่พอคิดว่าจะได้ซื้อจวนเป็นของตัวเอง รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าอย่างสดใส “คิดสิ่งใดอยู่ ถึงยิ้มไม่หุบเช่นนี้” หลี่หยางเอ่ยทักภรรยา “ข้าเพียงแต่คิดว่า ข้าจัดการเรื่องในบ้านได้ดีหรือไม่ สาวใช้กับคนงาน พวกเราควรหาเพิ่มอีกหรือไม่ ไหนจะพ่อบ้าน...” “ภรรยา...เจ้าคิดมากไปแล้ว จัดการตามที่เจ้าเห็นสมควรเถิด ทุกวันนี้เจ้าเก่งกว่าสตรีทั้งแคว้นแล้วกระมัง” “ท่านพี่ก็พูดเกินไป” “ไม่เกินไป เพราะข้าเห็นด้วยตาตนเอง” คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้อวี้หลานเขินเท่ากับแววตาที่มองมา หญิงสาวรีบหลบตาแล้วคีบอาหารให้เขาแทนอย่างเอียงอาย “งานชุมนุมนักปราชญ์เป็นเช่นนี้เองหรือ” อวี้หลานกวาดสายตามองไปทั่วงาน แม้สามีจะไม่ได้เทียบเชิญ แต่นางก็ยอมเสียเงินหลายตำลึงทอง เพื่อให้ได้เทียบเชิญนี้มา “มองไ
ตลอดการเดินทางสู่เมืองหลวง ไม่ว่าจะกี่เมืองต่อกี่เมืองฮูหยินของจวี่เหรินจากมณฑลอันห่างไกล ก็สามารถทำการค้าขายจนเงินทองงอกงามแต่ถึงแม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะดูเหมือนดีขึ้นในสายตาคนอื่น แม้จะนอนเตียงเดียวกัน ใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยา แต่หลี่หยางกลับไม่เคยกล้ากอดภรรยาของตนเลยสักครั้ง สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปมีเพียงคำพูด ที่ทุกวันนี้เขาไม่ค่อยจิกกัดหรือค่อนขอดนางเหมือนในอดีตแล้ว“ท่านพี่ ข้าไปถามมาแล้ว มีคนประกาศขายจวนของอดีตคหบดีเจ้าค่ะ แม้จะเก่าไปบ้างแต่ก็น่าอยู่ไม่น้อย วันนี้หากท่านพี่ไม่อ่านตำราแล้ว เราไปดูกันได้หรือไม่”ทั้งสองคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในโรงเตี๊ยม ผ่านที่ไหนแวะที่นั่นมานาน แต่หลังจากค้าขายและกักตุนสินค้าใหม่จนเต็มเกวียน พวกเขาก็เดินทางสู่เมืองถัดไปครั้งหนึ่ง...อวี้หลานเห็นคนขายลูกเพราะความจน ก็อดเวทนาไม่ได้จึงซื้อตัวเด็กคนนั้นไว้ สุดท้ายกลับกลายเป็นมีสาวใช้และบ่าวรับใช้เป็นของตัวเองงอกขึ้นมาเมื่อเหยียบย่างสู่เมืองหลวง ทุกคนจึงพากันมองว่า สองสามีภรรยาเป็นเศรษฐีจากแดนไกล เพราะนอกจากจะมีสาวใช้และคนงานเดินตามเป็นพรวนแล้ว ฮูหยิ
ร่างบางยังคงรู้สึกแปลกใจกับเรื่องเมื่อตอนกลางวัน จึงยกไก่ทั้งไม้ให้เขา แล้วเดินไปอุ่นน้ำชา พร้อมแบ่งให้ทุกคนแทนหลังจากกินอิ่ม คนขับรถม้าก็จับจองที่ใต้ร่มไม้ เขานอนหลับไปอย่างเร็ว คงเพราะเป็นคนเดียวที่ทั้งวันไม่ได้พัก“พวกเจ้านอนกันเถิด ข้าจะอยู่เฝ้าให้เอง” เป็นคุณชายเฉินที่ขันอาสาอย่างมีน้ำใจ หลี่หยางแม้จะอยากขัดอีกฝ่ายสักหน่อย แต่ด้วยความสามารถของคุณชายเฉิน เขาก็ทำได้เพียงกัดปากเก็บคำเอาไว้อวี้หลานเข้าไปนอนในรถม้า หลี่หยางเห็นเช่นนั้นก็ตามเข้าไปด้วย ทว่ารถม้าคับแคบยิ่งกว่าเตียงที่พวกเขาเคยนอนด้วยกันเสียอีก“เหตุใดท่านพี่ถึงตามเข้ามานอนในนี้ด้วยเล่า”“พวกเราเป็นสามีภรรยากัน หากไม่นอนด้วยกัน แล้วจะให้ข้าไปนอนกับผู้ใดเล่า”พูดจบหลี่หยางก็ไม่ปล่อยให้ภรรยาได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เขาคลุมผ้าห่มให้นาง ก่อนจะโถมตัวกอดเข้าใส่ “คืนนี้อากาศหนาว เจ้าต้องทำตัวให้อุ่นเข้าไว้”ใช้เวลาเกือบสามวัน พวกเขาก็เดินทางมาถึง เมืองถิง“จะให้ไปส่งที่ไหนดีขอรับ” คนขับรถม้าถาม“ไปโรงเตี๊ยมที่มีพ่อค้าเข้าพักกันมากที่สุดก็แล้วกัน” หญิงสา







