LOGINแต่ระหว่างที่กำลังโมโห ภาพของปลาตัวใหญ่สองตัวที่ว่ายเข้ามาในตะกร้า ก็ทำให้อารมณ์โกรธของโจวอวี้หลานเลือนหายไปในพริบตา เธอรีบกระตุกเชือกในมืออย่างไม่ลังเล เจ้าปลาดิ้นพล่านอยู่ภายในตะกร้าสาน หญิงสาวก็รีบสาวเท้าไปยกตะกร้าขึ้นจากน้ำด้วยความกระตือรือร้น
“อย่างน้อยก็พอมีอาหารกินไปได้อีกวันสองวัน” ปากก็พูดไปอย่างยินดี มือก็หยิบเก็บของและเดินไปยังจุดหมายถัดไป เมื่อแบกตะกร้าใส่ปลาเดินไปเรื่อย ๆ ผ่านป่าผ่านภูเขา โจวอวี้หลานก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ “เส้นทางเหมือนกันหมด หากไม่ได้ความทรงจำของแม่นางเชี่ย ฉันคงหลงทางตายอยู่ในป่า ไม่ก็ได้อดตายแน่ ๆ” หญิงสาวพูดขึ้น เมื่อสัญชาตญาณของแม่นางเชี่ยทำให้เธอก้าวเดินไปใกล้ ๆ กับต้นไม้ใหญ่ที่โค่นล้ม และใกล้ ๆ กันนั้นก็มีต้นมันป่าอยู่ ร่างเล็กไม่รอช้า ใช้สองมือเปล่าขุดหัวมันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมขุดหัวมันมาเพิ่ม เพื่อนำไปปลูกไว้ใกล้ ๆ กระท่อม เพราะลักษณะดินตรงนี้ใกล้เคียงกับดินแถวชายป่า เมื่อได้ทุกอย่างครบ ร่างบอบบางของหญิงสาวที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างกลั่นแกล้ง ก็เดินกลับไปยังกระท่อมของตน “ข้ากลับมาแล้ว” “เจ้า...เมื่อวันก่อนก็เปียกแล้ว วันนี้ยังเนื้อตัวยังสกปรกอีก” หลี่หยางเอ่ยเสียงเย็นตำหนิภรรยา เมื่อเห็นชายกระโปรงของนางเปียกชื้นและเปื้อนคราบโคลน แต่เมื่อโจวอวี้หลานรีบเอาปลาตัวใหญ่ขึ้นมาอวด รอยยิ้มบาง ๆ ก็พลันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา แต่มันก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว “ปลา? ขนาดตัวไม่เลว เจ้าตกน้ำบ่อยจนสนิทกับปลาเลยหรือ แล้วเจ้าทำเป็น...ข้าคงไม่ต้องกินปลาคลุกขี้เถ้าใช่หรือไม่” หลี่หยางถามภรรยาของตน แม้จะเคยได้ยินว่าอีกฝ่ายมีฝีมือการทำอาหาร ทว่านับตั้งแต่นางย้ายมาอยู่กับเขา นางดูหมดอาลัยตายอยากไม่น้อย มือไม้ก็ไม่ค่อยอยากจะหยิบจับทำสิ่งใด “ย่อมต้องเป็นอยู่แล้ว ท่านพี่รอกินอาหารอร่อย ๆ เถอะ เอ๊ย เถิดเจ้าค่ะ” น้ำเสียงร่าเริงของหญิงสาวทำให้หลี่หยางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาไม่เคยเห็นเชี่ยอวี้หลานร่าเริงเช่นนี้มาก่อน หรือบางทีนางอาจจะเสียสติไปเพราะตกน้ำบ่อยครั้งก็เป็นได้ “ร่าเริงจนน่าประหลาดใจ...” หลี่หยางเอ่ยออกมาเบา ๆ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงตำหนิ หากแต่เป็นเพียงการรับรู้ในใจว่า อย่างน้อยเชี่ยอวี้หลานก็ยังดีกว่าแต่ก่อน ชายหนุ่มจึงกลับไปตั้งหน้าตั้งตาอ่านตำราต่อไป เช่นเดียวกับโจวอวี้หลานที่เริ่มลงมือจัดการปลาอย่างตั้งใจ เธอทำทั้งน้ำแกงปลาและปลาเผาไว้เผื่อสำหรับวันหลัง อีกทั้งยังเตรียมปลาป่นไว้กินกับข้าว เพราะอาหารในวันนี้ถือว่ามีมากพอแล้ว ต่างคนต่างจดจ่อกับสิ่งที่ตนเองกำลังทำ จนไม่ทันสังเกตเลยว่า ในถุงเงินใบเก่าที่มีเพียงเศษเงิน วันนี้กลับมีเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายอีแปะ จากเมื่อคืนก่อนสองอีแปะ และจากเหตุการณ์ในวันนี้อีกห้าอีแปะ น่าสนใจ... หลี่หยางทอดสายตามองชามน้ำแกงปลาชามใหญ่และข้าวข้น ๆ หนืด ๆ อย่างที่เขาชอบจากเมื่อวานนี้ พลางอดสงสัยในใจไม่ได้ว่า หากเชี่ยอวี้หลานทำอะไรเช่นนี้ได้ เหตุใดก่อนหน้านี้นางจึงมักนอนนิ่งไม่ยอมทำสิ่งใด มิหนำซ้ำเขายังต้องสิ้นเปลือง แบ่งเงินไปดูแลนางอยู่เสมอ หรือว่าความสามารถนี้จะเป็นผลจากเงินที่เขาให้นางไปเมื่อวันก่อน? “ส่วนปลาที่เหลือ ข้าปิ้งให้แห้งอยู่ข้าง ๆ เตา วันนี้กลิ่นปลาอาจจะแรงไปสักหน่อยนะเจ้าคะ” หลี่หยางพยักหน้าอย่างไม่ติดขัดใจ เขารู้ดีว่ามีกินอย่างไรก็ดีกว่าไม่มี ทั้งสองนั่งกินข้าวพร้อมกัน โจวอวี้หลานก็คอยตักปลาชิ้นใหญ่พร้อมน้ำแกงให้กับสามีไม่ขาดช่วง “ท่านควรจะกินให้มากกว่านี้ หากกินน้อยไปแล้วอ่านตำราไม่รู้เรื่อง จะมาโทษว่าข้าทำอาหารไม่ดีไม่ได้นะเจ้าคะ” หลี่หยางคิ้วกระตุก เขากำลังจะเอ่ยค้านแต่หญิงสาวกลับพูดไม่หยุด “อีกอย่าง การอ่านตำรานั้นแม้จะจำเป็น แต่เมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็น ร่างกายที่นั่งนิ่งอยู่กับที่ก็ควรได้รับอาหารอุ่น ๆ เช่นน้ำแกงปลานี่ ข้าต้มไว้เหนือเตา เป็นน้ำแกงใสกินได้เรื่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น หากข้าหลับ ท่านพี่ก็มาตักเอานะเจ้าคะ” ถ้อยคำโบราณแปร่ง ๆ หลุดออกมาจากปากหญิงสาวที่ยังไม่คุ้นชินกับโลกในยุคนี้ แต่คนฟังก็ไม่ได้ติดใจอะไร ได้แต่รับถ้วยน้ำแกงที่นางตักให้มาดื่มอย่างยินดี “น้ำแกงยังมีอีกมาก มันอาจจะไม่อร่อยนัก เพราะข้าไม่มีเครื่องเทศแต่มีสารอาหารเพียงพอแน่นอนเจ้าค่ะ” โจวอวี้หลานมองคนตรงหน้าที่นิ่งไปแล้ว ก่อนจะเพิ่งรู้ตัวว่าเธอทำตัวแตกต่างจากแม่นางเชี่ยอย่างสุดขั้วเกินไป แต่ขณะที่กำลังคิดว่าควรจะอธิบายอย่างไรดีเกี่ยวกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ คำถามจากคนตรงหน้าก็ดังขึ้นเสียก่อนเชี่ยชิงโหรวเดินตามทั้งสองมาจนถึงหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่กลับไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขา“เช่นนั้นข้าจะเร่งจัดการให้”“ขอรับท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้ากับภรรยาไม่มีที่พักในหมู่บ้าน จึงจะเข้าไปพักในเมือง หากท่านได้เรื่องแล้ว ก็ให้ไปแจ้งแก่ข้าได้ที่นั่น”พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะกลับมาอยู่ที่นี่ เชี่ยชิงโหรวก็เร่งไปถามไถ่จากหัวหน้าหมู่บ้านจนได้รู้ข่าว“เจ้าไม่รู้หรือ หลี่หยางสอบได้เป็นจอหงวนนานแล้ว ตอนนี้ก็เป็นผู้ตรวจการพิเศษ เขามาโดยไม่ได้บอกผู้ใด เพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย แต่ก็เห็นนัดพบกับเหล่าบัณฑิตในเมือง...”“ท่านจะเข้าเมืองหรือไม่ พาข้าไปด้วยสิเจ้าคะ”“ข้าจะส่งคนไปแจ้งข่าวหลังจากหาสุสานพบ”“สุสาน?”“พวกเขามาขุดกระดูกบรรพบุรุษไปไว้ที่เมืองหลวง เห็นว่ามีจวนใหญ่โต สุสานกับศาลบรรพชนก็เตรียมเอาไว้อย่างดี”ยิ่งฟังเชี่ยชิงโหรวก็รู้สึกว่า ทุกอย่างนั้นควรเป็นของนาง ทว่าเพราะนางแย่งชิงความรักจากไป๋เจี้ยนหงมา ตอนนี้แม้แต่หางตาเขาก็ยังไม่แลนาง กลับไปแต่งงานใหม่กับคุณหนูในเมืองแต่ก็นับว่าสะใจไม่น้อยท
ชายหนุ่มส่ายหน้าหลุดหัวเราะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางยังแอบ ‘ขาย’ เขาให้คุณหนูสวี่อยู่เลยแท้ ๆ“ท่านพ่อ เหตุใดจึงนิ่งเงียบไปเล่าเจ้าคะ ท่านต้องช่วยข้า!” อวี้หลานยกยิ้มบาง พลางพัดสัญญานั้นไปมาอย่างไม่รีบร้อน“วันนี้อากาศร้อนนัก ท่านว่าจริงหรือไม่ ขุนนางสวี่? เรื่องนี้ ท่านอยากให้ข้าจัดการให้จบเสียตอนนี้ หรือจะรับหน้าที่จัดการบุตรสาวของท่านเองดีเล่าเจ้าคะ”ขุนนางสวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปตบหน้าบุตรสาวฉาดหนึ่ง “พอได้แล้ว! บุตรสาวข้า...เจ้าเลิกวุ่นวายเถิด นางพูดชัดถึงเพียงนี้ เจ้ายังไม่รู้จักพออีกหรือไร หากอยากออกเรือนนัก ประเดี๋ยวพ่อจะหาคนดี ๆ มาให้เจ้าเอง”อวี้หลานมองดูสองพ่อลูกที่ผลักไสกันขึ้นรถม้าไปอย่างวุ่นวาย แล้วจึงหันไปมองบรรดาคนรับจ้างที่คุณหนูสวี่พามาด้วย “เช่นนี้ พวกท่านคงไม่ได้เบี้ยแล้ว มิสู้มาช่วยขนของให้ข้า ข้ามีเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ พอแบ่งให้ได้อยู่เจ้าค่ะ”เพราะความร้ายกาจของ ฮูหยินจอหงวนคนใหม่ จึงทำให้หลังจากนั้นไม่มีสตรีคนใดกล้าเฉียดใกล้หลี่หยางอีกเลย แม้ว่าเขาจะหล่อเหลาและเก่งกาจมากเพียงใดก็ตามบัณฑิตหลี่รับราชการใ
อวี้หลานเผลอยิ้มออกมา ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าตนมีใจให้กับหลี่หยางหรือไม่ แต่เรื่องบนเตียงที่เกิดขึ้นเมื่อคืน นางก็ไม่ได้นึกรังเกียจอะไร ออกจะ...ยินยอมพร้อมใจอยู่หลายส่วนส่วนเรื่องคุณหนูสวี่ผู้นั้น นอกจากการคิดหาถ้อยคำไปต่อปากต่อคำให้นางเจ็บแสบ อวี้หลานก็ไม่ได้กังวลเรื่องใดอีก“เรื่องแม่นางสวี่ ฮูหยินปล่อยให้ข้าจัดการเองเถิด และต่อไปหากมีผู้ใดมาหาเรื่องเจ้าอีก เจ้าต้องบอกข้า เข้าใจหรือไม่ อีกอย่าง...ห้ามใจดีกับคนไปทั่ว อย่างเรื่องคุณชายเฉินครั้งนั้น ข้าก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก”อวี้หลานขมวดคิ้ว ก่อนถามกลับอย่างงุนงง “คุณชายเฉิน?”“ก็บุรุษที่พวกเราเจอตอนออกจากเมืองเมื่อสามปีก่อนอย่างไรเล่า”อ้อ...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ร่างเล็กมองหน้าสามีแล้วอดขำออกเสียงไม่ได้ “สามี...ท่านทำไหน้ำส้มแตกหรือ กลิ่นเปรี้ยวคละคลุ้งเลยทีเดียว”“ท่านพ่อ! ท่านต้องจัดการให้ข้านะเจ้าคะ นางเป็นเพียงชาวบ้านที่ทำการค้าขาย จะยึดติดกับบุรุษที่กำลังมีอนาคตไกลได้อย่างไร”“แล้วเจ้าจะให้พ่อทำอย่างไรเล่า” ขุนนางสวี่เอ่ยถามเสียงแหบแห้ง บุรุษผู้นี้ทุ่มเททั้ง
“ฮูหยินจอหยวนเช่นข้า ไม่จำเป็นต้องขโมยของผู้ใด!”“ระวังคำพูดด้วยแม่นาง ภรรยาของข้าไม่ขัดสนจนต้องไปขโมยของผู้ใด” เขาหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ พลางเน้นถ้อยคำ “แต่เป็นใครบางคนมากกว่ากระมัง ที่ขัดสนจนต้องมาขอพึ่งหลานเอ๋อร์ของข้า”อวี้หลานรู้ว่าอีกฝ่ายมองออกว่าสตรีผู้นี้มาที่นี่ด้วยเหตุผลใด แต่ไม่เห็นจะต้องแสดงละครต่อหน้าคนที่ไม่สำคัญเลยนี่“ก็มันเป็นของท่านแม่ข้าจริง ๆ ปิ่นปักผมนั้นเป็นของสั่งทำ ไม่มีทางซ้ำผู้ใดแน่ ๆ” อวี้หลานฟังแล้วยกยิ้มให้กับความฉลาดน้อยของสตรีตรงหน้า “เช่นนั้นก็ลองกลับไปถามท่านแม่ หรือไม่ก็ท่านพ่อของคุณหนูดูเถิดว่าเหตุใดปิ่นปักผมนี้จึงมาอยู่กับข้า อย่ามาโวยวายทำให้ตัวเองต้องอับอายเลย”“เป็นชาวบ้านเช่นเจ้ามากกว่าที่ควรอาย”“ข้า? ข้าควรต้องอายด้วยเรื่องใดหรือ อายที่ไม่ได้เกิดในตระกูลขุนนาง หรืออายที่มีเงินมากกว่าเล่า” อวี้หลานเข้าใจสามีก็ครานี้ว่า การใช้วาจาเชือดเฉือนคนมันให้ความรู้สึกสะใจเพียงใด“เชอะ เงินเพียงเท่านั้น ข้าก็มี!”เจ้าแม่เงินกู้ฟังแล้วอยากหัวเราะให้ฟันร่วง จึงลอยหน้าลอยตาถาม “จริงหร
ภาพนั้นทำให้ทุกคนในจวน ทั้งขันที ขุนนาง และบ่าวรับใช้ต่างก็อมยิ้มไม่น้อยไม่นานนัก หลี่หยางก็กลับออกมาในชุดที่สง่างามแต่ไม่โอ้อวดจนเกินงาม“ข้าพร้อมแล้วขอรับ”“เช่นนั้นก็เดินทางกันเถิด”“โชคดีนะเจ้าคะท่านพี่”อวี้หลานแทบไม่อยากจะคิดเลยว่า ถุงเงินของนางจะมีก้อนเงินก้อนทองเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด เห็นทีคงหลั่งไหลออกมาเป็นสายน้ำแน่ ๆและก็เป็นจริงดังคาด เมื่อนางเดินเข้าไปในห้องที่ใช้เก็บหีบใส่ถุงเงินเอาไว้ หีบใบนั้นก็แทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อช่วงหลังมานี้ ชีวิตของหลี่หยางมีแต่ความราบรื่นและเปี่ยมสุข เงินทองไม่ว่าจะเป็นเศษอีแปะ ก้อนตำลึงเงินหรือก้อนทองต่างล้นถุงเงินจนแทบปิดไม่สนิท อวี้หลานจึงจัดการนำถุงเงินใบนั้นมาใส่ไว้ในหีบเปล่า และวางซ้อนเรียงกันจนเต็มทีละใบเงินทองจากความสุขของสามีหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ราวกับแม่น้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง“ไม่รู้ว่าถุงนี้จะใช้งานได้อีกนานเพียงใด” ตอนนี้อวี้หลานไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับเงินทองมากมายที่ได้รับเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตอนนี้กิจการร้านค้าของนาง ต่างก็ทำกำไรได้อย่า
“ท่านพี่! เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ” สตรีร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปหาสามีจนเหนื่อยหอบ แต่นางก็อยากแสดงความเป็นเจ้าของเขา จึงต้องฝืนตัวเองเช่นนี้“ภรรยา...เหตุใดถึงไม่กลับไปรอที่จวนเล่า”“ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าอยากต้อนรับท่านพี่เป็นคนแรก ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้รอที่จวนแล้ว”เมื่อได้ยินเสียงหวาน ๆ คอยเอาอกเอาใจ บัณฑิตหลี่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงมีคำพูดแสบ ๆ คัน ๆ มาทำให้นางต้องชะงักแต่ครั้งนี้ไม่มีแล้ว เพราะการที่เขาสามารถทำทุกอย่างได้ในวันนี้เป็นเพราะอวี้หลาน และหากไม่ได้นางคอยผลักดัน เขาก็คงถอดใจไปแล้วเป็นจริงดั่งคำที่นางเคยบอกเขา...ต่อให้มีความสามารถแต่หากทุกอย่างไม่เอื้ออำนวย ก็คงยากที่จะไปถึงฝัน“กลับจวนกันเถิดฮูหยินของข้า”บุรุษตัวสูงพูด พลางประคองภรรยาขึ้นรถม้าของพวกเขากลับจวนไปอย่างอารมณ์ดี“ดูเหมือนว่าเขาจะมีภรรยาแล้วนะเจ้าคะคุณหนู”คุณหนูในห้องหอนางหนึ่งยืนมองชายหนุ่มที่นางหมายปองเดินโอบเอวสตรีที่น่าจะเป็น ภรรยาบ้าน ๆ ของเขาขึ้นรถม้าไป “หึ หากข้าต้องการ ย่อมไม่ยอมรามือโดยง







