تسجيل الدخولวัน ๆ หนึ่งหลี่หยางนอนไม่ถึงชั่วยามด้วยซ้ำ ช่างเป็นความตั้งใจที่แน่วแน่เสียจริง แต่นั่นก็ทำให้ร่างกายอ่อนล้า พอได้เป็นขุนนางก็ไม่สบายบ่อยครั้ง แต่ก็ได้นางเอกของเรื่องคอยดูแล โจวอวี้หลานส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดใจ ทำไมไม่ดูแลกันตั้งแต่ตอนนี้นะ
อ้อ ไม่มีเงิน หญิงสาวมองไปยังถุงเงินเก่า ๆ พลางถอนหายใจออกมา พรุ่งนี้คงต้องไปซื้อเศษกระดูกมาต้มน้ำแกงกินกับหัวไชเท้าหรือหัวมันป่า อย่างน้อย ๆ มันก็ยังมีสารอาหารมากกว่าข้าวเปล่า ๆ โจวอวี้หลานจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ตรงไปยังกระท่อมของตาเฒ่าฮงที่เป็นคนขายหมูประจำหมู่บ้าน หากเธอได้กระดูกติดเนื้อมาก็คงดี หรือต่อให้เป็นเครื่องในหรือเท้าก็จะดีมาก ๆ คนยุคนี้ไม่ค่อยกินเครื่องในกันนี่นา หญิงสาวมัวแต่คิดวางแผนอยู่ในใจคนเดียว จึงไม่ทันได้มองว่าสามีของตนจ้องมองกันด้วยสายตาเช่นไร หลี่หยางอดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้ว่า เชี่ยอวี้หลานในตอนนี้ช่างแตกต่างจากก่อนหน้านัก ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป หากแต่เป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็ด้วยเช่นกัน “ดูท่าภรรยาของข้าจะกำลังปรับตัว นางดูราวกับไม่ใช่คนเดิม แต่คงเป็นข้าที่คิดมากไป ผู้ใดจะเปลี่ยนแปลงตนเองได้ในชั่วข้ามคืน อย่างไรเสีย สักวันหนึ่งนิสัยที่แท้จริงก็คงเผยออกมา ช่างอ่อนแอและน่ารำคาญเสียจริง” ชายหนุ่มบ่นกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าอ่านตำราต่อ เช้าวันถัดมา โจวอวี้หลานออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เธออุ่นโจ๊กที่เหลือจากเมื่อคืน แล้วนำไปให้หลี่หยางก่อนจะรีบเร่งเดินเท้าไปหาซื้ออาหารมาไว้ทำกิน หมู่บ้านแห่งนี้แม้ไม่ได้มีตลาดเป็นกิจจะลักษณะ แต่บ้านเรือนที่ค้าขายก็มักเปิดหน้าบ้านวางของขายกันเองเป็นกิจวัตร หญิงสาวไม่รอช้า มุ่งหน้าไปยังร้านของตาเฒ่าฮง ผู้ขายหมูประจำหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว “มีกระดูกหมูแบ่งขายไหม เอ๊ย หรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากจะขอซื้อสัก...” “ไม่มี” อีกฝ่ายเอ่ยตอบ พลางปรายตามองเพียงครู่ เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวก็แค่นเสียง ‘เหอะ’ ออกมาเบา ๆ แม้จะถูกปฏิเสธอย่างไร้น้ำใจ แต่โจวอวี้หลานก็พยายามฉีกยิ้มให้เขาอย่างใจสู้ “เช่นนั้น...เครื่องในก็ได้เจ้าค่ะ” “ไม่มี” ตาเฒ่าฮงตอบเสียงห้วนอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ไม่ขายให้ หากแต่ยังโยนเครื่องในลงพื้นให้สุนัขของเขากินต่อหน้าเธออีก ท่าทางไม่ต้อนรับและเจตนาชัดเจนว่าไม่คิดจะขายให้นั้น ทำเอาโจวอวี้หลานขบกรามแน่นด้วยความโกรธ หญิงสาวรู้ดีว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้ไม่ชอบเชี่ยอวี้หลาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ แม้แต่พวกตัวประกอบไร้ชื่อในเนื้อเรื่อง ยังพากันแสดงท่าทีรังเกียจชัดเจน ไม่แปลกใจเลยที่เวลานางเอกเผชิญเรื่องร้ายจึงไม่เคยมีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว ในเมื่อที่นี่ไม่มีสิ่งที่เธอต้องการ มีเพียงสายตาที่จับจ้องกันอย่างหวาดระแวง และคำนินทาน่ารำคาญใจ โจวอวี้หลานจึงไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ต่อ เธอหันหลังให้ตาเฒ่าปากร้ายอย่างไม่ไยดี และตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ต่อจากนี้จะไม่ก้าวเท้าเข้าไปซื้อของจากคนในหมู่บ้านนี้อีกแล้ว! หญิงสาวเดินกลับไปที่กระท่อมของตัวเอง ก่อนจะหยิบเอาตะกร้าสานที่พังแล้วมาถือ พลางเดินไปยังลำธารที่เมื่อวานเกือบจะได้ทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นั่น “ไม่ขายก็ได้ ไม่ขายก็ดี ฉันหากินเองได้!” หญิงสาวร่างเล็กบ่นเสียงดัง มือก็ใช้กิ่งไม้เล็กเขี่ย ๆ ไปตามดินอยู่พักใหญ่จนได้ไส้เดือนตัวโตมาหลายตัว “คิดว่าง้อหรือไง” เธอโยนไส้เดือนเหล่านั้นลงในตะกร้าสานใบเก่า พลันใช้เชือกเส้นหนึ่งผูกปากตะกร้าให้แน่น ก่อนจะหย่อนลงไปในลำน้ำที่ไหลเชี่ยว พลางนึกรู้สึกโกรธแทนแม่นางเชี่ย คนพวกนี้ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยก็ดีแต่กลั่นแกล้ง เพราะแบบนี้เจ้าของร่างเดิมถึงอยู่ต่อไปไม่ได้ “ขอโทษนะที่เมื่อก่อนเคยด่าว่าเธองี่เง่า” โจวอวี้หลานเอ่ยเบา ๆ กับสายน้ำตรงหน้าที่อาจเป็นสถานที่สุดท้ายที่เชี่ยอวี้หลานยังมีลมหายใจ “อ้าว นึกว่าผู้ใด ที่แท้เป็นแม่นางเชี่ยนี่เอง จะมากระโดดน้ำให้บุรุษคนใดช่วยอีกเล่า” น้ำเสียงเหยียดหยันทำให้หญิงสาวต้องถอนหายใจหนัก คำพูดพวกนั้นไม่ได้กระทบจิตใจอะไรมากนักหรอก แต่มันน่ารำคาญใจต่างหาก ดวงตาคู่สวยปรายมองคนเหล่านั้นที่พูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส ตอนแรกเรื่องของแม่นางเชี่ยก็เป็นเรื่องของแม่นางเชี่ย แต่ตอนนี้โจวอวี้หลานรู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว มันกลายเป็นเรื่องของเธอด้วย! เมื่อไรที่เธอและสามีได้ดี คนพวกนี้ก็จะรู้เองว่าได้ยุ่งกับคนที่ไม่สมควรยุ่ง และเมื่อชาวบ้านเหล่านั้นเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้พูดโต้ตอบ ก็ทำเพียงเดินเลี่ยงไปอีกทาง “อย่าไปยุ่ง อย่าไปเข้าใกล้นางเลย ประเดี๋ยวจะติดเชื้อสำออยมาด้วย” โจวอวี้หลานกำหมัดแน่น เธอนึกอยากจะต่อยคนพวกนั้นสักหมัดสองหมัดจะได้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าสำออยหลี่หยางเงียบไป อวี้หลานจึงย้ำอีกครั้ง“หากท่านพี่คิดว่าที่นี่ดีพอแล้ว เมื่อผลสอบออก ท่านก็รับตำลึงทองก้อนนี้ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่เอาเงินที่ใช้จ่ายไปกับท่านคืนแน่นอน ถือเสียว่าตอนนั้นท่านเป็นคนลงเงิน ข้าเป็นคนลงแรง สู้ชีวิตกันไปในแบบที่สามีภรรยาพึงกระทำ แม้พวกเราจะไม่เหมือนสามีภรรยากันก็ตาม”นางกล่าวเช่นนี้เพราะรู้ดีว่าเมื่อผลสอบออก บรรดาขุนนางจะพากันมาขอให้หลี่หยางรับตำแหน่งกุนซือ บ้างก็ขอให้เป็นขุนนางประจำมณฑล แน่นอนว่าข้อเสนอเหล่านี้ย่อมทำให้หลี่หยางหวั่นไหวและแม้ใจของหลี่หยางจะอยากท้วงคำพูดของนาง ทั้งเรื่องที่นางกล้ายื่นคำขาด ทั้งเรื่องหย่าร้างที่นางหยิบยกมาพูด แม้จะเป็นตัวนางเองต่างหากที่กำลังเสียเปรียบ แต่เขากลับไม่กล้าเอ่ยปากตอบโต้แม้แต่ครึ่งคำความจริงแล้ว การที่เขาไม่อยากไปเมืองหลวง นั่นก็เพราะไม่อยากเอาแต่แบมือขอเงินภรรยา แม้นางจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่เขาก็ตระหนักอยู่ตลอด ยิ่งอวี้หลานช่วยเหลือเขา คำพูดของเขาที่มีต่อนางก็อ่อนลงไปตามวันเวลาอีกทั้งการเดินทางไปเมืองหลวงก็ทั้งลำบากและต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย แม้นางจะค้าขายได้ แต่จะม
ผู้คนพากันสงสัยว่าหญิงสาวชาวบ้านในชุดธรรมดานางนี้เป็นใคร แต่กลับไม่มีผู้ใดรู้จักนางอย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้น เพียงไม่นาน อวี้หลานก็สามารถซื้อขายสมุนไพรกับบรรดาพ่อค้าและนายพรานได้แทบจะทั้งเมือง จนถุงเงินของนางเริ่มหนักอึ้งหลายคนบอกว่าที่หญิงสาวทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีความรู้เรื่องสมุนไพรดี บางคนก็บอกว่าเพราะราคาสินค้าถูกกว่าตลาดแม้ช่วงนี้จะมีเงินหมุนผ่านมือจำนวนมาก แต่หลังจากซื้อของจำเป็นไปในครั้งก่อน อวี้หลานก็แทบไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยอีกเลย เพราะนางรู้ดีว่าในวันข้างหน้าจะต้องใช้เงินมากกว่านี้และทุกการกระทำนั้นก็ไม่เคยพ้นสายตาของหลี่หยางเขาเคยคิดว่านางเป็นพวกใช้เงินมือเติบ แต่เมื่อได้เห็นวิธีการใช้ชีวิตของภรรยาจริง ๆ จึงเริ่มเข้าใจว่าทุกครั้งที่ต้องใช้จ่าย อวี้หลานจะรอบคอบเสมอหญิงสาวแบ่งเงินบางส่วนใส่ถุงเล็ก ๆ แล้วเย็บซ่อนไว้ตามขอบเสื้อผ้า อีกส่วนหนึ่งก็นำไปซื้อสินค้าเก็บไว้ ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเดินทางไกลในเร็ววันและระหว่างรอผลสอบของสามี นางก็ไม่เคยหยุดค้าขายแม้แต่วันเดียวแม้สินค้าบางอย่างจะไม่ได้ขายให้พ่อ
“แน่นอน แต่พวกท่านเพิ่งมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักดื่มชากันก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง เสี่ยวเอ้อร์ บอกเถ้าแก่เปิดห้องกินข้าวให้ข้าสักห้องนะ”“ขอรับแม่นาง” เสี่ยวเอ้อร์เร่งจัดการตามคำของอวี้หลาน ส่วนหญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะลาไป๋เจี้ยนหงกับเชี่ยชิงโหรว ทั้งตัวนางและเหล่านายพรานเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่เรียกได้ว่าแพงที่สุดในเมืองนี้หน้าตาเฉย“นี่เจ้า...แม่นางคนนั้นพักที่นี่หรือ” เชี่ยชิงโหรวยังไม่ยอมเชื่อจึงจับแขนเสี่ยวเอ้อร์มาไถ่ถาม“แม่นางคนไหนหรือขอรับ”“สตรีที่สวมชุดสีชมพูนั่น” เชี่ยชิงโหรวเพิ่งเห็นว่าชุดของลูกพี่ลูกน้องตน ดูเหมือนจะดีกว่าที่นางแย่งซื้อมาเสียอีก“อ้อ แม่นางเชี่ย ใช่แล้วขอรับ นางพักอยู่กับสามีมาหลายวันแล้ว แม่นางจะให้ข้าไปบอกให้หรือไม่ว่ามาขอพบ”“ไม่ต้อง!” เชี่ยชิงโหรวตวาดใส่เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นอย่างโมโห“โหรวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าต้องโมโหด้วยเล่า”“นางจะมีเงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่ท่านพี่ยังไม่ให้ข้าพักที่นี่เลย” ไป๋เจี้ยนหงไม่ได้ตอบ เขาทำเพียงมองตามแผ่นหลังของอวี้หลานที่กำลังหายไปกับผู้คนในโรงเตี๊ยม
“อ้อ เช่นนั้นข้าจะขังท่านไว้ที่โต๊ะไม้ แล้วถือไม้คุมให้ท่านอ่านตำราทั้งวันทั้งคืนเลยเจ้าค่ะ” หลี่หยางหัวเราะ เขารู้ว่าอวี้หลานพูดเล่น แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ที่พวกเขากล้าเอ่ยวาจาหยอกล้อเล่นกันเช่นนี้ “ท่านพี่ จริง ๆ แล้วแค่ตำแหน่งจวี่เหรินข้าไม่สนใจหรอกเจ้าค่ะ ข้าอยากเห็นตอนที่ท่านพี่สอบต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้มากกว่า” หลี่หยางได้ยินแล้วก็รู้สึกจุกอยู่ในอก นางเห็นเขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เพียงคิดหัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผา ก็อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่ทันได้รู้ตัว แต่ตอนนี้เขากลับยอมอ่อนข้อให้อวี้หลาน มากกว่าผู้ใดทั้งหมดแล้ว เช้าวันสอบระดับมณฑล โจวอวี้หลานลุกขึ้นแต่เช้า นางรีบลงไปแจ้งทางครัวของโรงเตี๊ยมว่าต้องทำอาหารชนิดใดให้สามีของนางกิน ชุดสอบนางก็จัดเตรียมไว้ให้เขาตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งแขวนไม่ให้ยับและดูแลปัดฝุ่นให้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งเตือนให้เขาอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับนิสัยของบัณฑิตทั่วไปในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง “ท่านต้องนอน หากไม่นอนประเดี๋ยวหัวสมองไม่แล่น”
เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลวดลายวิจิตร งดงามแต่ไม่ฉูดฉาด เนื้อผ้าชั้นเยี่ยมรับกับใบหน้าคมคายและท่วงท่าสุขุมของเขาอย่างพอดิบพอดี ยิ่งมองก็ยิ่งสง่างามสมฐานะพระเอกแล้ว! “สิ้นเปลือง” “เอ๊ะ จะสิ้นเปลืองสักเท่าไรกันเชียว ไหน ๆ ก็ได้เข้ามาในเมืองทั้งที ก็ซื้อของที่อยากได้เก็บไว้สิเจ้าคะ ท่านพี่ไม่ได้มีเพียงชุดเท่านั้น ยังมีหยกห้อยและชุดพู่กันด้วย ข้าคิดว่าท่านคงอยากได้อันใหม่ ส่วนแท่นฝนหมึกพวกนั้น รอท่านสอบผ่านแล้วเราค่อยไปซื้อในเมืองหลวงก็ได้เจ้าค่ะ” “เหตุใดเจ้าถึงดูมั่นใจนักว่าข้าจะสอบผ่าน” “ข้าย่อมเชื่อในความสามารถของสามี” “อ้อ ถึงได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ใช่หรือไม่” แม้จะประชดประชัน แต่แววตาของหลี่หยางกลับอ่อนโยนมากขึ้น เขารู้ว่าอวี้หลานนั้นทำเพื่อเขา แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงดีกับเขาเช่นนี้ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนางเท่าไร แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน เขาก็ไม่ถือว่าทำตัวแย่กับนางนัก อย่างน้อย ๆ ก็ดีกว่าครอบครัวของนาง“ขอบใจเจ้ามาก” ไม่ได้เป็นคำประชด ไม่เสียดสี ไม่ได้เป็นคำตำหนิ แต่
“ขอรับแม่นาง เช่นนั้นราคาชุดตัวนี้คือยี่สิบตำลึงเงิน หากแม่นางไม่ได้พกก้อนตำลึงมามาก ร้านข้ายินดีรับตั๋วเงิน แต่ต้องเป็นร้านขายตั๋วเงินที่มีตราประทับชัดเจน และมีคนของทางการรับรองนะขอรับ” เชี่ยชิงโหรวหน้าซีดลงทันทีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด เหตุใดถึงมีราคาสูงลิบเช่นนี้!นางคิดว่าคนอย่างอวี้หลานคงซื้อเสื้อผ้าราคาไม่กี่อีแปะ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะต้องเสียเงินที่เท่ากับค่าใช้จ่ายกินอยู่กว่าหนึ่งเดือนเพื่อเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดถึงอย่างนั้น นางยอมเสียเงินได้ แต่เสียหน้าไม่ได้ จึงหยิบเอาตั๋วเงินออกมาก่อนจะส่งให้กับเถ้าแก่ไป โจวอวี้หลานเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่า นั่นคงเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับเชี่ยชิงโหรวเลยทีเดียว“เอาไปส่งให้ที่โรงเตี๊ยมเหอหนาน”“ขอรับ พวกข้าจะจัดการให้เป็นอย่างดี” เถ้าแก่รับคำ เชี่ยชิงโหรวไม่คิดอยู่พูดคุยกับอวี้หลานต่อ นางคิดว่านางได้ฟาดหน้าอีกฝ่ายด้วยเงินไปแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าหากนางอยู่ต่อ อาจจะต้องเป็นฝ่ายอกแตกตายแทน“ข้าว่าชุดก่อนหน้าของข้ากับสามีควรเปลี่ยนให้ดูดีกว่านี้อีกสักหน่อย” อวี้หลานเอ่ยพร้อมยิ้มน้อย ๆ “ข้าอ







