LOGINเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนครึ่ง แถมยังต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาเข้ากองตอนเช้าตรู่ เดิมทีผมควรจะง่วงแต่ตอนนี้ดันตาสว่างสุด ๆ ไปเลย
นายเอกอย่างคีย์ที่แม้จะเล่นบทคนบ้า แต่ก็เป็นคนบ้าที่เป็นปมหลักของเรื่อง ทำให้วันนี้อีกฝ่ายก็ต้องมาเข้ากองแต่เช้าเช่นกัน
ผมพุ่งปรี่ไปทางคนน่ารักอย่างรวดเร็ว ฉีกยิ้มแฉ่งอวดฟันขาว
“อรุณสวัสดิ์ คีย์”
“อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ครับพี่เมล” คีย์ในสภาพหัวกระเซอะกระเซิงตามบทคนบ้าส่งยิ้มน่ารักกระชากใจ “วันนี้ก็มาพยายามด้วยกันนะครับ”
โว้ย ทำไมน่ารักแบบนี้วะเนี่ย
ความจริงผมไม่ได้ชอบคีย์ในเชิงชู้สาวอะไรหรอก ก็แค่มีนิสัยชอบของน่ารัก ๆ เวลาเห็นคนที่มีหน้าตาน่าเอ็นดูเลยอดที่จะเข้าไปทักไม่ได้
“อื้อ เรามา--”
“เมล!”
ผมยังพูดไม่ทันจบ พลันมีน้ำเสียงดุดันเอ่ยแทรกขึ้น ก่อนที่ผู้ชายหน้าตาหล่อระเบิดแต่นิสัยเฮงซวยจะเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชา ทำเอาคีย์ที่ยืนข้างผมต้องถอยไปแอบด้านหลังเลยทีเดียว
สงสัยหมอนี่คงจะโดนเล่นแล้วแน่ ๆ วันนี้ถึงได้ดูเหมือนคนอึไม่ออกแบบนี้
“มีอะไรครับพี่กันต์” ผมยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเยาะเย้ย
เป็นไงล่ะ นายฟ้องได้ ฉันก็ฟ้องได้เหมือนกันโว้ย
“ไปคุยกันหน่อย”
“ทำไมต้องไปที่อื่นครับ มีอะไรก็พูดตรงนี้แหละ” จะบ้าเหรอ เกิดผมไปแล้วโดนกระทืบขึ้นมาจะทำไง
“อย่าให้พี่ต้องพูดเยอะ” พี่กันต์ดูอารมณ์เสียมากจริง ๆ
“ก็ไม่ต้องพูดเยอะสิครับ พี่มีอะไรก็พูดตรงนี้ได้เลย คนกันเองทั้งนั้น หรือพี่เห็นคีย์เป็นคนอื่น”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคีย์ มีแค่พี่กับนาย”
“ผมขอยืนยันคำเดิมว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น พี่มีอะไรก็พูดตรงนี้นี่แหละ”
“ทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันเลยนะครับ เดี๋ยวผมไปเอง” พ่อนางฟ้าตัวน้อยเอ่ยแทรกด้วยท่าทางลังเล
ผมรีบยื่นมือไปคว้าแขนเล็ก ๆ เอาไว้ด้วยความรวดเร็ว สีหน้าแสดงถึงความจริงจัง
“คีย์อยู่นี่แหละ” ขืนปล่อยคุณนายเอกไป ตรงนี้ก็เหลือแค่ผมกับพระเอกที่ใกล้จะแปลงร่างกันแค่สองคนอะดิ แบบนั้นไม่เอาหรอก
“เอ่อคือ...” คีย์เงยหน้ามองผมสลับกับท่านประธานของตัวเอง เหมือนลูกกระต่ายตัวน้อยไม่มีผิด
“ได้ ถ้าเมลคิดว่าจะเอาแบบนี้” พี่กันต์สูดลมหายใจเข้าลึก ที่ดูก็รู้ว่ากำลังข่มอารมณ์
“ครับ” ผมยิ้มตาหยี
“แม่พี่กับแม่นายตกลงกันว่าอีกสองเดือนจะให้เราสองคนแต่งงานกัน”
เพล้ง!
เศษหน้าของผมแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี
“ฮะ?”
ผมอ้าปากเหวอ ทำท่าทางคล้ายมีมแมวขาวตัวอ้วนที่ร้อง Huh ตามอินเทอร์เน็ต
นี่มันไม่มีในต้นฉบับนะ!
หรือเพราะความตอแห... แฮ่ม เพราะเรื่องที่ผมพูดกับพ่อแม่ไปเมื่อคืน เลยทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปงั้นเรอะ
“นะ...นี่มันอะไรกัน” ถัดจากเสียงผม ก็เป็นเสียงสั่นเครือของคีย์
ผมแอบเหลือบตามองไปทางหนุ่มน้อย เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเงยหน้ามองท่านประธานเฮงซวยด้วยดวงตาแดงก่ำ ท่าทางเหมือนกิ๊กที่ถูกผู้ชายหลอกว่าจะไปเลิกกับเมียหลวง แต่ปรากฏว่าเป็นการหลอกลวงยังไงยังงั้น
อืม...ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงต้นของนิยายเองไม่ใช่เหรอ นี่นายเอกชอบพระเอกเร็วขนาดนี้เลย?
สรุปแล้วไอ้ท่าทางเจี๋ยมเจี้ยมเวลาโดนด่า ที่จริงก็คือเต็มใจโดนงั้นดิ
เอาความเห็นใจของผมคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!
“เกี่ยวอะไรกับนาย คนอื่นเขากำลังคุยกัน อย่ามาพูดแทรก”
เฮ้ย ประโยคนี้ผมไม่ได้พูดนะ เป็นไอ้พี่กันต์ต่างหากที่พูดกับคีย์น่ะ
ผมหันขวับไปมองพี่กันต์ เห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องมาทางตัวเองก็สะดุ้งโหยง เดี๋ยว ๆ นายเอกจะร้องไห้แล้วนั่น ทำไมนายใจร้ายแบบนี้วะ
จากที่ผมตั้งใจจะมาขัดขวางพระเอกกับนายเอก ตอนนี้ผมชักจะสงสารนายเอกขึ้นมาซะแล้ว อะไรมันจะรันทดขนาดนี้
“ขะ...ขอโทษครับ” คีย์สะอึก ใบหน้าแดงก่ำ แล้วรีบวิ่งออกไปจากตรงนี้
เมื่อเหลือกันสองคน เหงื่อที่ไม่ควรจะไหลก็พรั่งพรูลงมากลางศีรษะทันที
“...” ผมยืนใบ้กิน มือไม้เก้ ๆ กัง ๆ อย่างไม่รู้ว่าจะเอาวางไว้ตรงไหนดี
“นายไปพูดอะไรกับคุณน้า”
“ไม่ได้พูดอะไรเล๊ย”
“อย่ามาโกหก เราสองคนเรียนจบกันมาหลายปีแล้ว บ้านพี่กับบ้านนายไม่เคยเร่งการแต่งงานของพวกเรา แต่จู่ ๆ เมื่อเช้าแม่ก็มาบอกว่าจะให้พี่กับนายแต่งกันให้เร็วที่สุด ถ้าไม่ใช่แม่นายมาพูดกับแม่พี่ แล้วมันจะเป็นอะไรไปได้อีก”
ผมละอยากรู้จริง ๆ ว่าคนแก่ในนิยายเรื่องนี้เขาไม่นอนกันหรือไง ดึกดื่นค่อนคืนก็ยังติดต่อคุยธุระกันอยู่อีก!
“ผมไม่ได้พูดจริง ๆ นะ” ผมยืนยันคำเดิม
“เมล ถึงนายจะเป็นลูกของคุณน้า แต่ก็อย่าคิดว่าพี่ไม่กล้าทำอะไรนะ” พี่กันต์ย่างสามขุมเข้ามาด้วยท่าทางกดดัน “ก่อนหน้านี้พี่เห็นแก่หน้าคุณน้าถึงได้ยอมปล่อยผ่านมาตลอด อย่าทำให้พี่หมดความอดทน”
“...” ไอ้บ้า จะโหดเกินไปแล้วไหม
ถึงผมจะเคยบอกให้มาต่อยกันก็เถอะ แต่นั่นแค่เปรียบเปรยไง ไม่ได้อยากโดนต่อยจริง ๆ สักหน่อย
ผู้ชายอกสามศอกแบบผม เกิดมายังไม่เคยชกต่อยกับใครเลยนะ แล้วดูจากขนาดตัว คนที่จะโดนอัดจนสมองบวมก็คงเป็นผมนี่แหละ
“ผม...ผมก็แค่บอกแม่ว่าน้อยใจที่พี่เอาแต่เข้าหาคีย์ ที่พูดกับพี่ไม่ดีก็เพราะอยากประชดเท่านั้น เพราะพี่ดูสนใจคีย์มากผิดปกติ...” ท้ายประโยคผมเบาเสียงลงราวกับยุง แต่มั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายคงจะได้ยินแน่ ๆ
“...”
“แค่นี้จริง ๆ นะ...” ผมเม้มปากอย่างลนลาน เหงื่อแตกเต็มหลังไปหมดแล้ว
“นายพูดจริง หรือพูดเล่น” ดวงตาของพี่กันต์จ้องมองมาอย่างกับเหยี่ยวที่รองับเหยื่อ ถ้าตอบไม่ดีผมคงซี้แหงแก๋แน่ ๆ
แต่!
ถ้าผมบอกว่าพูดเล่น พ่อกับแม่ต้องเอาผมตายเหมือนกันแน่ ๆ
โอ๊ย ไอ้เมลเครียด
“ผมพูดจริง”
ผมยังต้องกลับบ้านไปเจอท่านพ่อท่านแม่ที่เคารพรักทุกวัน การโดนทรมานให้คัดหนังสือธรรมะจนมือหงิกไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ในเมื่อพระเอกก็ไม่ได้อยากแต่ง งั้นก็ให้เขาไปหาทางคุยกับผู้ใหญ่เอาเองแล้วกัน
ผมโยนขี้อย่างหน้าไม่อาย
“...” พี่กันต์จ้องตาผมเหมือนต้องการค้นหา ก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยไม่พูดไม่จาสักคำ
นี่...ผมรอดแล้วจริงดิ?
ตอนแรกคิดว่าจะต้องโดนด่าอีกสักสองสามยกซะอีก
ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบยกมือปาดเหงื่อบนหน้า แล้วก็แอบเห็นว่าหลังจากพี่กันต์เดินไปเกือบถึงลานจอดรถ จู่ ๆ คีย์ก็พุ่งตัวไปคว้าแขนอีกฝ่ายเอาไว้
เหตุการณ์นี้กระตุกต่อมชาวไทยของผมเป็นอย่างมาก
จุดนี้ค่อนข้างไกลประมาณหนึ่ง ผมเลยเดินเข้าไปใกล้มากกว่าเดิมจนพอจะมองเห็นสีหน้าของทั้งคู่ชัดขึ้น แต่ก็ยังไม่ใกล้พอจะได้ยินบทสนทนา
ไม่รู้ว่าคีย์พูดอะไร แต่หนุ่มน้อยมีสีหน้าผิดหวังมากทีเดียว ก่อนที่พี่กันต์จะพูดต่อด้วยสีหน้าแสนเย็นชา คีย์ตกตะลึงจนตัวแข็ง แล้วพี่กันต์ก็สะบัดตูดขึ้นรถไปอย่างไม่ไยดี
“...” ก็รู้แหละว่าพระเอกมันทั้งเย็นชาและเฮงซวย แต่พี่จะเย็นชาขนาดนี้เลยจริงดิ
สรุปพระเอกไม่ได้ชอบนายเอกเลยใช่ไหมเนี่ย
แต่คนที่ผมอยากถามมากที่สุดก็คือนายเอกนี่แหละ ทำไมถึงไปชอบไอ้คนพรรค์นั้นล่ะ นี่สมองนายมีปัญหาหรือไง
หมอนั่นก็แค่หล่อ รวย หุ่นดี เป็นเจ้าของบริษัทบันเทิงอันดับหนึ่งเองนะ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย!
ตอนพิเศษ 3 ผมใช้เขาเพื่อทำให้ลืม (ตินxคีย์)คีย์ Talkนับจากวันนั้น ผมก็ไม่มีตัวตนในสายตาของคุณกันต์อีก แม้แต่พี่เมลก็ยังเลิกพยายามมาคุยด้วยคิด ๆ ดูแล้วผมนี่ช่างมั่นหน้าและไม่ประมาณตนเอาซะเลย ถึงขั้นไปชอบคนที่ฐานะสูงกว่าตัวเองแถมมีเจ้าของอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังกล้าทำเมินรุ่นพี่ในบริษัทที่ฐานะและชาติตระกูลดีกว่าตัวเองหลายขุมทั้งบริษัท คงมีแต่ผมนี่แหละที่กล้าขนาดนี้ ทว่าผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจเลยสักนิด ซ้ำในใจยังเต็มไปด้วยความหดหู่ รู้สึกผิด และเสียใจอีกนับไม่ถ้วนตอนนี้ผมกำลังอยู่ในงานเลี้ยงปิดกล้องของละคร เนื่องจากผมไม่ได้เป็นตัวเอกของละครเรื่องนี้ หลังจากทักทายผู้กำกับและรุ่นพี่นักแสดงเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่มีใครมาให้ความสนใจผมอีก ผมจึงมานั่งจิบไวน์ที่โต๊ะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคุณกันต์มากนักใช่แล้ว ถึงผมจะโดนปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย แต่ผมก็ยังไม่สามารถตัดใจได้ในทันที ทุกครั้งจึงมักจะ ‘เผลอ’ ม
คีย์ Talkเดิมทีผมเป็นแค่เด็กจน ๆ ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แม้จะเรียนจบปริญญาตรีมาได้ แต่ก็จบแบบคาบเส้นเพราะต้องทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนไปด้วย ความรู้อะไรก็ไม่มี แน่นอนว่าจะไปทำงานออฟฟิศก็ไม่รอดผมทำได้เพียงไปเป็นนักแสดงเอ็กซ์ตร้าตามกองถ่าย แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อผมดันบังเอิญได้รับบทตัวประกอบในละครเรื่องหนึ่ง แล้วละครเรื่องนั้นก็แมสไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้แม้แต่ตัวประกอบก็ยังมีคนรู้จักจากนั้นผมก็ได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับบริษัทบันเทิงอันดับหนึ่งของประเทศเนื่องจากเป็นเพียงนักแสดงหน้าใหม่ งานที่ทางบริษัทมอบให้จึงไม่ได้มีเยอะ ทั้งยังเป็นแค่งานเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไร ซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้สึกแย่ แต่กลับขอบคุณบริษัทที่ให้โอกาสด้วยซ้ำ เพราะไม่อย่างนั้นตอนนี้ผมก็ยังคงเป็นเพียงแค่นักแสดงเดินผ่านกล้องธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นผมพอใจกับชีวิตในตอนนี้มาก นอกจากมีงานและเงินใช้แล้ว ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่นักแสดงในบริษัทก็ดีกับผมมาก โดยเฉพาะพี่เมล นักแสดงรุ่นพี่ผู้มีใบหน้างดงามคนนั้น อีกฝ่ายมักจะคอยมาถามไถ่และเอาขนมมาฝากผมเ
ใครจะไปคิดว่าพอลืมตาตื่นหลังวันแต่งงาน ผมจะไม่ได้อยู่ที่ห้องนอนในโรงแรม แต่ดันมาโผล่กลางทะเลซะงั้น!สถานที่ที่ผมอยู่คือบ้านพักที่ตั้งอยู่ในทะเล มองออกไปรอบด้านจะเห็นแต่ท้องทะเลสีฟ้าอมเขียวสดใส ผืนน้ำสะอาดจนสามารถมองเห็นทรายและปลาที่กำลังแหวกว่ายได้อย่างชัดเจนผมยืนเกาหัวมองสภาพแวดล้อมด้วยความงุนงง โอเค สถานที่นี้มันก็สวยแหละ...แต่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย“ตื่นแล้วเหรอ”เสียงที่คุ้นจนไม่รู้จะคุ้นยังไงดังขึ้นด้านหลัง ผมรีบหันไปมอง จากนั้นก็ต้องอ้าปากค้างกับสภาพของคนตรงหน้านี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นพี่กันต์ใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้นลายดอก!ความหล่อเหลาเย็นชาที่สั่งสมมานาน ถูกชุดนี้ละลายหายไปจนหมดสิ้นแล้วแต่เรื่องชุดน่ะช่างมันก่อนเถอะ“ที่นี่ที่ไหนครับ”“มัลดีฟส์” พี่กันต์เดินเข้ามาโอบบ่าผม พาไปเดินชมวิวทะเลอีกรอบ “สถานที่ฮันนีมูนแรกของเรา เป็นไงชอบไหม”“ชอบ” ใครไม่ชอบก็บ้าแล้ว “ว่าแต่พี่พาผมมายังไงเนี่ย”
“มาที่คำถามต่อไปนะครับ” พิธีกรยิ้มกว้าง แล้วถามต่อ “ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าคุณกันต์กับคุณคีย์กุ๊กกิ๊กกัน เรื่องนี้เป็นความจริงไหมครับ”คำถามนี้ก็ผ่านการบรีฟมาแล้วเช่นกัน พวกผมจึงไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ทว่าบรรดาแขกและนักข่าวกลับซู้ดปากจนสีหน้าออกกันเลยทีเดียว ผมได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของพวกเขาให้ตายสิ นี่มันงานแต่งนะ ใครจะยอมโดนตบหน้ากลางงานกัน คำถามพวกนี้เป็นแค่ตัวเรียกสีสันของงานก็เท่านั้นแหละ“ไม่จริงครับ” คีย์เป็นคนรับไมค์ไปตอบ “ในสายตาของคุณกันต์มีแต่พี่เมล ส่วนคนอื่นก็เป็นแค่อากาศเท่านั้น ไม่เชื่อทุกคนลองหันไปดูสิครับ”ผมหันไปมองพี่กันต์ตามคำพูดของคีย์ แล้วก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องตัวเองอยู่เงียบ ๆ ผมเลยกระทุ้งแขนใส่ท้องเขา พลางกระซิบ“มองอะไร”“มองที่รัก” พี่กันต์พูดเสียงไม่เบาเลย ทำให้เสียงเข้าไปในไมค์จนคนได้ยินกันทั้งงาน หลังจากทุกคนอึ้งกันอยู่สักพักก็หัวเราะกันเสียงดังลั่น“...” นี่ไม่ได้บรีฟไว้สักหน่อย!“ผมชัก
หลังจากกิจกรรมเข้าจังหวะของเราสองคนสิ้นสุดลง พี่กันต์ก็อุ้มผมไปอาบน้ำอย่างว่าง่าย แถมยังรักษาสัญญาว่าจะทำแค่รอบเดียวได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนอาบน้ำก็ยังไม่ทำตัวรุ่มร่ามเกินเลยเหมือนเมื่อก่อน ผมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเขาทำจนลุกไม่ไหว“ถ้าเมื่อก่อนพี่พูดง่ายแบบวันนี้ก็ดีสิ” ผมพูดขณะที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก“แล้วเมื่อก่อนพี่พูดไม่ง่ายตรงไหนกัน”“ทุกตรงนั่นแหละ ผมบอกให้ทำแค่วันละรอบ พี่ก็ไม่เคยฟัง”“ก็เมลยั่วนี่นา”“อ๋อ นี่โทษผมเหรอ” ผมยกมือขึ้นหยิกหน้าอกเขาอย่างแรง“โอ๊ย ๆ พี่ไม่ได้โทษเมล พี่ผิดเอง พี่มันหื่น ปล่อยเร็วครับ เจ็บจะตายแล้ว”“หนังหนาขนาดนี้รู้จักเจ็บเป็นด้วยหรือไง” ผมออกแรงบิดมากขึ้นพี่กันต์ร้องโอดโอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาขยำบั้นท้ายผมเป็นการเอาคืน สุดท้ายกว่าเราสองคนจะได้นอนก็ปาเกือบเที่ยงคืน เพราะเอาแต่ทะเลาะตบตีกันอย่างไม่มีใครยอมใครเช้าวันต่อมา แม่ ๆ ก็มาขุดผมกับพี่กันต์ออกจากเตียงแต่เช้า จากนั้
พอเดินวนดูสถานที่จัดงานจนครบแล้ว เหล่าแม่ ๆ ก็จับพวกผมไปขังในโรงแรม และถูกบังคับให้เข้าคอร์สอาบน้ำใหญ่ต่อผมยืนเอามือปิดหน้าอกตัวเองพลางกระโดดไปทั่วห้อง นั่นก็เพราะตอนนี้ผมโดนกลุ่มหญิงวัยกลางคนจับถลกหนังจนเกือบล่อนจ้อนเหลือแต่กางเกงในแล้วนั่นเอง“ที่ตัวไม่ต้องก็ได้ครับ! ถึงยังไงก็ต้องใส่ชุดสูท นอกจากหน้ากับคอ ผิวส่วนอื่นก็อยู่ใต้ร่มผ้าหมด ไม่ต้องขัดหรอก!” ผมหลับหูหลับตาตะโกน“ไม่ได้ค่ะ คุณหญิงสั่งให้พวกเราดูแลคุณตั้งแต่หัวจรดเท้า ต่อให้เป็นจุดซ่อนเร้นก็ต้องได้รับการดูแลค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มีผมสีดอกเลาแซมครึ่งศีรษะพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “มาเถอะค่ะ ไม่ต้องอายหรอก ฉันเห็นมาบ่อยแล้ว”จากนั้นพนักงานคนอื่นที่อายุพอ ๆ กัน ก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนล็อกขาแล้วลากผมเข้าห้องน้ำไป“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ยยยย” ผมกรีดร้องประหนึ่งคนโดนเชือดก็ไม่ปานเกิดมายี่สิบกว่าปี อยู่มาสองโลก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอับอายขนาดนี้!สุดท้ายผมก็ถูกทารุณกรรม (ทางจิตใจ) จนใบหน้าและลำตัวแดงก่ำอย่างกับกุ้งต้ม







