LOGIN
เส้นเลือดสมองแตก
เสียงเครื่องติดตามสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องผ่าตัด ผู่เยว่ยืนอยู่ใต้แสงไฟสีขาวจ้า ดวงตาคมสงบนิ่งมองผ่านแว่นขยายสำหรับการผ่าตัดไปยังเส้นเลือดขนาดเล็กในสมองของผู้ป่วยตรงหน้า มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างมั่นคง แม่นยำ และไม่มีอาการสั่นแม้แต่น้อย
ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุห้าสิบสองปี มีภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองในตำแหน่งที่ซับซ้อน แพทย์หลายคนประเมินว่าความเสี่ยงในการผ่าตัดสูงเกินไป หากเกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตบนโต๊ะผ่าตัดหรือกลายเป็นอัมพาตตลอดชีวิต
ผู่เยว่เป็นคนเดียวที่ยืนยันว่าผ่าตัดได้
เธอศึกษาภาพถ่ายหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยตลอดสามคืน วางแผนทุกขั้นตอนจนแทบไม่ได้พัก และปรับวิธีการผ่าตัดที่เธอพัฒนาขึ้นมาเองให้เหมาะกับตำแหน่งของหลอดเลือดโป่งพองในครั้งนี้
“ความดันเลือดลดลงเล็กน้อยค่ะ” วิสัญญีแพทย์รายงาน
“รักษาระดับไว้ก่อน อย่าเพิ่มยาเร็วเกินไป” ผู่เยว่ตอบโดยไม่ละสายตาจากจุดผ่าตัด “ฉันกำลังจะหนีบหลอดเลือด”
แพทย์ผู้ช่วยซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลั้นหายใจ เฝ้ามองปลายเครื่องมือในมือของเธอค่อย ๆ เคลื่อนผ่านเนื้อเยื่อที่ละเอียดอ่อนที่สุดในร่างกายมนุษย์
“คลิป”
พยาบาลส่งอุปกรณ์ให้ทันที
ผู่เยว่ค่อย ๆ หนีบหลอดเลือดโป่งพองอย่างแม่นยำ ตรวจดูการไหลเวียนของเลือดรอบบริเวณนั้นอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“เรียบร้อย ตรวจสัญญาณประสาทอีกครั้ง”
ไม่กี่วินาทีต่อมา ผลตรวจยืนยันว่าการทำงานของระบบประสาทยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทุกคนในห้องผ่าตัดจึงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
“ยอดเยี่ยมมากค่ะอาจารย์ผู่” แพทย์ประจำบ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “วิธีนี้ลดเวลาผ่าตัดได้เกือบหนึ่งชั่วโมงเลยนะคะ”
ผู่เยว่เพียงพยักหน้า “อย่าเพิ่งดีใจจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้นและผ่านช่วงเฝ้าระวังไปได้ การผ่าตัดสำเร็จเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการรักษา”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนกลับมามีสมาธิกับงานอีกครั้ง ไม่มีใครในห้องผ่าตัดปฏิเสธได้ว่าผู่เยว่คือแพทย์หญิงที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งของโรงพยาบาลแห่งนี้ แม้อายุเพียงสามสิบสามปี แต่เธอกลับมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติหลายฉบับ และได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในการประชุมทางการแพทย์อยู่เสมอ
เธอช่วยชีวิตผู้ป่วยที่แพทย์หลายคนหมดหวังมาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่ความสามารถที่โดดเด่นเกินไปกลับไม่ได้ทำให้ทุกคนยินดี
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ผู่เยว่เดินออกจากห้องผ่าตัดพร้อมความเหนื่อยล้า เธอถอดหน้ากากและหมวกคลุมผมออก ก่อนรับโทรศัพท์ที่มีข้อความแจ้งเตือนหลายข้อความ
หนึ่งในนั้นมาจากฝ่ายบริหาร
ขอให้เธอเข้าพบรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลทันที
ผู่เยว่ขมวดคิ้ว เธอเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดที่กินเวลานานเกือบแปดชั่วโมง ร่างกายยังไม่ได้รับแม้แต่น้ำสักแก้ว แต่ข้อความกลับใช้ถ้อยคำเร่งด่วนราวกับมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
เมื่อเดินไปถึงห้องประชุมชั้นสิบสอง เธอพบว่าภายในห้องมีคนรออยู่แล้วหลายคน
รองผู้อำนวยการจางนั่งอยู่หัวโต๊ะ ข้างกายคือหัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาท แพทย์หญิงเฉินลี่ และแพทย์อีกสองคนซึ่งเคยร่วมทำวิจัยกับเธอ
หนึ่งในนั้นคือหลิวเจีย เพื่อนร่วมงานที่ผู่เยว่เคยช่วยเหลือมาตลอดหลายปี
“เชิญนั่ง” รองผู้อำนวยการจางกล่าวโดยไม่มองหน้าเธอ
ผู่เยว่นั่งลงช้า ๆ ก่อนสังเกตเห็นแฟ้มเอกสารสีแดงวางอยู่กลางโต๊ะ
“มีเรื่องอะไรคะ”
แพทย์หญิงเฉินลี่ผลักแฟ้มมาตรงหน้าเธอ “มีการร้องเรียนว่าคุณเปลี่ยนวิธีการรักษาผู้ป่วยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากญาติ และนำข้อมูลผู้ป่วยไปใช้ในการวิจัยส่วนตัว”
ผู่เยว่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนเปิดแฟ้ม
ภายในเป็นเอกสารการรักษาผู้ป่วยหญิงที่เธอดูแลเมื่อสองเดือนก่อน ผู้ป่วยรายนั้นมีเนื้องอกในสมองและได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ในเอกสารระบุว่าผู่เยว่ทดลองใช้เครื่องมือชนิดใหม่โดยไม่มีการเซ็นยินยอม ทั้งยังนำภาพถ่ายและข้อมูลไปใช้ในผลงานวิจัยโดยไม่ผ่านคณะกรรมการจริยธรรม
“ข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง” ผู่เยว่กล่าวทันที “ญาติผู้ป่วยเซ็นเอกสารยินยอมครบถ้วน และงานวิจัยยังไม่ได้เริ่มเผยแพร่ ฉันส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบแล้ว”
รองผู้อำนวยการจางเงยหน้าขึ้น “แต่เอกสารในระบบไม่มีแบบฟอร์มยินยอมที่คุณพูดถึง”
“เป็นไปไม่ได้ ฉันตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนการผ่าตัด”
“คุณอาจจำผิดก็ได้” หลิวเจียพูดขึ้นเบา ๆ
ผู่เยว่หันไปมองเพื่อนร่วมงานทันที “วันนั้นเธออยู่กับฉัน เธอเป็นคนรับเอกสารจากญาติผู้ป่วย”
หลิวเจียหลบสายตา “ฉันจำไม่ได้ค่ะ ช่วงนั้นมีผู้ป่วยหลายรายมาก”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของผู่เยว่เย็นวาบ
เธอหันกลับมาเปิดดูบันทึกการรักษาทีละหน้า และพบว่าข้อมูลหลายส่วนถูกแก้ไข เวลาที่เธอสั่งตรวจถูกเปลี่ยน ลายเซ็นของแพทย์ผู้ช่วยถูกลบ และรายการเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดถูกเพิ่มขึ้นภายหลัง
คนที่ทำเรื่องนี้ต้องเข้าถึงระบบภายในของแผนกได้
หวังเหว่ยมองเธออยู่นาน ก่อนกล่าวช้า ๆ“ผมอยากขอโทษ”หลี่น่าวางผ้าลง “คุณขอโทษมาหลายครั้งแล้ว”หวังเหว่ยส่ายหน้า “ที่ผ่านมา”“ผมขอโทษเพราะรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด แต่วันนี้…” เขาสูดหายใจลึก “ผมเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองผิดตรงไหน”หลี่น่ามองเขาอย่างสงบ หวังเหว่ยกล่าวต่อ“ผมปล่อยให้ข่าวลือมาตัดสินคุณ ผมเชื่อคำพูดของคนอื่น มากกว่าคำพูดของภรรยาตัวเอง”น้ำเสียงของเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด “ผมไม่เคยปกป้องคุณ ทั้งที่ผมควรเป็นคนแรกที่ยืนอยู่ข้างคุณ”ภายในคลินิกเงียบสนิท ซุนเยี่ยนที่กำลังจัดยาอยู่หลังห้องได้ยินทุกคำ เธอค่อย ๆ หยุดมือ โดยไม่ออกมารบกวนทั้งสองหลี่น่าหลุบตาลงครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหวังเหว่ย“คุณรู้ไหม วันที่ฉันเสียใจที่สุด”หวังเหว่ยส่ายหน้า“ไม่ใช่วันที่คนทั้งโรงพยาบาลกล่าวหาฉัน ไม่ใช่วันที่มีภาพปลอมถูกเผยแพร่”เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่เป็นวันที่คุณมองฉัน เหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า”หัวใจของหวังเหว่ยเหมือนถูกบีบแน่น หลี่น่าพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ“วันนั้น ฉันรู้ทันทีว่า ไม่ว่าฉันจะอ
หลิวจื้อเฉิงยิ้มอย่างขมขื่น“เพราะผมเพิ่งรู้ แม่ของผมเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เงินที่พวกเขาสัญญาจะช่วยค่ารักษา ไม่เคยจ่ายครบ”เขาหัวเราะทั้งน้ำตา “ผมขายศักดิ์ศรี สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยแม่ แถมยังทำลายคนบริสุทธิ์อีกคน”เขาทรุดตัวลงคุกเข่า “คุณหมอหลี่ ผมขอโทษ ผมไม่มีหน้าขอให้อภัย”หลี่น่ามองชายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ“สิ่งที่ฉันต้องการ ไม่ใช่คำขอโทษ แต่คือความจริงทั้งหมด”หลิวจื้อเฉิงพยักหน้าทันที “ผมจะให้การทุกอย่าง ไม่ปิดบังแม้แต่คำเดียว”การสอบสวนดำเนินต่ออีกหลายชั่วโมง หลิวจื้อเฉิงให้ข้อมูลอย่างละเอียด เขาระบุชื่อคนกลางที่นำเงินมาให้ วัน เวลา และสถานที่นัดหมาย รวมถึงร้านถ่ายภาพที่รับตัดต่อภาพต้นฉบับ เจ้าหน้าที่จดบันทึกทุกคำ หวังเหว่ยถามคำถามสุดท้าย“คุณเคยพบหวังกั๋วเฉียงด้วยตัวเองไหม”หลิวจื้อเฉิงส่ายหน้า “ไม่บ่อย แต่ครั้งหนึ่ง ผมได้ยินเขาพูดกับลูกน้อง เขาบอกว่า...”ชายหนุ่มหยุดหายใจลึก ก่อนพูดช้า ๆ“ถ้าทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเสียชื่อเสียง คนจะเชื่อข่าวลือมากกว่าความจริงเสมอ”คำพูดนั้น
หัวหน้าสถานีพูดเบา ๆ “ตอนนั้นทุกอย่างดูถูกต้องครับ มีตราประทับครบ ไม่มีใครสงสัย”หวังเหว่ยรีบถาม “จดหมายยังอยู่ไหม”ชายชราพยักหน้า “บางส่วนยังเก็บไว้ เพราะผู้มารับแทนไม่ได้มารับทั้งหมด”เขาเดินไปเปิดตู้เหล็กด้านใน ก่อนหยิบกล่องเอกสารเก่าออกมา ภายในมีซองจดหมายหลายฉบับที่เริ่มซีดตามกาลเวลา ทุกซองจ่าหน้าถึงเขา และทุกซอง เป็นลายมือของหลี่น่า หวังเหว่ยค่อย ๆ เปิดซองฉบับแรก กระดาษด้านในเริ่มเหลือง แต่ลายมือยังคงชัดเจน"หวังเหว่ย วันนี้ฉันถูกพักงานอีกแล้ว ทุกคนเชื่อว่าฉันเป็นคนผิด แม้แต่คุณก็คงไม่เชื่อฉัน แต่ฉันยังอยากบอกว่า ฉันไม่เคยทำร้ายคนไข้ ฉันหวังว่าสักวันคุณจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้"หวังเหว่ยหลับตาลง เขาเปิดฉบับต่อไป"วันนี้ฉันคิดถึงเฉินอวี่มาก ไม่รู้ว่าเขายังถามหาฉันหรือเปล่า ถ้าคุณยังโกรธฉัน ก็ช่วยดูแลลูกแทนฉันด้วย"ฉบับที่สาม"ฉันพยายามหาหลักฐานทุกวัน เพราะฉันไม่อยากให้คุณต้องอับอายเพราะมีภรรยาเป็นคนผิด หากวันหนึ่งความจริงปรากฏ ฉันหวังว่าเราจะยังมีโอกาสพูดคุยกัน"หวั
หวังเหว่ยมองตาม ยิ่งสังเกต ก็ยิ่งเห็นความผิดปกติ เฉินหมิงกล่าวต่อ“ภาพนี้ผ่านการตัดต่อ แม้จะทำได้แนบเนียนมาก แต่ยังเหลือร่องรอยของการซ้อนภาพ”ห้องทั้งห้องเงียบลง หวังเหว่ยกำภาพถ่ายแน่น“แน่ใจหรือ”“แน่ใจ” เฉินหมิงพยักหน้า “ถ้าเป็นภาพต้นฉบับ ผู้หญิงกับผู้ชายไม่ได้ยืนใกล้กันขนาดนี้ มีการนำภาพสองภาพมาซ้อนกัน”หวังเหว่ยหลับตาลงช้า ๆ หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบ ภาพนี้ คือหนึ่งในหลักฐานที่ทำให้เขาสงสัยภรรยาของตัวเอง ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาอย่างชัดเจน คืนที่เขาถามหลี่น่าอย่างเย็นชา“คุณกำลังปิดบังอะไรผม”สายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเธอ น้ำเสียงที่สั่นเครือ“คุณไม่เชื่อฉันเลยใช่ไหม”ตอนนั้น เขาเชื่อหลักฐานมากกว่าคำพูดของภรรยา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของรอยร้าวทั้งหมด หวังเหว่ยกำหมัดแน่น“ผมทำผิดเอง...” เขาพึมพำกับตัวเองเฉินหมิงเปิดแฟ้มอีกเล่ม “ยังไม่หมด”เขาหยิบภาพอีกสองใบออกมา“ภาพทั้งสามใบใช้กระดาษอัดภาพล็อตเดียวกัน แต่หมึกพิมพ์ต่างกัน น่าจะผ่านการทำซ้ำจากต้นฉบับ”หวังเหว่ยเงยหน้าขึ้น “
หลี่น่าพยักหน้า ก่อนรับกุญแจมาไขประตูด้วยมือตัวเอง เสียงบานประตูไม้เปิดออกช้า ๆ กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นยาที่คุ้นเคยลอยออกมาต้อนรับ สถานที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงคลินิกเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่วันนี้ มันกลายเป็นสถานที่ที่ผ่านทั้งความหวัง ความสูญเสีย และการต่อสู้มาด้วยกัน หลี่น่าลูบโต๊ะตรวจคนไข้อย่างแผ่วเบา“เรากลับมาทำงานกันเถอะ”ตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านหลายคนมายืนรออยู่หน้าคลินิก ไม่มีใครส่งเสียงดัง ไม่มีใครเร่งรัด ทุกคนเพียงยืนรออย่างเงียบ ๆ เมื่อประตูเปิดออก หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาเป็นคนแรก เธอคือคุณยายที่หลี่น่าเคยช่วยรักษาภาวะน้ำตาลต่ำ หญิงชราวางตะกร้าผักสดไว้บนโต๊ะ“ฉันไม่ได้มาหาหมอวันนี้ ฉันเอาผักมาให้”หลี่น่ายิ้มอ่อน “คุณยายคะ ฉันรับไม่ได้”หญิงชราส่ายหน้า “ถ้าไม่มีหมอ ฉันคงไม่มีโอกาสได้ปลูกผักพวกนี้แล้ว”คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้ซุนเยี่ยนแอบเช็ดน้ำตา ไม่นาน เหอจื้อหมิงก็เดินเข้ามาพร้อมไม้กระดานหลายแผ่น“เมื่อคืนผมทำชั้นวางยาใหม่ ของเก่ามันเริ่มผุแล้ว”ตามมาด้วยซิ่วหลานที่อุ้มลูกชายมาด้วย“หนูซักผ้าม่านมาให้ค่ะ”ค
“คุณหวังครับ หลี่น่าเริ่มสืบมาถึงบริษัทแล้ว”หวังกั๋วเฉียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “เร็วกว่าที่คิด”จางเปียวถามด้วยความกังวล “เราควรทำลายเอกสารหรือไม่”หวังกั๋วเฉียงส่ายหน้า “ไม่...เอกสารสำคัญถูกย้ายไปหมดแล้ว สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้”เขาหรี่ตาลงช้า ๆ “ไม่ใช่หลี่น่า แต่เป็นหวังเหว่ย ถ้าสองคนนั้นร่วมมือกัน เรื่องจะบานปลาย”เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ถึงเวลาเก็บคนทรยศแล้ว”จางเปียวชะงัก “หมายถึง…”หวังกั๋วเฉียงยิ้มเย็น “หนิงเอ๋อรู้มากเกินไป ถ้าจำเป็นก็ทำให้เธอพูดไม่ได้ตลอดไป”คำสั่งนั้นทำให้แม้แต่จางเปียวยังรู้สึกหนาววาบ เกมของหวังกั๋วเฉียงเดินมาถึงจุดที่ คนของตัวเองก็เป็นเพียงหมากที่พร้อมถูกสละได้ทุกเมื่อผู้ช่วยคนใหม่แสงแดดยามเช้าส่องผ่านยอดไม้ลงมายังลานหน้าโรงเรียนประถมซานเหอ เด็ก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างร่าเริง เสียงหัวเราะสดใสแตกต่างจากบรรยากาศตึงเครียดที่ปกคลุมสถานีอนามัยตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลี่น่ากำลังตรวจสุขภาพนักเรียนตามกำหนดป







