LOGINหวังหมิ่น แพทย์หญิงที่มีอาวุโสกว่า มักโยนคนไข้ยากมาให้เธอและนำผลงานที่รักษาสำเร็จไปรายงานเป็นของตนเอง หนิงเอ๋อชอบพูดจาอ่อนหวานต่อหน้า แต่ลับหลังกลับปล่อยข่าวว่าหลี่น่าเรียนจบมาได้เพราะใช้วิธีไม่สุจริต ส่วนฮุ่ยชิวอาศัยว่าครอบครัวมีเส้นสาย คอยข่มขู่พยาบาลและแพทย์รุ่นใหม่ให้ทำตามคำสั่ง
หลี่น่าอดทนกับทุกอย่าง เพราะเชื่อว่าหากตนทำงานให้ดี ความจริงจะพิสูจน์ตัวมันเอง
แต่แล้วเกิดเรื่องกับผู้ป่วยชายวัยหกสิบปีรายหนึ่ง
ผู้ป่วยเข้ารักษาด้วยอาการไข้สูงและติดเชื้อรุนแรง หลี่น่าตรวจพบว่าผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง เธอจึงเขียนคำเตือนไว้ในแฟ้มและเสนอให้เปลี่ยนไปใช้ยาอีกชนิด
หวังหมิ่นกลับไม่พอใจ เพราะคำแนะนำของหลี่น่าทำให้แผนการรักษาของตนถูกตั้งคำถาม
ในคืนนั้น คำสั่งยาถูกแก้ไข
ผู้ป่วยได้รับยาที่เคยแพ้และเกิดอาการช็อกอย่างรุนแรง ความดันตก หายใจไม่ออก และเกือบเสียชีวิต แม้ทีมแพทย์จะช่วยไว้ได้ทัน แต่ครอบครัวผู้ป่วยโกรธแค้นและเรียกร้องให้โรงพยาบาลลงโทษผู้รับผิดชอบ
เมื่อเปิดแฟ้มตรวจสอบ ทุกอย่างกลับชี้มาที่หลี่น่า คำเตือนเรื่องการแพ้ยาหายไป คำสั่งยาที่ผิดมีลายเซ็นของเธอ พยาบาลเวรให้การว่าหลี่น่าเป็นคนยืนยันให้ใช้ยาชนิดนั้น
หลี่น่าพยายามอธิบาย แต่ไม่มีใครเชื่อ หวังหมิ่น หนิงเอ๋อ และฮุ่ยชิวให้การตรงกันว่าเธอทำงานผิดพลาดเพราะมีปัญหาส่วนตัวและขาดสมาธิ
โรงพยาบาลจึงสั่งพักงานเธอทันทีเพื่อรอการสอบสวน
ตอนที่ 4
ผู่เยว่ยกมือกุมศีรษะ หายใจแรงขึ้นเมื่อความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาพร้อมความทรงจำ ความอับอาย ความหวาดกลัว และความสิ้นหวังเกาะแน่นอยู่ในอก ราวกับหลี่น่ายังร้องไห้อยู่ภายในร่างนี้
แต่เรื่องเลวร้ายไม่ได้มีเพียงงาน ภาพของชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวปรากฏขึ้นในความทรงจำ เขามีใบหน้าหล่อเหลา บุคลิกมั่นใจ และมักพูดกับหลี่น่าด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เขาคือหลิวหยาง สามีของเธอ
การแต่งงานของทั้งสองเริ่มต้นจากการแนะนำของผู้ใหญ่ หลิวหยางเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่กำลังสร้างตัว เขาแต่งงานกับหลี่น่าเพราะเธอเป็นแพทย์และมีภาพลักษณ์ดี ส่วนหลี่น่าเคยเชื่อว่าหากเธอดูแลเขาอย่างจริงใจ วันหนึ่งเขาจะรักเธอ
แต่ชีวิตคู่กลับเย็นชา หลิวหยางไม่ชอบที่หลี่น่าใช้เวลาอยู่โรงพยาบาล เขากล่าวหาว่าเธอสนใจคนไข้มากกว่าสามี และมักตำหนิเธอว่าไม่รู้จักแต่งตัว ไม่รู้จักเข้าสังคม ไม่เหมาะกับการเป็นภรรยาของนักธุรกิจที่กำลังมีชื่อเสียง หลายเดือนก่อน เขาเริ่มกลับบ้านดึกและมีกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงติดอยู่บนเสื้อ
ผู้หญิงคนนั้นคือซูเจิน ผู้ช่วยของหลี่น่า
ซูเจินทำงานใกล้ชิดกับหลี่น่า คอยจัดเอกสารและประสานงานเรื่องคนไข้ เธอทำตัวอ่อนโยน เรียกหลี่น่าว่าพี่ และชอบพูดว่าตนชื่นชมความสามารถของหลี่น่ามากเพียงใด
แต่ลับหลัง เธอกลับมีความสัมพันธ์กับหลิวหยาง
หลี่น่าเพิ่งรู้ความจริงไม่นานก่อนถูกพักงาน เมื่อเธอกลับบ้านเร็วกว่าปกติและเห็นซูเจินนั่งอยู่ข้างหลิวหยางบนโซฟา มือของทั้งสองประสานกันอย่างสนิทสนม
แทนที่หลิวหยางจะรู้สึกผิด เขากลับพูดอย่างเย็นชาว่าการแต่งงานระหว่างเขากับหลี่น่าควรจบลงได้แล้ว
“คุณเอาแต่ทำงาน ไม่เคยสนใจว่าผมต้องการอะไร ซูเจินเข้าใจผมมากกว่าคุณ”
หลี่น่าร้องไห้และถามว่าความซื่อสัตย์ของเธอตลอดหลายปีไม่มีความหมายเลยหรือ
คำตอบที่ได้รับคือจดหมายขอหย่า
ผู่เยว่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง แม้ความทรงจำจะหยุดลง แต่ความเจ็บปวดของหลี่น่ายังคงกดทับอยู่ในอก
เธอค่อย ๆ ลุกจากเตียงอีกครั้ง คราวนี้ใช้ผนังช่วยพยุงตัว เดินไปยังโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างอย่างระมัดระวัง
บนโต๊ะมีเอกสารสองฉบับวางซ้อนกันอยู่
ฉบับแรกประทับตราของโรงพยาบาล เนื้อหาระบุว่าหลี่น่าถูกพักงานโดยไม่มีกำหนด ระหว่างรอผลสอบสวนเรื่องการสั่งยาผิดจนทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการช็อก หากพบว่ามีความผิดจริง อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์การทำงานและดำเนินคดีเพิ่มเติม
ฉบับที่สองเป็นจดหมายจากหลิวหยาง
ถ้อยคำภายในสั้นและไร้ความรู้สึก เขาระบุว่าทั้งสองแยกกันอยู่มาระยะหนึ่งแล้ว ความสัมพันธ์ไม่อาจกลับคืน เขาต้องการให้หลี่น่าลงชื่อยินยอมหย่าโดยเร็ว และขอให้เธอไม่เข้าไปยุ่งกับชีวิตใหม่ของเขา
ท้ายจดหมายยังเขียนว่าหากหลี่น่ายอมจากไปเงียบ ๆ เขาจะให้เงินก้อนหนึ่งเป็นค่าชดเชย
ผู่เยว่กำกระดาษแน่นจนขอบยับ
คนหนึ่งร่วมวางแผนผลักเธอออกจากโรงพยาบาล อีกคนทรยศเธอในฐานะสามี ส่วนหญิงที่เธอไว้ใจที่สุดกลับแย่งทั้งงานและครอบครัวไปจากเธอ
12.
หัวใจของหลี่น่าเต้นแรง เธอพลิกหน้าต่อไป ด้านในมีรูปถ่ายขาวดำของหญิงสาววัยยี่สิบกว่า ใบหน้าสวยอ่อนโยน ดวงตากลมโต และรอยยิ้มอบอุ่น แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแต่หลี่น่ากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด หวังเหว่ยมองรูปถ่ายแล้วพูดเบา ๆ“เธอคล้ายคุณมาก”หลี่น่าไม่ตอบ สายตาของเธอยังคงจับอยู่ที่รูปถ่ายนั้น เธอเปิดอ่านรายงานต่อ เนื้อหาระบุว่าหลินซูอิงถูกกล่าวหาว่าลักลอบนำยาออกจากคลังเพื่อขายให้ตลาดมืด หลังถูกสอบสวน เธอลาออกจากโรงพยาบาล จากนั้นก็หายตัวไปไม่มีใครพบเธออีกเลยแต่ยิ่งอ่านมากขึ้น หลี่น่ากลับยิ่งรู้สึกผิดปกติ เพราะหลักฐานในแฟ้มเต็มไปด้วยช่องโหว่ ไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ไม่มีของกลางที่พบในครอบครอง และไม่มีการดำเนินคดีทางอาญา เหมือนมีใครต้องการให้เรื่องจบลงอย่างรวดเร็ว เธอหันไปถามเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุ“มีเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่”ชายสูงวัยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินไปหยิบกล่องอีกใบ“มีบันทึกการประชุมของคณะกรรมการครับ”หลี่น่ารีบเปิดอ่าน ทันทีที่เห็นรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม สีหน้าของเธอก็เปล
หลิวหยางค่อย ๆ ก้มศีรษะลง เขาไม่อาจโต้แย้งคำพูดเหล่านั้นได้ เพราะทุกอย่างได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานแล้ว ไม่นานหลังจากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหลิวหยางในหลายข้อหา ละเลยมาตรการความปลอดภัยจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมกันจัดซื้อสารเคมีที่ไม่ได้มาตรฐาน ปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ พยายามทำลายหลักฐาน รวมถึงความผิดฐานทำให้ทรัพย์สินของรัฐเสียหาย จากการใช้เอกสารและระบบรับรองมาตรฐานของหน่วยงานราชการโดยมิชอบ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการควบคุมด้านอุตสาหกรรมและสาธารณสุขเมื่อเจ้าหน้าที่อ่านข้อกล่าวหาจบ หลิวหยางเพียงหลับตาลงราวกับยอมรับว่าหนทางข้างหน้าไม่มีโอกาสหวนกลับอีกแล้วหลายเดือนต่อมา คดีทั้งหมดสิ้นสุดลง เครือข่ายทุจริตที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีผิดมาตรฐานถูกเปิดโปงทั้งหมด เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนถูกดำเนินคดี ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รับการชดเชย โรงงานหยางซิ่งถูกปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ในเช้าวันหนึ่ง หลี่น่าเดินออกมาจากศาลประชาชน ในมือของเธอมีเอกสารเพียงชุดเดียว หนังสือรับรองการหย่าที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์
หลี่น่าลุกขึ้นยืน “ซูเจิน...ฉันจะไม่ให้อภัยเธอ”หญิงสาวยิ้มรับคำตอบนั้น“ฉันรู้” หลี่น่ากล่าวต่อ “เพราะคนที่เธอทำร้าย ไม่ใช่แค่ฉัน ยังมีคนไข้ เพื่อนร่วมงาน และผู้บริสุทธิ์อีกหลายคน”เธอหยุดเล็กน้อย“แต่สิ่งที่เธอทำวันนี้อาจช่วยชีวิตคนงานอีกจำนวนมาก และช่วยหยุดคนที่ยังคิดหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของคนอื่น”ซูเจินหลับตาลง เหมือนยกภาระที่แบกไว้มานานออกจากหัวใจ ไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็มารับตัวเธอ ก่อนเดินออกจากห้อง ซูเจินกลับหยุดฝีเท้า เธอหันมองหลี่น่าเป็นครั้งสุดท้าย“ระวังตัวด้วย”หลี่น่าชะงัก “หมายความว่าอย่างไร”ซูเจินมองไปทางหวังเหว่ย ก่อนพูดเสียงเบา“หลิวหยางรู้ว่าหลักฐานกำลังครบทุกอย่าง เมื่อคืน ฉันได้ยินเขาคุยกับคนของบริษัท เขากำลังเตรียมหลบหนีออกนอกเมือง”เจ้าหน้าที่ทุกคนหันมามองทันที หวังเหว่ยสีหน้าเคร่งเครียด“คุณแน่ใจหรือ”ซูเจินพยักหน้า “คืนนี้ ถ้าไม่รีบไป เขาอาจหายตัวไปตลอดกาล”สิ้นค
“ฉันไม่ได้มาขอความเห็นใจ” ซูเจินพูดเสียงเบา “แต่ฉันมีเรื่องที่ต้องบอก”หลี่น่ารับฟังอย่างเงียบ ๆ ซูเจินยื่นแฟ้มให้“เอกสารพวกนี้ ฉันแอบเก็บไว้ตั้งแต่ตอนทำงานกับหวังหมิ่น ตอนแรกคิดว่าจะใช้ต่อรอง แต่ตอนนี้... ฉันไม่อยากหนีอีกแล้ว”หลี่น่าเปิดแฟ้มอย่างระมัดระวัง ด้านในมีสัญญาจัดซื้อสารเคมี บันทึกการประชุม และจดหมายโต้ตอบหลายฉบับ เมื่อเธออ่านไปได้เพียงไม่กี่หน้า สีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ซูเจินมองเธอแล้วกล่าวช้า ๆ“หลิวหยางมีส่วนรับผิดชอบจริง แต่เขาไม่ใช่คนเดียว”เธอชี้ไปยังเอกสารฉบับหนึ่ง“คนที่ผลักดันให้ใช้สารเคมีราคาถูกไม่ใช่แค่ฝ่ายบริหารของโรงงาน ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนร่วมมือ แลกกับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ขาย”หลี่น่าก้มมองลายเซ็นในเอกสาร มันไม่ใช่เพียงลายเซ็นของหลิวหยาง แต่ยังมีตราประทับของหน่วยงานราชการและลายเซ็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน ทันใดนั้น เธอก็รู้ว่าคดีนี้ใหญ่กว่าที่ทุกคนคาดคิดเพราะเบื้องหลังสารเคมีเพียงไม่กี่ถังอาจมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโย
“เหตุใดจึงอนุมัติ”“ฝ่ายจัดซื้อเสนอว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ราคาต่ำกว่าเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์”“คุณตรวจสอบมาตรฐานหรือไม่”หลิวหยางนิ่งไป ก่อนตอบเบา ๆ“ผม... เชื่อรายงานที่ได้รับ”คำตอบนั้นทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนจดบันทึกทันที หัวหน้าคณะกรรมการถามต่อ“หลังพบคนงานเริ่มป่วย เหตุใดจึงไม่แจ้งหน่วยงานสาธารณสุข”หลิวหยางหลับตาลง “ผมคิดว่าเป็นไข้ตามฤดูกาล แล้วเมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมกลัวโรงงานถูกสั่งปิด”คำตอบนั้นทำให้ญาติผู้เสียชีวิตที่นั่งฟังอยู่ด้านหลังร้องไห้ออกมา หญิงชราคนหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ“ลูกสาวฉันตายเพราะความกลัวของคุณใช่ไหม”เจ้าหน้าที่รีบเข้าไปปลอบและเชิญเธอนั่งลง บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ไม่นาน หลี่น่าก็ได้รับเชิญเข้าให้ข้อมูลในฐานะหัวหน้าแผนกอายุรกรรมและผู้รับผิดชอบการตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งหมด เธอนำแฟ้มเวชระเบียนมาวางบนโต๊ะ หัวหน้าคณะกรรมการกล่าวอย่า
“คุณทำงานแผนกไหน”“แผนก... ย้อมผ้าค่ะ”“เริ่มป่วยเมื่อไร”“ประมาณ... ห้าวันก่อน”หลี่น่าจดบันทึก ก่อนเดินไปถามผู้ป่วยรายถัดไป คำตอบที่ได้รับกลับคล้ายกันทั้งหมด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานในแผนกย้อมผ้า และเริ่มมีอาการภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในขณะนั้นเอง หลิวหยางเดินเข้ามาพร้อมผู้จัดการโรงงาน แม้สีหน้าจะเคร่งเครียด แต่เขายังคงแต่งกายเรียบร้อยในชุดสูทเหมือนทุกครั้ง“คุณหมอหลี่”หลี่น่าหันไปมอง“ตอนนี้เรายังสรุปสาเหตุไม่ได้”หลิวหยางลดเสียงลง “ผมขอร้อง อย่าเพิ่งประกาศว่าเป็นโรคระบาด ถ้าข่าวออกไป โรงงานจะถูกสั่งปิดทันที”หลี่น่าวางแฟ้มลงช้า ๆ “ตอนนี้มีคนป่วยกี่คน”“ประมาณ... ห้าสิบกว่าคน”ผู้จัดการโรงงานรีบแก้ “สี่สิบแปดคนครับ”หลี่น่าหันไปมองเจ้าหน้าที่พยาบาล“รายชื่อที่ลงทะเบียน”“หกสิบสามคนค่ะ”ผู้จัดการถึงกับหน้าซีด หลี่น่าจึงหันกลับมามองหลิวหย







