LOGIN63 1-2
ตอนที่ 124 ความหลังถึงผู้เฒ่าติง
ตกเย็นกลับถึงบ้าน หลินจิงซูพบว่าติงเสวี่ยเหม่ยกำลังยืนทำอาหารเย็นอยู่ในครัวตามปกติ สองไม้สองมือพันกันดูยุ่งมาก ดูท่าการปรากฏตัวของหลินชิงอี้ในวันนี้ จะไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อจิตใจของแม่เธอเลย
แต่ถึงอย่างนั้น สาวน้อยก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าประตูห้องครัว พร้อมกับเปล่งเสียงร้องถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“แม่คะ นี่แม่ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาเด็ดผักอยู่ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งให้คนเป็นลูกสาว
“แล้วเห็นแม่ไม่ปกติตรงไหนรึเปล่าล่ะจ๊ะ? คิดว่าคนอย่างแม่จะโง่ซ้ำโง่ซ้อน ยอมกลับไปหาหลินชิงอี้ให้เขาทรมานเล่นอีกงั้นเหรอ? ตอนนี้แม่มีทั้งบ้าน ตู้เย็น ข้าวสามมื้อแล้วก็เงินเก็บก้อนโต อ่อ…แล้วยังมีเสื้อผ้าหน้าผมใหม่อีก! แม่ไม่มีอะไรที่จะต้องเสียใจกับคนแบบนั้นเลย!”
เห็นว่าหลินจิงซูยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องครัวไม่ไปไหน ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูดเท่าไหร่นัก ติงเสวี่ยเหม่ยจึงยกมือที่ถือใบผักกาดจำนวนหนึ่งขึ้นโบกสะบัดไล่
“ไม่ต้องห่วงแม่หรอกน่า รีบกลับห้องไปทำการบ้านก่อนเถอะ อาหารเย็นเสร็จเมื่อไหร่เดี๋ยวแม่จะไปเรียกเอง”
“แม่คะ ไม่เป็นอะไรจริงๆแน่นะคะ?”
อย่างน้อยที่สุดหลินจิงซูก็มั่นใจว่า คนอย่างหลินชิงอี้ไม่กล้าทำอะไรติงเสวี่ยเหม่ยแน่ เพราะทุกการเคลื่อนไหวของผู้ชายคนนี้ ล้วนต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาเป็นสำคัญ แตกต่างจากคนหัวร้อนมือไวอย่างย่าอู๋กับอู๋ซิ่วเหลียน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ลงมือลงไม้อะไร แต่ก็น่าจะมีคำพูดทำร้ายทิ่มแทงจิตใจสาดใส่กันอยู่บ้าง นั่นต่างหากที่แปลก ติงเสวี่ยเหม่ยในตอนนี้ดูสงบนิ่งเกินไปรึเปล่า? เธอดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรจนน่าแปลกใจ!
แม้ภายในใจของเธอจะเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่ในเมื่อติงเสวี่ยเหม่ยพูดเองกับปากว่าไม่เป็นอะไร เธอคงไม่สามารถคาดคั้นอะไรไปมากกว่านี้ได้เช่นกัน
ไม่กี่วันต่อมา วันหยุดสุดสัปดาห์ก็เวียนมาถึงอีกครั้ง หลินจิงซูกำลังถือกล่องอาหารไปส่งที่บ้านของจางหลาน เป้าหมายแรกก็เพื่อสอนหนังสือให้โจวอวี๋หาน เป้าหมายที่สองก็เพราะต้องการเจรจากับจางหลานเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ
เธอให้เวลามานานหนึ่งสัปดาห์เต็มแล้ว นี่ควรจะเป็นโอกาสเหมาะสมสักทีที่หลินจิงซูจะต้องมาทวงถามคำตอบจากจางหลาน
หากจางหลานไม่เห็นด้วย เธอก็แค่ต้องดำเนินธุรกิจเพื่อเก็บเงินต่อไป จนกว่าจะสามารถเปิดร้านได้ด้วยตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้น สัญชาตญาณของเธอกลับบอกว่า จางหลานน่าจะต้องเห็นดีเห็นงามด้วย และค่อนข้างมั่นใจว่าเธอจะต้องตอบตกลงอย่างแน่นอน
ทว่าระหว่างทาง เธอเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็พลันได้พบเจอกับชายชราคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนตัดมาบนถนนเส้นเดียวกัน
เพียงแค่หลินจิงซูได้เห็นลักษณะการเดินอันเป็นเอกลักษณ์ของชายชราคนนี้ เธอก็สามารถฟันธงตอบได้ทันทีว่า เขาก็คือคุณตาของเธอนั่นเอง
ผู้เฒ่าติงเป็นคนที่ขาโก่งมาก เวลาเดินจึงกะโผลกกะเผลกไปมาซ้ายทีขวาที กระทั่งทุกวันนี้ หลินจิงซูยังอดดีใจและโล่งใจไม่ได้ที่ติงเสวี่ยเหม่ยไม่ได้รับพันธุกรรมขาโก่งนี้มาจากรุ่นพ่อ เธอจึงรอดพ้นจากชะตากรรมได้อย่างหวุดหวิด แต่ความซวยกลับตกไปอยู่ที่ครอบครัวฝั่งพี่สาวของแม่เธอ ที่สภาพของแต่ละคนล้วนขาไม่โก่งข้างซ้ายก็โก่งข้างขวา ที่หนักหน่อยก็โก่งทั้งสองข้างเลยทีเดียว
ในชีวิตก่อนหน้า เธอไม่สู้จะมีความรู้สึกประทับอกใจในตัวผู้เฒ่าติงเท่าไหร่นัก จนกระทั่งถึงวันที่หลินจิงซูได้ย้ายไปทำงานในโรงงานอาหารกระป๋องแมวช่วงแรกๆ กลับเป็นผู้เฒ่าติงนี่ล่ะที่คอยเดินกะโผลกกะเผลกไปมาหากันอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังชอบเอาไข่เยี่ยวม้าซึ่งเป็นอาหารอร่อยประจำหมู่บ้านที่เขาอยู่ติดมือไปให้ทานอยู่เสมอๆด้วย และช่วงไหนเริ่มเข้าฤดูหนาว เขาก็มักจะหาเสื้อผ้าเนื้อหนาไปฝากแทน
แต่ถึงอย่างนั้น หลินจิงซูก็ยังไม่ค่อยชอบใจคุณตาคนนี้ของเธอสักเท่าไหร่ เพราะเธอกับผู้เฒ่าติงมักจะมีแนวความคิดที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว พูดคุยสนทนากันได้ไม่เกินสามสี่ประโยค ก็มักจะเริ่มก่อสงครามมีปากเสียงกันอยู่ตลอด
แม้แต่ในวันที่ผู้เฒ่าติงจากโลกใบนี้ไป ตาหลานคู่นี้ก็ยังไม่วายมีปากเสียงกัน
หลินจิงซูในเวลานั้นคิดแต่เพียงว่า ผู้เฒ่าติงเป็นพวกกร้านโลกหัวดื้อไม่ชอบให้ใครเอาชนะ ซึ่งคนแบบนี้ล้วนเป็นอะไรที่งี่เง่าไร้ตรรกะอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งถึงวันที่เธอต้องเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชรา สภาพขาของเธอก็ย่ำแย่ลงตามลำดับอันเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ เวลานั้นเอง ในที่สุดเธอก็ได้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดถูกหรือผิด ทุกอย่างล้วนเกิดจากมุมมองและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันเท่านั้น
ในเมื่อคนเราเชื่อมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าถูก แต่กลับมีใครบางคนโต้แย้งว่าสิ่งนั้นผิด โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว ใครที่ไหนจะยอมได้เล่า?
จวบจนช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หลินจิงซูที่นอนป่วยหนักอยู่บนเตียงในห้องพยาบาลของบ้านพักคนชรา ทุกครั้งและทุกวินาทีที่เธอคิดถึงคุณตา สิ่งเดียวที่เธอสัมผัสได้นั้น มีเพียงความอึดอัดและขมขื่นใจ
ทำไมเธอถึงไม่รู้จักเปิดใจลองฟังความคิดเห็นของคุณตาบ้างนะ?
ลองสักครั้งก็ยังดี?
ในช่วงเวลาที่คุณตาของเธอยังมีชีวิตอยู่ ทำไมเธอถึงไม่รู้จักรักษาความสัมพันธ์ดีๆไว้ และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำร่วมกัน? ทำไมเธอต้องคอยหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเขาอยู่ตลอดเวลาด้วย? ทุกครั้งที่ทำให้เขาโกรธ และสามารถเถียงจนเอาชนะได้ มันทำให้เธอมีความสุขมากนักรึไง?
แล้วเพราะเหตุใดในวินาทีสุดท้ายของชีวิตคุณตา เธอก็ยังพูดจาประชดประชันตอกย้ำใส่หน้าเขาว่า ทั้งชีวิตนี้ คนที่เธอรักมีแค่แม่กับลุงเท่านั้น ส่วนเขาไม่เคยอยู่ในสายตาของเธอเลย…
แน่นอน เธอไม่รู้เช่นกันว่าครั้งนั้นผู้เฒ่าติงมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อได้ฟัง เพราะอีกฝ่ายป่วยเข้าขั้นวิกฤตจนไม่ได้สติ แต่เวลานี้ตอนนี้ คุณตาของเธอยังมีชีวิตอยู่ และยังอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น!
หลินจิงซูสูดลมหายใจเข้าลึก ตบหน้าตัวเองอย่างแรงสองสามที เพื่อเรียกสติจากความรู้สึกผิดกับเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก่อนจะตรงดิ่งเข้าไปหาชายชราทันที
“คุณตาคะ!”
หลินจิงซูตบเท้าเดินไปหาผู้เฒ่าติงด้วยรอยยิ้มสดใส ทว่าภายในใจกลับพยายามกล้ำกลืนกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ตนเองต้องหลั่งน้ำตาออกมา
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







