Masuk203 2-2 ถึง 204 1-2
ตอนที่ 397 ชีวิตที่มาพร้อมกับความวุ่นวาย
หมู่นี้หลินจิงซูยุ่งจนหัวหมุน นอกจากเรื่องทุนของมหาวิทยาลัยแล้ว ยังจะต้องเจียดเวลาไปดูงานที่โรงแรมอีก และนับเป็นเดือนๆกว่าที่เธอจะได้มีโอกาสกลับบ้านทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวสักครั้ง
ทันทีที่กลับถึงบ้าน เมื่อได้เห็นใบหน้าซูบผอมและสีหน้าอ่อนเพลียของลูกสาว ติงเสวี่ยเหม่ยก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
แม้สถานะครอบครัวในตอนนี้จะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากชนิดผิดหูผิดตา มิหนำซ้ำตัวเธอเองยังได้เริ่มต้นชีวิตรักครั้งใหม่กับผู้ชายที่ดีมากด้วย แต่ถึงอย่างนั้น ภายในใจลึกๆของติงเสวี่ยเหม่ยกลับรู้สึกแย่ลงเล็กน้อย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีได้ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เป็นเพราะลูกสาวของเธอเป็นคนหามาให้ทั้งสิ้น
หรือตัวเองจะเป็นภาระที่ทำให้ลูกสาวต้องทำงานจนแทบไม่ได้กลับบ้านแบบนี้?
“ซูซู ยินดีต้อนรับกลับจ้ะ แม่ทำกับข้าวสองสามอย่างไว้ให้ที่โต๊ะน่ะ ลูกกินให้อิ่มท้องก่อนแล้วค่อยแวะไปโรงแรมนะ”
แวบเดียวที่เห็นหน้าอีกฝ่าย หลินจิงซูก็รู้ได้ทันทีว่าแม่ของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงยิ้มและตอบผู้เป็นแม่กลับไปว่า
“วันนี้มีคุณหลิวมาดูแลแทนแล้วค่ะ หนูก็เลยไม่ต้องไป ช่วงนี้งานยุ่งจนสายตัวแทบขาด ตั้งใจว่าจะขอลาพักร้อนหลายๆวันหน่อย จะได้อยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนแม่บ้าง”
“จริงสิแม่! นี่มหาวิทยาลัยก็จะใกล้หยุดแล้วเหมือนกัน แม่สนใจอยากไปเที่ยวชมนกชมไม้ หรือหาอะไรสนุกๆทำกันบ้างมั้ยคะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยส่ายหน้าปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด ในฐานะแม่คนหนึ่ง เธอไม่ใช่พวกที่ชอบเสพสุขสำราญไปกับความมั่งคั่งร่ำรวยใดๆ แต่สิ่งที่เธอต้องการจริงๆก็คือ การได้เห็นลูกสาวของตัวเองมีชีวิตที่สงบสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บใดๆต่างหาก
นับวันเส้นทางอาชีพการงานของหลินจิงซูก็มีแต่จะประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือเวลาและชีวิตส่วนตัวของเธอที่ถูกแบ่งสรรไป ดังนั้นแล้ว หัวอกคนเป็นแม่จึงอยากให้ลูกสาวได้นอนหลับพักผ่อนมากกว่า
“ซูซู แทนที่จะพาแม่ไปเที่ยว สู้เอาเวลาไปพักผ่อนบ้างเถอะ แม่กับพ่อเฉินสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง”
จังหวะเดียวกันนั้น หลินจิงซูก็รีบคุ้ยข้าวตักใส่ปากสองสามคำ จากนั้นก็รีบวิ่งตรงดิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของติงเสวี่ยเหม่ย เธอรู้สึกสงสารลูกสาวตัวเองยิ่งกว่าอะไรดี เพราะเพียงแค่กินให้อิ่มนอนให้หลับยังทำไม่ได้ ภายในใจของลูกสาวเธอคงเห็นงานบริหารโรงแรมสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเองและครอบครัวกระมัง
อีกด้าน หลินจิงซูมั่นใจอย่างยิ่งว่า ทั้งแม่ของเธอและเฉินเฉวียนเย่ต่างไม่มีใครกล้าใช้เงินที่เธอได้มาจากการปันผลโรงแรมในครั้งนี้อย่างแน่นอน เธอจึงตั้งใจจะรีบสะสางงานที่โรงแรมให้เสร็จ จากนั้นก็จะได้มีเวลาเที่ยวด้วยกันแบบครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก
แม้เธอจะมีตำแหน่งสูงเป็นถึงประธานโรงแรมแล้วก็ตามที แต่เธอก็ยังจำเป็นต้องเข้าโรงแรมทุกวันเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย
ประการแรก หลินจิงซูจำเป็นต้องมั่นใจเสียก่อนว่า วิสัยทัศน์ที่ตนแสดงออกมานั้น ได้สร้างภาพสะท้อนที่ถูกต้องต่อตัวพนักงานทุกคนจริงๆ และสอง เธอรู้สึกว่าการปรากฏตัวของเธอในแต่ละครั้ง สามารถสร้างคุณประโยชน์ต่อธุรกิจได้เสมอ
…….
“ประธานหลิน! มาสักทีนะครับ! พวกวัยรุ่นอันธพาลของคุณเอาแต่นั่งซดไวน์นอกดีๆของเราไปไม่รู้กี่ขวดแล้ว! ขืนยังปล่อยให้ดื่มกันแบบนี้ต่อไป พวกเราคงต้องปิดบาร์แลัวล่ะมั้งครับ?”
“ก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยเตือนแล้ว เด็กอันธพาลพวกนี้มันไว้ใจได้ที่ไหนกัน! จุดประสงค์ที่พวกมันมาทำงานที่นี่ก็เพื่ออยากหาความสุขใส่ตัวเฉยๆ! เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ไง!”
หลินจิงซูเพิ่งจะก้าวผ่านประตูโรงแรมมาได้ไม่ทันไร ก็มีพ่อครัวกลุ่มใหญ่วิ่งตรงเข้ามาขวางเธอไว้ แต่ละต่างก็พากันอ้าปากเล่าถึงวีรกรรมต่างๆ ที่เหล่าวัยรุ่นกำลังสร้างเรื่องอยู่
ทว่าหลินจิงซูกลับเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย ถึงแม้โจเหลียงและผองพี่น้องของเขาจะเคยเป็นอันธพาลมาก่อน แต่ปัจจุบันพวกเขาได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว
หลังจากรู้จักกันมากว่าหลายเดือน หลินจิงซูก็เชื่อใจพวกเขาเสมอมา ท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวของผู้คนรอบตัว หลินจิงซูเดินเชิดหน้าตรงเข้าไปยังโซนจัดเลี้ยงทันที และผลักประตูเปิดเข้าไปอย่างเชื่อมั่น
ภาพฉากเดียวที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าของเธอก็คือ โจเหลียงและคนอื่นๆที่กำลังเมามายหนักได้ที่ กำลังนอนระเกะระกะเกลื่อนพื้นและบนโซฟา เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้ได้รับอภิสิทธิ์ให้สามารถเปิดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฟรีได้ เพื่อจะได้สามารถทดลองผสมค็อกเทลในสูตรใหม่ๆ ดังนั้น ต่างคนต่างก็ใช้โอกาสนี้เปิดเหล้าไวน์และสุราหลากหลายดื่มกันอย่างสำราญใจ
ทันทีที่ได้พบเห็นภาพฉากตรงหน้า หลินจิงซูก็ถึงกับโมโหเป็นอย่างมาก แต่เพราะรอบข้างมีเหล่าพ่อครัวอยู่ด้วยเต็มไปหมด เธอจึงจำต้องเก็บอารมณ์เดือดดาลเอาไว้ และสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดก่อนที่จะถึงเวลาเปิดโซนบาร์
“ช่วยพาพวกเขาขึ้นไปนอนพักที่ด้านบนก่อน ปล่อยให้นอนจนกว่าจะสร่างเมานั่นล่ะ หลังจากพวกเขาได้สติแล้ว ฉันจะสอบสวนเองว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ ขืนคุยตอนนี้ก็คงไม่ได้ความอะไร จับได้คาหนังคาเขาแบบนี้คงต้องคุยกันยาว”
“แล้วทุกคนก็ไม่ต้องกังวลใจไป ฉันไม่ลำเอียงเข้าข้างใครแน่ๆ ใครทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ ฉันไม่มีทางปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำให้ภาพลักษณ์ของโรงแรมเราต้องเสียหายแน่!”
ภายใต้คำสั่งที่เด็ดขาดของหลินจิงซู ทุกคนล้วนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ
หลังจากที่ช่วยกันอุ้มโจเหลียงและคนอื่นๆขึ้นไปพักที่ด้านบนของโรงแรมเสร็จแล้ว หลินจิงซูและพนักงานที่เหลือต่างก็ลงมาชั้นล่าง เพื่อทำการเปิดโซนบาร์ให้ดำเนินไปตามปกติ
เวลาล่วงเลยผ่านไป โจเหลียงและคนอื่นๆที่อยู่ในห้องพักต่างก็เริ่มฟื้นคืนสติ ทั้งหมดกวาดสายตามองแวบแรก ล้วนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหรูหราสวยงามดุจสรวงสวรรค์และความสะดวกสบายเกินพรรณนา แต่ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า ที่นี่เป็นห้องสวีทของโรงแรมที่พวกเขาทำงานอยู่นั่นเอง ชั่วชีวิตของพวกเขา มีหรือที่จะเคยได้นอนบนเตียงใหญ่โตแบบนี้มาก่อน?
ตื่นมาในสภาพแวดล้อมที่แปลกหูแปลกตาเช่นนี้ ความคิดหนึ่งก็ได้โฉบแล่นเข้ามาในหัวสมองของโจเหลียงทันที เขาตระหนักดีว่า คนที่สามารถพาพวกเขาขึ้นมานอนบนสถานที่ดุจสรวงสวรรค์เช่นนี้ได้ มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นซึ่งก็คือหลินจิงซู
คิดได้เช่นนี้ อกด้านซ้ายของโจเหลียงก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ แต่ชั่วอึดใจเดียวกันนั้น เมื่อนึกย้อนกลับไปได้ว่า ก่อนหน้านี้เกิดความวินาศสันตะโรอะไรขึ้นในบาร์บ้าง เขาก็ถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวสุดขีดทันที
กว่าที่เด็กชายขอบอย่างพวกเขาจะได้รับโอกาสดีๆในชีวิตสักครั้งนั้น นับเป็นเรื่องที่สุดแสนจะยากยิ่งแล้ว แต่เวลานี้ พวกเขาทั้งหมดกำลังจะตกงานเพียงเพราะความหลงผิดชั่วขณะของตนเอง โอกาสที่เฝ้ารอมาทั้งชีวิต กลับเป็นพวกเขาเองที่ทำให้มันหลุดมือไป!
โจเหลียงฟื้นคืนสติขึ้นมาพร้อมกับความโมโหตัวเอง เขาเขย่าร่างพี่น้องทั้งหมดที่อยู่รอบตัวให้ตื่นขึ้นทีละคน พร้อมทั้งย้ำด้วยว่า ถ้ายังอยากจะทำงานที่โรงแรมแห่งนี้ต่อไป ก็ควรสำนึกต่อความผิดพลาดในครั้งนี้ แล้วรีบไปขอขมาลาโทษเสีย
หลังจากตระเตรียมวางแผนกันเสร็จสรรพ พวกเขาทั้งหมดก็ได้ทยอยเดินลงบันไดมุ่งหน้าสู่โซนบาร์ที่อยู่ชั้นหนึ่ง และบังเอิญเห็นหลินจิงซูกำลังนั่งอยู่ในบริเวณนั้นพอดี คิ้วทั้งคู่ขมวดเข้าหากัน สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังใช้ความคิด ทำให้ทุกคนต่างก็นึกสงสัยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
โจเหลียงที่เสมือนมีตราบาปใหญ่อยู่ในใจ เพราะตระหนักดีว่าตนเพิ่งจะทำความผิดครั้งมหันต์ลงไป จึงตัดสินใจเดินเข้าไปคุกเข่าและโขกศรีษะลงกับพื้นอย่างแรง ปากก็ร้องตะโกนขอโทษเสียงดังต่อหน้าแขกเหรื่อมากมายในโรงแรม
“ลูกพี่หลิน ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกเราเอง! ขอโทษครับ! ได้โปรด…ได้โปรดให้โอกาสพวกเราแก้ตัวสักครั้งเถอะนะครับ! พวกเราขอสาบานด้วยเกียรติทั้งหมดที่มี พวกเราจะไม่ทำเรื่องผิดพลาดเช่นนี้ซ้ำสองอีกอย่างแน่นอน! ได้โปรดอภัยให้พวกเราด้วยเถอะนะครับ!”
หลินจิงซูถือคติข้อหนึ่งเสมอมา ปราศจากกฎเกณฑ์ย่อมไร้สิ่งที่สมบูรณ์แบบ และเรื่องที่คนเหล่านี้เพิ่งกระทำลงไปก็นับเป็นความผิดที่ยากเกินกว่าจะให้อภัยได้!
และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่า เหตุใดเธอยังต้องคอยแวะเวียนเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยภายในโรงแรมทุกๆวัน หากวันใดวันหนึ่งที่เธอไม่เข้ามา แล้วเกิดเหตุการณ์อย่างเช่นที่วัยรุ่นกลุ่มนี้ทำ เรื่องนี้จะสร้างความเสียหายให้แก่ภาพลักษณ์ของโรงแรมขนาดไหนกัน?
หลินจิงซูนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน ปรายหางตามองโจเหลียงที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่น พร้อมกับเปล่งน้ำเสียงเย็นชาอย่างไม่แยแสใดๆว่า
“ดูเหมือนฉันจะเคยให้โอกาสพวกนายไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่จดจำ ยังกล้าทำผิดซ้ำสองอีก คิดว่าครั้งนี้ฉันจะต้องคอยตามแก้ปัญหาให้เหมือนก่อนรึไง?”
“พวกนายรู้บ้างรึเปล่าว่า ไอ้ที่ดื่มเข้าไปกันนั่นน่ะมีราคาเท่าไหร่? เงินเดือนที่ฉันให้ก็ถือว่าสูงแล้วนะ แต่ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้สูงกว่ามาก ต่อให้พวกนายจะก้มหน้าก้มตาตั้งใจทำงานหนักแค่ไหน อีกสิบปีก็น่าจะยังชดใช้ไม่หมด!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







