LOGINประเทศไทยปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบแปด
ณ หมู่บ้านนาทราย ซึ่งตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำโขงทางจังหวัดหนองคาย นลินธาราลูกสาวเพียงคนเดียวของช่อผกากับสาคเรศ เธอเป็นลูกครึ่ง ครึ่งหนึ่งเป็นคนอีกครึ่งหนึ่งเป็นพญานาค พ่อของเธอที่จำแลงกายเป็นมนุษย์ลักลอบได้เสียกับแม่จนเกิดเป็นเธอขึ้นมา เมื่อวานเป็นวันหยุดเธอกับพ่อลงไปยังเมืองบาดาลที่อยู่บริเวณสะดือแม่น้ำโขเพื่อเยี่ยมท่านปู่กับท่านย่า ยังเที่ยวไม่หนำใจก็ต้องขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อทำงานตามเดิม นลินธาราเรียนจบด้านศิลปศาสตร์เอกภาษาจีน พอเรียนจบเธอก็กลับมาทำงานใกล้บ้าน เป็นอาจารย์สอนภาษาจีนอยู่ที่โรงเรียนนารีริมโขงวิทยา
“แม่ อย่าลืมเอาขนมบ้าบิ่นไปกินนำเด้อ” (แม่อย่าลืมเอาขนมบ้าบิ่นไปกินด้วยนะ) นลินธาราบอกแม่หลังจากแต่งตัวเสร็จ เดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน เมื่อเช้าเธอลุกขึ้นมาทำอาหารและขนมใส่บาตรแต่เช้า
“บ่อให่พ่อไปส่งอิหลีติ” (ไม่ให้พ่อไปส่งจริง ๆ เหรอ) สาคเรศเอ่ยถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“บ่อต้องดอกจ้า เดี๋ยวหนูขับรถไปเอง พ่อกับแม่ไปหายายอยู่โรงบาลโลด” (ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูขับรถไปเอง พ่อกับแม่ไปหายายที่โรงพยาบาลเถอะค่ะ) ยายของเธอป่วยเป็นโรคเบาหวานมาหลายปี เมื่อวานตอนที่เธอกับพ่อลงไปเมืองบาดาล ยายกลับมีค่าน้ำตาลในเลือดสูง จนต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อเช้าแม่ของเธอเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลเพื่อนำเสื้อผ้ามาซัก ช่วงสายแม่ของเธอต้องกลับไปหายายอีกครั้ง
“ขับรถดี ๆ เด้อ” ช่อผกาบอกลูกน้ำเสียงอ่อนโยน ตอนนี้นลินธาราอายุยี่สิบห้าปีแล้วแต่ลูกสาวก็ยังไม่หาใครมาดูแลสักที ตั้งแต่สมัยไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเธอก็เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด
“จ้าแม่” นลินธารายิ้มพลางโอบกอดแม่ไว้หลวม ๆ
ก่อนลูกสาวจะก้าวขาขึ้นรถ สาคเรศจึงรีบพูดออกไป “นลินอย่าฟ่าวไป” (นลินอย่าเพิ่งไป)
นลินธาราชะงักเท้า หันกลับมาถามพ่อ “พ่อมีหยัง” (พ่อมีอะไร) เขาถอดแหวนหยกสีเขียวรูปพญานาคออกจากนิ้วนางของตัวเองแล้วสวมไว้บนนิ้วชี้ข้างขวาให้ลูกสาว นลินธาราขมวดคิ้วถาม “พ่อให่หนูเฮ็ดหยัง” (พ่อให้หนูทำไม)
“ใส่ไว่โลดเผื่ออนาคตนลินสิได้ใซ่มัน” (ใส่ไว้เถอะ เผื่ออนาคตนลินจะได้ใช้มัน) เขาพูดพลางวางมือบนศีรษะของลูกสาวอย่างรักใคร่
“หนูไปก่อนเด้อ” (หนูไปก่อนนะ) นลินธาราพนมมือไหว้พ่อกับแม่ สตาร์ตรถแล้วขับออกไป บรรยากาศวันนี้ดูขมุกขมัวท้องฟ้ามีเมฆหนาแต่เช้าคล้ายว่าฝนจะตก
นลินธาราขับรถออกไปไกลแล้วช่อผกาจึงเอ่ยถามสามี “เอาแหวนให่ลูกแล้วอ้ายสิใซ่หยัง” (เอาแหวนให้ลูกแล้วพี่จะใช้อะไร) แหวนวงนี้เป็นแหวนสารพัดนึก เมื่อสาคเรศไปอยู่ที่เมืองบาดาล ถ้าอยากกินอยากใช้อะไรที่เมืองบาดาลไม่มี เขาสามารถหยิบออกจากแหวนหยกวงนี้ได้ แหวนวงนี้ทำขึ้นจากเกล็ดของท่านปู่ทวดของนลินธารา ซึ่งตอนนี้ท่านละสังขารไปกว่าหนึ่งพันปีแล้ว ไม่สามารถทำขึ้นใหม่ได้อีก กล่าวได้ว่ามีเพียงชิ้นเดียวในสามโลก
“บ่อเป็นหยัง อ้ายบ่อมีหยังให่ลูก ส่ำนั่นมันยังหน่อยไป” (ไม่เป็นไร พี่ไม่มีอะไรให้ลูก แค่นั้นมันยังน้อยไป)
“อ้ายคือเว่าจั่งซั่น ลูกเฮาสิเป็นหยัง” (ทำไมพี่พูดอย่างนั้น ลูกเราจะเป็นอะไร) น้ำเสียงของช่อผกาเคร่งเครียดขึ้น
ดวงตาคมเข้มวูบไหวก่อนจะปรับให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว “บ่อเป็นหยังดอก อ้ายอยากให่ลูกใส่ซือ ๆ” (ไม่เป็นอะไรหรอก พี่อยากให้ลูกใส่เฉย ๆ) ว่าจบเขาหลุบตามองต่ำเดินเข้าบ้านไปโดยไม่มองหน้าภรรยาอีก เรื่องราวทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น แม้แต่เขาที่เป็นพญานาคยังสามารถมีภรรยาเป็นมนุษย์ได้เลย เพียงแต่ข้อเสียของเรื่องนี้ก็มีอยู่
นั่นก็คือเขาสามารถมีบุตรกับมนุษย์ได้เพียงคนเดียว อีกทั้งบุตรคนนั้นที่เป็นครึ่งคนครึ่งนาคจะอายุสั้น ส่วนมากอายุน้อยกว่าสามสิบปีก็ต้องละสังขารแล้ว เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกแก่ภรรยา และเขาต้องยอมรับมันให้ได้ ในเมื่อท่านพ่อของเขาทัดทานแล้ว แต่เขาไม่ยอมเชื่อฟัง ยังดึงดันที่จะมีบุตรกับช่อผกาให้ได้เพราะเขาไม่เคยเชื่อกฎข้อนี้ เช่นนั้นผลที่ตามมามันย่อมเจ็บปวดเสมอ
ทว่ามันก็เป็นความเจ็บปวดที่งดงามที่ได้มองเห็นบุตรสาวเพียงคนเดียวเติบโตขึ้นมาอย่างสวยงาม เธอเป็นผู้หญิงที่เก่งและเพียบพร้อมขนาดนี้ แต่ความเก่งของลูกสาวก็ทำให้เธอหาคู่ครองได้ยาก บัดนี้ถึงเวลาที่นลินธาราจำต้องเดินทางไปตามหาหัวใจของตน คนผู้นั้นกำลังดึงดูดให้เธอไปหา แม้อยู่ไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียวก็ตาม ขอให้บุตรสาวอยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัย เขาช่วยลูกได้เท่านี้จริง ๆ แม้อยากจะรั้งก็รั้งไม่ได้แล้ว
ช่อผกามองแผ่นหลังของสามีอย่างไม่วางใจนัก ปกติแหวนหยกนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเขามาก ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นแล้วเขาคงไม่ถอดแหวนให้กับบุตรสาว
นลินธารามาทำงานได้ครึ่งวันก็ต้องวิ่งเข้าห้องผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อขอลางานในช่วงบ่าย เพราะแม่เพิ่งโทร. มาบอกว่ายายอาการทรุดหนัก อยากให้เธอกลับไปดูใจให้เร็วที่สุด เธอสาวเท้าเร็วออกจากห้องผู้อำนวยการแล้วรีบวิ่งไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่ในโรงจอดรถของโรงเรียน
“ครูนลิน เจ้าสิฟ่าวไปไส เจ้ากินเข่าเที่ยงแล่วเบาะ” (ครูนลิน คุณจะรีบไปไหน คุณกินข้าวเที่ยงแล้วเหรอ” ครูสอนภาษาไทยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นครูรุ่นน้องวิ่งออกมาจากห้องผู้อำนวยการอย่างเร่งรีบ
“บอจ้าบ่อทันได้กิน หนูสิฟ่าวไปโรงบาล ยายหนูป่วยหนักจ้า” (ยังค่ะ ยังไม่ได้กิน หนูจะรีบไปโรงพยาบาล ยายหนูป่วยหนักค่ะ) เสียงเธอสั่นเล็กน้อย พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง
“โอ๋ จั่งซั่นเบาะ ขับรถดี ๆ เด้อสะ” (อ้าวเหรอ ถ้าอย่างนั้นขับรถดี ๆ นะ) เห็นสีหน้าของครูสาวซีดเผือด ครูสอนภาษาไทยก็ไม่อยากถ่วงเวลา เธอจึงไม่ถามต่อ
“ค่ะ”
วันรุ่งขึ้นเขาจึงพูดกับพอใจว่า “พี่อยากไปเที่ยวบ้านพอใจโฮมสเตย์น่ะ ใจพาพี่ไปได้ไหม” “ได้ค่ะ เพราะฉันต้องไปทำงานอยู่แล้ว” “จะไม่พักบ้างเลยเหรอ” “ไม่ค่ะ อยากทำงานมากกว่า” เพราะการทำงานของเธอก็เหมือนได้ไปพัก “งั้นพี่ขอไปทำงานด้วยนะ เดี๋ยวพี่ขับรถให้เอง” กิตติ์ณัฏฐกรอาสาเพราะเขาชอบบรรยากาศที่มีป่าเขามาก ๆ อยู่แล้ว อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นฤดูฝน พืชพรรณบนภูเขาคงเขียวขจีไปหมด เขาพูดแค่นั้นเธอก็โยนกุญแจรถให้แล้ว อยากขับก็ตามใจ ถ้าเหนื่อยอย่ามาบ่นก็แล้วกัน วันนั้นทั้งวันกิตติ์ณัฏฐกรจึงต้องขับรถให้พอใจอย่างเดียว เพราะเธอต้องคอยไปต้อนรับลูกค้าที่มาพักที่บ้านพอใจโฮมสเตย์ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังจัดแจงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มกับคนงานอีกด้วย แต่เขาก็ยินดีที่ได้ขับรถเที่ยวทั้งวัน กิตติ์ณัฏฐกรทำอาชีพอิสระรับงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผน ออกแบบ ควบคุม และตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน สะพาน อาคาร ระบบขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เขาจึงสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยพื้นฐานครอบครัวของเขาท
คนที่ทำหน้าที่โปรยทานก็โปรยอย่างต่อเนื่องราวกับสายฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เหรียญโปรยทานครั้งนี้มีมูลค่ากว่าสองแสนบาท แก่นคูณกับละอองไม่ได้อยากอวดร่ำอวดรวย แต่อยากให้ทุกคนคิดว่านี่คือการทำบุญมากกว่า ได้ช่วยเหลือชาวบ้านในรูปแบบของเหรียญโปรยทานพวกเขาก็มีความสุขแล้ว นาคภาคภูมินั่งขัดสมาธิพนมมืออยู่บนรถกระบะด้วยท่วงท่าน่าเคารพนับถือ ชาวบ้านต่างกล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน “ลูกคนรวยก็อย่างนี้ละนะ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด” เลื่อม ชาวบ้านบ้านผักหนามพูดขึ้น “นั่นน่ะสิ ตอนลูกชายฉันบวชฉันก็อยากจัดงานใหญ่โตแบบนี้บ้าง” จำเนียรว่าเสริมอดปลื้มใจแทนพ่อกับแม่ของนาคภาคภูมิไม่ได้ พรรณวรจที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าจึงถือโอกาสนี้สอบถามเสียเลย “เจ้าภาพเขารวยมากเหรอคะป้า” งานวันนี้มีคนมาร่วมทำบุญกันอย่างล้นหลาม พรรณวรจกับสามีจึงทำได้เพียงเข้าไปทักทายกับเจ้าภาพในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ต้องปลีกตัวออกมาแล้ว “รวยมากค่ะ เป็นทั้งเจ้าของร้านนาดูนซาลาเปา มีตึกพาณิชย์ให้คนเช่าตั้งหลายสิบห้อง เห็นว่าตอนนี้ให้นาคภูมิดูแลทั้งหมดเลยนะคะ” เลื่อมกล่าวอย่างออกรส
“ลูกตั้งใจจะทำกี่เหรียญ” “พันเหรียญค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้ครบตามที่ได้ตั้งใจไว้เถอะ เพราะพ่อกับแม่จะไปงานบวชกับลูกด้วย” ปัณณพรเงยหน้ามองแม่ด้วยแววตาสงสัย “แม่พูดจริงเหรอคะ” “จริงสิ ความจริงที่พ่อพูดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกไป แต่เพราะพ่อเขากลัวว่าปัณจะถูกผู้ชายคนนั้นหลอกต่างหากล่ะ” พรรณวรจกล่าวต่อ “คบกับพี่เขามานานแล้วเหรอ” “แม่” ปัณณพรไม่คิดว่าแม่จะจับได้ว่าตนแอบมีแฟน “ไม่ต้องอายแม่หรอก บอกแม่มาตามตรงก็พอ” “แต่พ่อเคยบอกว่า…” “พ่อเขาก็รู้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่โกรธขนาดนี้” พูดพลางเช็ดน้ำตาให้ลูก “คบมาประมาณหนึ่งปีแล้วค่ะ” “เจอกันได้ยังไง” “หนูไปกินขนมจีบที่ร้านนาดูนซาลาเปาค่ะ เขาไปขายของช่วยพ่อกับแม่ก็เลยเจอกัน” จากนั้นพรรณวรจก็หลอกถามลูกสาวอีกหลายอย่าง จนรู้ว่าลูกสาวกับภาคภูมิไม่ได้ทำอะไรเสียหาย “แล้วเขารู้ไหมว่าลูกเป็นใคร” “รู้ค่ะ” “พ่อแม่เขาล่ะ” “เรื่องนี้หนูไม่เคยถามเขาค่ะ แต่หนูคิ
หลังจากเรียนจบปริญญาโทภาคภูมิก็กลับมาขายขนมจีบช่วยพ่อกับแม่ เขาคิดเล่น ๆ ว่าจะทำเพียงสามสี่เดือนเท่านั้นแต่ไป ๆ มา ๆ นี่ก็ขายมาได้หนึ่งปีเต็มแล้ว และอีกไม่ถึงสิบวันเขาก็จะบวชพระเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่เคยสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พ่อกับแม่ปลีกตัวไปเตรียมงานบวชลูกชาย เขาจึงได้มาเฝ้าร้านขายขนมจีบเพียงคนเดียว กับพนักงานอีกสิบห้าคน ถึงลูกค้าจะมากแค่ไหน แต่พ่อก็บแม่ก็ไม่ยอมเปิดสาขาเพิ่ม เพียงแต่พ่อกับแม่สร้างตึกใหม่เป็นสองห้องเพื่อขายขนมจีบและซาลาเปาเท่านั้น อีกทั้งชั้นสองชั้นสามของตึกพาณิชย์ยังสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย พนักงานบางคนที่บ้านอยู่ไกล พ่อกับแม่ก็ให้พักที่นี่ ตัวเขาเองถ้าวันไหนขี้เกียจเดินทางก็พักอยู่ที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน ทางด้านของปัณณพรก็อยากไปงานบวชของภาคภูมิเช่นกัน ถึงในใจจะกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่ให้ไป แต่เธอก็รวบรวมความกล้าพูดออกไปขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน “พ่อคะ แม่คะ หนูขออนุญาตไปงานบวชรุ่นพี่ได้ไหมคะ” “รุ่นพี่ที่ไหน” ปฐวีเอ่ยถามลูกสาว เพราะตั้งแต่ลูกเข้าเรีย
หลายวันต่อมาเมื่อรจนาทราบข่าวการกลับมาของละออง เธอก็นั่งร้องไห้โฮจนตาบวมไม่ยอมขายของให้แม่ทั้งวัน ลำพังแก่นคูณปฏิเสธการแต่งงานกับเธอเพราะเขาไม่รัก เธอก็เสียใจมากพอแล้ว แต่นี่เขายังกลับไปจดทะเบียนสมรสใหม่กับเมียเก่าอีก “ฮือ ๆ ๆ” รจนาร้องไห้เสียงดังนั่งกินเหล้าอยู่บนแคร่ข้างโอ่งน้ำดื่มบ้านตัวเองเพียงลำพัง โยที่กำลังเก็บเกวียนอยู่ได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ข้างรั้วจึงเดินมาดู เขาหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นรจนานั่งร้องไห้ทำปากบาน เขาจึงก้าวขาก้มศีรษะลอดรั้วไม้ไผ่มาหารจนา “ใครตายถึงได้ร้องไห้เสียงดังหนวกหูขนาดนี้” ความจริงโยทราบอยู่แล้วว่ารจนาร้องไห้ด้วยเหตุใด เพราะเขาเองก็รู้เรื่องที่รจนาโดนแก่นคูณปฏิเสธการแต่งงานเช่นกัน “ไม่ต้องมาซ้ำเติม” รจนาตวาดออก “ซ้ำเติมอะไร นี่ฉันแค่ถามว่าใครตายเท่านั้น” พูดแล้วก็หัวเราะตามหลัง “ฉันนี่แหละกำลังจะตาย พี่ไม่รู้หรือไงว่าพี่คูณจดทะเบียนสมรสใหม่กับยัยพี่อองนั่นแล้ว ฮือ ๆ” คิดมาแล้วมันช้ำใจนัก โยหัวเราะขึ้นเสียงดังกว่าเก่า ตอบออกมาเสียงเรียบว่า “รู้แล้ว” “รู้แล้วยัง
สายมากแล้วแต่แก่นคูณก็ยังไม่กลับมา น้อยนั่งรอด้วยความร้อนใจ เพราะลูกชายบอกว่าจะไปแล้วกลับภายในวันเดียว แต่ตอนนี้ก็เก้าโมงเช้าของวันใหม่แล้ว แต่ก็ยังไร้แววลูกชาย ภาคภูมิกับพอใจร้องไห้แล้วร้องไห้อีก เพราะกลัวว่าพ่อจะหนีไปอีกคน “พ่อกับแม่กลับมาแล้วค่ะพี่ภูมิ” เสียงเล็กแหลมบอกพี่ชายเสียงดัง “ไหน” “นั่นไงคะ” นิ้วป้อมน้อย ๆ ชี้ไปยังเนินเขาตรงทางขึ้นบ้าน จากนั้นทั้งสองก็วิ่งเร็วจนผมหน้าผากตั้งตรงไปยังพ่อกับแม่ “พ่อครับ” “แม่อองกลับมาแล้ว” พูดได้เท่านั้นพอใจก็เบะปากร้องไห้ พลางวิ่งไปหาแม่ ทั้งสองย่อตัวลง ละอองอุ้มพอใจ แก่นคูณอุ้มภาคภูมิเดินเข้าไปหาน้อยที่นั่งยิ้มอยู่ที่แคร่ข้างบ้าน ดีใจที่ลูกชายสามารถเอาลูกสะใภ้กลับมาฝากได้ เมื่อมีทั้งพ่อทั้งแม่ปลอบลูกทั้งสองก็หยุดร้องไห้แล้ว น้อยลุกขึ้นเดินไปรับของในมือลูกชาย ละอองเห็นแม่สามีเดินไม่ปกติจึงถามขึ้น “แม่ปวดขาอีกแล้วเหรอคะ” “อืม ปวดไม่มากหรอก แต่ก็ทำให้รำคาญก็เลยให้คูณซื้อยาที่อองเคยซื้อให้มาให้กิน” “แต่ฉันว่าแม่ควร







