ANMELDENฮั่วเหลียนเฉิงยิ้มอย่างขมขื่นและตอบว่า “ไม่ขอรับ”
ต่อให้อาจารย์ของเขาจะบอกว่ามีโอกาสสูงที่เขาจะสอบผ่าน แต่กลับมีผู้เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้มากมายเหลือเกิน และที่จริงแล้วจะมีกี่คนที่สอบผ่าน ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ต่อให้สอบผ่าน ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าอาชีพการงานจะราบรื่นเขาไม่อยากผูกมัดนางด้วยอนาคตที่ไม่แน่นอน นางไม่เหมาะสมกับเขา เมื่อเห็นความตั้งใจแน่วแน่ของลูกชาย หานซื่อก็หยุดพยายามโน้มน้าวเขา หลังจากพูดคุยกับท่านแม่แล้ว ฮั่วเหลียนเฉิงก็กลับไปที่ห้อง เก็บสัมภาระ อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย แล้วเดินไปที่ห้องครัวพร้อมกับกิ๊บดอกไม้มุกที่ซื้อให้น้องสาว ในอดีต สมัยที่ครอบครัวของเขายังยากจน เขามักจะเห็นสาวๆ ญาติๆ สวมกิ๊บดอกไม้มุกและดูมีความสุขมาก แต่เขาไม่รู้ว่าน้องสาวตัวเองจะชอบหรือไม่เขาเดินไปที่ห้องครัวแต่ไม่พบใคร จึงหันหลังเดินไปยังห้องนั่งเล่น เมื่อเข้าไปในห้อง เขาก็เห็นน้องสาวกำลังจัดโต๊ะให้เขาเรียบร้อยแล้ว วันนี้มีไข่ที่หลี่เหนียงส่งมาวางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับอาหารมื้อปกติของตระกูลฮั่ว
“พี่ชาย กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าเอาจะอาหารไปให้ท่านแม่” ฮั่วซือซือหยิบชามขึ้นมาเตรียมจะออกไป “เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า เดี๋ยวค่อยเอาหาหารไปให้ท่านแม่ทีหลัง เจ้าวางไว้ตรงนี้ก่อน” ฮั่วเหลียนเฉิงรับชามและตะเกียบจากมือของน้องสาวมาวางบนโต๊ะ“ขาแม่บาดเจ็บเยี่ยงไร”
ฮั่วซือซือตกใจกับคำถามของพี่ชาย นางไม่กล้าสบตาเขาและตอบเสียงเบา“ท่านแม่สะดุดตอนเดินอยู่ในลานบ้าน”
ฮั่วเหลียนเฉิงจ้องมองน้องสาวอย่างตั้งใจ เขาถามอีกครั้ง “สะดุดล้มกลางลานบ้านจริงรึ” ฮั่วซือซือก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมแล้วตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ” “เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถอะ ท่านแม่ได้รับบาดเจ็บอื่นๆ ได้เยี่ยงไร” เสียงของฮั่วเหลียนเฉิงเจือไปด้วยความโกรธ “ข้า... ข้าไม่รู้” ฮั่วซือซือตอบแล้วรีบวิ่งหนีไป ฮั่วเหลียนเฉิงรู้ดีว่าน้องสาวจะไม่บอกเขาถ้าเขาถามต่อ เขาจะต้องรู้เรื่องทั้งหมด ส่วนกิ๊บดอกไม้มุกนั้นเขาจะมอบให้นางพรุ่งนี้เช้า วันรุ่งขึ้นฮั่วซือซือตื่นขึ้นมาพบกิ๊บดอกไม้มุกสองดอกอยู่ข้างเตียง นางรู้สึกอบอุ่นในใจและรู้ว่าเป็นของพี่ชายนำกลับมามอบให้นาง เขามักจะนำของขวัญมาให้เสมอเมื่อกลับถึงบ้าน และครั้งนี้ก็เช่นกัน ฮั่วซือซือนึกถึงคำพูดของพี่ชายเมื่อวานนี้ นางรู้ว่าเขาอยากถามอันใด และรู้ว่าเขาโกรธ แต่นางได้สัญญากับท่านแม่ไว้แล้วว่าจะไม่บอกเขา นางรู้ว่าถึงแม้นางจะไม่บอกเขา พี่ชายก็จะหาวิธีรู้จนได้ ซือซือคิดกับตัวเองว่า ดีใจจังที่พี่ชายกลับมา ในตอนเช้า ฮั่วเหลียนเฉิงนำขนมที่ซื้อในเมืองไปที่บ้านป้าหลี่ข้างๆบ้านของเขา ป้าหลี่มักจะช่วยเหลือครอบครัวของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พ่อของเขาจากไปและเขากำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนและไม่สามารถกลับมาได้บ่อยนักต้องขอบคุณความช่วยเหลือของป้าหลี่ชีวิตของครอบครัวฮั่วจึงไม่ลำบากอีกต่อไป และเขามีเรื่องที่จะถามป้าหลี่ด้วยเช่นกัน ฮั่วเหลียนเฉิงเดินออกจากบ้านป้าหลี่ด้วยแววตาหม่นหมอง หลังจากที่รู้ความจริงทั้งหมด
หลินปิง เขาไม่ยอมปล่อยเจ้าสารเลวตัวนี้ไปแน่ ป้าหลี่บอกเขาว่าอาการบาดเจ็บของท่านแม่ของเขาเป็นเพราะหลินปิงโลภในความงามของท่านแม่และต้องการล่วงละเมิดท่านแม่ของเขาในตอนที่น้องสาวของเขาไม่อยู่บ้านท่านแม่ของเขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากหลินปิง โชคดีที่ป้าหลี่มาที่บ้านของเขาเพื่อนำผักมาให้และหยุดหลินปิงได้ มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะเลวร้ายมากกว่านี้ ฮั่วเหลียนเฉิงนึกถึงคำพูดของป้าหลี่ในใจ
“เจ้าอย่าไปเอาเรื่องกับหลินปิงเชียวนะ อย่างไรเสียเจ้าก็ยังเป็นคนนอก ผู้ใหญ่บ้านคงไม่เข้าข้างเจ้าหรอก คนในหมู่บ้านก็เป็นญาติกัน เจ้าเป็นคนมีเหตุผล เจ้าควรรู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร ฟังป้าของเจ้าแล้วปล่อยวาง ต่อไปป้าจะช่วยดูแลแม่ของเจ้าอย่างใกล้ชิด เพียงแต่เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก” เพียงเพราะพวกเขาเป็นคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับทุกสิ่งหรือ เขายังจำได้ว่าตอนที่พวกเขาเพิ่งย้ายมาที่นี่ ครอบครัวยังมีเงินเหลืออยู่บ้างผู้ใหญ่บ้านก็ประจบประแจงพวกเขา ตอนนี้พวกเขากลายมาเป็นคนยากจนแล้ว พวกเขาควรจะถูกปฏิบัติเช่นนี้หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาคงค้อวพิจารณาข้อเสนอของหลี่เหนียงอีกครั้ง
ส่วนหลินปิง ถ้าเจ้ากล้าทำ เจ้าก็ควรยอมรับผลที่ตามมา สองวันต่อมา มีข่าวใหญ่สองข่าวเกิดขึ้นในหมู่บ้านซูเจียโกว เรื่องแรกคือหลินปิงถูกกลุ่มอันธพาลรุมทำร้ายจนขาหัก นับจากนั้นหลินปิงจึงได้รับฉายาใหม่ว่า "ผิงกว้ายจื่อ" ส่วนอีกเรื่องคือฮั่วเหลียนเฉิงตระกูลฮั่วได้ขอให้แม่สื่อไปที่บ้านของหลี่เหนียงเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงาน และสู่ขอลูกสาวคนที่สองซูหรูอี้ผู้เลอโฉมแต่งเป็นภรรยาซึ่งตระกูลซูก็ตกลงหลี่เหนียงเป็นคนที่ลงมือทำในสิ่งที่นางต้องการได้รวดเร็วมาก ทันทีที่นางตัดสินใจสองพี่น้องส่งน้อง ซูว่านอิงกับซูเถียนเถียน ไปเยี่ยมซูว่านโหรว ก็เริ่มเตรียมตัวทันที
สองวันต่อมา สองพี่น้องก็สะพายตะกร้าคนละใบ ขึ้นเกวียนวัวมุ่งหน้าสู่เมืองหย่งโจว ตะกร้าสะพายหลังบรรจุอาหารและเสื้อผ้าที่หลี่เหนียงนำมาให้กับลูกสาวคนโต พร้อมด้วยเสื้อผ้าของสองพี่น้องด้วย และแน่นอนว่ามีสมุนไพรที่ซูว่านอิงเก็บมาในวันนั้นด้วย เส้นทางสู่เมืองหย่งโจวนั้นขรุขระมากจนก้นนางปวดระบม จนไม่สนใจมองวิวทิวทัศน์ เสี่ยวเถียนก็ไม่คุ้นเคยกับการนั่งเกวียนวัวเช่นกัน การเดินทางจึงเงียบผิดปกติ อาจเป็นเพราะความอึดอัด ชายชราผู้ขับเกวียนมีฝีมือดี แต่ซูว่านอิงกลับไม่สามารถนั่งให้มั่นคงได้ เขามาจากหมู่บ้านซูเจียโกวและมีเกวียนวัวเป็นของตัวเอง นอกจากฤดูทำนาที่วุ่นวายแล้ว ชายชราจะขับรถพาผู้คนไปมาระหว่างเมืองกับหมู่บ้านซูเจียโกวเพื่อหารายได้เล็กๆ น้อยๆ เขาเป็นคนใจดีและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน เมื่อหลี่เหนียงขอให้เขาพาลูกสาวสองคนของนางและคนอื่นๆ ไปที่ร้านของตระกูลหลิว หลังจากการเดินทางอันแสนลำบากกว่าครึ่งชั่วยาม ซูว่านอิงกับชาวบ้านคนอื่นๆ ก็มาถึงเมืองในที่สุด เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำเกวียนเข้าเมือง พวกเขาจึงลงจากเกวียนใกล้ประตูเมือง ทันทีที่ลงจากเกวียน ซูว่านอิงก็รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา ความรู้สึกมั่นคง ชายชราฝากเกวียนไว้ให้ใครร้านรับฝากเกวียน แล้วไปส่งสองพี่น้องที่ร้านของตระกูลหลิวส่วนตัวเขากลับไปทันที เขารู้สึกไม่สบายใจกับเกวียนของเขาและไม่กล้าออกไปนาน ร้านค้าของตระกูลหลิวตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งที่พลุกพล่านที่สุดในเมืองหย่งโจว และธุรกิจก็คึกคักอยู่เสมอ เมื่อได้เห็นถนนโบราณเหล่านี้เป็นครั้งแรก ซูว่านอิงก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นางพบว่าภาพเหล่านั้นคล้ายคลึงกับฉากในภาพวาด ริมแม่น้ำในเทศกาลเชงเม้ง อย่างมาก มีทั้งร้านค้า แผงลอย และการแสดงกายกรรมมากมาย... ซุว่านอิงกับเสี่ยวเถียนเดินเข้าไปในร้าน เสี่ยวเถียนเคยมาที่นี่มาก่อน จึงคุ้นเคยดี หลิวหย่งอัน ซึ่งกำลังต้อนรับลูกค้าอยู่ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นน้องสาวของภรรยาทั้งสองคนเดินเข้ามาฤดูวสันต์ ฤดูกาลแห่งสรรพสิ่งที่ฟื้นคืนชีพ หิมะบนหลังคาเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน ในที่สุดคดีกบฏขององค์ชายรองก็มีบทสรุปผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญในคดีกบฏขององค์ชายรองล้วนถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแล่เนื้อถลกหนัง ส่วนผู้ที่เหลือล้วนถูกเนรเทศไปยังชายแดน ทว่าด้วยความพยายามไกล่เกลี่ยช่วยเหลือของฮั่วเหลียนเฉิง ซูหรูอี้จึงรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต และถูกตัดสินให้เพียงแค่เนรเทศไปชายแดนเหนือเท่านั้นข่าวนี้แพร่สะพัดกลับไปถึงเมืองหย่งโจว หลี่เหนียงเสียใจอย่างหนักจนถึงขั้นสลบไป ซูหรูอี้คือบุตรสาวที่นางรักและทะนุถนอมมากที่สุด เมื่อต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้ หัวใจของนางเจ็บปวดเจียนตาย นางหลงลืมคำเตือนของซูว่านอิงที่เคยกำชับให้เก็บตัวเงียบๆ ไปจนสิ้น นางไม่สนแม้กระทั่งเสียงห้ามปรามของบิดาซู หอบหิ้วเถียนเถียนเดินทางเข้าเมืองหลวงมาหาซูว่านอิง คุกเข่าร้องห่มร้องไห้น้ำตาอาบหน้าอยู่เบื้องหน้านาง“ว่านอิงเอ๋ย ซูหรูอี้เป็นพี่สาวแท้ๆ ของเจ้านะ ดินแดนทางเหนืออันแสนทุรกันดารนั่นมีหิมะตกตลอดทั้งปี ไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย พี่สาวของเจ้าไม่เคยต้องทนลำบากมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย นางจะไปทนรั
แม่นางเตี๋ยอู่แห่งหอชุนอวี้ เห็นซือซือพรวดพราดเข้ามา ก็กวาดสายตามองไป๋เฉียนสลับกับซือซือพลางยิ้มอย่างรู้ทัน นางจงใจขยับกายเข้าไปเบียดชิดไป๋เฉียน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยดย้อย “คุณชายยังคงนึกถึงข้าน้อยอยู่เสมอ ถึงขั้นสั่งให้คนยกของกินมาให้ถึงที่เชียว”ซือซือรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง นางกระแทกกล่องอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง พลางเอ่ยกระแทกแดกดัน “ใกล้จะเที่ยงแล้ว พี่เตี๋ยอู่รีบกลับไปเสียเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวแดดร้อนเปรี้ยงขึ้นมา ผิวพรรณจะไหม้เกรียมเอาได้นะเจ้าคะ”บนตัวสตรีผู้นี้พกถุงหอมมากี่ใบกันเนี่ย ถึงได้ส่งกลิ่นฉุนกึกอบอวลไปทั่วทั้งห้องเช่นนี้เตี๋ยอู่ทำหูทวนลม แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายแฝง นางกระตุกชายเสื้อของไป๋เฉียนพลางออดอ้อน “คุณชายเจ้าขา แม่หนูซือซือยังบอกเองเลยว่าแดดข้างนอกมันร้อนเปรี้ยง ท่านก็รั้งให้ข้าอยู่กินมื้อเย็นด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะได้อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนแก้เบื่อให้ท่านไงเจ้าคะ”“ไม่อนุญาต”ไป๋เฉียนยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ซือซือก็ตวาดขัดขึ้นมาเสียเสียงดังลั่น ดวงตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความหึงหวง แทบอยากจะพุ่งเข้าไปจับคนทั้งสองแยกออกจากกันเดี๋
ซือซือเดินตามหลังซูว่านอิงลงจากรถม้า พอเข้าไปในห้องด้านในและถอดหมวกคลุมหน้าออก ก็เผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบริเวณหางคิ้วและหางตา ซ้ำยังมีรอยข่วนสีแดงเป็นทางยาวหลายรอยบริเวณรอยต่อระหว่างลำคอกับปลายคางซูว่านอิงค้นหายาลดอาการบวมและสลายรอยฟกช้ำบนตู้ยาของซือซือที่เต็มไปด้วยขวดยาวางเรียงราย ปกติแล้วซือซือชอบหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยาพวกนี้ ยาในตู้ล้วนเป็นยาที่นางลงมือปรุงเองตามตำราแพทย์ทั้งสิ้น“พี่สะใภ้ ตู้ชั้นที่สาม ขวดเล็กๆ สีแดงชาดขวดที่ห้าจากริมสุดนั่นแหละเจ้าค่ะ”เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นก็โชยเตะจมูก ซูว่านอิงป้ายเนื้อยาออกมาเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ทาลงบนบาดแผลของซือซือ“ซี๊ดดด”บริเวณที่บวมแดงมีรอยถลอกเล็กๆ พอสัมผัสโดนเนื้อยาที่เย็นเฉียบและแสบสัน ความเจ็บปวดก็แล่นจี๊ดขึ้นมาทันที“ทีตอนนี้ล่ะมารู้สึกเจ็บ แล้วตอนอยู่ที่สนามม้า ทำไมถึงได้ใจร้อนวู่วามปานนั้นเล่า”ซือซือกัดฟันข่มความเจ็บ พลางสบถด่าด้วยความเคียดแค้นไม่ได้รับความเป็นธรรม “พวกลูกผู้ดีเสเพลพวกนั้น อาศัยบารมีตระกูลตัวเองมาทำตัวกร่าง รังแกเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวบ้าน แถมยังมาด่าว่าข้าแส่ไม่เข้าเรื่อง หาว่าข้าเป็นแค่หมอหญิงต่ำต้อยท
ฮั่วเหลียนเฉิงผู้เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของบัณฑิต กลับยอมคุกเข่าให้นางเช่นนี้หรือ การที่นางคุกเข่าต่อหน้าเขาที่ศาลในวันนั้น เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบด้วยความโกรธแค้น แต่นางไม่เคยคิดหวังจะให้เขาต้องมาคุกเข่าขอขมานางเช่นนี้เลยเขากุมมือของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นวาบถ่ายทอดถึงกัน นัยน์ตาสีดำขลับของเขาสะท้อนภาพของนางอย่างชัดเจน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและจริงใจ“เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ข้าเคยรู้สึกดีกับพี่สาวของเจ้าจริง ทว่ามันก็เป็นเพียงความรู้สึกเลือนราง ไม่เคยล่วงเกินขอบเขตใดๆ เลย และตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานกับเจ้า ข้าก็ตัดใจจากนางได้อย่างเด็ดขาด ไม่เคยมีความรู้สึกอื่นใดหลงเหลืออยู่อีกเลย”พอพูดถึงตรงนี้ ใบหูของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อ ก่อนจะลามไปถึงลำคอ “แต่หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้า ข้าก็เริ่มใส่ใจเจ้า คอยจดจำคำพูด รอยยิ้ม และความรู้สึกของเจ้า โดยไม่รู้ตัว.. ข้าก็ตกหลุมรักเจ้าเข้าเสียแล้ว ข้าปรารถนาที่จะได้ชื่นชมความงดงามของโลกใบนี้ไปพร้อมกับเจ้า อยากจะเคียงคู่เจ้าไปจนตราบวาระสุดท้าย ทว่าเมื่อข้าต้องเข้าไปพัวพันกับศึกชิงบัลลังก์ อนาคตเบื้องหน้าช่างมืดมนและเต็มไปด้วยอันตราย ข้
นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกจูบอย่างเร่าร้อนถึงเพียงนี้ ร่างกายของนางอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรง สองมือพยายามผลักไสแผงอกกว้างของเขาอย่างสุดกำลัง ทว่าก็ไร้ผล ด้วยความร้อนใจ นางจึงตัดสินใจกัดริมฝีปากของเขาอย่างแรง จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วโพรงปากในที่สุดฮั่วเหลียนเฉิงก็ยอมผละริมฝีปากออก เขาจ้องมองนางด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำราวกับสัตว์ป่า แววตาดุดันและบ้าคลั่งของเขาทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นจนตัวสั่นทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ซุกหน้าลงซอกไซ้ริมฝีปากไปตามลำคอระหงของนาง ขบเม้มดูดดุนจนเกิดเป็นรอยรักสีแดงช้ำเป็นจ้ำๆ ซูว่านอิงพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ทว่าก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการของเขาได้ สุดท้ายนางจึงต้องยอมแพ้ ปล่อยให้เขาซุกไซ้ดูดดึงผิวเนื้อของนางตามอำเภอใจ นางพยายามกลั้นเสียงครางกระเส่าที่น่าอับอายไว้สุดฤทธิ์ กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ภายในห้องจึงหลงเหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบา และเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงของคนทั้งสองสายลมหนาวพัดกระหน่ำอยู่ภายนอก หน้าต่างที่ปิดไม่สนิทดีนักส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ ฮั่วเหลียนเฉิงจัดแจงเสื้อผ้าบนร่างให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงไปปิดหน้าต่างให้สนิท รอยแผลที่ริ
“หืม หากข้าจำไม่ผิด คุณชายฮั่วกับซูว่านอิง.. หย่าขาดกันไปแล้วไม่ใช่หรือ”สิ้นคำพูดของซูเฉียน บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันเงียบกริบลงทันตา ฮั่วเหลียนเฉิงรีบหันไปมองปฏิกิริยาของซูว่านอิงด้วยความร้อนรน เมื่อเห็นว่านางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “หนังสือหย่าฉบับนั้นเป็นเพียงแผนการเฉพาะหน้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตอนนั้นเท่านั้น อีกอย่าง หนังสือหย่าก็ยังไม่ได้ถูกนำไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการที่ศาลว่าการ ดังนั้นมันจึงไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น”ซูเฉียนยังคิดจะต่อปากต่อคำอีก ทว่าซูว่านอิงรู้ดีว่าเขาเพียงแค่ต้องการจะแก้แค้นแทนตนนางเท่านั้น แต่เมื่อเห็นว่าฮั่วเหลียนเฉิงกำลังจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา นางจึงแอบเตะขาซูเฉียนเบาๆ ใต้โต๊ะ เป็นเชิงปรามให้เขาหยุดพูดได้แล้วการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างคนทั้งสองไม่อาจเล็ดลอดสายตาของฮั่วเหลียนเฉิงไปได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นช่างลึกซึ้งและแนบแน่นเกินกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก เขาพยายามข่มเพลิงโทสะที่ลุกโชนอยู่ในใจ แล้วผุดลุกขึ้นเดินจากไปอย่างเงียบๆพอฮั่วเหลียนเฉิงลุกออกไป บรรยากาศในการสนทนาก็ดูจะผ่อนคลายและเป็นกันเ







