LOGINป๋องแป้งขี่มอเตอร์ไซค์พาบุษรินทร์ไปที่ห้องพักที่อยู่ห่างจากนี้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ห้องพักสี่เหลี่ยมขนาดกว้างคูณยาวสามเมตร มีหน้าต่างเหล็กดัดบานเกล็ดเล็กๆ พอระบายอากาศ ภายในทาสีครีมและมีร่องรอยการอยู่อาศัยมาก่อน
"คนงานเก่ามีลูกเล็กห้องเลยมีรอยขีดเขียนบ้างนะคะคุณ..."
"เรียกฉันบุษก็ได้ค่ะ ฉันอายุยี่สิบเจ็ดปี คุณน่าจะอายุมากกว่าไหมคะ"
"ค่ะ ฉันชื่อแป้งนะคะ แก่กว่าคุณบุษสามปี"
"ไม่ต้องคุณก็ได้ค่ะพี่"
"ค่ะ อ้อคืนนี้เดี๋ยวพี่จะเอาหมอนกับผ้าห่มมาให้ยืมนะคะ ไม่รู้ว่านายหัวจะซื้อมาให้หรือเปล่า แต่ตอนนี้เราแต่งตัวไปทำงานกันเถอะค่ะ"
บุษรินทร์ใส่ชุดกางเกงวอร์มเสื้อยืดคอกลมแขนยาวและได้หมวกกันแดด มีผ้าปกปิดใบหน้ามิดชิดเห็นแต่ดวงตากลมสวย ถ้าไม่มีปีกหมวกคงเหมือนกำลังคลุมฮิญาบแบบชาวมุสลิม หวังว่าคงช่วยปกป้องแสงยูวีได้ดี ถ้าหน้าไหม้เธอคงกลับไปรีวิวครีมออร่าไม่ได้แน่
"เห็นแค่ตายังสวยมากเลยนะคะ"
คำเอ่ยชมของป๋องแป้งเรียกรอยยิ้มที่ดวงตา บ่งบอกชัดว่าริมฝีปากที่ถูกผ้าปิดไว้คงฉีกยิ้มกว้าง แต่น่าสงสารสวยขนาดนี้ต้องมาทำงานฟาร์มหอยนะสิ ไม่กี่นาทีต่อมาบุษรินทร์ซ้อนท้ายรถกลับมาที่ฟาร์ม
"นี่อุปกรณ์ทำความสะอาดหอยเหรอคะ?! " ไม้กระดานกับอีโต้ ไม่ใช่ฝอยขัดหรือ?
"ใช่ค่ะน้องบุษต้องใช้ไม้พาดลงไป แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนแผ่นไม้ ดึงเชือกที่ผูกหอยขึ้นมาแล้วใช้อีโต้สับเลาะเอาเพรียงออกให้หมดเพราะถ้าไม่เอาออกมันจะเจาะกินหอยจนตาย สาหร่ายบางตัวก็เป็นอันตรายกับหอย แล้วก็ยังมีหอยอื่นๆ ที่มาเกาะด้วย เอาออกให้หมด แต่ต้องระวังอย่าสับเข้าเปลือกหอยนะ เดี๋ยวหอยจะตายเอา"
ป๋องแป้งสาธิตการทำความสะอาดหอยที่ไม่ใช่ล้างขัดด้วยน้ำยา แต่ต้องออกแรงพอสมควรในการให้มีดสับเพรียง
"ไม่ได้แกะเชือกลากขึ้นไปทำในร่มเหรอ?! "
"ไม่ใช่ ต้องถือกระดานพาดแล้วทำไปเรื่อยๆ "
พระเจ้าตอนนี้สิบเอ็ดโมงเช้าแดดเปรี้ยงขนาดนี้ ครีมกันแดดก็ไม่มีทาด้วย มากกว่ากลัวงานหนักก็คือกลัวแดดจัดนี่แหละ ครั้นจะไม่ทำเขาคนนั้นก็ยังไม่ไปไหนอีก เหมือนอยู่รอดูการเริ่มงานของเธอ ให้เขาเห็นว่าเธอไม่สู้ไม่ได้เด็ดขาด
ในแต่ละครั้งที่ใช้อีโต้สับเลาะเพรียงจากเปลือกหอย บุษรินทร์เกร็งไปหมดกลัวว่าจะสับเอานิ้วตัวเองเข้าให้ เธอหยุดสังเกตเทคนิคจากป๋องแป้ง นอกจากคอยระวังคมมีดแล้ว แสงแดดจัดยังทำให้เหงื่อไหลย้อย ร้อนระอุไปทั้งตัว ทำงานไปสลับกับปาดเหงื่อ แต่ก็ไม่ปริปากบ่น ยิ่งมองหน้านายหัวใจร้ายที่คอยมองเธอด้วยรอยยิ้มสะใจ ยิ่งต้องสู้เอาชนะเขาให้ได้
'ฉันทำได้หรอกน่า' เธอขยับปากพูดแบบไร้เสียงพร้อมตีสีหน้ากวน ทำได้สักชั่วโมงพักเหนื่อยหลายครั้ง แต่ไม่ย่อท้อในที่สุดก็เริ่มทำเร็วขึ้น ถ้าเมธาวียังไม่ไปบุษรินทร์ก็จะมองไปที่เขาเป็นระยะ
การปรากฏมาของหญิงผมหยิกยาวรูปร่างผอมเพรียว ในชุดเดรสเสื้อกล้ามลายดอก ทำเอาแรงงานสาวมือใหม่ชะงัก ผู้หญิงคนนั้นโผเข้ากอดทำท่าทางฉอเลาะแล้วหอมแก้มชายหนุ่ม เขาพูดอะไรสักอย่างขณะมองมาที่เธอ แล้วเดินนำผู้หญิงคนนั้นลงเรือไปด้วยกัน แบบนี้คงหนีไม่พ้นพาไปทำอะไรอย่างว่ากันแน่
'หื่นกามชะมัด เราเกือบเสร็จแล้วไหมล่ะ' คิดแล้วก็ใจหายเขาเกือบจะปล้ำเธอแล้ว ไม่สิเธอต่างหากที่อ่อนระทวยไปกับเขา บูุษรินทร์แก้มร้อนวูบ แต่พอหันหน้าไปทางป๋องแป้งเธอต้องสะดุดกับแววตาหมองเศร้า มองตามหลังเมธาวีราวกับคนอกหัก คงเป็นอีกคนที่หลงเสน่ห์นายหัวเมธาวีสินะ คิดแล้วก็ถอนหายใจ
จากช่วงสายจนห้าโมงเย็นจึงเก็บล้างเครื่องมือ ฝ่ามือขวาข้างที่จับมีดพองแล้วเจ็บแสบแต่ไม่มากนักแต่ข้อมือทั้งสองข้างเจ็บมากกว่า ข้างถือมีดก็ขยับมาก ข้างจับหอยก็กระเทือนตอนที่คมมีดกระทบ เธอได้แต่กุมข้อมือเอาไว้
"เจ็บมือเหรอ? "
"ค่ะพี่แป้ง" ฝ่ามืออันอ่อนนุ่ม เป็นแผลพุพองสามจุด แน่นอนว่าถ้าใช้งานอีกมันต้องแตก และเจ็บแสบมาก
"เดี๋ยวไปบ้านแช่น้ำอุ่นแล้วก็กินพาราคงดีขึ้น"
ระหว่างทั้งสองกำลังไปที่รถเครื่อง เธอเพิ่งเห็นว่าเมธาวีกลับมาอีก แต่ผู้หญิงที่เดินตามไปไม่มาด้วย พอเขาเดินเข้าหาป๋องแป้งก็ปลีกออกห่างอย่างรู้ตัว
"คุณทำความสะอาดหอยได้กี่แพ"
เขาถามด้วยน้ำเสียงเข้มอย่างคนหาเรื่อง เหมือนหงุดหงิดใจมาลงที่เธอ คนฟังจึงหน้าบึ้งใส่ก่อนตอบ
"ฉันเพิ่งหัดทำยังไม่เร็วหรอก"
ตอบอ้อมแอ้ม เพราะรู้ตัวว่าทำช้าได้น้อยกว่าครึ่งของครึ่งที่ป๋องแป้งทำได้
"ผมถามว่าได้กี่แพ ไม่ได้ถามว่าทำเร็วหรือช้า" เมธาวีขึ้นเสียงเล็กน้อย
"ไม่ถึงแพหรอกได้...ห้าสิบกว่าตัว" ตอบโดยไม่สนใจมองหน้าคนพาล ไปกับผู้หญิงมาแล้วยังมาหาเรื่องอีก
"ทั้งวันเลยนะ" / "ไม่ทั้งวัน ฉันเริ่มทำก็เกือบเที่ยงแล้ว"
"มันก็หลายชั่วโมงอยู่ ดูเหมือนว่าคุณจะถนัดเรื่องบนเตียงมากว่า" ยิ้มชั่วร้ายแบบนี้เดาได้เลยว่าเขาคงคิดว่าเธอไม่มีน้ำอดน้ำทน
"ฉันยอมลำบากแต่ไม่มีทางเปลี่ยนใจ"
"ผู้หญิงเห็นแก่เงินอย่างคุณน่ะหรือ? " น้ำเสียงชายหนุ่มมีคำดูถูกในนั้น นั่นทำให้บุษรินทร์ไม่ยอม
"ฉันเหรอเห็นแก่เงิน ฉันยอมเหนื่อยตากแดดร้อนก็ร้อนผิวเสียหมดแล้วเห็นไหม"
หญิงสาวถลกแขนเสื้อ ผิวขาวอันบอบบางของเธอเปลี่ยนเป็นคล้ำแดดภายในวันเดียว สีตัดกันกับช่วงแขนตั้งแต่ข้อมือขึ้นไป เล่นเอาเมธาวีหลุดขำริมฝีปากกระตุกยิ้ม แต่คำร้ายๆ ที่เตรียมต่อว่าเธอยังต้องจัดไปให้ครบถ้วน ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับว่าสวมรอยเป็นเมียพ่อ
"แต่คุณก็ยอมพ่อ และคุณมาหาผมเพราะจะเอาเงินพ่อ"
"ฉันขี้เกียจเถียงกับคุณแล้ว" เธออมแก้มป่องโกรธที่เขาขำ และกำลังเครียดที่หลังมือไหม้แดด
"ก็ดี ทำงานให้สนุกล่ะ แล้วอย่าคิดหนีเชียวนะ ทุกตารางนิ้วชายฝั่งที่นี่เป็นที่สัมปทานของผม โชคดีก็ถูกคนงานผมจับกลับมา แต่โชคร้ายก็ถูกจับขึ้นเรือประมง ผมคงไม่ต้องอธิบายนะว่าบนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น"
พูดทิ้งท้ายแล้วเดินไปที่เรือ ตั้งใจจะมารับเธอไปที่วิลล่า คิดว่าจะเข็ดและไม่อยากทำงานที่ฟาร์มมุก แต่ผิดคาด ก็ลองดูว่าจะทนได้นานแค่ไหน
ผ่านไปหลายวันในบ้านหลังใหญ่ เธอเปิดใจมากขึ้น เมธาวีเริ่มติดต่อหามารดาแนะนำให้รู้จักกับสะใภ้ คุณแม่แองจี้ยังสาวยังสวย จนแทบไม่อยากเชื่อว่าอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ที่สัมผัสได้คือนางใจดี มีความเป็นกันเอง แองจี้ตื่นเต้นที่จะมีหลานคนแรก และจะรีบหาโอกาสมาเยี่ยมลูกชายกับบุษรินทร์สองสัปดาห์ต่อมาบุษรินทร์เข้าครัวทำอาหารเอง โดยมีแม่บ้านสาวใหญ่คอยสอนให้ เมธาวีไว้ใจว่าเธอจะไม่หนีไปไหน จึงทิ้งเธอไว้บ้านกับสาวใช้ และออกไปดูงานบ้าง กลับมาถึงบ้านก็เดินเข้าไปกอดเมียที่รักก่อนทำอย่างอื่น ชวนเธออาบน้ำเพราะเป็นทางเดียวที่จะได้สัมผัสกายเปลือยเปล่าบุษรินทร์แกล้งทำไม่สนใจกับความเป็นชายผงาดโชว์ตอนอาบน้ำทุกวัน นิ่งและอดทนกับการเสียดสีในอ่างอาบน้ำ นับวันเขายิ่งเบียดเสียดและสัมผัสเธอมากขึ้น เมื่อปลุกอารมณ์ขึ้นมาเอง เธอก็ปล่อยให้เขาแทบก้าวขาออกจากห้องน้ำไม่ได้ เป็นแบบนี้อยู่หลายวัน“ฉันออกไปก่อนก็ได้นะคะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” เธอหันไปบอกพลางมองต่ำลงไปที่หว่างขาแล้วยิ้มเหมือนกับสะใจ ที่ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแข็งตั้งลำอยู่อย่างนั้น“อืมๆ ” เมธาวีพยักหน้า แต่ข้างในอดเคืองไม่ได้ ‘ท่องเอาไว้ เมียคือที่สุด น่ารักที่ส
อาการของบุษรินทร์ดีขึ้นหลังรักษาตัวได้สี่วัน แต่เมธาวีไม่ยอมให้เธอออกจากโรงพยาบาล จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอและลูกจะปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเขาทำเรื่องชำระค่ารักษา และอุ้มขึ้นรถตู้อย่างระมัดระวัง “คุณจะพาฉันไปไหนคุณมาร์ก? ” “กลับภูเก็ต” “บ้าหรือไง จอดรถเดี๋ยวนี้นะ” เธอจะขยับตัวแต่ถูกกอดรัดแน่น“ไว้จอดตอนถึงสนามบินนะ อย่าดิ้นสิเดี๋ยวกระทบกระเทือนถึงลูก นอนนิ่งๆ ไว้นะคนดี” “คนบ้า คุณอย่ามาทำกับฉันแบบนี้นะ” เธอได้แต่โกรธเขาเอาลูกมาขู่และคุณหมอก็บอกให้ระมัดระวังเรื่องนี้จริงๆ เธอถูกพามาขึ้นเครื่องบินเล็กส่วนตัว เขาอุ้มเธอไว้ในวงแขนโดยขู่ไม่ให้ดิ้น แม้จะขยับตัวก็ไม่ได้ จึงรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน เธอหลับไประหว่างเดินทาง คงเพราะยาที่กินทำให้ง่วงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนบนเตียงกว้างแล้ว ไม่ใช่วิลล่ากลางน้ำ เพราะในห้องเงียบเฉียบไม่มีเสียงคลื่นลมบุษรินทร์ลุกขึ้นยืนบนพื้นพรมนุ่ม ห้องนี้โทนสีครีมดูสว่าง และกว้างขวางมาก เตียงหลังใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นหรูหรา อย่างกับบ้านเศรษฐีที่เคยดูในละคร เธอเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปรอบตัวบ้าน ด้านล่างเป็นสวนกว้าง หญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ตามทางเดินร่ม
คำตอบของเขาทำให้เอวาถึงกับอึ้งไป และเธอกลับโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เบลล่าไม่ใช่คนใจร้าย รักพี่ชายมากและคงรักหลานไม่แพ้กัน ส่วนเธอก็เหมือนได้ปลดปล่อยจากสิ่งที่ค้างคาใจมานาน มีความลับบางอย่างที่บอกเมธาวีไม่ได้ และไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรมาเกือบครึ่งปีแล้ว “ดีใจด้วยนะคะพี่มาร์ก” เมื่อรู้ว่าเขามีคนอื่นที่รักมากและกำลังจะเป็นครอบครัวจึงทำให้ยิ้มออกมา และโผเข้ากอดเขาแน่น เมธาวีลูบที่หลังหญิงสาวเบาๆ “พี่ขอโทษนะ” “ไม่ต้องขอโทษค่ะ เอวาซะอีกที่ต้องขอโทษ ที่ทำให้พี่รู้สึกผิด ทั้งที่เอวาเองก็มีคนอื่นแล้ว” เขาจับเธอผละจากตัว ยิ้มดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายจิตใจเพื่อนน้องสาว“จริงเหรอเอวา? ”“จริงค่ะ เอวาบอกไม่ได้ และมันอึดอัดมากที่ต้องทำตัวใสซื่อ เป็นแฟนใจดี ปล่อยให้พี่มีผู้หญิงคนอื่น ตอนนี้เอวาดีใจมากที่รู้ว่าพี่เจอคนที่ใช่แล้ว” เมธาวีคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอด ขอบคุณที่ทางออกในตอนนี้ไม่มีใครเจ็บปวด อีกทั้งคนฆ่าบิดาได้รับผลกรรมตายตกไปตามกัน โดยที่เขาไม่ได้ลงมือเอง บุษรินทร์ขยับมือขวา และรู้สึกว่ามีมือใครบางคนเกาะกุมเอาไว้ จึงค่อยๆ เปิดเปลือกตามองไปที่ข้างเตียง เห็นเมธาวีหลับฟุบอยู่ตรงนั้น มือซ้ายของเธอมีสาย
“แจ๊คกี้ กลับรถตามคันนั้นไปเร็ว” ต้องตามติดเธอไม่ให้คลาดสายตา และไม่สนว่านายวิโรจน์จะรู้ตัว ในขณะที่ตำรวจประสานกำลังสกัดแทนการไล่ติดตาม และไม่สามารถแจ้งเมธาวีได้ทัน ภายในรถตึงเครียด บุษรินทร์ทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆ และรับฟังเสียงสบถด่าของนายวิโรจน์ ความเร็วของรถมากกว่าร้อยหกสิบและทยานขึ้นไปเกือบจะสองร้อย แต่เจ้าสัวใจโฉดยังคงสั่งเพิ่มความเร็ว อีกเธอรู้สึกเหมือนจะหัวใจวายเสียก่อนถูกยิงตาย ความเร็วของรถผ่อนลงเล็กน้อยตอนเข้าโค้งและขับฝ่าไฟแดง จนรถคันอื่นเบรกกะทันหัน เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนไปหลายคัน “นายหัวผมขับเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ มันอันตรายเกินไป”“งั้นนายจอดแล้วรีบลงมา” “ไม่ได้นะครับ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุก็ตามรถนายวิโรจน์ไม่ได้อยู่ดี” อุบัติเหตุตลอดทางทำให้การติดตามล่าช้า แต่แจ๊คกี้พยายามอย่างสุดความสามารถ“บุษรินทร์ คุณต้องปลอดภัยนะ” เมธาวีตกอยู่ในสภาพทำอะไรไม่ได้ ใช้ความเร็วในการติดตามขนาดนี้ยังไม่ทัน แล้วแบบนี้บุษรินทร์จะปลอดภัยหรือ แม้แต่ตำรวจที่คอยสกัดก็ยังหยุดรถคันนั้นไม่ได้ ‘ขอพระเจ้าโปรดคุ้มครองเธอเพื่อลูก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ชัดเจนต่อความรู้สึก ลูกผิดไปแล้วที่ไม่ปกป้อง
“โอ๊ย! ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยที ฉันอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ของเจ้าสัววิโรจน์ที่คลองหลวง จังหวัดปทุมธานีนะคะ! ” เธอโอดโอยและร้องเสียงดัง หวังว่าชาวโซเชียลจะช่วยได้ ซึ่งเป็นอย่างที่หวัง หลายคนแจ้งตำรวจตั้งแต่เริ่มมีเสียงทะเลาะ เมธาวีเองก็โทร.แจ้งสารวัตรสัญชัยตำรวจเจ้าของคดีของบิดาตั้งแต่ออกรถเช่นเดียวกัน“ฮ่าๆ ถึงกับบอกที่อยู่เหรอ ใครจะมาช่วยเธอ เทวดาเหรอ น่าเสียดายนะ ว่าคงไม่มีใครได้ยินเธอหรอก” วิโรจน์กระซิบข้างหู และมันทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหลือเกิน กลิ่นน้ำหอมของเขามันเหม็นจนทนไม่ไหว เธอพยายามดิ้นรนจากวงแขนก็ไม่เป็นผล นายวิโรจน์เหวี่ยงคนตัวเล็กลงที่เตียงแล้วนั่งลงกระชากขาเธอเข้า กระโดดคร่อมเขาไว้“ไม่อย่านะ ปล่อยฉัน พี่ปราบช่วยด้วย! ”“ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก ก่อนตายเธอก็ต้องเป็นของฉัน” “ไม่!” เจ้าสัวกระชากเสื้อสูทเธอออก ดีเหลือเกินที่มันหนาและไม่ขาดง่าย วิโรจน์เลยเปลี่ยนมาจับข้อมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้แล้วโน้มหน้าเข้าหาแต่ไม่ทันสัมผัสเนื้อตัว หญิงสาวก็สุดกลั้นด้วยอาการแพ้ท้องหนัก และเหม็นน้ำหอมนายวิโรจน์จึงตะแคงหน้าอาเจียนลงที่เตียง ทำให้วิโรจน์ถึงกับชะงัก “รังเกียจมากนักหรือ เธอไม่ม
บุษรินทร์เก็บมือถือในกระเป๋าสูท เสียงเคาะเรียกนอกห้องดังขึ้นเรื่อยๆ “ยังไม่เสร็จเลยค่ะเจ้าสัว รอบุษก่อนนะคะ” เธอร้องบอกพลางมองรอบๆ ว่าพอมีอะไรป้องกันตัวได้บ้าง แล้วถ้าเปิดออกไปปืนจ่อหัวเล่า จากจังหวะเคาะประตู รู้เลยว่าวิโรจน์ไม่สบอารมณ์เอามากๆ “คิดจะถ่วงเวลาเหรอ ยังไงคืนนี้เธอไม่รอดหรอก! ”น้ำเสียงของวิโรจน์แฝงความเข่นเขี้ยวหมายข่มขู่ เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวจงใจหลบในห้องน้ำ จากข่มใจจะค่อยๆ หลอกล่อ ชักจะมีโมโห และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะภาพในวงจรปิดที่เห็นว่าบุษรินทร์ทำอะไรบ้าง จนในที่สุดก็เกิดเรื่องแจ้งความ และตำรวจเข้าไปช่วยเมริกาออกมาได้ รู้อย่างนี้เขาฆ่าเมริกา และข่มขืนบุษรินทร์ให้ย่อยยับแต่แรกดีกว่า “ถ้าไม่ออกมาดีๆ ฉันจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามางัดลูกบิดให้กูเดียวนี้! ” เจ้าสัววิโรจน์ออกคำสั่งร้องเรียกลูกน้อง น้ำเสียงกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลายร่างจากชายสูงวัยใจดีเป็นปีศาจ บุษรินทร์ใจเต้นแรง ตกใจกลัวจนถึงกับคิดอะไรไม่ออก นอกจากความกังวลว่าปราบดาคนเดียวจะช่วยเธอได้ไหม ประตูถูกเคาะแรงขึ้นและคนด้านนอกจับลูกบิดหมุนเพื่อพยายามเปิด เธอจ้องไปอ่างล้างหน้า ซ







