Masukตะวันบ่ายคล้อยสาดแสงอ่อนๆ ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้กระทบใบหน้าของคนที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ณัฏฐนิชค่อยๆ กะพริบตาให้รับกับแสงที่สาดส่องเข้ามา ร่างบางขยับพลิกตัวเล็กน้อยระบายความเมื่อยขบ หลังจากผ่านการร้องไห้อย่างหนักเธอก็ฟุบหลับไปด้วยความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ
หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง แขนขาแทบยกไม่ขึ้น แต่เธอก็ยังพยายามเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ความเจ็บปวดตรงจุดพึงสงวนเพิ่มความรุนแรงกว่าในตอนแรก อาจเป็นเพราะเกิดการอักเสบ และดูเหมือนเธอจะมีไข้ด้วย แม้จะรู้ว่าต่อให้ล้างยังไงเธอก็คงไม่มีวันสะอาดเหมือนก่อนแล้วแต่หญิงสาวก็ยังใช้เวลาในการอาบน้ำชำระร่างกายอยู่นานสองนานก่อนจะออกมาแต่งตัว นมสดพร้อมดื่มในตู้เย็นถูกแกะออกนำมาดื่มเพื่อรองท้องแล้วจะรับประทานยาแก้ไข้ตาม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเธออาจจะอาการหนักกว่านี้ก็เป็นได้
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวถึงตาตุ่มด้านบนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนสามส่วนอีกทีเดินลงบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากนมกล่องนั้น แต่ก็ไม่ได้ปรากฏว่าหิวโหยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าต่อให้มีของกินมากมายมากองตรงหน้าเธอก็กินไม่ลงอยู่ดี แต่เพราะรู้สภาพร่างกายในตอนนี้ว่าจำเป็นต้องได้รับพลังงานเพื่อต้านอาการป่วย เธอจึงตั้งใจจะลงไปทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ ทาน แต่แล้วสองขาก็ต้องสะดุดเมื่อเสียงทุ้มห้าวที่ดังขึ้นเสียก่อน
“ลงมาได้แล้วเหรอ....นึกว่าหลับตายไปแล้วเสียอีก ฝันดีสินะที่แผนชั่วๆ สำเร็จถึงได้นอนไม่รู้จักตื่นจนสายป่านนี้” อคิราห์ในชุดลำลองที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงห้องรับแขก กล่าวประชดประชันทันทีที่เห็นหญิงสาวเดินลงมา เขามานั่งรอแม่ตัวดีนี่อยู่นานแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะเห็นแต่เขาก็ไม่คิดจะย่างกรายเข้าไปในห้องเธอด้วย เลยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อฆ่าเวลา
สายตาของหญิงสาวมองอย่างอดแปลกใจไม่น้อยที่วันนี้สามีเธออยู่บ้าน ปกติเช้ามาเขาก็ออกไปข้างนอกกลับมาอีกทีก็ดึกดื่นหรือไม่กลับมาเลยก็มี “คุณคีมมีธุระอะไรกับรัญเหรอคะ”
“ฮึ...เธอไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก ลงมาก็ดีแล้ว ฉันจะพาเธอไปบ้านคุณแม่”พูดจบชายหนุ่มก็ลุกเดินไปยังประตูทางออกทันทีปล่อยให้หญิงสาวยืนงงงวยอยู่อย่างนั้น “เร็วสิ...ยืนเซ่ออยู่ได้ ฉันไม่มีเวลาให้สำหรับคนอย่างเธอนานนักหรอกนะ” เสียงห้าวตวาดใส่เมื่อหันหลังกลับมาแล้วเห็นว่าหญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่ ณัฏฐนิชก็ก้าวเท้าตามหลังเขาโดยไม่ต่อปากต่อคำอีก
รถเก๋งสีดำคันหรูเคลื่อนตัวไปยังท้องถนนที่ทอดยาวเพื่อเดินทางไปยังบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเลนเบิร์คณัฏฐนิชนั่งเกร็งตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ คนขับที่แสยะยิ้มให้ด้วยความดูถูกดูแคลน วันนี้เขาไม่ได้ใช้รถคันที่เขาใช้อยู่ประจำด้วยยังอยู่ที่สถานีตำรวจเพราะถูกยึดไว้เมื่อคืน และยังไม่ได้จัดการไปเอากลับมาจึงใช้คันนี้แทน แต่ก็ดีแล้วล่ะเพราะเขาไม่อยากให้ผู้หญิงหิวเงินคนนี้มานั่งซ้ำรอยที่ของเพียงอัปสรที่เคยนั่งเคียงคู่กันทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเขามีไว้ให้หญิงคนรักเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทั้งคู่เดินทางมาถึงปากทางเข้าบ้านรถก็ติดไฟแดงตรงสี่แยกทางเข้าบ้านพอดี อคิราห์หันไปมองคนนั่งข้างๆ ที่ก้มหน้าก้มตาอย่างสงบเสงี่ยมด้วยความเกลียดเสียเต็มประดา รู้สึกขยะแขยงตัวเองขึ้นมาครามครันที่เผลอตัวไปเกลือกกลั้วเมื่อคืน
“ฉันอยากกินไข่ปิ้งลงไปซื้อให้หน่อย”
“เอ่อ...แต่ว่า” ณัฏฐนิชทำหน้าไม่แน่ใจกับคำสั่ง และที่สำคัญรถก็ติดไฟแดงอยู่ด้วยไม่แน่ใจว่าทันเวลาไหมเมื่อมองไปยังแผงขายสิ่งที่เขาต้องการก็อยู่ไกลพอสมควรแถมยังมีคนเข้าคิวรออยู่หลายคนด้วย
“ทำไม...เรื่องแค่นี้ทำให้ผัวไม่ได้หรือไง” ริมฝีปากบางถูกเม้มเข้าหากันทันทีกับคำแสลง ใบหน้านวลแดงระเรื่อกับสรรพนามที่เขาใช้ หญิงสาวไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดจึงตัดสินใจเปิดประตูรถเดินไปซื้อสิ่งที่เขาอยากได้ทันที
ณัฏฐนิชที่กำลังเข้าคิวรอซื้อไข่ปิ้งหันไปดูตรงถนนทันทีที่ได้ยินเสียงรถออกตัวดังกระหึ่ม และแล้วเธอก็พบว่ารถคันหรูของสามีออกตัวไปแล้วพร้อมกับรถหลายร้อยคันที่ต่างเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพราะดวงไฟสีเขียวดีดสว่างขึ้นแทนที่ไฟแดงเมื่อครู่แล้ว หญิงสาวเอามือกุมอกที่สั่นระรัว นี่เขาหลอกทิ้งเธอไว้ที่นี่หรือ
ยังไม่ทันจะคิดทำอะไรต่อเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวควานคว้ากดปุ่มรับทันที
‘สงสัยเธอคงต้องเดินเข้าบ้านฉันแล้วล่ะณัฏฐนิช...เธออยากช้าเองนี่พอไฟเขียวขึ้น ฉันเลยต้องรีบ แล้วในซอยนี้มันก็แคบรถก็เยอะจอดรอเธอไม่ได้หรอก รีบตามมานะ อย่าช้าล่ะ อ้อ...ไข่ปิ้งนั่นน่ะฉันไม่กินแล้ว ไม่ต้องซื้อมา’
เสียงต้นสายขาดหายไปแล้วพร้อมกับสัญญาณการติดต่อ หญิงสาวแทบทรุดลงตรงนั้นไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มที่รูปร่างดีหน้าตาหล่อเหลาการศึกษาสูง หน้าที่การงานก็ดีจะใช้วิธีนี้กลั่นแกล้งเธอ ใจจริงอยากหันหลังกลับบ้านแต่ก็รู้ดีว่าทำอย่างนั้นก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว เขาจะยิ่งโกรธและอาจจะหาวิธีเลวร้ายกว่านี้จัดการเธอ
ณัฏฐนิชถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก็มองไปยังถนนที่จะนำเธอไปยังบ้านเลนเบิร์ค แม้จะมาที่นี่ไม่กี่ครั้งเธอก็พอจะรู้ว่าในซอยนี้มีแต่บ้านคนรวยๆ ทั้งนั้นรถรับจ้างจึงหาได้ยากเพราะใช้รถส่วนตัวกันหมด แล้วบ้านแม่สามีเธอก็อยู่ไกลออกไปเกือบหนึ่งกิโล ร่างกายเธอก็อ่อนแอเต็มทีหากต้องเดินไปไกลขนาดนั้นไม่รู้ว่าจะทนไหวหรือเปล่า แต่เมื่อไม่มีทางเลือกสองเท้าจึงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความอ่อนใจ
หญิงสาวใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยด้วยความร้อน ดวงอาทิตย์ช่างไม่เป็นใจกับเธอเลย เมื่อคืนมีพายุหนักแท้ๆ วันนี้กลับมีแดดจ้าบวกกับเสื้อผ้าที่ใส่ปกคลุมมิดชิดยิ่งเพิ่มอุณหภูมิเข้าไปอีก ร่างกายก็ปวดเมื่อยไปหมดโดยเฉพาะใจกลางลำตัวยิ่งปวดแปลบทุกย่างที่ก้าวเดิน แต่เมื่อมองไปข้างหน้าใจดวงน้อยก็ชื้นขึ้นมานิดนึง จุดหมายปลายทางของเธอใกล้เข้ามาแล้ว บ้านหลังใหญ่ราวกับวังโดดเด่นตระหง่านอยู่ไม่ไกล ณัฏฐนิชเริ่มยิ้มออก
“!!”เสียงห้ามล้อดังขึ้นใกล้ๆ ขณะเธอทำท่าจะเดินต่อ หญิงสาวจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ
“ขึ้นมาสิ...เร็วเข้า” คนข้างในลดกระจกลงออกคำสั่ง
“คุณคีม...” เสียงใสแจ๋วแต่ทว่าเล็ดลอดออกมาแผ่วเบาอุทานเรียกชื่อสามี นี่เขาจะเล่นตลกอะไรกับเธออีก ปล่อยให้เดินจวนจะถึงอยู่แล้วก็โผล่จากไหนไม่รู้มาบอกให้ขึ้นรถ
“จะยืนมองอีกนานไหน...บอกให้ขึ้นมา” อคิราห์ออกอาการหงุดหงิดทันที เขามาดักรอเธออยู่ตรงทางแยกตั้งแต่ที่หญิงสาวเดินผ่านนานแล้ว อากาศก็ร้อนอบอ้าวถึงจะอยู่ในแอร์ก็เถอะแต่การรอคอยเป็นอะไรที่เขาไม่ชอบสักนิด นี่ถ้าไม่กลัวมารดาฉีกอกเข้าล่ะก็ อย่าได้หวังเลยว่าเขาจะมีเศษน้ำใจเจือจุนให้
หญิงสาวที่ยืนบนถนนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายแล้วก็ต้องเดินมาเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถตามคำสั่ง และแล้วชายหนุ่มก็เคลื่อนรถไปยังบ้านหลังใหญ่ของมารดาทันที
สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างความหนาวเหน็บให้กับหญิงสาวที่กำลังนั่งชันเข่ากอดตัวเองไว้ด้วยมือเล็กๆ ทั้งสองข้างยิ่งนัก ณัฏฐนิชยามนี้ถูกพิษไข้รุมเร้าอย่างหนัก ปากบางซีดเผือดและแห้งผากจนเป็นขุยสีขาว แม้จะไม่โดนฝนโดยตรงเพราะได้ศาลาหลังน้อยช่วยบดบังไว้ให้ แต่ก็ยังมีละอองบางๆ พัดมาเกาะตามตัวจนชื้นไปหมด นาฬิกาข้อมือที่เธอคอยมองทุกๆ ห้านาทีบอกเวลาสองทุ่มกว่า คนที่บอกให้รอก็ยังไม่มารับสักที ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเธอคงไม่ได้ไปฮันนีมูนที่ยุโรปดังที่อคิราห์บอกกับแม่สามีไว้อย่างแน่นอน เพราะเขาบอกว่าเครื่องจะขึ้นตอนสองทุ่มแต่นี่มันเลยเวลามาพอสมควรก็หมายความว่าเขาโกหก แต่เพราะเหตุใดและเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่นั้นเธอไม่อาจรู้ได้ ท้องฟ้าที่มืดมิดกับสถานที่อันแสนเปลี่ยวในคืนฝนตกยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้ณัฏฐนิชมากขึ้น เธอนั่งรอเขาตั้งแต่บ่ายจนนี่ก็ย่ำค่ำแล้วหรือเขาจะหลอกมาทิ้งไว้จริงๆ แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ ยิ่งมืดรถที่ผ่านไปมาก็ยิ่งมีน้อย แถมยังมีไข้ขึ้นสูงเสียด้วย ที่สำคัญตอนนี้เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่มีสักนิดเพราะตั้งแต่เช้ามาข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้องเลยเมื่อรู้ว่าตัวเองคงหมดสิ้นหนทางเสี
อคิราห์นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแฟนสาว ทันทีที่รู้เพียงอัปสรแค่นั่งร้องไห้นิ่งๆ ไม่พูดไม่จา แต่เขารู้ว่าเธอเจ็บจนพูดไม่ออกต่างหาก เขาเองก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทั้งสองกอดกันและร้องไห้กันด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ในตอนนั้นชายหนุ่มคงทำได้เพียงสัญญาว่า...ต่อให้เขาต้องแต่งงานหรืออยู่กับผู้หญิงคนอื่นไปชั่วชีวิต แต่ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะอยู่ในใจเขาและเป็นคนที่เขารักไปจนชั่วนิรันดร์จะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น...เพียงอัปสรและแล้ววันแต่งงานก็มาถึงในอีกเพียงสามวันหลังจากนั้น จิตใจของเจ้าบ่าวไม่ได้จดจ่ออยู่ที่งานแต่งของตัวเองหรือเจ้าสาวแสนสวยที่ใครๆ ต่างปลาบปลื้ม มันกลับโบยบินไปหาหญิงสาวอีกคนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของเขาต่างหาก ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่วันที่จากกันเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองใช้อากาศในการหายใจน้อยลงทุกที ในคืนพิธีนั้นเขาเพียรโทร. หาเพียงอัปสรหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย ความร้อนรุ่มเป็นห่วงคนรักทำให้แทบอยากจะยกเลิกงานแต่งงานให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ในขณะที่เขากำลังกังวลสุดขีดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแค่เพียงกดรับสาย...วินาทีนั้นเขาก็แทบล้มทั้งยืน เจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.
สองหนุ่มสาวที่ขับรถออกมาจากบ้านเลนเบิร์คยังคงเล่นสงครามเย็นมาตลอดทาง ไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากคนทั้งคู่ ณัฏฐนิชถึงจะอยากรู้เรื่องที่เขาคุยกับมารดาแต่เธอไม่ได้ปริปากถาม คงนั่งนิ่งเป็นหุ่นตุ๊กตาอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อรถเลี้ยวออกนอกเส้นทางที่จะกลับบ้านเธอก็หันมองหน้าเขานิดหนึ่งคิดอยากสอบถามว่าจะพาไปไหนกันแน่ แต่เมื่อตรึกตรองถึงคำตอบก็เลือกที่จะนั่งเงียบดีกว่า ผู้หญิงอย่างเธอมันไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับเขา อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นเพราะดูท่าฝนจะตกลงมาอีกในไม่ช้า บวกกับแรงเป่าของแอร์ภายในตัวรถทำให้หญิงสาวต้องใช้มือกกกอดตัวเองเอาไว้เพราะความหนาว อาการป่วยของเธอเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นแล้ว อคิราห์ยังคงขับรถไปเรื่อยๆ ถนนดูโล่งขึ้นเพราะห่างจากในตัวเมืองมาพอสมควร ชายหนุ่มทอดมองไปด้านหน้าเห็นศาลาที่พักริมทางหลังหนึ่งจึงชะลอรถเทียบจอด “ฉันจะไปทำธุระเธอคอยที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยบอกอย่างไม่ใส่ใจ“เอ่อ...มันเปลี่ยวนี่ค่ะ รัญกลัวให้รัญกลับแท็กซี่ก็ได้ค่ะ” ณัฏฐนิชต่
“ตาคีมหนูรัญไปยังไงมายังไงถึงแวะมาที่นี่ได้จ๊ะ” ชลาพรมารดา ของอคิราห์เดินทักทายยิ้มร่าเข้ามายังห้องรับแขกที่ลูกชายและลูกสะใภ้นั่งรออยู่ ทั้งสองยกมือไหว้ ผู้เป็นแม่ดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นเคียงคู่กันมาเพราะปกติแล้วอคิราห์จะมาคนเดียวตลอดนี่แสดงว่าเวลาสามเดือนที่ผ่านมาอะไรๆ ที่นางหวังไว้เริ่มจะเห็นผลขึ้นมาบ้างแล้ว“นั่งก่อนนะครับคุณแม่...ไม่สบายอยู่ไม่ต้องรีบเดินก็ได้” ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปประคองมารดา“แม่ไม่เป็นไรหรอก...หนูรัญสบายดีเหรอจ๊ะ ดูหน้าแดงๆ นะ” เมื่อลูกชายประคองให้นั่งก็ไถ่ถามทุกข์สุขลูกสะใภ้ทันที“เอ่อ...”“ลูกสะใภ้คุณแม่ก็หน้าแดงทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...ข้าวใหม่ปลามันทำยังไงได้ล่ะครับ” ชายหนุ่มชิงตอบเสียก่อนด้วยกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องที่เขากลั่นแกล้งฟ้องมารดา ถ้อยขำหยิกแกมหยอกทำให้ชลาพรยิ้มรื่นความหวังจะให้ณัฏฐนิชมาแทนที่ผู้หญิงคนนั้นดูท่าจะไปได้สวย ก็ลูกสะใภ้คนนี้ทั้งสวยทั้งเก่งแทบทุกด้าน ความน่ารักอ่อนหวานนั้นคงแทรกซึมเข้าในหัวใจลูกชายนางบ้างล่ะ ถึงจะยังไม่ลืมเพียงอัปสรในตอนนี้แต่อยู่ไปนานๆ คนที่ตายไปแล้วก็ย่อมไม่มีความหมายอะไรอีกจบสิ้นกันเสียที... “ที่ผมมาวันนี้....จะมาบอกค
ตะวันบ่ายคล้อยสาดแสงอ่อนๆ ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้กระทบใบหน้าของคนที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ณัฏฐนิชค่อยๆ กะพริบตาให้รับกับแสงที่สาดส่องเข้ามา ร่างบางขยับพลิกตัวเล็กน้อยระบายความเมื่อยขบ หลังจากผ่านการร้องไห้อย่างหนักเธอก็ฟุบหลับไปด้วยความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง แขนขาแทบยกไม่ขึ้น แต่เธอก็ยังพยายามเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ความเจ็บปวดตรงจุดพึงสงวนเพิ่มความรุนแรงกว่าในตอนแรก อาจเป็นเพราะเกิดการอักเสบ และดูเหมือนเธอจะมีไข้ด้วย แม้จะรู้ว่าต่อให้ล้างยังไงเธอก็คงไม่มีวันสะอาดเหมือนก่อนแล้วแต่หญิงสาวก็ยังใช้เวลาในการอาบน้ำชำระร่างกายอยู่นานสองนานก่อนจะออกมาแต่งตัว นมสดพร้อมดื่มในตู้เย็นถูกแกะออกนำมาดื่มเพื่อรองท้องแล้วจะรับประทานยาแก้ไข้ตาม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเธออาจจะอาการหนักกว่านี้ก็เป็นได้หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวถึงตาตุ่มด้านบนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนสามส่วนอีกทีเดินลงบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากนมกล่องนั้น แต่ก็ไม่ได้ปรากฏว่าหิวโหยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าต่อให้
แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างภายในห้องนอนสุดหรู ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ ค่อยๆ ยันตัวเองลุกนั่งทั้งที่สองตายังหลับสนิท แต่เพราะถึงเวลาที่นอนจนเต็มอิ่มวงจรร่างกายก็สั่งการให้ต้องตื่นโดยอัตโนมัติ ร่างหนาบิดตัวไปมาขับไล่ความปวดเมื่อยพร้อมๆ กับลืมตารับวันใหม่ แต่สิ่งที่สองตาเห็นในแรกอรุณนั้นทำให้เขาตกใจจนตาค้าง “เอ๊ย...อะไรกันเนี่ย...ณัฏฐนิชเธอมานอนห้องฉันได้ยังไง” เขาใช้มือผลักร่างเล็กที่นอนสงบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอยังไม่มีทีท่าว่าจะกระดิกตัว แผ่นหลังขาวสะอ้านเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นผ้านวมผืนหนามันอธิบายอะไรๆ ได้เป็นอย่างดี“ณัฏฐนิชตื่นเดี๋ยวนี้... อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนเธอ...” เหตุการณ์ต่างๆ ในค่ำคืนที่ผ่านมาเริ่มหลั่งไหลสู่ความทรงจำ ชายหนุ่มถึงกับเลือดขึ้นหน้า สายตาคมดุเอาเรื่องกับคนที่เริ่มทุลักทุเลลุกขึ้นเพราะโดนผลักเสียเต็มแรงเมื่อครู่“แพศยา!!!!...เป็นแผนของเธอใช่ไหม...เธอรอโอกาสฉันเมาเพื่อจะให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม อยากเป็นเมียฉันจนตัวสั่นเลยเหรอ ฮึ...ผู้หญิงสารเลว”“...” เสียงด่าทอกู่ก้องปลุกณัฏฐนิชจากนิทราอันล้ำลึกทันที หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งกลัวจนตัวสั่นเมื่อเห็นสามี







