Masukแสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างภายในห้องนอนสุดหรู ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ ค่อยๆ ยันตัวเองลุกนั่งทั้งที่สองตายังหลับสนิท แต่เพราะถึงเวลาที่นอนจนเต็มอิ่มวงจรร่างกายก็สั่งการให้ต้องตื่นโดยอัตโนมัติ ร่างหนาบิดตัวไปมาขับไล่ความปวดเมื่อยพร้อมๆ กับลืมตารับวันใหม่ แต่สิ่งที่สองตาเห็นในแรกอรุณนั้นทำให้เขาตกใจจนตาค้าง
“เอ๊ย...อะไรกันเนี่ย...ณัฏฐนิชเธอมานอนห้องฉันได้ยังไง” เขาใช้มือผลักร่างเล็กที่นอนสงบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอยังไม่มีทีท่าว่าจะกระดิกตัว แผ่นหลังขาวสะอ้านเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นผ้านวมผืนหนามันอธิบายอะไรๆ ได้เป็นอย่างดี
“ณัฏฐนิชตื่นเดี๋ยวนี้... อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนเธอ...” เหตุการณ์ต่างๆ ในค่ำคืนที่ผ่านมาเริ่มหลั่งไหลสู่ความทรงจำ ชายหนุ่มถึงกับเลือดขึ้นหน้า สายตาคมดุเอาเรื่องกับคนที่เริ่มทุลักทุเลลุกขึ้นเพราะโดนผลักเสียเต็มแรงเมื่อครู่
“แพศยา!!!!...เป็นแผนของเธอใช่ไหม...เธอรอโอกาสฉันเมาเพื่อจะให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม อยากเป็นเมียฉันจนตัวสั่นเลยเหรอ ฮึ...ผู้หญิงสารเลว”
“...” เสียงด่าทอกู่ก้องปลุกณัฏฐนิชจากนิทราอันล้ำลึกทันที หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งกลัวจนตัวสั่นเมื่อเห็นสามีของเธอบัดนี้หน้าตาแดงก่ำด้วยความโกรธ มือสองข้างกำหมัดแน่นเสียจนเส้นเลือดปูดโปนสายตาที่มองมานั้นแทบจะฉีกเธอออกเป็นชิ้นๆ ก็ว่าได้ ร่างบางขยับหนีด้วยความตื่นตระหนกแต่ความเร็วของอสูรร้ายก็มีมากกว่า อคิราห์คลานเข่าเข้าไปจับหญิงสาวด้วยมือทั้งสองข้างแล้วเหวี่ยงลงจากเตียงเต็มแรง จนร่างเปลือยเปล่าหลุดพ้นจากผ้าห่มแล้วหล่นตุ๊บกลิ้งเกลือกลงบนพื้น
“โอ๊ย!!...คุณคีมมันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะคะ คุณกำลังเข้าใจผิด” ความเจ็บปวดที่สะโพกกระแทกพื้นอย่างจังยังไม่เทียบได้กับความปวดร้าวตรงจุดกลางใจสาวที่ถูกรุกรานแบบไม่ปราณีเมื่อคืน อีกทั้งร่างกายก็เมื่อยขบเจ็บระบมไปหมด แรงเหวี่ยงของคนตัวใหญ่ที่มีไม่น้อยส่งผลให้หญิงสาวยิ่งปวดร้าวทั่วทั้งกาย
ณัฏฐนิชถึงกับร้องไห้โฮกับความป่าเถื่อนที่เขามอบให้ เจ็บตัวยังไม่เท่าไหร่แต่หัวใจของเธอนี่สิมันร้าวระบมจนแทบจะหยุดเต้นอยู่แล้ว “มารยาสาไถย...ผู้หญิงกาลกินี...เพราะเธอคนเดียวขิงถึงต้องตาย แล้วนี่เธอยังจะคิดแทนที่เขาใช้แผนชั่วๆ แบบนี้กับฉันอีก ฉันเกลียดเธอณัฏฐนิช เกลียดเธอได้ยินไหม ออกไป!!! ไปสิ!!!” ชายหนุ่มย่างสามขุมออกไปหยิบผ้าขนหนูมาพันกายลวกๆ แล้วจึงเข้ามาจับณัฏฐนิชผลักไสให้ออกไปจากห้องเขาโดยเร็ว หญิงสาวกระเด็นไปตามแรงผลักทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ เสียงสะอื้นปานจะขาดใจไม่สามารถหยุดความป่าเถื่อนของสามีเต็มตัวได้สักนิด
สายตาคมแฉลบมองไปยังสมรภูมิรักเมื่อคืนที่เขาแทบจำอะไรไม่ได้เลย ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหลักฐานเปื้อนคาที่นอน เดาได้ไม่ยากว่ามันคือผลงานของเขาเอง ความโกรธเกรี้ยวยิ่งเพิ่มทวีคูณ ไม่ได้แยแสต่อความเจ็บปวดที่เขาทำลายลง แม้ผ้าปูที่นอนนั้นจะบอกได้เป็นอย่างดีว่าเธอถูกเขาทำร้ายเท่าไหร่ ตาคมดุหันไปมองรูปคนรักรูปใหญ่ที่ยืนกอดอกส่งยิ้มให้มาด้วยความสำนึกผิด “ขิง...ผมขอโทษ” ชายหนุ่มก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่ไหลปริ่มคลอเบ้า เสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่สามารถรักษาสัญญากับคนรักที่จากไปได้ ผ้าปูที่นอนถูกคว้าแล้วรวบถลกออก หน้าเหี้ยมเกรียมหันกลับไปมองจำเลยสาวที่กำลังพยายามพยุงตัวยืน ผ้าปูที่นอนเจ้าปัญหาที่เต็มไปด้วยราคะและความสูญเสียของเธอถูกปาใส่หญิงสาวทันที มือใหญ่ยกขึ้นชี้หน้าสาดคำด่าทอใส่ไม่ยั้ง
“เอาไปทิ้งซะ...หลักฐานความโสโครกของเธอ...ถึงขนาดลงทุนเอาความซิงมาสังเวย คิดจะมาแทนที่ขิงอยากเป็นเมียสมบูรณ์แบบเพื่อจะฮุบสมบัติบ้านฉัน...คิดตื้นๆ ไปหน่อยนะณัฏฐนิชนอนกอดทะเบียนสมรสของเธอไปเถอะ ผู้หญิงที่จิตใจต่ำช้าแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเพื่อเงิน ทำให้คนดีๆ ต้องตายไปทั้งคนคิดเหรอว่าจะมีผู้ชายหน้าโง่ที่ไหนมันเอาทำพันธุ์ ออกไปสิ ไป!!! แล้วไม่ต้องเข้ามาเหยียบที่ห้องนี้อีก เธอไม่มีสิทธิ์จะเข้ามาที่นี่ ฉันไม่อยากให้ขิงเห็นหน้าเธอ”
“รัญ...ไม่...” เธอส่ายหน้าทั้งน้ำตาที่พร่างพราว เจ็บกว่าการถูกทำร้ายก็คือการถูกป้ายสีความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อนี่แหละ ทั้งยังไม่อาจแก้ต่างใดๆ ให้ตัวเองได้เลย
“บอกให้ออกไปไงเล่า...หน้าด้านยืนแก้ผ้าอยู่ได้ ไม่ต้องมาสำออยให้เห็น ฉันไม่หลงกลเธอหรอก...แพศยาที่สุด”
จะพูดอะไรไปก็คงไร้ความหมาย สำหรับเขาเธอคือตัวถ่วงมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฉะนั้นต่อให้ร้องไห้หรือพร่ำรำพันอะไรออกไปเธอก็ผิดอยู่วันยังค่ำร่างบอบบางกอดผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตาแต่เต็มไปด้วยราคีไว้แนบอกเพื่อปกปิดร่างเปลือยของตัวเอง แล้วเดินกะเผลกออกไปตามมือของเขาที่ชี้ไปยังประตูเพื่อขับไล่เธอไปโดยเร็ว ณัฏฐนิชหอบความปวดร้าวเดินออกไปจนพ้นประตู เมื่อประตูบานนั้นปิดลงร่างบางถึงกับทรุดฮวบลงตรงนั้นปล่อยโฮสะอื้นไห้อย่างไม่อายใคร ชีวิตของลูกผู้หญิงทุกคนย่อมจะใฝ่ฝันได้แต่งงานครองคู่กับคนที่รัก และเธอก็เช่นกันแต่ความฝันก็คือความฝันมันห่างไกลเหลือเกินกับความเป็นจริง ความฝันนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับผู้หญิงคนนี้ แค่เริ่มต้นความร้าวรานก็มาเยือนเธอเสียแล้ว สองมือน้อยกอดกายตัวเองไว้แน่นเพื่อปลอบประโลม ถึงจะทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไหนเธอก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ ดังนั้นจงลุกขึ้นเถิดณัฏฐนิช...ลุกขึ้นสู้เผื่อว่าสักวันนึงโชคดีจะเป็นของเธอบ้าง
ทางด้านอคิราห์ในตอนนี้อาการไม่ได้ต่างจากหญิงสาวด้านนอกเลย ความรู้สึกผิดเกาะกินหัวใจแทบจะมองหน้าคนรักในรูปไม่ติด เขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นต่อหน้าเธอได้อย่างไรกัน ป่านนี้ดวงวิญญาณของเพียงอัปสรคงร้องไห้คร่ำครวญเสียใจกับสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นแน่ ฝ่ามือใหญ่ตบหน้าผากตัวเองสองสามครั้งก่อนจะเสยผมลวกๆ แล้วเดินไปยังรูปของหญิงคนรักที่เป็นรูปใหญ่ที่สุด
“ขิงผมขอโทษ...ผมผิดไปแล้ว แต่คุณไม่ต้องกลัวไปนะ ถึงอย่างไรหัวใจผมก็มีแต่คุณเท่านั้น เรื่องเมื่อคืนสำหรับผมไม่ได้มีความหมายอะไร คุณรู้ใช่ไหมว่าผมเมา...แล้วผู้หญิงคนนั้นก็วางแผนมาก่อนแล้ว ผมไม่น่าพลาด...คุณอย่าเสียใจไปเลยขิง ผู้หญิงคนนั้นพรากเราสองคนจากกัน ทำให้คุณจากผมไปไม่มีวันกลับ ทำให้ความสุขทุกอย่างในชีวิตผมล่มสลายไปในพริบตา ผมจะไม่มีวันปล่อยให้แม่นั่นเอ้อระเหยลอยหน้าลอยตาอย่างมีความสุขเด็ดขาด เขาจะต้องรับผิดชอบสิ่งที่ก่อเอาไว้
ขิง...ผมสัญญาว่าผู้หญิงแพศยาคนนั้นจะต้องเจ็บปวดกว่าเราสองคนเป็นร้อยเท่าพันเท่า” ใบหน้าคมคายเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้มองสาวสวยที่อยู่ในฉากใหญ่เบื้องหน้า ต่อจากนี้ไปเขาจะได้เห็นเธอแค่ในรูปเท่านั้นแล้วสินะ ไม่มีวันได้กกกอดเนื้อนุ่มปันป้อนคำรักให้แก่กันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสูญเสียไปเป็นเพราะมีณัฏฐนิชเข้ามาในชีวิตนั่นเอง....ดังนั้นเมื่อความสุขของเขาไม่มีวันหวนกลับมา ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ควรมีความสุขไปตลอดกาลเช่นกัน
สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างความหนาวเหน็บให้กับหญิงสาวที่กำลังนั่งชันเข่ากอดตัวเองไว้ด้วยมือเล็กๆ ทั้งสองข้างยิ่งนัก ณัฏฐนิชยามนี้ถูกพิษไข้รุมเร้าอย่างหนัก ปากบางซีดเผือดและแห้งผากจนเป็นขุยสีขาว แม้จะไม่โดนฝนโดยตรงเพราะได้ศาลาหลังน้อยช่วยบดบังไว้ให้ แต่ก็ยังมีละอองบางๆ พัดมาเกาะตามตัวจนชื้นไปหมด นาฬิกาข้อมือที่เธอคอยมองทุกๆ ห้านาทีบอกเวลาสองทุ่มกว่า คนที่บอกให้รอก็ยังไม่มารับสักที ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเธอคงไม่ได้ไปฮันนีมูนที่ยุโรปดังที่อคิราห์บอกกับแม่สามีไว้อย่างแน่นอน เพราะเขาบอกว่าเครื่องจะขึ้นตอนสองทุ่มแต่นี่มันเลยเวลามาพอสมควรก็หมายความว่าเขาโกหก แต่เพราะเหตุใดและเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่นั้นเธอไม่อาจรู้ได้ ท้องฟ้าที่มืดมิดกับสถานที่อันแสนเปลี่ยวในคืนฝนตกยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้ณัฏฐนิชมากขึ้น เธอนั่งรอเขาตั้งแต่บ่ายจนนี่ก็ย่ำค่ำแล้วหรือเขาจะหลอกมาทิ้งไว้จริงๆ แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ ยิ่งมืดรถที่ผ่านไปมาก็ยิ่งมีน้อย แถมยังมีไข้ขึ้นสูงเสียด้วย ที่สำคัญตอนนี้เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่มีสักนิดเพราะตั้งแต่เช้ามาข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้องเลยเมื่อรู้ว่าตัวเองคงหมดสิ้นหนทางเสี
อคิราห์นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแฟนสาว ทันทีที่รู้เพียงอัปสรแค่นั่งร้องไห้นิ่งๆ ไม่พูดไม่จา แต่เขารู้ว่าเธอเจ็บจนพูดไม่ออกต่างหาก เขาเองก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทั้งสองกอดกันและร้องไห้กันด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ในตอนนั้นชายหนุ่มคงทำได้เพียงสัญญาว่า...ต่อให้เขาต้องแต่งงานหรืออยู่กับผู้หญิงคนอื่นไปชั่วชีวิต แต่ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะอยู่ในใจเขาและเป็นคนที่เขารักไปจนชั่วนิรันดร์จะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น...เพียงอัปสรและแล้ววันแต่งงานก็มาถึงในอีกเพียงสามวันหลังจากนั้น จิตใจของเจ้าบ่าวไม่ได้จดจ่ออยู่ที่งานแต่งของตัวเองหรือเจ้าสาวแสนสวยที่ใครๆ ต่างปลาบปลื้ม มันกลับโบยบินไปหาหญิงสาวอีกคนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของเขาต่างหาก ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่วันที่จากกันเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองใช้อากาศในการหายใจน้อยลงทุกที ในคืนพิธีนั้นเขาเพียรโทร. หาเพียงอัปสรหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย ความร้อนรุ่มเป็นห่วงคนรักทำให้แทบอยากจะยกเลิกงานแต่งงานให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ในขณะที่เขากำลังกังวลสุดขีดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแค่เพียงกดรับสาย...วินาทีนั้นเขาก็แทบล้มทั้งยืน เจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.
สองหนุ่มสาวที่ขับรถออกมาจากบ้านเลนเบิร์คยังคงเล่นสงครามเย็นมาตลอดทาง ไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากคนทั้งคู่ ณัฏฐนิชถึงจะอยากรู้เรื่องที่เขาคุยกับมารดาแต่เธอไม่ได้ปริปากถาม คงนั่งนิ่งเป็นหุ่นตุ๊กตาอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อรถเลี้ยวออกนอกเส้นทางที่จะกลับบ้านเธอก็หันมองหน้าเขานิดหนึ่งคิดอยากสอบถามว่าจะพาไปไหนกันแน่ แต่เมื่อตรึกตรองถึงคำตอบก็เลือกที่จะนั่งเงียบดีกว่า ผู้หญิงอย่างเธอมันไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับเขา อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นเพราะดูท่าฝนจะตกลงมาอีกในไม่ช้า บวกกับแรงเป่าของแอร์ภายในตัวรถทำให้หญิงสาวต้องใช้มือกกกอดตัวเองเอาไว้เพราะความหนาว อาการป่วยของเธอเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นแล้ว อคิราห์ยังคงขับรถไปเรื่อยๆ ถนนดูโล่งขึ้นเพราะห่างจากในตัวเมืองมาพอสมควร ชายหนุ่มทอดมองไปด้านหน้าเห็นศาลาที่พักริมทางหลังหนึ่งจึงชะลอรถเทียบจอด “ฉันจะไปทำธุระเธอคอยที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยบอกอย่างไม่ใส่ใจ“เอ่อ...มันเปลี่ยวนี่ค่ะ รัญกลัวให้รัญกลับแท็กซี่ก็ได้ค่ะ” ณัฏฐนิชต่
“ตาคีมหนูรัญไปยังไงมายังไงถึงแวะมาที่นี่ได้จ๊ะ” ชลาพรมารดา ของอคิราห์เดินทักทายยิ้มร่าเข้ามายังห้องรับแขกที่ลูกชายและลูกสะใภ้นั่งรออยู่ ทั้งสองยกมือไหว้ ผู้เป็นแม่ดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นเคียงคู่กันมาเพราะปกติแล้วอคิราห์จะมาคนเดียวตลอดนี่แสดงว่าเวลาสามเดือนที่ผ่านมาอะไรๆ ที่นางหวังไว้เริ่มจะเห็นผลขึ้นมาบ้างแล้ว“นั่งก่อนนะครับคุณแม่...ไม่สบายอยู่ไม่ต้องรีบเดินก็ได้” ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปประคองมารดา“แม่ไม่เป็นไรหรอก...หนูรัญสบายดีเหรอจ๊ะ ดูหน้าแดงๆ นะ” เมื่อลูกชายประคองให้นั่งก็ไถ่ถามทุกข์สุขลูกสะใภ้ทันที“เอ่อ...”“ลูกสะใภ้คุณแม่ก็หน้าแดงทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...ข้าวใหม่ปลามันทำยังไงได้ล่ะครับ” ชายหนุ่มชิงตอบเสียก่อนด้วยกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องที่เขากลั่นแกล้งฟ้องมารดา ถ้อยขำหยิกแกมหยอกทำให้ชลาพรยิ้มรื่นความหวังจะให้ณัฏฐนิชมาแทนที่ผู้หญิงคนนั้นดูท่าจะไปได้สวย ก็ลูกสะใภ้คนนี้ทั้งสวยทั้งเก่งแทบทุกด้าน ความน่ารักอ่อนหวานนั้นคงแทรกซึมเข้าในหัวใจลูกชายนางบ้างล่ะ ถึงจะยังไม่ลืมเพียงอัปสรในตอนนี้แต่อยู่ไปนานๆ คนที่ตายไปแล้วก็ย่อมไม่มีความหมายอะไรอีกจบสิ้นกันเสียที... “ที่ผมมาวันนี้....จะมาบอกค
ตะวันบ่ายคล้อยสาดแสงอ่อนๆ ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้กระทบใบหน้าของคนที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ณัฏฐนิชค่อยๆ กะพริบตาให้รับกับแสงที่สาดส่องเข้ามา ร่างบางขยับพลิกตัวเล็กน้อยระบายความเมื่อยขบ หลังจากผ่านการร้องไห้อย่างหนักเธอก็ฟุบหลับไปด้วยความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง แขนขาแทบยกไม่ขึ้น แต่เธอก็ยังพยายามเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ความเจ็บปวดตรงจุดพึงสงวนเพิ่มความรุนแรงกว่าในตอนแรก อาจเป็นเพราะเกิดการอักเสบ และดูเหมือนเธอจะมีไข้ด้วย แม้จะรู้ว่าต่อให้ล้างยังไงเธอก็คงไม่มีวันสะอาดเหมือนก่อนแล้วแต่หญิงสาวก็ยังใช้เวลาในการอาบน้ำชำระร่างกายอยู่นานสองนานก่อนจะออกมาแต่งตัว นมสดพร้อมดื่มในตู้เย็นถูกแกะออกนำมาดื่มเพื่อรองท้องแล้วจะรับประทานยาแก้ไข้ตาม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเธออาจจะอาการหนักกว่านี้ก็เป็นได้หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวถึงตาตุ่มด้านบนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนสามส่วนอีกทีเดินลงบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากนมกล่องนั้น แต่ก็ไม่ได้ปรากฏว่าหิวโหยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าต่อให้
แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างภายในห้องนอนสุดหรู ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ ค่อยๆ ยันตัวเองลุกนั่งทั้งที่สองตายังหลับสนิท แต่เพราะถึงเวลาที่นอนจนเต็มอิ่มวงจรร่างกายก็สั่งการให้ต้องตื่นโดยอัตโนมัติ ร่างหนาบิดตัวไปมาขับไล่ความปวดเมื่อยพร้อมๆ กับลืมตารับวันใหม่ แต่สิ่งที่สองตาเห็นในแรกอรุณนั้นทำให้เขาตกใจจนตาค้าง “เอ๊ย...อะไรกันเนี่ย...ณัฏฐนิชเธอมานอนห้องฉันได้ยังไง” เขาใช้มือผลักร่างเล็กที่นอนสงบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอยังไม่มีทีท่าว่าจะกระดิกตัว แผ่นหลังขาวสะอ้านเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นผ้านวมผืนหนามันอธิบายอะไรๆ ได้เป็นอย่างดี“ณัฏฐนิชตื่นเดี๋ยวนี้... อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนเธอ...” เหตุการณ์ต่างๆ ในค่ำคืนที่ผ่านมาเริ่มหลั่งไหลสู่ความทรงจำ ชายหนุ่มถึงกับเลือดขึ้นหน้า สายตาคมดุเอาเรื่องกับคนที่เริ่มทุลักทุเลลุกขึ้นเพราะโดนผลักเสียเต็มแรงเมื่อครู่“แพศยา!!!!...เป็นแผนของเธอใช่ไหม...เธอรอโอกาสฉันเมาเพื่อจะให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม อยากเป็นเมียฉันจนตัวสั่นเลยเหรอ ฮึ...ผู้หญิงสารเลว”“...” เสียงด่าทอกู่ก้องปลุกณัฏฐนิชจากนิทราอันล้ำลึกทันที หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งกลัวจนตัวสั่นเมื่อเห็นสามี







