LOGINสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างความหนาวเหน็บให้กับหญิงสาวที่กำลังนั่งชันเข่ากอดตัวเองไว้ด้วยมือเล็กๆ ทั้งสองข้างยิ่งนัก ณัฏฐนิชยามนี้ถูกพิษไข้รุมเร้าอย่างหนัก ปากบางซีดเผือดและแห้งผากจนเป็นขุยสีขาว แม้จะไม่โดนฝนโดยตรงเพราะได้ศาลาหลังน้อยช่วยบดบังไว้ให้ แต่ก็ยังมีละอองบางๆ พัดมาเกาะตามตัวจนชื้นไปหมด
นาฬิกาข้อมือที่เธอคอยมองทุกๆ ห้านาทีบอกเวลาสองทุ่มกว่า คนที่บอกให้รอก็ยังไม่มารับสักที ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเธอคงไม่ได้ไปฮันนีมูนที่ยุโรปดังที่อคิราห์บอกกับแม่สามีไว้อย่างแน่นอน เพราะเขาบอกว่าเครื่องจะขึ้นตอนสองทุ่มแต่นี่มันเลยเวลามาพอสมควรก็หมายความว่าเขาโกหก
แต่เพราะเหตุใดและเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่นั้นเธอไม่อาจรู้ได้ ท้องฟ้าที่มืดมิดกับสถานที่อันแสนเปลี่ยวในคืนฝนตกยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้ณัฏฐนิชมากขึ้น เธอนั่งรอเขาตั้งแต่บ่ายจนนี่ก็ย่ำค่ำแล้วหรือเขาจะหลอกมาทิ้งไว้จริงๆ แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ ยิ่งมืดรถที่ผ่านไปมาก็ยิ่งมีน้อย แถมยังมีไข้ขึ้นสูงเสียด้วย ที่สำคัญตอนนี้เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่มีสักนิดเพราะตั้งแต่เช้ามาข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้องเลย
เมื่อรู้ว่าตัวเองคงหมดสิ้นหนทางเสียแล้วคงได้แต่ภาวนาให้โชคดีมีคนใจบุญผ่านมาจะได้ขอความช่วยเหลือ หรือไม่ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้อคิราห์หวนกลับมารับซึ่งดูเป็นการยากกว่าขอสิ่งอื่นใด หากเขาตั้งใจจะทิ้งเธอเอาไว้จริงๆ คงไม่มีทางกลับมาแน่ ร่างบางกอดกายกระชับขึ้นแล้วค่อยๆ ตะแคงลงนอนบนเก้าอี้ที่ทอดยาวด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มทีบวกกับพิษไข้
น้ำตาไหลหยดแล้วหยดเล่าลงอาบแก้มนวลด้วยความเสียใจ น้อยใจในโชคชะตา ตั้งแต่เสียบิดาไปด้วยโรคร้ายชีวิตเธอก็แทบเปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ มีแม่ก็เหมือนไม่มีวันๆ เอาแต่เล่นการพนันอยู่ในวงไพ่ เธอต้องกัดฟันทำงานไปเรียนไปจนเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วได้งานทำที่สำนักงานบัญชีแห่งหนึ่ง เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร ไม่มีเหลือเก็บเพราะเธอต้องรับผิดชอบทุกอย่างตัวคนเดียว แล้วยังต้องเผื่อแผ่ให้แม่เธอเอาไปถลุงบ่อนอีก เรียกว่าปากกัดตีนถีบมาตลอด
จนวันหนึ่งมณี...มารดาแท้ๆ ก็บังคับให้เธอแต่งงานกับลูกชายของเพื่อนเก่าบิดาซึ่งจริงๆ แล้วมารดาของเธอไม่ได้สนิทชิดเชื้อสักเท่าไหร่เลย ติดตรงที่เพื่อนของบิดาเธอคนนั้นซึ่งก็คือชลาพรที่คอยให้ความช่วยเหลือจุนเจือมาตลอดตั้งแต่วัยเยาว์ นางช่างมีบุญคุณกับเธอมากมายยิ่งนักและด้วยเหตุผลส่วนตัวหญิงสาวจึงตอบตกลง
ณัฏฐนิชจำได้ว่าวันแรกที่ได้พบกับอคิราห์ก็คือวันเข้าพิธีที่ในช่วงเช้าจะมีการจัดงานหมั้น เธอตกตะลึงกับใบหน้าคมคายงดงามปานเจ้าชายในเทพนิยาย แก้มสาวร้อนผ่าวใจเต้นแรงด้วยไม่เคยรู้สึกกับใครอย่างนี้มาก่อน แต่เมื่อได้สบตาเขาครั้งแรกเท่านั้น ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่เขาส่งผ่านมาให้ เล่นเอาหญิงสาวถึงกับใจเสียทันที ความรู้สึกตอนนั้นถึงไม่มีใครบอกก็รู้ได้ว่าการแต่งงานครั้งนี้คงไม่ได้มาจากความต้องการของเขาเป็นแน่
แม้เธอกับเขาจะเคยพบกันเพราะความเป็นเพื่อนของรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่มันก็นานมากจนตัวเขาเองคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาเปลี่ยนไปมาก แต่เธอก็ไม่เคยลืม...
แล้วสิ่งที่คาดไว้ก็ไม่มีผิดสักนิด ตลอดเวลาในการเข้าพิธีทางศาสนาและพิธีต่างๆ ทั้งงานหมั้นและงานแต่งเจ้าบ่าวไม่ได้มองมาที่เธอสักครั้งเขาดูกระวนกระวาย ร้อนใจอย่างไรก็ไม่รู้จนมาถึงพิธีในช่วงค่ำที่จัดงานเลี้ยงอยู่ๆ อคิราห์ก็หนีออกจากงานแต่งงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยจนล่วงไปถึงสามวันกว่าจะได้เห็นหน้าเจ้าบ่าวมาเยือนเรือนหอซึ่งตัวเธอเองมาอาศัยอยู่ตั้งแต่คืนที่เกิดเรื่อง
จากนั้นมาเขาก็จัดการแยกห้องนอนกับเธอให้คนขนข้าวของทุกอย่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอมารู้ทีหลังว่าคือคนรักของเขา และผู้หญิงคนนั้นก็เสียชีวิตไปแล้วในคืนที่เธอกับเขาเข้าพิธีแต่งงานกัน
ใจหนึ่งนั้นก็อดสลดหดหู่ไม่ได้ที่เพียงอัปสรต้องมาจบชีวิตลงเพราะเธอ แต่อีกใจหนึ่งก็ริษยาหญิงสาวนัก แม้จะจากโลกนี้ไปแล้วก็ยังมีคนรักคนคิดถึงเฝ้าคร่ำครวญหา ไม่เหมือนเธอที่มีชีวิตมีลมหายใจมีตัวตนแต่ไม่มีค่าในสายตาใครเลย ขนาดเธอนอนซมพิษไข้อยู่ท่ามกลางสายฝนในศาลาที่พักริมทางอย่างนี้ยังไม่ได้รับความเวทนาจากเขาสักนิด เปรียบไปแล้วก็ไม่ได้ต่างจากคนจรจัดสักเท่าไหร่เลย
หญิงสาวทรุดกายตะแคงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนกับพื้นม้านั่ง มือเรียวเล็กยังคงสวมกอดตัวเองไว้แน่นด้วยความหนาวสั่นน้ำตาเอ่อไหลนองแก้มสาวด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิต จะมีสักครั้งไหมที่จะมีสิ่งดีๆ เข้ามาหาเธอบ้าง ชีวิตที่ไร้ค่ายิ่งกว่าคนที่ตายไปแล้วมันจะมีความหมายอะไรที่จะหายใจต่อไป
ความอ่อนเพลียบวกกับเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มทีทำให้หญิงสาวเผลอหลับไปทั้งๆ ที่น้ำตายังไหลเปื้อนแก้มขาว...
“ณัฏฐนิช ณัฏฐนิช ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้” เสียงเรียกจากใครบางคนปลุกให้หญิงสาวตื่นจากนิทรา เธอพยายามลืมตามองก็พบว่าคนที่เรียกนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นอคิราห์นั่นเอง
เขากลับมารับเธอจริงๆ ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม มือสองข้างแม้จะอ่อนล้าก็ยังขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความดีใจที่เขาไม่ทิ้งไปอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก ณัฏฐนิชรีบพยุงกายที่บอบช้ำโผเข้ากอดชายหนุ่มเสียแน่น
“คุณอคิราห์...คุณคีมกลับมารับรัญจริงๆ ด้วย รัญกลัวแทบแย่ค่ะคิดว่าคุณ...จะทิ้ง” หญิงสาวกล่าวทั้งน้ำตาคลอเบ้าด้วยความดีใจ ในตอนนั้นอคิราห์เองก็ตัวชาวาบไปเหมือนกันแต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น มือใหญ่ก็แกะอ้อมแขนของณัฏฐนิชออกจากตัวแล้วผลักร่างบางจนเซถลาไปข้างหลังสองสามก้าว
“อย่ามางี่เง่า...เรียกตั้งนานก็ไม่ยอมตื่น ต้องให้ลงมาอัญเชิญถึงจะยอมลุกขึ้น ฮึ...เธอนี่มันกินง่ายนอนง่ายเสียจริงนะ ขนาดศาลาริมทางยังหลับได้ ช่างไม่ลืมกำพืด”
“...”คำพูดชายหนุ่มช่างเสียดแทงหัวใจณัฏฐนิชยิ่งนัก ถ้าไม่ป่วยไม่เจ็บใครที่ไหนอยากจะมานอนอยู่ที่แบบนี้ล่ะ หญิงสาวทำได้เพียงก้มหน้านิ่งเม้มริมฝีปากเข้าหากันจนเจ็บแปลบเนื่องจากปากแห้งแตกจากอาการไข้ ก้อนแข็งๆ ในลำคอถูกกลืนลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อไม่ให้มันสะท้อนออกมาเป็นน้ำตา
“ยังจะยืนบื้ออยู่อีก...รีบมาสิ เสียเวลามากแล้ว” ร่างสูงใหญ่หันหลังเดินฝ่าสายฝนไปที่รถแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งประจำที่นั่งคนขับทันทีโดยไม่ได้สนใจหญิงสาวเลย ณัฏฐนิชพยายามอย่างยิ่งที่จะก้าวขาเดินตามเขาไป แต่ละย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยความปวดเมื่อยและไร้เรี่ยวแรง แต่เธอก็ยังพยายามจนสามารถเดินฝ่าฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายจนไปถึงรถได้สำเร็จ
สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างความหนาวเหน็บให้กับหญิงสาวที่กำลังนั่งชันเข่ากอดตัวเองไว้ด้วยมือเล็กๆ ทั้งสองข้างยิ่งนัก ณัฏฐนิชยามนี้ถูกพิษไข้รุมเร้าอย่างหนัก ปากบางซีดเผือดและแห้งผากจนเป็นขุยสีขาว แม้จะไม่โดนฝนโดยตรงเพราะได้ศาลาหลังน้อยช่วยบดบังไว้ให้ แต่ก็ยังมีละอองบางๆ พัดมาเกาะตามตัวจนชื้นไปหมด นาฬิกาข้อมือที่เธอคอยมองทุกๆ ห้านาทีบอกเวลาสองทุ่มกว่า คนที่บอกให้รอก็ยังไม่มารับสักที ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเธอคงไม่ได้ไปฮันนีมูนที่ยุโรปดังที่อคิราห์บอกกับแม่สามีไว้อย่างแน่นอน เพราะเขาบอกว่าเครื่องจะขึ้นตอนสองทุ่มแต่นี่มันเลยเวลามาพอสมควรก็หมายความว่าเขาโกหก แต่เพราะเหตุใดและเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่นั้นเธอไม่อาจรู้ได้ ท้องฟ้าที่มืดมิดกับสถานที่อันแสนเปลี่ยวในคืนฝนตกยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้ณัฏฐนิชมากขึ้น เธอนั่งรอเขาตั้งแต่บ่ายจนนี่ก็ย่ำค่ำแล้วหรือเขาจะหลอกมาทิ้งไว้จริงๆ แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ ยิ่งมืดรถที่ผ่านไปมาก็ยิ่งมีน้อย แถมยังมีไข้ขึ้นสูงเสียด้วย ที่สำคัญตอนนี้เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่มีสักนิดเพราะตั้งแต่เช้ามาข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้องเลยเมื่อรู้ว่าตัวเองคงหมดสิ้นหนทางเสี
อคิราห์นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแฟนสาว ทันทีที่รู้เพียงอัปสรแค่นั่งร้องไห้นิ่งๆ ไม่พูดไม่จา แต่เขารู้ว่าเธอเจ็บจนพูดไม่ออกต่างหาก เขาเองก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทั้งสองกอดกันและร้องไห้กันด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ในตอนนั้นชายหนุ่มคงทำได้เพียงสัญญาว่า...ต่อให้เขาต้องแต่งงานหรืออยู่กับผู้หญิงคนอื่นไปชั่วชีวิต แต่ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะอยู่ในใจเขาและเป็นคนที่เขารักไปจนชั่วนิรันดร์จะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น...เพียงอัปสรและแล้ววันแต่งงานก็มาถึงในอีกเพียงสามวันหลังจากนั้น จิตใจของเจ้าบ่าวไม่ได้จดจ่ออยู่ที่งานแต่งของตัวเองหรือเจ้าสาวแสนสวยที่ใครๆ ต่างปลาบปลื้ม มันกลับโบยบินไปหาหญิงสาวอีกคนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของเขาต่างหาก ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่วันที่จากกันเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองใช้อากาศในการหายใจน้อยลงทุกที ในคืนพิธีนั้นเขาเพียรโทร. หาเพียงอัปสรหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย ความร้อนรุ่มเป็นห่วงคนรักทำให้แทบอยากจะยกเลิกงานแต่งงานให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ในขณะที่เขากำลังกังวลสุดขีดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแค่เพียงกดรับสาย...วินาทีนั้นเขาก็แทบล้มทั้งยืน เจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.
สองหนุ่มสาวที่ขับรถออกมาจากบ้านเลนเบิร์คยังคงเล่นสงครามเย็นมาตลอดทาง ไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากคนทั้งคู่ ณัฏฐนิชถึงจะอยากรู้เรื่องที่เขาคุยกับมารดาแต่เธอไม่ได้ปริปากถาม คงนั่งนิ่งเป็นหุ่นตุ๊กตาอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อรถเลี้ยวออกนอกเส้นทางที่จะกลับบ้านเธอก็หันมองหน้าเขานิดหนึ่งคิดอยากสอบถามว่าจะพาไปไหนกันแน่ แต่เมื่อตรึกตรองถึงคำตอบก็เลือกที่จะนั่งเงียบดีกว่า ผู้หญิงอย่างเธอมันไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับเขา อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นเพราะดูท่าฝนจะตกลงมาอีกในไม่ช้า บวกกับแรงเป่าของแอร์ภายในตัวรถทำให้หญิงสาวต้องใช้มือกกกอดตัวเองเอาไว้เพราะความหนาว อาการป่วยของเธอเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นแล้ว อคิราห์ยังคงขับรถไปเรื่อยๆ ถนนดูโล่งขึ้นเพราะห่างจากในตัวเมืองมาพอสมควร ชายหนุ่มทอดมองไปด้านหน้าเห็นศาลาที่พักริมทางหลังหนึ่งจึงชะลอรถเทียบจอด “ฉันจะไปทำธุระเธอคอยที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยบอกอย่างไม่ใส่ใจ“เอ่อ...มันเปลี่ยวนี่ค่ะ รัญกลัวให้รัญกลับแท็กซี่ก็ได้ค่ะ” ณัฏฐนิชต่
“ตาคีมหนูรัญไปยังไงมายังไงถึงแวะมาที่นี่ได้จ๊ะ” ชลาพรมารดา ของอคิราห์เดินทักทายยิ้มร่าเข้ามายังห้องรับแขกที่ลูกชายและลูกสะใภ้นั่งรออยู่ ทั้งสองยกมือไหว้ ผู้เป็นแม่ดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นเคียงคู่กันมาเพราะปกติแล้วอคิราห์จะมาคนเดียวตลอดนี่แสดงว่าเวลาสามเดือนที่ผ่านมาอะไรๆ ที่นางหวังไว้เริ่มจะเห็นผลขึ้นมาบ้างแล้ว“นั่งก่อนนะครับคุณแม่...ไม่สบายอยู่ไม่ต้องรีบเดินก็ได้” ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปประคองมารดา“แม่ไม่เป็นไรหรอก...หนูรัญสบายดีเหรอจ๊ะ ดูหน้าแดงๆ นะ” เมื่อลูกชายประคองให้นั่งก็ไถ่ถามทุกข์สุขลูกสะใภ้ทันที“เอ่อ...”“ลูกสะใภ้คุณแม่ก็หน้าแดงทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...ข้าวใหม่ปลามันทำยังไงได้ล่ะครับ” ชายหนุ่มชิงตอบเสียก่อนด้วยกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องที่เขากลั่นแกล้งฟ้องมารดา ถ้อยขำหยิกแกมหยอกทำให้ชลาพรยิ้มรื่นความหวังจะให้ณัฏฐนิชมาแทนที่ผู้หญิงคนนั้นดูท่าจะไปได้สวย ก็ลูกสะใภ้คนนี้ทั้งสวยทั้งเก่งแทบทุกด้าน ความน่ารักอ่อนหวานนั้นคงแทรกซึมเข้าในหัวใจลูกชายนางบ้างล่ะ ถึงจะยังไม่ลืมเพียงอัปสรในตอนนี้แต่อยู่ไปนานๆ คนที่ตายไปแล้วก็ย่อมไม่มีความหมายอะไรอีกจบสิ้นกันเสียที... “ที่ผมมาวันนี้....จะมาบอกค
ตะวันบ่ายคล้อยสาดแสงอ่อนๆ ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้กระทบใบหน้าของคนที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ณัฏฐนิชค่อยๆ กะพริบตาให้รับกับแสงที่สาดส่องเข้ามา ร่างบางขยับพลิกตัวเล็กน้อยระบายความเมื่อยขบ หลังจากผ่านการร้องไห้อย่างหนักเธอก็ฟุบหลับไปด้วยความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง แขนขาแทบยกไม่ขึ้น แต่เธอก็ยังพยายามเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ความเจ็บปวดตรงจุดพึงสงวนเพิ่มความรุนแรงกว่าในตอนแรก อาจเป็นเพราะเกิดการอักเสบ และดูเหมือนเธอจะมีไข้ด้วย แม้จะรู้ว่าต่อให้ล้างยังไงเธอก็คงไม่มีวันสะอาดเหมือนก่อนแล้วแต่หญิงสาวก็ยังใช้เวลาในการอาบน้ำชำระร่างกายอยู่นานสองนานก่อนจะออกมาแต่งตัว นมสดพร้อมดื่มในตู้เย็นถูกแกะออกนำมาดื่มเพื่อรองท้องแล้วจะรับประทานยาแก้ไข้ตาม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเธออาจจะอาการหนักกว่านี้ก็เป็นได้หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวถึงตาตุ่มด้านบนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนสามส่วนอีกทีเดินลงบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากนมกล่องนั้น แต่ก็ไม่ได้ปรากฏว่าหิวโหยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าต่อให้
แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างภายในห้องนอนสุดหรู ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ ค่อยๆ ยันตัวเองลุกนั่งทั้งที่สองตายังหลับสนิท แต่เพราะถึงเวลาที่นอนจนเต็มอิ่มวงจรร่างกายก็สั่งการให้ต้องตื่นโดยอัตโนมัติ ร่างหนาบิดตัวไปมาขับไล่ความปวดเมื่อยพร้อมๆ กับลืมตารับวันใหม่ แต่สิ่งที่สองตาเห็นในแรกอรุณนั้นทำให้เขาตกใจจนตาค้าง “เอ๊ย...อะไรกันเนี่ย...ณัฏฐนิชเธอมานอนห้องฉันได้ยังไง” เขาใช้มือผลักร่างเล็กที่นอนสงบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอยังไม่มีทีท่าว่าจะกระดิกตัว แผ่นหลังขาวสะอ้านเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นผ้านวมผืนหนามันอธิบายอะไรๆ ได้เป็นอย่างดี“ณัฏฐนิชตื่นเดี๋ยวนี้... อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนเธอ...” เหตุการณ์ต่างๆ ในค่ำคืนที่ผ่านมาเริ่มหลั่งไหลสู่ความทรงจำ ชายหนุ่มถึงกับเลือดขึ้นหน้า สายตาคมดุเอาเรื่องกับคนที่เริ่มทุลักทุเลลุกขึ้นเพราะโดนผลักเสียเต็มแรงเมื่อครู่“แพศยา!!!!...เป็นแผนของเธอใช่ไหม...เธอรอโอกาสฉันเมาเพื่อจะให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม อยากเป็นเมียฉันจนตัวสั่นเลยเหรอ ฮึ...ผู้หญิงสารเลว”“...” เสียงด่าทอกู่ก้องปลุกณัฏฐนิชจากนิทราอันล้ำลึกทันที หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งกลัวจนตัวสั่นเมื่อเห็นสามี







