LOGINอคิราห์นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแฟนสาว ทันทีที่รู้เพียงอัปสรแค่นั่งร้องไห้นิ่งๆ ไม่พูดไม่จา แต่เขารู้ว่าเธอเจ็บจนพูดไม่ออกต่างหาก เขาเองก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทั้งสองกอดกันและร้องไห้กันด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ในตอนนั้นชายหนุ่มคงทำได้เพียงสัญญาว่า...ต่อให้เขาต้องแต่งงานหรืออยู่กับผู้หญิงคนอื่นไปชั่วชีวิต แต่ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะอยู่ในใจเขาและเป็นคนที่เขารักไปจนชั่วนิรันดร์จะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น...เพียงอัปสร
และแล้ววันแต่งงานก็มาถึงในอีกเพียงสามวันหลังจากนั้น จิตใจของเจ้าบ่าวไม่ได้จดจ่ออยู่ที่งานแต่งของตัวเองหรือเจ้าสาวแสนสวยที่ใครๆ ต่างปลาบปลื้ม มันกลับโบยบินไปหาหญิงสาวอีกคนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของเขาต่างหาก ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่วันที่จากกันเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองใช้อากาศในการหายใจน้อยลงทุกที ในคืนพิธีนั้นเขาเพียรโทร. หาเพียงอัปสรหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย ความร้อนรุ่มเป็นห่วงคนรักทำให้แทบอยากจะยกเลิกงานแต่งงานให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ในขณะที่เขากำลังกังวลสุดขีดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
แค่เพียงกดรับสาย...วินาทีนั้นเขาก็แทบล้มทั้งยืน เจ้าหน้าที่ตำรวจโทร. มาแจ้งข่าวว่าพบศพผู้เสียชีวิตเป็นหญิงติดอยู่ในซากรถเก๋งคันหนึ่ง เมื่อตรวจสอบหลักฐานก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อเพียงอัปสร และในโทรศัพท์มือถือของเธอก็มีเบอร์โทร. เข้าออกของเขาเป็นเบอร์สุดท้าย คิดว่าเขาเป็นญาติของผู้ตายจึงโทร. มาแจ้งเพื่อให้ทราบและให้ญาติติดต่อนำหลักฐานไปขอรับศพด้วย
อนิจจา...เพียงอัปสรจากเขาไปแล้ว ชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ไม่อายใคร แขกเหรื่อต่างหันมามองและตกใจไปตามๆ กัน แล้วเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นอีกครั้งเมื่ออคิราห์วิ่งออกไปข้างนอกงาน ขับรถเจ้าบ่าวออกไปด้วยความเร็วปานพายุ คราวนี้คนทั้งงานต่างหันมามองเจ้าสาวที่หน้าซีดเผือดใกล้ๆ มารดาของเจ้าบ่าว
เป็นอันรู้กันว่างานแต่งนี้...จบลงแล้ว
ชายหนุ่มรีบบึ่งรถไปยังโรงพยาบาลที่ตำรวจบอก ในใจภาวนาให้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ขอให้มันไม่เป็นความจริง ขอให้เธอยังอยู่ ขอให้เธออย่าจากเขาไปเลย แต่แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เข้าข้างเขาสักนิด เมื่อไปถึงโรงพยาบาลพวงมาลัยคล้องคอเจ้าบ่าวถูกดึงขาดกระจุยคว้างทิ้งราวขยะไร้ค่า บุรุษผู้มีแต่ความเสียใจล้นเหลือดิ่งตรงไปยังห้องชันสูตรทันที แล้วสิ่งที่เขาเห็นก็ประจักษ์แก่สายตาว่า ทุกๆ อย่างมันคือความจริง
ร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนเตียงเปล สภาพนั้นแทบดูไม่ได้ว่าเธอเคยมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เลือดสีแดงสดอาบทั่วร่างเนื่องจากยังไม่ได้ทำความสะอาด ใบหน้าเละเทะจนไม่รู้ว่าตรงไหนคือส่วนตา ตรงไหนคือจมูก ตรงไหนคือปาก แต่เขาก็ยังจำได้ดีว่าเธอคือหญิงคนรักของเขาแน่นอน เพราะเสื้อผ้าชุดนั้นที่เธอใส่เขาเป็นคนซื้อให้ นาฬิกาเรือนนั้นก็เป็นของขวัญจากเขา และ...แหวนแต่งงาน ที่อยู่ตรงนิ้วนางข้างซ้ายเขาเองที่เป็นคนซื้อและสวมให้เธอกับมือ ทุกๆ อย่างเพียงอัปสรเอาติดตัวไป เธอนำทุกสิ่งที่เขาให้ไปด้วยในวันที่ลา
อคิราห์ตรอมใจอย่างหนัก ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องที่คอนโดของคนรัก เมามายไม่รู้วันรู้คืนเหมือนคนบ้า พอตั้งสติได้ชายหนุ่มก็รีบไปที่วัดที่ทำการฌาปนกิจศพเพียงอัปสรทันทีในคืนที่สาม เขาได้อยู่ร่วมงานเพียงคืนเดียวศพเธอก็ทำการเผา เพราะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนมีเพียงเพื่อนฝูงไม่กี่คนที่มาจัดการเรื่องทุกอย่างให้
นับตั้งแต่วันนั้นมาทุกๆ วันอคิราห์จะต้องไปเยี่ยมเธอที่โกศบรรจุเถ้ากระดูกพร้อมๆ กับช่อดอกไม้และอาหารที่เธอชอบ เขาจะอยู่เป็นเพื่อนเธอจนถึงเย็นจึงจะกลับ บางครั้งเขาก็แวะดื่มเหล้าที่ไนต์คลับ บางทีก็แวะไปนอนที่คอนโด หากมารดาจิกมากๆ เข้าก็กลับบ้านบ้าง งานการทุกอย่างเขาไม่ใส่ใจจะทำโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่มารดาและเลขาส่วนตัวที่พ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ดไว้ด้วยอย่างนนท์ธกิจ
วันๆ มีแต่สุราที่คอยเป็นเพื่อน น้ำเมาที่ดื่มเข้าไปหวังให้ลืมความทุกข์ถูกสะสมในร่างกายจนคิดเป็นปริมาณไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อคืนนั่นแหละที่เขาพลาดพลั้งให้กับแผนชั่วๆ ของผู้หญิงแพศยาคนนั้น มันทำให้ความเกลียดชังที่ปกติแทบจะไม่อยากมองหน้าอยู่แล้วเพิ่มเป็นร้อยเท่าพันเท่า
ณัฏฐนิชจะต้องได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อเอาไว้บ้าง และเขาคงทนรอให้สวรรค์ลงโทษเธอไม่ไหว ความเจ็บปวดเหมือนคนตายทั้งเป็นของเธอต้องเป็นอคิราห์คนนี้เท่านั้นที่มอบให้
ประตูรั้วอัตโนมัติเปิดต้อนรับเจ้าของบ้านทันทีเมื่อรถคันหรูเลี้ยวเข้ามา อคิราห์เปิดประตูลงจากรถแล้วบึ่งเข้าบ้านทัน แต่ก้าวเท้าขึ้นบันไดบริเวณหน้าคฤหาสน์เท่านั้นก็ต้องหยุดกึก
“ณัฏฐนิช...โธ่เอ๊ย!!!” ชายหนุ่มคำรามอย่างหัวเสีย เขาลืมแวะรับภรรยาสาวที่ปล่อยทิ้งไว้ที่ศาลาเสียสนิท ครั้นจะกลับไปรับระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ
“ช่างเถอะ...เดี๋ยวค่อยแวะรับตอนจะไปแล้วกัน เสียเวลา ฮึ...” แล้วร่างสูงก็มุ่งตรงเข้าบ้านไปโดยไม่คิดเหลียวหลังไปมองเลยว่าการปล่อยให้ผู้หญิงตัวคนเดียวอยู่ในที่เปลี่ยวคน และเธอเองก็ไม่ชินพื้นที่อย่างนั้นมันอันตรายมากแค่ไหน
อคิราห์วิ่งขึ้นห้องนอนอย่างรีบร้อน เขาอาบน้ำชำระร่างกายและแต่งตัวเสร็จภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รวบเก็บเสื้อผ้าสองสามชุดใส่กระเป๋าใบย่อมที่เตรียมไว้เดินออกจากห้องด้วยความว่องไว ก่อนจะมาหยุดกึกตรงหน้าห้องภรรยาของตัวเอง ความคิดที่จะจัดการเก็บเสื้อผ้าไปให้เธอด้วยถูกสลัดออกไปเพราะทิฐิที่มีต่อหญิงสาว
“อย่าหวังเลยว่าฉันจะเหยียบย่างเข้าไป....ณัฏฐนิช ห้องของเธอก็เปรียบเหมือนนรกของฉัน ไม่จำเป็นต้องหอบหิ้วไปให้หรอกซื้อให้ใหม่มีหวังจะรีบตะครุบสิไม่ว่า...ฮึ” ชายหนุ่มหันหลังจากตรงนั้นแล้วเดินลงบันไดมุ่งตรงไปยังรถส่วนตัวทันที
สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย สร้างความหนาวเหน็บให้กับหญิงสาวที่กำลังนั่งชันเข่ากอดตัวเองไว้ด้วยมือเล็กๆ ทั้งสองข้างยิ่งนัก ณัฏฐนิชยามนี้ถูกพิษไข้รุมเร้าอย่างหนัก ปากบางซีดเผือดและแห้งผากจนเป็นขุยสีขาว แม้จะไม่โดนฝนโดยตรงเพราะได้ศาลาหลังน้อยช่วยบดบังไว้ให้ แต่ก็ยังมีละอองบางๆ พัดมาเกาะตามตัวจนชื้นไปหมด นาฬิกาข้อมือที่เธอคอยมองทุกๆ ห้านาทีบอกเวลาสองทุ่มกว่า คนที่บอกให้รอก็ยังไม่มารับสักที ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเธอคงไม่ได้ไปฮันนีมูนที่ยุโรปดังที่อคิราห์บอกกับแม่สามีไว้อย่างแน่นอน เพราะเขาบอกว่าเครื่องจะขึ้นตอนสองทุ่มแต่นี่มันเลยเวลามาพอสมควรก็หมายความว่าเขาโกหก แต่เพราะเหตุใดและเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่นั้นเธอไม่อาจรู้ได้ ท้องฟ้าที่มืดมิดกับสถานที่อันแสนเปลี่ยวในคืนฝนตกยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้ณัฏฐนิชมากขึ้น เธอนั่งรอเขาตั้งแต่บ่ายจนนี่ก็ย่ำค่ำแล้วหรือเขาจะหลอกมาทิ้งไว้จริงๆ แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ ยิ่งมืดรถที่ผ่านไปมาก็ยิ่งมีน้อย แถมยังมีไข้ขึ้นสูงเสียด้วย ที่สำคัญตอนนี้เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่มีสักนิดเพราะตั้งแต่เช้ามาข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้องเลยเมื่อรู้ว่าตัวเองคงหมดสิ้นหนทางเสี
อคิราห์นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับแฟนสาว ทันทีที่รู้เพียงอัปสรแค่นั่งร้องไห้นิ่งๆ ไม่พูดไม่จา แต่เขารู้ว่าเธอเจ็บจนพูดไม่ออกต่างหาก เขาเองก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทั้งสองกอดกันและร้องไห้กันด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ในตอนนั้นชายหนุ่มคงทำได้เพียงสัญญาว่า...ต่อให้เขาต้องแต่งงานหรืออยู่กับผู้หญิงคนอื่นไปชั่วชีวิต แต่ผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่จะอยู่ในใจเขาและเป็นคนที่เขารักไปจนชั่วนิรันดร์จะมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น...เพียงอัปสรและแล้ววันแต่งงานก็มาถึงในอีกเพียงสามวันหลังจากนั้น จิตใจของเจ้าบ่าวไม่ได้จดจ่ออยู่ที่งานแต่งของตัวเองหรือเจ้าสาวแสนสวยที่ใครๆ ต่างปลาบปลื้ม มันกลับโบยบินไปหาหญิงสาวอีกคนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของเขาต่างหาก ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่วันที่จากกันเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองใช้อากาศในการหายใจน้อยลงทุกที ในคืนพิธีนั้นเขาเพียรโทร. หาเพียงอัปสรหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย ความร้อนรุ่มเป็นห่วงคนรักทำให้แทบอยากจะยกเลิกงานแต่งงานให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ในขณะที่เขากำลังกังวลสุดขีดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแค่เพียงกดรับสาย...วินาทีนั้นเขาก็แทบล้มทั้งยืน เจ้าหน้าที่ตำรวจโทร.
สองหนุ่มสาวที่ขับรถออกมาจากบ้านเลนเบิร์คยังคงเล่นสงครามเย็นมาตลอดทาง ไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากคนทั้งคู่ ณัฏฐนิชถึงจะอยากรู้เรื่องที่เขาคุยกับมารดาแต่เธอไม่ได้ปริปากถาม คงนั่งนิ่งเป็นหุ่นตุ๊กตาอยู่เช่นเดิม แต่เมื่อรถเลี้ยวออกนอกเส้นทางที่จะกลับบ้านเธอก็หันมองหน้าเขานิดหนึ่งคิดอยากสอบถามว่าจะพาไปไหนกันแน่ แต่เมื่อตรึกตรองถึงคำตอบก็เลือกที่จะนั่งเงียบดีกว่า ผู้หญิงอย่างเธอมันไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับเขา อากาศที่เริ่มหนาวขึ้นเพราะดูท่าฝนจะตกลงมาอีกในไม่ช้า บวกกับแรงเป่าของแอร์ภายในตัวรถทำให้หญิงสาวต้องใช้มือกกกอดตัวเองเอาไว้เพราะความหนาว อาการป่วยของเธอเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นแล้ว อคิราห์ยังคงขับรถไปเรื่อยๆ ถนนดูโล่งขึ้นเพราะห่างจากในตัวเมืองมาพอสมควร ชายหนุ่มทอดมองไปด้านหน้าเห็นศาลาที่พักริมทางหลังหนึ่งจึงชะลอรถเทียบจอด “ฉันจะไปทำธุระเธอคอยที่นี่ก่อนก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยบอกอย่างไม่ใส่ใจ“เอ่อ...มันเปลี่ยวนี่ค่ะ รัญกลัวให้รัญกลับแท็กซี่ก็ได้ค่ะ” ณัฏฐนิชต่
“ตาคีมหนูรัญไปยังไงมายังไงถึงแวะมาที่นี่ได้จ๊ะ” ชลาพรมารดา ของอคิราห์เดินทักทายยิ้มร่าเข้ามายังห้องรับแขกที่ลูกชายและลูกสะใภ้นั่งรออยู่ ทั้งสองยกมือไหว้ ผู้เป็นแม่ดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นเคียงคู่กันมาเพราะปกติแล้วอคิราห์จะมาคนเดียวตลอดนี่แสดงว่าเวลาสามเดือนที่ผ่านมาอะไรๆ ที่นางหวังไว้เริ่มจะเห็นผลขึ้นมาบ้างแล้ว“นั่งก่อนนะครับคุณแม่...ไม่สบายอยู่ไม่ต้องรีบเดินก็ได้” ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปประคองมารดา“แม่ไม่เป็นไรหรอก...หนูรัญสบายดีเหรอจ๊ะ ดูหน้าแดงๆ นะ” เมื่อลูกชายประคองให้นั่งก็ไถ่ถามทุกข์สุขลูกสะใภ้ทันที“เอ่อ...”“ลูกสะใภ้คุณแม่ก็หน้าแดงทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...ข้าวใหม่ปลามันทำยังไงได้ล่ะครับ” ชายหนุ่มชิงตอบเสียก่อนด้วยกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องที่เขากลั่นแกล้งฟ้องมารดา ถ้อยขำหยิกแกมหยอกทำให้ชลาพรยิ้มรื่นความหวังจะให้ณัฏฐนิชมาแทนที่ผู้หญิงคนนั้นดูท่าจะไปได้สวย ก็ลูกสะใภ้คนนี้ทั้งสวยทั้งเก่งแทบทุกด้าน ความน่ารักอ่อนหวานนั้นคงแทรกซึมเข้าในหัวใจลูกชายนางบ้างล่ะ ถึงจะยังไม่ลืมเพียงอัปสรในตอนนี้แต่อยู่ไปนานๆ คนที่ตายไปแล้วก็ย่อมไม่มีความหมายอะไรอีกจบสิ้นกันเสียที... “ที่ผมมาวันนี้....จะมาบอกค
ตะวันบ่ายคล้อยสาดแสงอ่อนๆ ลมเย็นๆ พัดผ่านเข้าทางหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้กระทบใบหน้าของคนที่นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่ม ณัฏฐนิชค่อยๆ กะพริบตาให้รับกับแสงที่สาดส่องเข้ามา ร่างบางขยับพลิกตัวเล็กน้อยระบายความเมื่อยขบ หลังจากผ่านการร้องไห้อย่างหนักเธอก็ฟุบหลับไปด้วยความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ หญิงสาวพยุงตัวลุกขึ้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง แขนขาแทบยกไม่ขึ้น แต่เธอก็ยังพยายามเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ความเจ็บปวดตรงจุดพึงสงวนเพิ่มความรุนแรงกว่าในตอนแรก อาจเป็นเพราะเกิดการอักเสบ และดูเหมือนเธอจะมีไข้ด้วย แม้จะรู้ว่าต่อให้ล้างยังไงเธอก็คงไม่มีวันสะอาดเหมือนก่อนแล้วแต่หญิงสาวก็ยังใช้เวลาในการอาบน้ำชำระร่างกายอยู่นานสองนานก่อนจะออกมาแต่งตัว นมสดพร้อมดื่มในตู้เย็นถูกแกะออกนำมาดื่มเพื่อรองท้องแล้วจะรับประทานยาแก้ไข้ตาม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเธออาจจะอาการหนักกว่านี้ก็เป็นได้หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวถึงตาตุ่มด้านบนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนสามส่วนอีกทีเดินลงบันไดด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากนมกล่องนั้น แต่ก็ไม่ได้ปรากฏว่าหิวโหยแต่อย่างใด เรียกได้ว่าต่อให้
แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างภายในห้องนอนสุดหรู ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ ค่อยๆ ยันตัวเองลุกนั่งทั้งที่สองตายังหลับสนิท แต่เพราะถึงเวลาที่นอนจนเต็มอิ่มวงจรร่างกายก็สั่งการให้ต้องตื่นโดยอัตโนมัติ ร่างหนาบิดตัวไปมาขับไล่ความปวดเมื่อยพร้อมๆ กับลืมตารับวันใหม่ แต่สิ่งที่สองตาเห็นในแรกอรุณนั้นทำให้เขาตกใจจนตาค้าง “เอ๊ย...อะไรกันเนี่ย...ณัฏฐนิชเธอมานอนห้องฉันได้ยังไง” เขาใช้มือผลักร่างเล็กที่นอนสงบอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เธอยังไม่มีทีท่าว่าจะกระดิกตัว แผ่นหลังขาวสะอ้านเปลือยเปล่าที่โผล่พ้นผ้านวมผืนหนามันอธิบายอะไรๆ ได้เป็นอย่างดี“ณัฏฐนิชตื่นเดี๋ยวนี้... อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนเธอ...” เหตุการณ์ต่างๆ ในค่ำคืนที่ผ่านมาเริ่มหลั่งไหลสู่ความทรงจำ ชายหนุ่มถึงกับเลือดขึ้นหน้า สายตาคมดุเอาเรื่องกับคนที่เริ่มทุลักทุเลลุกขึ้นเพราะโดนผลักเสียเต็มแรงเมื่อครู่“แพศยา!!!!...เป็นแผนของเธอใช่ไหม...เธอรอโอกาสฉันเมาเพื่อจะให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม อยากเป็นเมียฉันจนตัวสั่นเลยเหรอ ฮึ...ผู้หญิงสารเลว”“...” เสียงด่าทอกู่ก้องปลุกณัฏฐนิชจากนิทราอันล้ำลึกทันที หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งกลัวจนตัวสั่นเมื่อเห็นสามี







