LOGINไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นอันใดไปดังนั้น เทียนอวิ๋นยื่นผ้าเย็นแตะหน้าผากของซ่งเหวินจิ่นอย่างเบามือ ทว่าขณะกำลังจะชักมือกลับ นางพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาด
สายตาคมดุของชายหนุ่มที่ควรจะหลับหรือมึนเบลอในห้วงมึนเมากลับกำลังจ้องมาทางนางแน่วนิ่ง
ดวงตาคู่นั้นฉ่ำเยิ้ม เคลิบเคลิ้ม ปลายหางตาปริ่มน้ำเล็กน้อยจนน่าสงสัย ทั้งยังฉายแวววูบไหวอย่างประหลาด คล้ายร่างกายตนเองกำลังร้อนรุ่ม คล้ายกำลังปรารถนาบางสิ่งอย่างแรงกล้า
“ท่านแม่ทัพ...” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาอย่างระวัง “ท่านเป็นอันใดหรือขอรับ”
สายตานั้นยังคงจับอยู่ที่นางไม่ละไป ซ่งเหวินจิ่นขยับกายเล็กน้อยก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ ปลดกระดุมบนคอเสื้อออก
“ข้าร้อน...”
เสียงของเขาแหบพร่า ดวงหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งบัดนี้แดงระเรื่อราวถูกเปลวไฟแผดเผา ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม
“ข้ารู้สึกแปลกประหลาดนัก...” เขากล่าวต่อแผ่วเบา ขณะค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกเผยให้เห็นเนื้อตัวที่เปื้อนเหงื่อและแดงจัดจนผิดปกติ
เทียนอวิ๋นสะดุ้งเล็กน้อย รีบเบือนหน้าหลบ ไม่กล้ามองตรง ๆ ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาม่านมืด หากดวงตากำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“หรือจะเป็นพิษสุรา...” นางพึมพำกับตนเองเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงเร่ง
“ท่านแม่ทัพน้อยกระหายน้ำหรือไม่ขอรับ ข้าน้อยจะไปนำน้ำเย็นมาให้ดื่มเดี๋ยวนี้”
“อืม หิวน้ำ หิวมากยิ่งนัก...” เสียงตอบรับแผ่วช้า ช่างไม่เหมือนเจ้านายผู้เคร่งขรึมคนเดิมเลยแม้แต่น้อย
เทียนอวิ๋นไม่รอช้า นางลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นเหยือกเคลือบใบเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะมุมห้องแล้วรีบสาวเท้าไปหยิบทันที
เมื่อเทียนอวิ๋นกลับมาถึงหน้าห้องพร้อมกับจอกน้ำเย็นในมือ ใจนางยังคงว้าวุ่นกับสีหน้าของเจ้านายที่ผิดแผกไป
ทว่าทันทีที่หันหลังกลับมานั้น สิ่งที่หญิงสาวในคราบบุรุษเห็นคือ...
ร่างกำยำสูงใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มยืนอยู่กลางห้องซึ่งบัดนี้มันเกือบเปลือยเปล่า เสื้อผ้าส่วนบนถูกปลดทิ้งระเนระนาดอยู่ที่พื้น แผ่นอกแน่นตึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นทรงพลัง ราวกับรูปสลักหยกหยาบที่มีชีวิต ดวงตาคมปรือฉ่ำ มองมาทางนาง
พรึ่บ
เสียงผ้าเสียดสีดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อมือหนากำลังถอดกางเกงอันเป็นปราการสุดท้ายออก ดังนั้นเวลานี้ร่างกำยำแข็งแกร่งนั้นจึงไร้อาภารณ์กำบังกายเนื้อเลยสักชิ้นเดียว
ภาพตรงหน้า ที่ทำให้นางชะงักเท้า จอกน้ำในมือนางพลันร่วงจากมือกระแทกพื้นหินเสียงดังกังวาน
เพล้ง!
ชั่ววินาทีนั้น เทียนอวิ๋นยืนตะลึง ใบหน้าแข็งค้าง หัวใจราวกับหยุดเต้น
ต่อมานั้นร่างสูงใหญ่ของซ่งเหวินจิ่นยืนพิงเสา สองมือที่เคยมั่นคงยามจับดาบ บัดนี้กลับกำลังเลื่อนขยับไปทั่วร่างกายตนเองราวกับต้องการเช็ดเอาความร้อนผ่าวออกไป
อึก
เสียงกลืนน้ำลายหนืดคอของเทียนอวิ๋นดังขึ้นมาหากแต่ยังไม่สามารถดังกลบเสียงครางกระเส่าของเจ้านายเหนือหัวของตนเองตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
“แฮ่ก อื้ม~”
เนื่องจากอาภรณ์ล่างของเขาถูกปลดออกทั้งหมด ผืนผ้าหลุดจากบั้นเอวตกกองกับพื้นโดยไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป แท่งหยกที่อยู่ใต้ร่มผ้าจึงปรากฏสู่สายตาโดยไร้การปิดบัง
มันตั้งชันราวกับขึงตึงด้วยแรงพิษ มือหนาของเขารูดไปมาตามแนวลำเนื้อแน่นที่บัดนี้ขยายเต็มที่ จนเส้นเลือดนูนพาดเป็นทางชัดเจน แสดงถึงความทรมานที่ก่อตัวจากภายใน
ร่างหนาสั่นระริกยามมือตนเองขับเคลื่อนแท่งหยกนั้นอย่างไร้หนทางปลดปล่อย
ใบหน้าคมแดงจัด เหงื่อผุดซึมทั่วไรผม หัวไหล่กว้างสั่นเล็กน้อยตามแรงสะท้านภายใน
เทียนอวิ๋นเบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน ใบหน้าร้อนผ่าว ริมฝีปากสั่นเบา ๆ อย่างไม่อาจควบคุม
“ท่าน...” นางหลุดเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงตกตะลึงระคนประหม่า
นางหลุดเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงตกตะลึงระคนประหม่า ใบหน้าร้อนผ่าวเหมือนถูกเพลิงลูบไล้
ในห้วงลมหายใจเดียวกันนั้น ร่างนางกลับเกิดอาการร่างกานตนเองพลันสะท้านรประหลาดขึ้นมาโดยมิทันตั้งตัว มือบางเลื่อนลงแตะหน้าท้องเบา ๆ ตรงช่วงท้องน้อยที่อยู่ดี ๆ ก็วูบโหวงดั่งมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวภายใน
ดวงตากลมโตสั่นไหวอย่างตกตะลึง ก่อนจะหลุบต่ำลงน้อย ๆ อย่างไม่เข้าใจตนเอง
แถมยัง...ภายใต้ชั้นอาภรณ์บางเบาในที่ลับของตัวเองนั้น กลับตอดรัดเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา
นางมิอาจหยุดยั้งความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นผ่านกายได้ ท่อนขาทั้งสองจึงขยับเบียดชิดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ราวกับหวังต้านทานบางสิ่งที่มิอาจเอ่ยนาม
เทียนอวิ๋นกัดริมฝีปากแน่น ปลายหูแดงซ่านจนแทบจะมองเห็นได้ใต้แสงตะเกียง
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่...
ทำไมข้าจึงรู้สึกราวกับมีผีเสื้อล้านตัวมาบินวนในช่องท้องกันเล่า
ซ่งเหวินจิ่นยังคงหอบถี่ เสียงแหบพร่าดังแผ่วขึ้นจากด้านหลัง
“ร้อน ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าร้อน ข้ารู้สึกเหมือนจะขาดใจตายให้ได้ ทั้งมึน ทั้งอึดอัด หายใจก็ไม่ทั่ว คิดอะไรก็มิออก...”
“ท่านแม่ทัพเป็นอะไรไปกันแน่ขอรับ”
“เจ้า เจ้าเป็นใคร...” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาปรือลงมองร่างนางอย่างเลื่อนลอย “ทำไมใบหน้าเจ้าดู เบลอไปหมด...”
เทียนอวิ๋นหันขวับกลับมาอย่างตกใจ
“ท่านแม่ทัพจำข้าไม่ได้หรือขอรับ ข้าน้อยคือบ่าวชายผู้ติดตามของท่านอย่างไรเล่า”
ซ่งเหวินจิ่นหลับตาแน่น ก่อนครางออกมาเบา ๆ “ตอนนี้ข้าคิดอะไรไม่ออกเลย เหมือนเลือดในร่างพลุ่งพล่านจะเผาตัวข้าให้ตาย...”
เทียนอวิ๋นยืนนิ่ง ใจเต้นระรัวอย่างไม่อาจห้าม มือบางกำชายเสื้อแน่นพลางครุ่นคิดด้วยความตื่นตระหนก
ร้อนเช่นนี้
ถอดเสื้อผ้าเช่นนี้
หายใจไม่ทั่วและจำใครไม่ได้...
ภาพสายตาร้ายกาจของเหมยซูอวิ๋นก่อนออกจากห้องวาบขึ้นในความคิดของนาง
“ยากระตุ้นกำหนัด...”
นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนเสียงของบิดาในความทรงจำจะดังแว่วขึ้นในหัว
‘จำไว้เทียนอวิ๋น หากผู้ใดถูกยากำหนัดชนิดแรง และหากไม่ได้ปลดปล่อยอาจถึงตายได้ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นโดยเด็ดขาด!’
ดวงตาของนางเบิกกว้าง อกสั่นน้อย ๆ ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวท่าทางของเจ้านายตนเองแต่เพราะนางต้องตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่
‘จะทำเช่นไรดี... หากปล่อยไว้เช่นนี้ ท่านแม่ทัพต้องไม่รอดแน่...’
เสียงหอบหายใจหนัก ๆ ดังก้องอยู่ในห้อง เงาของร่างสูงกระเพื่อมตามจังหวะอกที่ยกขึ้นลง ลำคอขาวระเรื่อเคลื่อนไหวชัดเจน มือที่เคยจับอาวุธบัดนี้กลับไม่มีสิ่งใดยึดเหนี่ยวได้ นอกจากความทรมานในกายตนเอง
เทียนอวิ๋นกะพริบตาถี่ กลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว ร่างของนางแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
‘...เขาเจ็บปวดเพียงนี้เลยหรือ...’
นางรู้ดีว่าไม่อาจปล่อยให้เขาทนต่อไปเช่นนี้ได้
เทียนอวิ๋นหลับตาแน่น สูดลมหายใจลึก
บทส่งท้าย18+ทิ้งท้ายภายในรถสองเงาร่างนั่งอยู่เคียงกัน นิ้วเรียวของหญิงสาวยังถูกมือใหญ่ของบุรุษจับไว้แน่น อบอุ่นจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะทว่าเทียนอวิ๋นรู้สึกได้ ว่าดวงตาของคนรักหนุ่มเหลือบมองตนเองอยู่เนือง ๆ คล้ายมีบางสิ่งที่เขาคิดจะพูด แต่ก็กดเก็บไว้ใต้แววตาคู่นั้นอยู่หลายคราในที่สุดนางก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน“ท่านแม่ทัพ ท่านมีสิ่งใดอยากพูดกับข้าหรือไม่เจ้าคะ”ซ่งเหวินจิ่นชะงักเล็กน้อย หันกลับมาสบตานาง ก่อนจะกลืนน้ำลายเบา ๆ อย่างลังเลสายตาคมสบนางอย่างไม่หลบ แต่กลับแฝงความเก้อเขินที่หาได้ยากยิ่งในตัวเขา“พูดมาเถิดเจ้าค่ะ...” นางพูดอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มบาง “หากเป็นสิ่งที่ข้าให้ได้ ข้ายินดี”คำพูดของนาง ทำให้เขาหลุดหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคม พร้อมดวงตาที่คล้ายจะซุกซนขึ้นมาอย่างมิอาจห้าม“สิ่งที่ข้าขอ เจ้าทำได้อยู่แล้วทุกอย่างจริงรึ” เขาเอนตัวเข้าใกล้ สายตาอบอุ่นจนหัวใจนางเต้นระรัว “มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องการมานานแล้ว”“...”เขากระซิบเบา ๆ“เมื่อก่อน ข้าไม่เคยได้สัมผัสความอ่อนนุ่มจากซาลาเปาน้อยสองลูกนี้ของเจ้าเลย ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่ามันจะนุ่มขนาดไหนและมีลักษ
บทที่สิบเก้าบนรถม้าผ่านไปสองวัน...ท้องฟ้าเหนือจวนแม่ทัพแจ่มใสดุจไร้สิ่งใดเคยเกิดขึ้นมาก่อน แสงตะวันยามเช้าไล้ผ่านชายหลังคา ลูบไล้ยอดไม้ และทอดเงาเบา ๆ บนแผ่นหินหน้าครัวเรือนในจวนด้านในชีวิตประจำวันของเทียนอวิ๋นกลับมาเป็นดั่งเดิมนางตื่นแต่เช้า มาช่วยจัดเตรียมอาหารในโรงครัว สามารถแต่งกายด้วยอาภรณ์สตรีเรียบง่าย ได้ผูกผมขึ้นเป็นมวยเล็กตามแบบสาวใช้ทั่วไป ใบหน้าไม่ต้องหลบซ่อนตัวตน ไม่ต้องพันผ้ารัดอก ไม่ต้องฝึกย่ำเท้าแบบบุรุษอีกและที่น่าแปลกไปมากกว่านั้นคือหลังจากบิดาของนางไปแจ้งเรื่องขอพักงานเนื่องจากอาการป่วยของพี่ชายฝาแฝดกับท่านพ่อบ้านชราผู้ดูแลจวนกลับได้รับอนุมัติอย่างง่ายดายโดยที่ไม่โดนไล่ออก หรือแม้กระทั่งโดนลงโทษเลยสักนิดเดียวหากครอบครอบนางรู้เช่นนี้คงไม่สร้างเรื่องยุ่งยากอย่างการให้เทียนอวิ๋นปลอมตัวเป็นพี่ชายหรอก เฮ้อดี แล้ว นางมีคติประจำตัวว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วดีเสมอ เพราะคนเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้นี่นาขณะนี้เทียนอวิ๋นเดินออกมาจากเรือนบ่าวด้วยฝีเท้าเร่งร้อนอย่างเคยหลังจากคืนวันเปลี่ยนไปหลายวันทุกอย่างกำลังลงตัวกลับไปเหมือนอดีตอย่างที่ควรเป็น เช่นเดียวกับที่นางก
บทที่สิบแปดไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป🔥🔥ภายในห้องเงียบสงบมีเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นถี่ และเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันแผ่วเบา แสงตะเกียงบนผนังสั่นไหวตามแรงลมอ่อน ๆ จากหน้าต่างสะท้อนเงาร่างสองร่างที่แนบแน่นกันอยู่บนขอบเตียงซ่งเหวินจิ่นค่อย ๆ ละริมฝีปากลงจากเรียวปากของนางไล้จูบลงข้างแก้ม ลำคอ ไล่ลงตามสาบเสื้อผ้าบางเบาราวกับเขาต้องการประทับรอยไว้เพื่อประกาศว่า ‘ผู้นี้ เป็นของเขาเท่านั้น’ทุกจุมพิตของเขามิได้เร่งเร้าแต่กลับปลุกปลอบ ปลุกเร้าให้ต้องการโดนสัมผัสมากกว่านี้จนนางที่ในใจยังลังเล...ก็เริ่มละลายลงในอ้อมแขนของเขาอย่างช้า ๆมือใหญ่ของเขาเลื่อนมาช่วยปลดสายผ้าตรงช่วงไหล่ อาภรณ์ที่เคยปกปิดมิดชิด ค่อย ๆ หลุดร่วงลงตามแรงโน้มของใจที่ไม่อาจห้ามและในจังหวะที่นางกำลังเคลิ้ม ลืมเลือนโลกทั้งใบปลายนิ้วของเขาก็เลื่อนเข้าหากึ่งกลางผ้ารัดอก เพราะคิดว่าเป็นเพียงผ้าชั้นในของบุรุษตามประสาบ่าวปกติเสียงพรืดของผ้าที่หลุดจากร่างและในวินาทีนั้นเอง เรือนร่างที่เขาคิดว่าเป็นของบุรุษกลับเผยส่วนเว้าโค้งที่ไม่ควรมีในชายผู้ใดยอดเขาขาวนวลอ่อนนุ่มสองลูกที่ควรมีเฉพาะในสตรีเพศกลับปรากฏอยู่ตรงหน้าเขารูปร่างน
บทที่สิบเจ็ดเจ้าเป็นของข้าโดยชอบธรรม🔥บานประตูปิดลงอย่างเงียบงัน เสียงตะเกียงไส้ฝ้ายแตกดังแจะ กลายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กล้าขัดจังหวะความเงียบในห้อง แผ่นหลังของเทียนอวิ๋นแนบประตูไม้ ขณะที่มือยังถูกชายตรงหน้ากุมไว้แน่นซ่งเหวินจิ่นยืนอยู่ใกล้...ใกล้เสียจนเงาร่างของเขาซ้อนทับกับนาง ใบหน้าคมเข้มยังคงมืดครึ่งหนึ่งภายใต้แสงไฟ หากแต่ดวงตาของเขากลับทอประกายวาบน่ากลัวที่นางอ่านไม่ออก“เจ้าทำอะไรลงไป” เสียงของเขาดังขึ้นช้า ๆ แต่ชัดเจน หนักแน่นดุจค้อนกระทบหิน“...”“เหตุใดจึงส่งนางผู้นั้นเข้ามาแทนตนเอง” เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว มือยังคงไม่ปล่อยและดวงตายังจับจ้องเพียงใบหน้านางคนเดียวเทียนอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ และเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เพราะข้าน้อยรู้ตัวว่าไม่สามารถให้ในสิ่งที่คุณชายต้องการได้ทุกอย่างขอรับ”นางพยายามประคองเสียงให้เรียบ แต่ความสั่นเครือในแววตากลับทรยศใจที่ฝืนไว้“บ่าวเป็นผู้ชาย” เสียงนางเบาลงราวมลายละลายไปกับลม “ท่านแม่ทัพคงรังเกียจบ่าวที่เป็นผู้ชาย ไม่มีส่วนนุ่มนิ่มและน่ามองเหมือนเหล่าสตรี ข้าเพียงไม่อยากให้คุณชายต้องฝืนตนเอง และลำบากใจอีกต่อไปขอรับ”ป
บทที่สิบหกตัวแทนอุ่นเตียงจ๊อกเสียงของเหลวสีขาวขุ่นผสมกับน้ำสะอาดที่เทียนอวิ๋นใช้ล้างและล้วงออกมาจากช่องทางสวาทของตนเองดังลั่นสถานที่เอาไว้อาบน้ำของสาวใช้ที่นางแอบเข้ามาข้างในเพื่อใช้บริการชั่วคราวในตอนที่ไม่มีใครมาใช้เพราะต่างแยกย้ายไปทำงานของตนเองในช่วงเวลาใกล้เย็นต้องรีบจัดการงานตนเองให้เสร็จไม่เช่นนั้นคงไม่ได้นอนมือบางไล้น้ำผ่านซอกคออย่างแผ่วเบา ทุกหยดน้ำที่ไหลผ่านลำตัว คล้ายสายฝนที่พยายามลบล้างร่องรอยกลีบบุปผาที่เบ่งบานโดยไม่อาจควบคุม“คืนนี้ ข้าจะต้องไม่ไปปรนนิบัติท่านแม่ทัพ”ขอเพียงคืนนี้ นางต้องการพักหัวใจและร่างกายของตนเพียงแค่คืนเดียวเพื่อหาเวลาคิดใคร่ครวญหาวิธีที่สามารถทั้งช่วยเจ้านายที่ตนเองภักดีและช่วยหัวใจตนเองไม่ให้ตกลงไปในหลุมที่ลึกล้ำยากปีนขึ้นมาในอนาคตอันใกล้ที่จะมาถึงนี้ในที่สุดยามค่ำคืนก็มาถึง จวนแม่ทัพแสงตะวันลับเหลือเพียงแสงตะเกียงที่ไหวริกไปตามลมเย็นปลายวสันต์รอบเรือนเงียบสงบตามธรรมเนียมของจวนทหาร หากแต่หัวใจของหญิงสาวผู้หนึ่งกลับไม่อาจสงบลงได้แม้แต่น้อยเทียนอวิ๋นยืนเงียบอยู่เสาต้นหนึ่งไม่ไกลจากห้องนอนของท่านแม่ทัพ มือของนางกำชายเสื้อแน่น สายตาแน่วแน่มองไป
บทที่สิบห้าบนม้า 18+🔥🥵นางคิดว่าทุกอย่าง…คงจบลงเพียงค่ำคืนนั้นค่ำคืนที่นางยอมมอบกายเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตนเองพูดไปและยืนยันความบริสุทธิ์ใจคว่าตนเองนั้นไม่ได้เป็นพวกของฝ่ายหอคณิกาแต่อย่างไรทว่า...แต่นนางหาได้เคยคิดมาก่อนว่าว่านับจากคืนนั้นจะยังมี ‘อีกหลายคืน’ ถัดจากนั้นท่านแม่ทัพเรียกหานางที่เป็นบ่าวชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในยามราตรีท่ามกลางเงาจันทร์ภายใต้ข้ออ้างว่าพิษในกายเขายังมิได้สร่าง และทุกครั้งที่เขาเอ่ยนางที่ตกหลุมรักเขามานานนมก็ยินยอมโดยไม่เอ่ยปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่แน่นอนว่านางต้องช่วยเขาไปด้วยและพยายามปิดความเป็นสตรีของตนเองไปด้วยโชคดีที่เจ้านายคนนี้เป็นคนยอมรับเงื่อนไขง่ายดายไม่ว่านางจะขอให้ปิดตา มัดมือ หรือไม่ให้จับตรงไหน เขาก้ยอมทุกอย่าง ขอเพียงนางซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นชายไม่อาจท้องได้ยอมช่วยเขาถอนพิษนั้นให้สิ้นซากนางเคยถามเขา ด้วยความสงสัยว่าพิษชนิดนี้นั้นจะอยู่นานอีกเท่าใดกันท่านแม่ทัพหลุบตาต่ำแล้วกล่าวอย่างจริงจัง ว่าหมอชราผู้เชี่ยวชาญบอกว่าพิษนี้ถอนด้วยยาไม่ได้ต้องให้คนโดนพิษปลดปล่อยออกจนพิษออกจากตัวหมดจึงจะสงบลงนางฟังแล้วเงียบงันตีความด้วยสมองอันน้อยนิดของตน
บทที่สิบซุ่มซ่ามจนเกิดเรื่องหลังจากได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงเช้าตรู่ เทียนอวิ๋นตื่นขึ้นมาในเวลาที่แสงตะวันลอดผ่านผ้าม่านหนา บ่งบอกว่ากำลังย่างเข้าสู่ยามเที่ยงวันแม้ร่างกายยังรู้สึกปวดหนึบตรงช่วงบั้นเอวและกลางกาย แต่ความล้าในกายนั้นเบาบางลงไปมากแล้วหญิงสาวลุกขึ้นขยับร่างเล็ก ที่ยังคงพันรัดด้วยผ้า
บทที่เก้าจำไม่ได้ (?)รุ่งเช้าวันถัดมาแสงแดดอุ่นสาดลอดบานหน้าต่างไม้เข้ามายังห้องนอนในเรือนรับรองในหอหยกเมฆ เสียงนกบนกิ่งหลี่ยังไม่ทันแว่วชัดนัก ร่างสูงบนเตียงก็ค่อย ๆ พลิกกาย ลืมตาขึ้นซ่งเหวินจิ่นกระพริบตาเบา ๆ ดวงตาสีเข้มทอดมองเพดานไม้เหนือศีรษะ ศีรษะของเขาหนักเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับเวียน เพียงรู
บทที่แปดหน้าคันฉ่อง🔥🥵18+หลังเสียงหอบเหนื่อยแห่งห้วงรักรอบก่อนจางลง กลิ่นกายและไออุ่นของหญิงสาวยังตรึงอยู่ในอ้อมแขนของเขาไม่จางหากแต่เพลิงในอกเขายังมิได้มอดลง กลับลุกโหมหนักยิ่งกว่าเดิม ดั่งฟืนในเตาที่ไม่ดับแม้ถูกน้ำราดกลับปะทุร้อนขึ้นอีกชั้นดวงตาคมปรายมองไปยังอีกมุมของห้องมี ‘คันฉ่องทองเหลือ
บทที่หกตอบรับทุกสัมผัส🔥🥵18+ซ่งเหวินจิ่นโน้มกายลงอีกครั้ง ใบหน้าคมคร้ามซุกเข้าหาเนินเนื้อที่กลมกลึงดุจลูกพีชคู่สุกงอม ฝังปลายจมูกไว้ตรงจุดอ่อนโยนซึ่งกลิ่นหอมละมุนคล้ายกลีบบุปผาแรกแย้มยามย่ำค่ำเคราหนานุ่มตรงปลายคางของเขาสัมผัสผิวเนียนละเอียดของนาง ทำเอาร่างใต้ร่างสะดุ้งเล็กน้อย กลั้นหัวเราะไว้ไม







