เข้าสู่ระบบมือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้
เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะท้อนก้องในห้องเงียบงันทุกจังหวะ กลืนกับเสียงผิวเนื้อเสียดสีที่เบาแต่คมชัด จนไม่อาจหลีกหนี
เทียนอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของนางซีดขาวก่อนแดงซ่านขึ้นแทบจะทันทีที่เห็นภาพนั้น
นางควรหลบตา ควรหันหลังหนี...
แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลายเท้าถูกตรึงไว้กับพื้น
ภายในร่างของนางเองก็วูบไหวไม่ต่างกัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบจากท้องน้อยไปจนถึงบุปผาใจกลางกาย
ร่างกายที่เคยสงบกลับเกิดอาการสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ
มันไม่ใช่เพียงความเขินอาย แต่มันมากกว่านั้น
มันลึกซึ้งยากจะอธิบาย
มือบางเลื่อนลงกดเบา ๆ ที่หน้าท้องตนเอง หวังกลบความปั่นป่วนใต้ผิวเนื้ออุ่นวาบ ในถ้ำบุปผาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแรงเต้นเป็นจังหวะบีบรัดอยู่ภายใน จนท่อนขาของนางต้องเบียดเข้าหากันโดยมิรู้ตัว
“ท่านแม่ทัพ…” เสียงนางแผ่วเบา คล้ายลมหายใจในฤดูหนาว
อีกฝ่ายยังไม่หยุด เขายังคงชักนำมือของตนผ่านแท่งหยกนั้นอย่างลนลาน ร่างสูงนั้นสั่นเทา สะท้านด้วยแรงปรารถนาจนเงาไหวสะท้อนอยู่บนฝาไม้
ทว่า… ดวงตาคมที่เคยเงียบงัน เยือกเย็นเสมอเวลา ยามนี้กลับเปิดขึ้นช้า ๆ และมองตรงมายังอีกคนในห้อง
มองตรงมาที่นาง เพียงนางเท่านั้น
เทียนอวิ๋นสะดุ้งวูบ หากแต่ไม่อาจขยับกายหนีได้แม้เพียงครึ่งก้าว
แววตาของซ่งเหวินจิ่นฉ่ำปรือ ราวกับไม่รู้แม้กระทั่งสิ่งที่ตนทำ แต่ดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงที่แทบจะหลอมละลายสติของนาง
"ช่วยข้าด้วย..."
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสั่นระริก ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยแต่มั่นคงขณะก้าวเข้าไปใกล้
นางทรุดตัวลงตรงหน้าเขา ไม่หลบสายตาอีกต่อไป ความละอายยังคงมีอยู่ ทว่าแรงปรารถนาอันซ่อนลึกยิ่งกว่าสิ่งใดได้แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่ไม่อาจหักห้าม
มือน้อยเอื้อมออกไปช้า ๆ
ลำแท่งหยกชี้โด่ตรงหน้านั้นร้อนจัด ราวกับโลหะที่เพิ่งผ่านไฟ นางเริ่มสัมผัสมันเบา ๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังบรรจงสัมผัสหยกแท่งงามที่ไม่อาจแตะต้องด้วยแรงมากไปกว่านี้ได้ด้วยกลัวมันจุบุปสลาย
เสียงครางต่ำแผ่วลอดจากลำคอของบุรุษผู้นั้น คล้ายเสียงพิณที่ดีดด้วยปลายนิ้วเปลือย
เขากระตุกเบา ๆ ปลายเท้าเกร็ง นางจึงบีบมือน้อยลงนิด แล้วขยับมือไปอย่างที่คิดว่าคงช่วยปลดความอึดอัดนั้นให้เขาได้บ้าง
เมื่อเห็นว่าเสียงของเขาเปลี่ยนไป เป็นทุ้มต่ำ สั่นสะท้านกว่าก่อนหน้านั้น นางก็ยิ่งแน่ใจ
และแล้ว…
หญิงสาวค่อย ๆ โน้มกายเข้าใกล้ ใช้ริมฝีปากแตะเบา ๆ บนหัวบานฉ่ำของแท่งหยกยักษ์นั้น
ราวกับลิ้นของนางเป็นหมอกเย็นในยามเหมันต์เย็นที่หยดลงบนผิวหยกแดงจัดที่กำลังร้อนระอุ
เสียงครางจากในอกเขาแปรเปลี่ยนอีกครั้ง ทุ้มต่ำ… กระชั้นมากขึ้น หายใจเข้าออกถี่รัว
มือใหญ่สั่นเล็กน้อยขณะวางบนศีรษะของนาง
แม้จะไม่ออกแรงนัก ทว่าน้ำหนักนั้นมากพอให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรเทียนอวิ๋นกะพริบตาช้า ๆ ดวงหน้าแดงจัดไปถึงข้างหู ลมหายใจตื้นและติดขัด แต่มือนางกลับแนบแน่นบนต้นขาเขา ยอมรับการนำโดยไม่กล่าวคำปฏิเสธ
ร่างสูงที่เคยมั่นคง บัดนี้สั่นระริกไปทั้งร่าง ขยับสะโพกเข้าหาโพรงปากสตรีตรงหน้าอย่างไม่อาจฝืน
สะโพกแน่นด้วยกล้ามเนื้อของนักรบผลักดันหยกแท่งร้อนเข้าออกในโพรงบุปผาอุ่นชื้นที่นางยอมเปิดรับ
ครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเพลิงในร่างจะมอดเพียงได้สัมผัสกับหมอกแห่งหยาดพิรุณ
“อ่อก อ่อก”
“แฮ่ก อ่า~”
เสียงหอบของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกการเคลื่อนไหวส่งเสียงกระทบเป็นจังหวะเบา ๆ
มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนไปด้านหลังศีรษะนาง นิ้วเรียวยาวรั้งกลุ่มผมที่หลุดลุ่ยเบา ๆ จนศีรษะของหญิงสาวแนบลงพอดีกับทิศทางของแท่งหยกที่ขึงตึงแน่น
เทียนอวิ๋นเหลือบตาขึ้นไปมองชายหนุ่มตรงหน้า เจ้านายที่ตนเคยเคารพจากไกล ๆ บัดนี้กำลังครางและมองสบตากับนางอย่างร้อนแรงตรงหน้า
สีหน้าเขายามนี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกเมื่อที่นางเคยเห็น
นางจึงบรรจงเคลื่อนไหวเรียวลิ้นอ่อนนุ่มภายในโพรงปากอย่างตั้งใจ
ค่อย ๆ ไล้เลียยอดหยกแดงจัดตรงหน้า ราวกับฝึกมาแรมปี ทั้งที่ความจริงไม่เคยทำกับผู้ใดเลยสักครั้ง
หยกแท่งนั้นกระตุกแผ่วในโพรงปากของหญิงสาวเป็นระยะ ๆ ทุกครั้งที่เรียวลิ้นแตะต้องตรงจุดอ่อนไหว
เสียงครางในลำคอของบุรุษดังกว่าก่อน เสียงหายใจหนักกระชั้น มือที่กดอยู่ด้านหลังศีรษะสั่นระริกและรั้งแน่นขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นสูงเรื่อย ๆ
นางไม่ได้ผละออก ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว ทุกสัมผัสที่มอบให้เขานั้นมาจากความตั้งใจ ไม่ใช่หน้าที่
กลิ่นกายของบุรุษผู้นี้อบอวลอยู่ในจมูกของนาง ปนเปกับกลิ่นเหงื่อ กลิ่นไฟราคะ กลิ่นอุ่นของคนผู้ตกอยู่ในห้วงปรารถนา
และในที่สุด...
เสียงหอบนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงต่ำในลำคอ เสียงที่แทบจะกลั้นไม่ไหว สะโพกแน่นกระตุกครั้งสุดท้าย ก่อนที่แท่งหยกที่ตึงแน่นจะสั่นเบา ๆ แล้วปลดปล่อยแรงที่สะสมไว้อย่างยาวนาน
สายน้ำนั้นพุ่งพล่านด้วยแรงของคนที่เกือบสิ้นใจ สีขาวขุ่นอุ่นจัด ไหลผ่านโพรงปาก ลงสู่ลำคอ และไหลเอ่อล้นออกมาเปรอะเปื้อนริมฝีปากนางจนหยาดหยดหนึ่งไหลเคลื่อนลงสู่ปลายคาง
เทียนอวิ๋นหลับตาลงรับทุกสิ่ง ไม่ปริปากพูด ไม่แม้แต่จะปาดน้ำตาที่คลออยู่ในหางตา
มือของนางเลื่อนขึ้นแตะเบา ๆ ที่ต้นขาของเขา ประคองเขาจนหยกแท่งนั้นเอนตัวลง...เหมือนดาบที่เพิ่งฟาดฟันจนสุดแรง
เงียบ…
ทั้งห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจที่เริ่มช้าลงของชายหนุ่มที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นจากเงามืดของพิษกำหนัดในกาย
บทที่ห้าสายรัดอก🔥🥵18+แม้เปลวพิษในร่างจะมอดลงแล้ว แต่เปลวไฟที่ซ่อนอยู่ในใจชายหนุ่มกลับยังลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงที่ยังเปลือยเปล่าภายใต้แสงตะเกียงสลัว โน้มกายก้มเข้าหาเบื้องหน้าช้า ๆ เพื่อเข้าใกล้ตรงที่หญิงสาวยังคุกเข่าหอบหายใจแรงอยู่หยาดขาวอุ่นที่เขาหลั่งออกเมื่อสักครู่ยังเปื้อนไหลออกาจากขอบริมฝีปากของนาง ราวกับมุกขุ่นที่กลิ้งอยู่บนกลีบบุปผาแดงมือใหญ่ค่อย ๆ ยื่นไปแตะใบหน้าของหญิงสาวอย่างเงียบงัน นิ้วโป้งหยาบกร้านแตะมุมปาก ก่อนจะลากผ่านแนวแก้มอ่อนนุ่ม เนื้อเนียนอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวลนางมิได้หลบหนี มิได้ผละออก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ปิดลงช้า ๆ ราวกับยินยอมให้เขาใช้ปลายนิ้ววาดรอยไว้บนใบหน้านิ้วโป้งลูบผ่านคางมน แล้ววนขึ้นอีกครั้งตรงรอยเปื้อนของหยาดพิรุณที่ยังค้างอยู่ มือนั้นเคลื่อนไปตามแนวกราม เหมือนศิลปินผู้กำลังลบสีเกินบนผืนผ้าไหมด้วยความอ่อนโยนแต่ในใจเขานั้นหาได้ต้องการลบออกไม่ หากกลับอยาก นางจำไว้ว่าระหว่างเขากับนาง เคยใกล้ชิดกันเพียงนี้ทุกสัมผัสนั้นดูเหมือนจะอ่อนโยน หากแฝงแรงอารมณ์ที่ถูกเก็บกดจนใกล้ระเบิดเต็มทีเสียแล้วมืออีกข้างวางลงบ
บทที่สี่ช่วยข้าด้วย 🔥🥵18+มือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนลงไปคว้าแท่งหยกที่ร้อนจัด ร้อนราวกับเพิ่งหล่อออกจากเตาเปลวไฟ ร่างสูงกระตุกเล็กน้อยยามที่ฝ่ามือหยาบของตนเคลื่อยขยับขึ้นลงช้า ๆ โดยไร้ซึ่งแบบแผนเนื่องจากหวังเพียงเพื่อระบายความร้อนในร่างที่กำลังแผดเผาตอนนี้เสียงหอบดังสม่ำเสมอ หยาบกระด้างและติดขัด สะท้อนก้องในห้องเงียบงันทุกจังหวะ กลืนกับเสียงผิวเนื้อเสียดสีที่เบาแต่คมชัด จนไม่อาจหลีกหนีเทียนอวิ๋นยืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าของนางซีดขาวก่อนแดงซ่านขึ้นแทบจะทันทีที่เห็นภาพนั้นนางควรหลบตา ควรหันหลังหนี...แต่กลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับปลายเท้าถูกตรึงไว้กับพื้นภายในร่างของนางเองก็วูบไหวไม่ต่างกัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบจากท้องน้อยไปจนถึงบุปผาใจกลางกายร่างกายที่เคยสงบกลับเกิดอาการสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุมันไม่ใช่เพียงความเขินอาย แต่มันมากกว่านั้นมันลึกซึ้งยากจะอธิบายมือบางเลื่อนลงกดเบา ๆ ที่หน้าท้องตนเอง หวังกลบความปั่นป่วนใต้ผิวเนื้ออุ่นวาบ ในถ้ำบุปผาที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีแรงเต้นเป็นจังหวะบีบรัดอยู่ภายใน จนท่อนขาของนางต้องเบียดเข้าหากันโดยมิรู้ตัว“ท่านแม่ทัพ…” เสียงนางแผ่วเบา ค
บทที่สามข้าหิวน้ำ 🔥18+ไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นอันใดไปดังนั้น เทียนอวิ๋นยื่นผ้าเย็นแตะหน้าผากของซ่งเหวินจิ่นอย่างเบามือ ทว่าขณะกำลังจะชักมือกลับ นางพลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดสายตาคมดุของชายหนุ่มที่ควรจะหลับหรือมึนเบลอในห้วงมึนเมากลับกำลังจ้องมาทางนางแน่วนิ่งดวงตาคู่นั้นฉ่ำเยิ้ม เคลิบเคลิ้ม ปลายหางตาปริ่มน้ำเล็กน้อยจนน่าสงสัย ทั้งยังฉายแวววูบไหวอย่างประหลาด คล้ายร่างกายตนเองกำลังร้อนรุ่ม คล้ายกำลังปรารถนาบางสิ่งอย่างแรงกล้า“ท่านแม่ทัพ...” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาอย่างระวัง “ท่านเป็นอันใดหรือขอรับ”สายตานั้นยังคงจับอยู่ที่นางไม่ละไป ซ่งเหวินจิ่นขยับกายเล็กน้อยก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ ปลดกระดุมบนคอเสื้อออก“ข้าร้อน...”เสียงของเขาแหบพร่า ดวงหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งบัดนี้แดงระเรื่อราวถูกเปลวไฟแผดเผา ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม“ข้ารู้สึกแปลกประหลาดนัก...” เขากล่าวต่อแผ่วเบา ขณะค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกเผยให้เห็นเนื้อตัวที่เปื้อนเหงื่อและแดงจัดจนผิดปกติเทียนอวิ๋นสะดุ้งเล็กน้อย รีบเบือนหน้าหลบ ไม่กล้ามองตรง ๆ ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้เงาม่านมืด หากดวงตากำลังเบิกกว้างด้วยความตกใจ“หรื
บทที่สองคณิกาคิดปีนเตียงเสียงหัวเราะเริงร่าดังลั่นอยู่ภายในห้องรับรองชั้นบนของหอเมฆหยก เมื่อสุราไหที่สี่เริ่มพร่องลง ถ้อยคำที่เคยกล่าวอย่างขรึมขลังของเหล่าคุณชายก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวรื่นรมย์ ปนหยอกล้อเร่าร้อนที่ต่างผลัดกันนำมาคุย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าเมื่อคืนก่อนเรือนใต้ของหอเมฆหยกเพิ่งได้สาวใหม่เข้ามา ทั้งผิวเนียนทั้งเสียงนุ่ม” คุณชายไป๋จิ่นโหวเอ่ยพลางยักคิ้วให้เพื่อน สร้างเสียงโห่ฮาขึ้นอีกระลอก“โธ่ ไอ้ไป๋ เรื่องพรรค์นี้ เจ้าจำแม่นเสียยิ่งกว่าเลขบันทึกภาษีเสียอีก” คุณชายเว่ยอวิ้นหลางแกล้งทักพร้อมเทสุราลงจอกให้เพื่อนข้าง ๆจากนั้นเขาก็หันไปยิ้มอย่างภูมิใจ เอ่ยเสียงดัง “คืนนี้พวกเจ้าทุกคนอย่าได้กังวลเรื่องกลับจวนให้เมื่อยล้า ข้าจองห้องพักให้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว มีฉลากชัดเจนบนประตู ใครเมาก็คลานเข้าไปนอนได้เลย!”“โห ไม่เมาไม่หยุดใช่หรือไม่”“ใช่สิ ไม่ได้รวมตัวเช่นนี้นานแล้ว!” เสียงโห่ร้องดังสนั่นจนม่านห้องสะบัดไหวเทียนอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องยังเงียบงัน นางจับจ้องเพียงผู้เป็นนายอย่างเงียบ ๆ ไม่ก้าวออกนอกเส้นเงาของตนเองแม้ครึ่งก้าวเบื้องหน้านางคณิกาสวมชุดแพรโปร่งบางนั่
บทที่หนึ่งเกือบโดนจับได้เรือนหลักของแม่ทัพน้อยซ่งเหวินจิ่นในยามเย็นยิ่งเงียบขรึมกว่าเคย แสงอาทิตย์สุดท้ายคล้ายกลืนหายไปกับผืนฟ้าเบื้องหลังแนวกำแพงเมือง เงาเรือนใหญ่ทอดยาวลงบนลานหินแกรนิตจนแลดูเย็นเยียบเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นบนเฉลียงเรือน พร้อมกับกล่องไม้ใส่อาหารที่แผ่กลิ่นหอมอบอวลออกมาเทียนอวิ๋นในคราบของเซี่ยเทียนหรงยกถาดอาหารมื้อเย็นขึ้นประคองในมือสองข้าง ก้มหน้าเรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงต่ำ“ท่านแม่ทัพน้อยขอรับ ข้าน้อยนำสำรับมื้อเย็นมาให้ขอรับ”ซ่งเหวินจิ่นที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเลื่อนสายตาขึ้นจากม้วนบัญชีรายงาน เสียงของบ่าวข้างกายเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่หูของเขาที่ผ่านการฝึกในสนามรบย่อมไม่อาจมองข้ามเขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนหรี่ตาลง “เสียงของเจ้าเปลี่ยนไป เหตุใดจึงแหลมกว่าเดิมเล็กน้อย ดูเบากว่าทุกวัน”หัวใจเทียนอวิ๋นเต้นโครมคราม นางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม รีบตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามปรับให้ทุ้มขึ้นอีก “คงเพราะเจ็บคอนิดหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินจิ่นไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับยังคงระแคะระคายอยู่ แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ พร้อมโบกมือให้นางนำอาหารมาวาง“เจ้าวางสำรับไว้ แล
บทนำเรือนเก้าท้ายในจวนแม่ทัพเมืองเฟิ่งซีเงียบสงัดยามอรุณ ปลายไผ่โยกไหวแผ่วเบาเพราะสายลมเหนือพัดผ่าน ผ่านเอาปัญหามายังบ้านเล็กหลังหนึ่งของเรือนรับใช้ในจวนในเรือนนั้นครอบครัวเซี่ยนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อผ้าฝ้ายเรียบง่าย ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล“ข้า... ข้าขอโทษจริง ๆ ขอรับท่านพ่อ ท่านแม่...”เสียงแหบแห้งของบุรุษหนุ่มดังแผ่วในห้อง เขานอนอยู่บนฟูกบาง ผ้าห่มห่มถึงอก ดวงหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกระแหงเซี่ยเทียนหรง พี่ชายฝาแฝดของเทียนอวิ๋นร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือบางของนางกุมชายผ้าไว้แน่น ดวงตากลมโตหม่นเศร้าเซี่ยป้อเฉียงบิดาของทั้งสองขมวดคิ้วแน่น “เหตุใดเจ้าถึงได้ดื้อด้านถึงเพียงนี้ เจ้าออกไปนอกจวนตอนกลางคืน ทั้งที่รู้ว่าเป็นบ่าวประจำตัวท่านแม่ทัพ”“ข้าไม่ได้จะเที่ยวขอรับ...” เทียนหรงเบา ๆ ก่อนกล่าวต่อ “ข้าแค่... เห็นสาวชาวบ้านถูกพวกนักเลงลากตัวไปตรงตรอกเปลี่ยว ข้าเลย ข้าเลยเข้าไปช่วย ไม่คิดเลยว่าจะโดนพวกมันรุมแทน”“เฮ้อ...บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ แค่เพราะเห็นใจคนอื่น” เสียงของอวี้ซื่อเบาหวิว ข้างตานางมีหยาดน้ำใสคลออยู่ “หากพวกนายท่านรู้เข้า ลูกข้าอาจถูกลงโทษจนไม่เหลือแม้สิ







