LOGINฟ่านหลี่เจี๋ยเร่งฝีเท้าเต็มที่ เย็นนี้เขาออกจากมาจากสำนักตรวจการช้า กว่าจะกลับเข้าจวนเพื่อหยิบหนังสือที่เขียนเสร็จแล้วบนโต๊ะออกมาก็ใกล้เวลาพลบค่ำ เขาใช้ผ้าสีดำห่อหนังสือสองเล่มแล้วเร่งรุดออกจากคฤหาสน์ไปทางบ่อนหวังร่ำรวย ตรอกข้างบ่อนการพนันนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามตรอกคนโฉด ก่อนจะไปถึงเขาแวะในซอยเล็กๆ ที่มีบ้านหลังน้อยซ่อนอยู่ เปิดเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดบัณฑิตซ่อมซ่อ แล้วใช้ผ้าปิดหน้า
“เจ้ามาแล้วหรือ? ข้าถูกลูกค้าด่ามาห้าวันแล้ว เงินมัดจำก็รับเขามาแล้วจะคืนก็มิมีผู้ใดยอมรับได้กดดันให้ข้าไปเร่งเอาต้นฉบับมา”
คุณชายฟ่านหัวเราะแหะๆ “ข้าขออภัยจริงๆ ระยะนี้งานข้ายุ่งมาก กำหนดว่าจะเขียนให้จบเดือนนี้ก็เลยต้องเลื่อน”
ครั้งแรกที่เขาเอาหนังสือที่ประพันธ์ไว้มาขายต้นฉบับที่นี่ เพราะเกรงจะมีผู้จำได้จึงต้องแปลงโฉมสักเล็กน้อย เสื้อผ้าราคาถูกที่ขอมาจากบ่าวหลังจวนใส่แล้วทำให้คนไม่สนใจจะสังเกตเขานัก แต่เพื่อความมั่นใจเขาจึงใช้ผ้าคาดใบหน้าไว้โดยอ้างกับเถ้าแก่ตาเดียวว่า ตนมีแผลเป็นที่ใบหน้าอัปลักษณ์นักจึงมิอยากให้ผู้ใดได้เห็น
เถ้าแก่ตาเดียวเปิดอ่านต้นฉบับของเขาไม่เพียงสองตอนก็พออกพอใจ ขอซื้อทันที คราแรกเขาหวังเพียงให้มีผู้ได้อ่านผลงานตนเองจึงมิได้คิดเรื่องราคา แต่ต่อมาได้ยินใต้เท้าผู้หนึ่งบ่นเรื่องบุตรีของตนอ่านนิยายจนติดงอมแงมจึงรู้ว่าหนังสือที่ตนเขียนเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่านในเมืองหลวง เมื่อสืบรู้ว่าต้นฉบับของเขาถูกเถ้าแก่เขาไปคัดลอกขายจำนวนนับร้อยเล่ม คำนวณราคาออกมาแล้วได้กำไรอักโข ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงขึ้นราคาต้นฉบับเขาให้สมน้ำสมเนื้อ
“เอาเถิดๆ คราวหน้าข้าจะไม่รับปากลูกค้าส่งเดชอีกแล้ว รอให้เจ้าส่งต้นฉบับมาก่อนค่อยรับเงินมัดจำก็แล้วกัน” เถ้าแก่ตาเดียวมองหนังสือสองเล่มในมือแล้วทำตาโต “อ๊า! มีหนังสือภาพด้วย เช่นนั้นคงต้องเพิ่มเงินให้เจ้าอีกแล้ว ตกลงคราวนี้เจ้าจะเอาเท่าไหร่?”
“ข้าขอเป็นสองเท่าของครั้งก่อน”
เถ้าแก่ตาเดียวทำหน้าแหยงๆ “ไอ้หยา! นี่มิใช่เจ้าคิดจะปล้นข้าหรอกรึ?”
ฟ่านหลี่เจี๋ยหรี่ตา “ท่านไม่เอาก็ได้นะ ข้าจะไปขายให้เถ้าแก่สามตาก็แล้วกัน” เขาหันไปทางแผงหนังสือใหม่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปไม่ไกล
เถ้าแก่ตาเดียวสะดุ้งโหยง “ก็ได้ๆ ข้าตกลง” มือควานหาตั๋วแลกเงินปากก็บ่นพึมพำ “เป็นเพราะมันเทียว ค่าต้นฉบับแพงขึ้นทุกเล่ม”
เคราะห์ดีที่เถ้าแก่สามตามาเปิดแผงหนังสือใต้ดินเพิ่มขึ้นในตรอกคนโฉด เมื่อมีคู่แข่งทางการค้า เถ้าแก่ตาเดียวจึงต้องขึ้นราคาต้นฉบับให้นักเขียนทุกคนเพิ่มขึ้น มิฉะนั้นเขาก็ต้องสูญเสียต้นฉบับไปให้เถ้าแก่สามตาที่มีทั้งแผงหนังสือในตรอกนี้และเปิดร้านขายตำราขนาดย่อมอยู่หน้าตลาด
ความจริงนิยายที่เขาเขียนก็มิได้จำเป็นต้องมาขายในที่ลึกลับเช่นนี้ แต่เพราะค่าต้นฉบับที่แพงกว่าร้านตำราให้ อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่จะอ่านนิยายนั้นนิยมมาเดินซื้อหาสินค้าในตรอกคนโฉดที่มีสินค้ามากมายและหลากหลายประเภท แม้ในอดีตได้ชื่อว่าตรอกคนโฉดเพราะขายสิ่งของผิดกฎหมายหรือสิ่งของผิดศีลธรรม
“คืนก่อนข้าไปแวะกินเกี๊ยวน้ำที่ตรอกคนโฉด มีนักเลงสองคนมาต่อยตีกันหน้าแผงสุราหายาก ไม่ทันไร เถ้าแก่ขี้เมาเคาะหลังพวกเขาคนละทีเท่านั้นก็ร่วงไปกองที่พื้น จากนั้นก็ลากพวกเขาไปพิงไว้ที่กำแพง” จินวั่งซูเป็นผู้ที่ไปตรอกคนโฉดแทบจะทุกวัน
ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงต้องคอยระมัดระวังไม่ออกมาขายต้นฉบับบทประพันธ์ในเวลาเดียวกับสหาย เขายังคงถือว่า ‘ความลับมิควรล่วงรู้เกินสองหู’ ทำให้การเป็นนักเขียนของเขาจึงยังคงเป็นความลับอยู่มาหลายปี
คุณชายฟ่านได้เงินแล้วก็ย้อนกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้านเล็กในซอยถัดไปก่อนทำทีออกมาเดินซื้อข้าวของรอจินวั่งซู เมื่อหลายเดือนก่อนกิจการแรกของเขากับยอดนักธุรกิจอย่างจินวั่งซูเริ่มต้นขึ้นที่นี่
“ยุคของฮ่องเต้หมิงเฟยหลง นับว่าการค้าในแคว้นเราเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อชาวบ้านมีเงินทองย่อมต้องการพื้นที่จับจ่ายใช้สอย” จินวั่งซูผู้มีหัวการค้า แม้ฟ่านหลี่เจี๋ยจะมองว่าเขาเป็นผู้ว่างงาน ทว่าจินวั่งซูกลับให้คำจำกัดความตัวเขาว่า ‘นักลงทุน’
“เจ้าคิดจะทำการค้าใดเพิ่มเล่า? ให้ข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”
“เจ้าอยากร่วมหุ้นกับข้าหรือ?”
“ใช่! ข้าก็อยากว่างงานและมีเงินใช้เช่นเดียวกับเจ้า” ฟ่านหลี่เจี๋ยพยักหน้า เขาเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งจากเงินเบี้ยหวัดและเงินค่าประพันธ์หนังสือ จินวั่งซูไปติดต่อบ่อนหวังร่ำรวยและร้านค้าแถวนั้นที่มิใช่ของตระกูลจินเพื่อสัมปทานพื้นที่ด้านหน้า
“ข้าจะเปิดให้เช่าพื้นที่ค้าขาย เราจะเป็นเจ้าตลาดรอเก็บค่าแผง ส่วนใดเป็นร้านของตระกูลข้าเราก็มิต้องจ่ายเงินให้เขา ส่วนนั้นจะประหยัดไปได้ เมื่อเราเก็บเงินค่าแผงได้ในแต่ละคืน หักส่วนที่ต้องจ่ายให้ร้านค้าแล้ว ที่เหลือเราค่อยเอามาแบ่งกันดีหรือไม่?”
ฟ่านหลี่เจี๋ยทึ่งในความฉลาดล้ำของสหาย “เจ้าเป็นคนไปเก็บค่าแผง ดังนั้นก็แบ่งส่วนค่าแรงการเก็บเงินไปให้เจ้า ข้าไม่อยากกินแรงเพื่อน”
เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ผู้คนรุ่นใหม่ในแคว้นหมิงนิยมออกจากบ้านในยามค่ำคืนมากยิ่งขึ้น แผงขายของในตรอกนี้จึงเพิ่มจำนวนและมีสินค้าที่ถูกกฎหมายและแปลกใหม่เข้ามาปะปน สุดท้ายกลายเป็นตลาดที่ผู้คนนิยมมาซื้อหาสินค้า แผงสินค้าขยายเกินกว่าที่เขากับจินวั่งซูคาดการณ์ไว้ รายได้ของทั้งสองจึงมีเป็นกอบเป็นกำในเวลาอันรวดเร็ว
ระยะหลังมีหญิงสาวมากมายออกมาซื้อหาสินค้ายามค่ำคืน รวมทั้งมีอาหารการกินมาขายสำหรับลูกค้า ย่านนี้จึงกลายเป็นตลาดกลางคืนที่นิยมอย่างยิ่งของเมืองหมิง กล่าวกันว่า ‘ผู้ใดมาถึงเมืองหมิงแล้วมิได้มาเยือนตลาดคนโฉดก็นับว่ายังมาไม่ถึง’
“ข้าเจอสตรีสามสี่นางใส่ชุดแคว้นจินมาเที่ยวตรอกคนโฉดด้วย ครั้นสอบถามกลับพบว่า พวกนางรู้จักกับฉิงเอ๋อร์ของข้าเสียนี่” ตกกลางคืนจินวั่งซูจะคอยเดินสำรวจตรวจตราแผงการค้าในตรอกคนโฉด จึงมีข่าวสารมาเล่าสู่ฟ่านหลี่เจี๋ยฟังบ่อยๆ
“งานนี้เหมาะกับข้ามากที่สุด การเดินสำรวจแผงการค้าและเก็บเงินไปด้วยเหมาะกับคุณชายรูปงามซ้ำยังชาญฉลาดเช่นข้า เจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
“น่าเสียดายที่เราไม่รู้ว่า พื้นที่ตรอกคนโฉดนั้นเจ้าของคือผู้ใด?”
“นั่นสินะ ถามคนขายของในนั้นก็มิมีผู้ใดรู้ ล้วนบอกว่าจะมีรหัสลับในการเก็บค่าเช่าแผง และผู้มาเก็บมักจะมิใช่คนเดิม”
ฟ่านหลี่เจี๋ยกวาดตามองแต่ละแผงที่ล้วนจุดตะเกียงสว่างไสวเรียกลูกค้า สินค้าดั้งเดิมที่ผิดกฎหมายและใช้ทำความเลวนั้นยังคงมีขายอยู่ เพียงแต่ผู้ซื้อต้องรู้รหัสลับในการบอกผู้ขายจึงจะได้มา เขาใช้เวลานับเดือนในการลอบสังเกตการซื้อขายของผู้คนในตรอกคนโฉดโดยเน้นร้านที่ดูลึกลับ จึงพอจะรู้ว่าผู้ใดมาซื้อสินค้าชนิดดีและผู้ใดมาซื้อสินค้าชนิดเลว
คืนนี้น่าตกใจอย่างยิ่งที่เขาได้พบสตรีชุดแดงผู้นั้นที่นี่!
หน้าท้องของนางนูนชัดขึ้น ล่วงเข้าเดือนที่ห้า ฟ่านหลี่เจี๋ยที่ได้กลายเป็นท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนสำคัญยังต้องเดินทางไปราชการแต่เช้า ทว่ากำชับมิให้ผู้ใดรบกวนฮูหยินน้อยที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงจนตะวันแผดกล้า ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นเต้นยิ่งกว่าทุกคน คอยกำชับเรื่องอาหารกับพ่อครัวเป็นพิเศษ แต่ละวันก็คอยไล่ให้ลูกสะใภ้ออกไปหาอาหารบำรุงหลานสะใภ้ ความหวังที่จะได้เป็นย่าทวดนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ขณะเดียวกันก็ให้บ่าวออกไปส่งข่าวที่วังสามพยัคฆ์เรียกร้องให้แฝดสี่ที่วัยจวนจะสามขวบมาเยี่ยมท่านยายและท่านยายทวดที่จวน พระชายาฟ่านซิ่วอิงเห็นว่าพี่สะใภ้ครรภ์โตขึ้นจึงพยายามพาโอรสและธิดามาให้ท่านหญิงจีได้ซึมซับความสุขของการเลี้ยงเด็ก ต้าลู่โอรสองค์โตเป็นผู้มีความเป็นผู้นำอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มาเยือนจวนตระกูลฟ่านก็มักจะเดินเอามือไพล่หลังสำรวจห้องต่างๆ ราวกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อย ท่าทีของเขาทำเอาฮูหยิน ผู้เฒ่าอดอมยิ้มมิได้ “เจ้าดูสิ ต้าลู่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนชินอ๋อง ทั้งท่าทางและการทำสีหน้า เดินไปที่ใดล้วนข่มให้บ่าวและสาวใช้เกรงกลัวกันได้ทั่วหน้า” ฮูหยิน
เจดีย์หยกสวรรค์สีขาวกระจ่างตาในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทุกคนต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันเพื่อไปยังฐานของเจดีย์ที่ตั้งตระหง่าน นับตั้งแต่พิธีสมโภชการตั้งเมืองหมิงเป็นเมืองหลวงของแคว้นก็ยังไม่เคยมีพิธีสำคัญที่จัดบนนี้มาก่อน หลังจากฮ่องเต้ทรงทราบข้อตกลงของสี่ตระกูลใหญ่จากท่านฝู่กั๋วกงแล้วทรงยินดียิ่งนัก ทรงระมัดระวัง มิยอมเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใด สั่งการเพียงให้องครักษ์ทั้งหมดในวังเตรียมตัวให้พร้อม และยังมอบหมายให้ฟ่านหลี่เจี๋ยไปจัดเตรียมมือปราบทั้งหมดที่มิได้เข้าเวรตรวจตราเมืองเตรียมกำลังเอาไว้ท่านผู้เฒ่าจากสี่ตระกูลเดินขึ้นบันไดสูงโดยมีบุตรและบุตรีจากแต่ละตระกูลคอยพยุงฮ่องเต้ทรงสั่งให้ท่านอ๋องเก้าโดยเสด็จ ด้านล่างรอบเจดีย์ถูกล้อมโดยผู้อารักขานับพันคน และมีพลธนูซุ่มอยู่โดยรอบอีกนับร้อย“งานนี้จะผิดพลาดมิได้เลย ฤกษ์ดีนี้ร้อยปีจึงมีครั้ง หากเลยคืนนี้ไปไม่รู้ว่าหยกหยินหยางจะทำให้เจดีย์หยกสวรรค์เปิดออกได้หรือไม่?”เมื่อบุคคลสำคัญที่จะร่วมพิธีเดินขึ้นไปด้านหน้าเจดีย์พร้อมกันแล้ว ท่านฝู่กั๋วกงจึงหันไปหาชายาเอกหวังที่ยืนอยู่ข้างตน “เจ้าอย่าให้คบไฟดับเด็ดขาด”ท่านผู้เฒ่าจากแต่ละตระกูลพร้อม
สาวใช้ที่ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่เรือนคนใช้หลังเล็ก ค่อยๆ ย่องออกมาพร้อมห่อผ้าสีดำขนาดใหญ่ในมือ นางเดินวนไปข้างเรือนแล้วหยิบเอาพลั่วติดมือไปด้วย หลังจากแอบมองเวรยามในจวนเดินผ่านไปแล้วก็วิ่งรี่ไปอิงแอบกับต้นใม้ใหญ่ที่อยู่ห่างเรือนออกไปเล็กน้อย เงาตะคุ่มๆ ที่ออกมาจากต้นไม้ใหญ่ต้นถัดไปคือ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง “เจ้ามาแล้วหรือ? เอาของที่ว่ามาด้วยหรือไม่?” “เอามาแล้ว อยู่นี่” นางชูห่อผ้านั้นให้บุรุษดู “ดี!” ทั้งสองค่อยๆ ลัดเลาะไปยังสวนหลังเรือนที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่าน ฝ่ายชายรับเอาพลั่วนั่นขุดลงตรงโคนต้น แล้วยื่นมารับห่อผ้าจากสตรี จากนั้นจึงหย่อนลงไปในหลุม พวกเขาทั้งสองช่วยกันกลบจนมิดชิด “เสร็จแล้ว เจ้าไม่น่าขโมยมันออกมาด้วยเลยจริงๆ หากมีคนจับได้ว่าของชิ้นนี้มาวังท่านอ๋องสี่มีหวังเจ้าถูกสั่งประหารเป็นแน่” “แค่ฝังไว้ก็จะช่วยข้าได้จริงหรือ?” “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้หรอก แต่หากเจ้ายังขืนเก็บไว้กับตัวก็ไม่แน่” “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าซ่อนของที่ขโมยมาไว้ที่นี่” “สวนนี้ไม่มีคนมาดูแลนานแล้ว
ท่านฝู่กั๋วกงนั่งดูดวงดาวอย่างเคร่งเครียด ในเมื่อชะตาเกิดของฟ่านหลี่เจี๋ยมีส่วนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชะตาของบุตรสาวคนรองแล้ว ก็ยังเหลือสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำให้สำเร็จคือการผนึกตรามังกรคู่ หลังจากการรวมหยินหยางของสองสามีภรรยาทำให้หยกสวรรค์ปรากฎ นับว่าวาสนาชะตาเกิดของเจ้าก้อนแป้งน้อยในท้องจีลี่อิงย่อมเป็นมงคลอย่างยิ่ง “ท่านพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าเห็นท่านนั่งคร่ำเคร่งมาสองคืนแล้วนะเจ้าคะ” จีเซียงอี๋ยกถาดยาบำรุงมาส่งให้บิดา “ท่านดื่มเสียหน่อยเถิดนี่ก็ดึกดื่นแล้ว” “ยิ่งดึกดวงดาวยิ่งชัดเจน หากไม่รอยามนี้คงยากจะได้เห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่” “สิ่งใดหรือเจ้าคะ?” “การโคจรที่ผิดปกติของดวงดาวน่ะสิ” ฝู่กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “การดูดวงดาวและทำนายทายทักที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษตระกูลจีนับว่าเป็นดาบสองคมอย่างแท้จริง หากใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และบุคคลก็ย่อมเกิดประโยชน์” “อย่างไรหรือท่านพ่อ?” “หากเจ้าใช้ทำนายในสิ่งที่จะมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ก็อาจจะกลายเป็นภัยร้ายเหมือนที่ท่านปู่เจ้าได้ประสบอย่างไรเล่า?”
“ท่านพี่ ท่านไม่รีบเข้าเฝ้าเช้านี้ดอกหรือ?” “ข้าแจ้งขอลาไปแล้ว เรื่องของเจ้ายามนี้สำคัญยิ่ง ส่วนเรื่องในราชสำนักยามนี้ยังมีผู้คอยดูแลแทนข้าอยู่ เจ้าเองก็นอนอีกสักหน่อยเถิด ยามสายค่อยอาบน้ำกินข้าว” สามีบังคับให้ท่านหญิงจีนอนต่ออีกสักพัก ครั้นแดดสายสาดถึงห้องนอนเขาจึงปลุกให้นางตื่น “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ท่านพี่มิยินยอมให้สาวใช้เข้าใกล้นาง เขาอุ้มนางลงอาบน้ำเช็ดถูเนื้อตัวนางอย่างเบามือ สระผมด้วยความเอาใจใส่ “เจ้าหอมแล้ว” เขายื่นจมูกโด่งเป็นสันมาคลอเคลียผิวแก้มที่เปื้อนไอน้ำของนาง ทั้งใช้นิ้วสางผมให้สักครู่ก็หันมาจูบแก้ม สักหน่อยก็จูบขมับ “ท่านพี่เจ้าคะ ทำเช่นนี้เมื่อใดข้าจะอาบน้ำเสร็จเสียที” “ข้าสระผมให้เจ้าแล้ว ลืมไปว่าข้าเองก็ควรจะอาบด้วย” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเปลื้องเสื้อผ้าพาดไว้ด้านข้างแล้วหย่อนร่างมาแนบชิด “ให้ข้าสระผมให้ท่านพี่ดีหรือไม่?” ท่านหญิงจีเงยหน้าขึ้นเอ่ยเอาใจ นางลืมไปว่าท่านพี่ผู้เป็นบัณฑิตหน้าตายผู้นี้ หากได้คืบก็มักจะเอาศอก ดีว่ายามนี้เขาเอาแต่พึมพำ
“เห็น เหมือนจะมีแสงออกจากฟูกนี้ด้วย” ปานเหมยกุ้ยมองหน้า ปานหวงหลาน “เจ้าว่าในนี้มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่?” ปานเหมยกุ้ยมองซ้ายมองขวา ยามนี้คุณชายใหญ่อุ้มฮูหยินน้อยออกไปนั่งสูดอากาศที่ศาลาริมน้ำ มีเพียงนางสองพี่น้องอยู่ในห้อง “ค้นดูเร็ว!” ปานหวงหลานรีบบอกญาติผู้พี่ พวกนางทั้งสองเลาะตะเข็บฟูกด้านหนึ่งแล้วล้วงหา เพราะความที่เคยซุกซ่อนสิ่งสำคัญไว้ในหมอนทำให้สองพี่น้องอดระแวงมิได้ “ข้าเจอแล้ว!” ปานหวงหลานคลำไปดูกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่ง เมื่อนางดึงออกมาดู สองพี่น้องถึงกับชะงัก ยันต์นั้นเรืองแสงขึ้นอีกแวบหนึ่ง “เก็บไว้ที่เดิมเถิด ยันต์นี้คงเป็นของศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่” ปานเหมยกุ้ยเห็นดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส นางหยิบเอาเข็มและด้ายมาส่งให้ญาติผู้น้อง “สิ่งนี้อาจจะทำให้ฮูหยินน้อยฟื้นก็ได้” สองพี่น้องเย็บช่วยกันครู่หนึ่งก็เรียบร้อย ทั้งสองสบตาเป็นเชิงเตือนอีกฝ่ายว่าห้ามบอกผู้ใด เมื่อเห็นแดดเริ่มแรง ฟ่านหลี่เจี๋ยจึงอุ้มร่างภรรยากลับมายังห้องนอน วางนางลงบนฟูกที่ปูใหม่ กลิ่นไอแดดให้ความสดชื่นและรู้สึกถึงความร้อนที่ยังแผ่กระจายอยู่ในเนื้อ







