LOGIN“แค่ก แค่ก!!!”
เสียงไอแหบแห้ง ของคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียง ทำให้สาวใช้คนสนิทรีบนำน้ำอุ่นมาให้คนป่วยจิบ ด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ที่ผ่านมาพวกตนจะถูกด่าทอมากเท่าไร ก็ไม่เคยเก็บเอาคำด่าทอนั้น มาโกรธเคืองคุณหนูเลยสักครั้ง
“อึก อึก…”
“ลี่เอ๋อร์ลูกแม่ เจ้ากลับมาแล้ว ค่อย ๆ จิบน้ำอุ่นไม่ต้องรีบ เดี๋ยวจะสำลักเอาได้”
ใบหน้างามที่มีความซีดเซียวอยู่มาก เนื่องจากนอนป่วยมานาน หลังจากได้จิบน้ำอุ่น ๆ จนชุ่มคอแล้ว จึงแหงนเงยหน้าขึ้นมามองมารดา ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เตียงนอนของตน ดวงตากลมโตแวววาวไปด้วยหยาดน้ำตา ที่เอ่อคลอออกมาเต็มดวงตา และดูท่าว่ากำลังจะหยดลงมาอาบแก้มเนียนใสในไม่ช้านี้
“ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงอ่อนระโหยโรยแรงดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ลี่เซียนก็พยายามพูดสื่อสารออกมาเป็นประโยคให้จงได้ ในใจก็หงุดหงิดที่ร่างกายของตนไม่แข็งแรงเท่าเมื่อก่อน ‘เฮ้อ ข้าต้องฝึกนานเท่าไรกว่าจะมีฝีมือเฉกเช่นเดิม’
ในที่สุดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ ที่เจ้าตัวพยายามอดกลั้นเอาไว้ ก็ไหลลงมาอาบแก้มเนียนจนได้ ความเข้มแข็งที่นางตั้งใจเอาไว้พังทลายลงเมื่อพบเจอหน้ามารดา ที่มีใบหน้าทรุดโทรมลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
สาเหตุของความทรุดโทรม คงเพราะกังวลกับอาการป่วยของบุตรสาว และต้องคอยมาเฝ้าไข้บุตรสาวที่ไม่ได้เรื่องเช่นนาง ที่วัน ๆ หาแต่เรื่องตบตีกับชาวบ้าน จนตัวเองเกือบเอาชีวิตไม่รอด!!
‘โอ้ ชีวิตนี้ข้ามีนิสัยโง่งมโดยแท้’
“ลี่เอ๋อร์ของพ่อ เจ้ากลับมาแล้ว”
ประตูหน้าเรือนนอนของลี่เซียนเปิดออกทันที ที่ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มของบุรุษที่คอยอุ้มชูเลี้ยงดู ให้ความรักและเอาใจใส่นางมาตั้งแต่ยังแบเบาะ น้ำตาที่กำลังไหลออกมา ก็ยิ่งไหลทะลักออกมามากกว่าเดิม น้ำตาเม็ดเล็ก ๆ ไหลอาบแก้มเนียนทั้งสองข้างจนเปียกชื้นไปทั่วใบหน้า
“ท่านพ่อ ลูกกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงสะอื้นร่ำไห้แผ่วเบา แว่วเสียงดังออกไปตามสายลม จนบุรุษสูงศักดิ์ที่ยังคงยืนรอดูเหตุการณ์อยู่หน้าเรือนได้ยินชัดเจน หัวใจแกร่งที่เคยเฉยชากระตุกขึ้นวูบหนึ่ง ครู่เดียวเท่านั้นความรู้สึกของอ๋องหนานกงชิง ก็กลับมาเฉยชาเฉกเช่นเดิม
“กลับกันเถอะ”
“ขอรับท่านอ๋อง”
เป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว ที่โจวลี่เซียนฟื้นขึ้นมาจากอาการเจ็บป่วย ในแต่ละวันภาพที่พบเห็นได้จนชินตาของบรรดาบ่าวไพร่ในจวนคือ คุณหนูคนเดียวของตระกูลจะออกมาฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่เช้ามืด ที่ลานฝึกยุทธ์ที่บิดาให้คนมาจัดสร้างไว้ให้บุตรสาว ตามความประสงค์ของนางตั้งแต่เมื่อครั้งหายป่วยใหม่ ๆ
ในบางครั้งก็จะมีคุณชายใหญ่โจวสืออี้ ที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาร่วมฝึกฝนด้วยเช่นกัน ลี่เซียนขอฝึกฝนด้วยตนเอง ไม่ต้องการให้จ้างอาจารย์มาสอน เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับใครทั้งนั้น
โจวลี่เซียนทบทวนกระบวนท่า และรูปแบบการฝึกฝนของแต่ละศิลปะการต่อสู้ ที่ตนเองเคยร่ำเรียนมา และเคยใช้งานอย่างคล่องแคล่วมาตลอดจวบจนอายุ 30 ปี ชีวิตของสายลับมือ 1 แห่งองค์กรข้ามชาติ ได้จบสิ้นลงเพราะต้องการช่วยเหลือผู้คนมากกว่าแสนชีวิต
ใช่แล้ว!! หลังจากตกลงไปในสระบัวเมื่อครั้งนั้น ลี่เซียนก็จดจำเรื่องราวของชาติที่แล้วได้อย่างแม่นยำ เรื่องราวที่น่าตื่นตะลึงว่า ชีวิตของนางเคยสร้างประโยชน์ต่อผู้คนมานับไม่ถ้วน จวบจนนาทีสุดท้ายของชีวิต ก็ต้องจากไปเพราะอุทิศตนช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ให้รอดพ้นจากหายนะ
เอลิเซีย ลูกครึ่งจีนสหรัฐ สายลับสาวมือ 1 ขององค์กรข้ามชาติ ได้เข้าไปปลดสลักระเบิดเวลา ที่ผู้ก่อการร้ายฝังเอาไว้ใจกลางกรุงปักกิ่งด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้ประชาชนนับแสนมาบาดเจ็บล้มตายจากแรงระเบิด เมื่อเล็งเห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้น ไม่เพียงพอต่อการเก็บกู้ระเบิดแล้ว
‘ชาติก่อนข้าทำตัวมีประโยชน์มากมาย ชาตินี้ข้าเลยทำตัวไร้ประโยชน์สินะ’
ในวันแรก ๆ ของการฝึกเคลื่อนไหวตามกระบวนท่าที่จดจำได้ ย่อมติดขัดอยู่บ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอผ่านพ้นไปได้เพียง 3 วันเท่านั้น ลี่เซียนก็สามารถเคลื่อนไหวตามกระบวนท่า ของศิลปะการต่อสู้ ที่เคยฝึกฝนมาจากองค์กรข้ามชาติ ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
นางรู้สึกสนุกและมีความสุข กับการฝึกฝนการต่อสู้ที่จดจำได้ในชาติก่อนยิ่งนัก หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกฝนการออกอาวุธทั้งมีดสั้น ดาบ ยิงธนู และฝึกขี่ม้าจนคล่องตัวในเวลาอันรวดเร็ว
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมานั้น เอลิเซียคนเดิมทำไว้จนชำนาญแล้ว โจวลี่เซียนคนใหม่เพียงแค่ทบทวน และนำมาใช้ให้คล่องแคล่วเพียงเท่านั้น
ย่างเข้าเดือนที่ 4 โจวลี่เซียน จึงได้มีความคิดอยากออกมาเดินเล่น ที่ภายนอกจวนราชครูดูเสียบ้าง จึงได้ชักชวนสาวใช้คนสนิททั้งสองคน ให้ออกไปเดินเล่นด้วยกัน เพราะตั้งใจจะไปแวะนั่งจิบชา ที่โรงน้ำชาที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวง เผื่อจะได้รับรู้ข่าวสารของบ้านเมืองสักหน่อย
‘ถ้ามีอินเตอร์เน็ตใช้งานเหมือนยุคนั้นคงจะดี ข้าจะได้ไม่ต้องออกไปนั่งจิบน้ำชาที่ร้านให้เสียเวลา’
“ท่านแม่ ลูกจะไปเดินเล่นที่ตลาด แล้วแวะจิบชาที่โรงน้ำชาจันทร์ฉายนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานกล่าวขออนุญาตมารดา เมื่อต้องการออกไปข้างนอกจวน ตามมารยาทที่ดีของคุณหนูในห้องหอ ถึงแม้ว่าเมื่อก่อน นางจะไม่เคยเข้ามาขออนุญาตเลยก็ตาม!!
“หืม…. ไปสิลี่เอ๋อร์ ให้สาวใช้ทั้งสองของเจ้าตามไปด้วย ดูแลตัวเองด้วยนะลูก แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก แต่ก็รู้ว่าเจ้าอุดอู้อยู่ในจวนมานานมากแล้ว ได้ออกข้างนอกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างย่อมสมควร”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ลูกจะดูแลตัวเองและไม่สร้างปัญหาอีกเด็ดขาด ท่านแม่จงเชื่อใจในตัวลูก เพราะลูกไม่ใช่โจวลี่เซียนตัวไร้ประโยชน์คนเดิมอีกแล้ว”
“อืม ลี่เอ๋อร์ลูกของแม่ดีที่สุดเสมอ ใครไม่รักก็ช่าง แต่จงจดจำเอาไว้ว่าครอบครัวของเรารักเจ้ามากที่สุด”
น้ำเสียงอ่อนโยนของโจวฮูหยิน ที่เป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมจิตใจของบุตรสาวและบุตรชาย ลี่เซียนรู้สึกว่าตนเองโชคดียิ่งนัก ที่เกิดมาในครอบครัวที่บิดามีภรรยาแค่คนเดียว และคนในครอบครัวก็รักใคร่สามัคคีกันดี ไม่เหมือนตระกูลขุนนางใหญ่บางตระกูล ที่มีแต่ปัญหาของเหล่าภรรยา ต่างตบตีแย่งชิงความโปรดปรานของสามีจนน่าปวดหัว
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ฟอด ฟอดดดด”
เมื่อกล่าวจบ แก้มนุ่มนิ่มทั้งสองข้างของมารดา ก็ถูกนางจับจองสูดดมเข้าเต็มปอด ถ้าเป็นลี่เซียนคนเดิมก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้ แต่ลี่เซียนคนใหม่ ที่มีความทรงจำตอนเป็นลูกครึ่งสาวสุดแกร่ง ย่อมกล้าที่จะแสดงความรักกับมารดาเฉกเช่นเวลานี้
เรื่องที่นางจดจำชาติก่อนได้ ก็ถูกถ่ายทอดให้บิดามารดารับฟังจนหมดสิ้น ลี่เซียนไม่มีความลับใด ๆ กับบุพการีเพราะพวกท่านอยู่กับนางทุกช่วงชีวิต เมื่อฟื้นขึ้นมาพวกท่านย่อมจับสังเกตได้ ถึงความผิดปกติของนาง
ลี่เซียนจึงต้องเล่าให้พวกท่านฟังทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แม้กระทั่งพี่ชายของนางก็รับรู้ด้วยทั้งหมด จะมีเพียงบ่าวไพร่ในจวนที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้
“บ๊ายบาย เจ้าค่ะท่านแม่”
“เหอะเจ้าลูกคนนี้ ไม่ต้องมาพูดภาษาต่างแดนกับแม่แล้ว แม่ปวดหัวยิ่งนัก”
โจวฮูหยินยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ที่ถูกบุตรสาวหอมแก้มแสดงความรัก ถึงแม้ว่าช่วงแรก ๆ จะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่ไม่นานก็เริ่มชินและชื่นชอบ ที่บุตรสาวแสดงความรักกับตนแบบนี้
เมื่อเดือนที่แล้ว ราชครูโจวเยี่ยนกับโจวฮูหยิน ได้พาโจวลี่เซียนขึ้นไปกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไต้ซือที่วัดบนภูเขา ตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ พวกท่านก็ได้รับคำยืนยันจากไต้ซือว่า บุตรสาวคนนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตด้วยตนเอง ไม่มีอะไรน่ากังวลอีกแล้ว
ตลาดใจกลางเมืองหลวง
รถม้าคันใหญ่จากจวนราชครู ขับเคลื่อนเข้าไปในบริเวณย่านการค้าใจกลางเมืองหลวง เมื่อถึงที่หมายแล้วจึงจอดรถม้า เพื่อให้คุณหนูของตระกูลลงเดินจับจ่ายซื้อของตามที่ต้องการ
ร่างอรชรอวบอิ่ม ที่ไม่ได้ผอมบางเหมือนกิ่งหลิว เฉกเช่นเมื่อก่อนแล้ว เดินลงมาจากรถม้าด้วยตนเอง ในทุก ๆ วันโจวลี่เซียนจะเน้นกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะจำพวกเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะชื่นชอบเป็นพิเศษ เนื่องจากนางต้องการใช้ร่างกายที่แข็งแรง ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ของตนเองเมื่อครั้งเป็นสายลับ
ในเวลานี้ร่างกายของลี่เซียนจึงดูสมส่วน และดูอวบอิ่มยิ่งนัก โดยเฉพาะจุดที่สวยงามของสตรีนั้น นางก็มีจนมากล้นออกมา ประกอบเข้ากับใบหน้าที่งดงามล่มเมืองที่แลดูงามหยาดเยิ้มมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก จนสาวใช้คนสนิทรู้สึกนึกเป็นห่วงคุณหนูของพวกนาง ยามที่ต้องออกมาเดินเล่นนอกจวนเช่นนี้
กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







