LOGINการเดินทางโดยรถม้าผ่านไปแล้ว 7 วัน ด้วยเพราะโจวลี่เซียนใช้รถม้าที่ไม่มีสัญลักษณ์ของจวนราชครู จึงได้เดินทางราบรื่น เสมือนชาวบ้านที่กำลังเดินทางออกนอกเมืองหลวง มีผู้ติดตามของบิดานั่งประจำที่นั่งของคนขับรถม้าทั้งสองคน
“คุณหนูขอรับ เมื่อถึงโรงเตี๊ยมที่อยู่ข้างหน้า พวกเราต้องจอดรถม้าฝากไว้ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ และนอนพักค้างแรมที่นี่สักคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะเดินเท้าเข้าไปในป่านะขอรับ เพราะต้องเดินขึ้นเขาที่มีเส้นทางยากลำบาก รถม้าไม่สามารถขับขึ้นไปได้”
“อืม พวกท่านทำตามที่เห็นสมควรเถิด”
หญิงสาวที่อยู่ในชุดสีดำรัดกุมเยี่ยงบุรุษ ทั้งยังสวมผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางไกล ได้กล่าวตอบผู้ติดตามทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้หวั่นเกรงต่อความยากลำบากใด ๆ เลย
เพราะยิ่งกาลเวลาเคลื่อนผ่านไปมากเท่าไร นับจากวันที่ลี่เซียนจดจำอดีตชาติของตนเองได้ ภาพความทรงจำตอนที่เป็น เอลิเซีย สายลับมือหนึ่ง ก็ยิ่งเด่นชัดมากเท่านั้น
ยามนี้ทุกความทรงจำในอดีตชาติ ได้หลอมรวมเข้ากับโจวลี่เซียนในภพนี้ กลายเป็นนางคนใหม่ที่มีแต่ความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ฝีมือการต่อสู้ก็หวนคืนกลับมาเกือบจะเต็มร้อยส่วนแล้ว
ทั้งสามคนเข้าพักที่โรงเตี๊ยมขนาดกลาง ที่มีสภาพภายนอกทรุดโทรม แต่ภายในดูสะอาดสะอ้านดี คงมีไว้สำหรับต้อนรับนักเดินทางทั่ว ๆ ไป ลี่เซียนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ โรงเตี๊ยมด้วยความเคยชิน
พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับบุรุษหน้านิ่งที่นางรู้จักดี ทั้งยังสงสัยว่าเขามาทำอันใดที่นี่ยามนี้ แต่ด้วยคิดว่าตนเองยังคงสวมผ้าปิดบังใบหน้าอยู่ ลี่เซียนจึงไม่ได้เดินไปทักทายบุรุษผู้นั้น และกำลังจะเดินผ่านขึ้นไปบนชั้นสอง เพื่อเข้าห้องพักที่นางจองไว้
“โจวลี่เซียน เจ้าจะไปไหน”
เสียงบุรุษที่ลี่เซียนตั้งใจไม่เดินไปทักทายดังอยู่ข้างหลังของนาง ลี่เซียนจำต้องหันหลังกลับมา เพื่อทักทายบุรุษผู้นั้นตามมารยาท
“คารวะท่านอ๋องเพคะ”
“อืม แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ในเวลาเย็นค่ำเช่นนี้”
ทั้ง ๆ ที่พอจะรู้อยู่บ้าง แต่อ๋องหนานก็ยังเอ่ยปากถามโจวลี่เซียนออกไป เพราะอยากรู้ว่านางจะตอบเขาเช่นไร
“หม่อมฉันมาทำธุระส่วนตัวเพคะ”
คำว่าธุระส่วนตัว ก็บ่งบอกแล้วว่าไม่สะดวกตอบคำถาม อ๋องหนานจึงไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบจากนาง แต่เขากลับเดินนำหน้านางมุ่งหน้าไปยังห้องพักของตนเอง ซึ่งอยู่ห้องข้าง ๆ กันกับห้องพักของโจวลี่เซียนนั่นเอง
ลี่เซียนเพียงแค่ปรายตามอง ไม่ได้สอบถามอะไรออกไป ให้อ๋องหนานกงชิงรำคาญใจ เพราะนางจดจำได้ว่าเขาไม่ชอบพูดคุยกับนาง จึงทำเพียงก้มหัวลงร่ำลา แล้วเปิดประตูห้องพักของตนเองอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์
ถ้าโจวลี่เซียนหันมามองด้านหลังสักนิด จะพบเห็นแววตาตัดพ้อน้อยใจ จากบุรุษหน้าน้ำแข็ง ที่นางเข้าใจมาตลอดว่าเขาไม่อยากสนทนากับนางให้รำคาญใจ
‘ใจคอเจ้าจะตัดขาดจากข้าไปจริง ๆ หรือ โจวลี่เซียน’
อ๋องหนานกงชิงก็มีนิสัยเช่นนี้ พอได้มาพบเจอกับโจวลี่เซียน ก็ไม่กล้าพูดคุยไปมากกว่านี้ เขาให้ฟานจงตามสืบข่าวว่านางเดินทางไปที่ไหน จนได้รับรู้ว่านางเดินทางมาร่ำเรียนวิชาแพทย์ กับหมอเทวดานามว่า ไท่จงเสียน
จึงได้เดินทางตามมาส่งห่าง ๆ ไม่ให้เป็นที่สังเกตของผู้ติดตามทั้งสองคน ที่ราชครูโจวสั่งการให้เป็นผู้มาส่งบุตรสาว แต่พอถึงโรงเตี๊ยมที่พัก เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงตัวให้โจวลี่เซียนพบเห็น เพราะอยากพูดคุยด้วย ก่อนที่จะต้องจากลากันเนิ่นนาน
ถึงแม้นางจะแต่งกายมิดชิดเยี่ยงบุรุษ สวมอาภรณ์ที่เขาไม่เคยเห็นนางสวมใส่ ทั้งยังใช้ผ้าสามเหลี่ยมปิดบังใบหน้าเอาไว้ แต่เขาก็ยังจดจำดวงตาของนางได้เป็นอย่างดี ดวงตากลมโตที่มีแพขนตาหนา จนดูหวานซึ้งน่ามองยิ่งนัก
ตอนแรกนึกว่าโจวลี่เซียนจะเดินมาทักทายเขา แต่นางกลับเดินผ่านไปเสียอย่างนั้น จนเขาต้องเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อน แต่ก็ได้พูดคุยกันแค่เพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น ในเวลานี้อ๋องหนานกงชิง เริ่มเข้าใจความรู้สึกของโจวลี่เซียน ที่คอยวิ่งตามเกี้ยวเขามาตลอด 3 ปีแล้ว
เช้าตรู่ของวันใหม่ลี่เซียนรีบจัดการตนเองให้เรียบร้อย แล้วเดินลงมาด้านล่างโรงเตี๊ยม ด้วยรูปลักษณ์รัดกุมเยี่ยงบุรุษเช่นเดิม ใบหน้าก็ยังคงปกปิดด้วยผ้าสามเหลี่ยมผืนบาง เพราะสะดวกใจที่จะไม่ให้ใครพบ
“คุณหนู กินอาหารเช้าก่อนเดินทางเสียหน่อยเถิดขอรับ”
ฝานคง หนึ่งในผู้ติดตามเชิญคุณหนูของเขา นั่งลงกินอาหารเช้าที่เขาสั่งไว้เตรียมพร้อมแล้ว
“อืม พวกท่านก็มานั่งกินด้วยกันเถิด จะได้รีบเดินทาง”
“ขอรับ/ขอรับ”
ฝานคง กับไห่เทียน สองผู้ติดตามตอบรับคำสั่งอย่างว่าง่าย เพราะรับรู้นิสัยของคุณหนูของพวกเขาว่าเป็นคนไม่ถือตัว จากการเดินทางร่วมกันมาเป็นเวลา 7 วันแล้ว
เช้านี้ในห้องอาหารของโรงเตี๊ยม มีผู้คนที่มาใช้บริการห้องพัก ออกมานั่งกินอาหารเช้ากันอย่างคับคั่ง เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางผ่านเข้าสู่ยุทธภพ จึงได้พบเห็นผู้คนที่แต่งกายแบบชาวยุทธ์ นั่งกินอาหารเช้าอยู่ภายในโรงเตี๊ยมเป็นจำนวนไม่น้อยเลย
โจวลี่เซียนปลดผ้าคลุมใบหน้าออก เพื่อจะได้รับประทานอาหารเช้าได้สะดวก ทันใดนั้นสายตาของบุรุษทุกคนที่อยู่ในห้องอาหาร ต่างจ้องมองมายังนาง ด้วยอาการตกตะลึงตาค้าง ด้วยไม่คาดคิดว่าจะพบเจอสาวงามล่มเมืองอยู่ในโรงเตี๊ยมโทรม ๆ เช่นนี้
บุรุษที่นั่งหลบอยู่โต๊ะมุมหนึ่งของห้องอาหาร รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในอารมณ์ เมื่อพบเห็นอาการของบุรุษหนุ่มทุกคนที่อยู่ในห้องอาหาร ซึ่งกำลังจ้องมองสตรีชุดดำที่ปลดผ้าคลุมใบหน้าออก กรามแกร่งกัดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ
“ฟานจง เจ้ามีหน้ากากครึ่งใบหน้าหรือไม่”
“เอ่อ ไม่มีขอรับ ท่านอ๋องจะใส่หน้ากากหรือขอรับ”
“อืม ช่างเถอะ”
ลี่เซียนกับผู้ติดตามทั้งสอง ต่างรีบกินอาหารเช้าให้อิ่ม เพื่อจะได้รีบเดินทางขึ้นเขาแต่เช้าตรู่ เพราะไม่อยากไปถึงที่พักของหมอเทวดามืดค่ำจนเกินไป
เพราะเส้นทางไปที่พักของหมอเทวดานั้น ค่อนข้างอันตราย ต้องเดินเลียบเส้นทางที่มีหุบเหวลึกหลายจุด และอาจจะมีโจรป่าผ่านทางมาได้ แต่ขณะที่ทั้งสามคนกำลังเร่งรีบรับประทานอาหารอยู่นั้น ก็มีเสียงบุรุษที่ไม่คุ้นเคยเอ่ยทักทายขึ้นมา
“แม่นาง เจ้าจะเดินทางไปที่ไหนหรือ ให้ข้านำทางหรือไม่ ยุทธภพนี้ข้าค่อนข้างรู้จักเส้นทางดี”
บุรุษผู้หนึ่งที่แต่งกายแบบชาวยุทธ์ เดินเข้ามาทำความรู้จักกับสตรี ที่มีใบหน้างดงามที่สุด ตั้งแต่เขาเคยพบเจอสตรีมา จึงไม่อยากปล่อยโอกาสดี ๆ เช่นนี้ ในการทำความรู้จักกัน
“ข้ามีผู้นำทางแล้ว ไม่รบกวนท่าน”
ลี่เซียนเอ่ยตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เพราะไม่ได้อยากรู้จักบุรุษผู้นี้ แต่ก็ไม่อยากเสียมารยาทกับชาวยุทธ์ จนนำพาไปสู่ปัญหาใหญ่
“ใช่ นางมีผู้นำทาง และผู้ติดตามมากเพียงพอแล้ว”
บุรุษที่มีใบหน้าถมึงทึง บ่งบอกว่าอยู่ในอารมณ์ไม่พอใจ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ขณะเดินเข้ามาที่โต๊ะของโจวลี่เซียน
ชาวยุทธ์หนุ่มเมื่อเห็นว่าสตรีผู้งดงาม มีบุรุษติดตามมาด้วยหลายคน และบุรุษหนึ่งในนั้นก็ดูท่าทางสูงศักดิ์ จึงได้ล่าถอยเดินกลับไปที่โต๊ะของตนเอง เพราะไม่อยากมีปัญหากับผู้มีอำนาจให้ตนเองเดือดร้อน
“ข้าจะตามไปส่ง เจ้าก็เห็นแล้วว่าโลกภายนอกอันตรายเพียงใด ห้ามปฏิเสธด้วย ให้นึกถึงบิดามารดาของเจ้า ที่กำลังเป็นห่วงบุตรสาวอยู่ที่จวน”
น้ำเสียงเฉยชาเอ่ยขึ้น โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้ลี่เซียนพูดปฏิเสธตนได้ ทั้งยังยกเอาความห่วงใยของบิดามารดามาเป็นเหตุผล เพื่อให้นางไม่กล้าตัดรอนน้ำใจจากเขา
กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







